บทสำรวจจรรยาบรรณของสื่อมวลชนไทยและคำถามเรื่องจริยธรรม
สื่อมวลชนมีหน้าที่ในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ให้ความรู้ สร้างความบันเทิง เผยแพร่เหตุการณ์ต่างๆให้ประชาชนได้รับรู้ ภายใต้กรอบแห่งจรรยาบรรณและจริยธรรม ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชนหรือสาธารณชนได้ประโยชน์สูงสุด จากข้อมูลข่าวสารที่สื่อได้เผยแพร่ออกมานั้น
บทความนี้มุ่งสำรวจข้อกำหนดเรื่องจรรยาบรรณของสื่อมวลชน รวมไปถึงจริยธรรม และการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ซึ่งจำกัดขอบเขตไว้ที่สื่อ 3 ประเภท คือ หนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ เพราะเป็นสื่อที่เข้าถึงการรับรู้ของสาธารณชนอย่างกว้าง มีอิทธิพลต่อการรับรู้ข่าวสารของประชาชน และเป็นที่ยอมรับกันว่าเป็นสื่อกระแสหลักในปัจจุบัน แม้จะมีสื่อสมัยใหม่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก เช่น สื่ออินเตอร์เน็ต วิทยุชุมชน โทรทัศน์ดาวเทียม เคเบิลทีวี เป็นต้น แต่ก็ยังไม่สามารถเข้าถึงการรับรู้ของประชาชนอย่างกว้างขวางเท่าสื่อกระแสหลัก จึงไม่นำมาเป็นส่วนหนึ่งของศึกษา เว้นแต่จะกล่าวถึงบ้างในบางกรณีที่เกี่ยวข้องกัน
ก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหาของการสำรวจข้อกำหนดเรื่องจรรยาบรรณและจริยธรรมของสื่อมวลชน จะขอทำความเข้าใจเรื่องความหมายของจรรยาบรรณและจริยธรรมเพื่อความเข้าใจร่วมกันก่อน ดังนี้
จรรยาบรรณ พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 ให้ความหมายว่า “ประมวลความประพฤติที่ผู้ประกอบอาชีพการงานแต่ละอย่างกำหนดขึ้น เพื่อรักษาและส่งเสริมเกียรติคุณชื่อเสียงและฐานะของสมาชิก อาจเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ก็ได้” ดังนั้น จรรยาบรรณของสื่อมวลชน จึงหมายถึงข้อบังคับหรือข้อตกลงร่วมกันของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนร่วมกันกำหนดขึ้น เพื่อเป็นแนวทางในการทำงาน ในอันที่จะรักษาและส่งเสริมเกียรติคุณชื่อเสียงและฐานะของสมาชิก นั่นเอง
จริยธรรม พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 ให้ความหมายว่า “ธรรมที่เป็นข้อประพฤติ ปฏิบัติ,ศีลธรรม,กฎศีลธรรม” ดังนั้น จริยธรรมของสื่อมวลชนจึงหมายถึง ธรรมที่เป็นข้อประพฤติปฏิบัติของสื่อมวลชน ซึ่งก็คือ จรรยาบรรณของสื่อมวลชนนั่นเอง
จรรยาบรรณของสื่อมวลชนมีเจตนารมณ์เพื่อควบคุมให้สื่อมวลชน ทำงานอย่างเที่ยงตรงต่อข้อเท็จจริง ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ และยึดถือประโยชน์ของสาธารณชนเป็นใหญ่ ดังจะเห็นได้จากข้อกำหนดแห่งจรรยาบรรณของ สื่อมวลชนประเภทต่างๆที่ตราไว้อย่างละเอียด ซึ่งหากสื่อมวลชนสามารถรักษาจริยธรรมของตนคือการปฏิบัติตามหลักแห่งจรรยาบรรณได้อย่างเต็มที่แล้ว ย่อมจะหวังได้ว่า สาธารณชนคือคนรับข้อมูลข่าวสารย่อมจะได้ประโยชน์อย่างสูงสุดจากการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน
จรรยาบรรณของสื่อมวลชนไทยมีกำหนดไว้อย่างไรบ้างนั้น จะได้สำรวจโดยละเอียดในหัวข้อถัดไป
จรรยาบรรณของสื่อมวลชนไทย
ในเรื่องจริยธรรมของสื่อมวลชนไทยนี้ แต่ละประเภทมีองค์กรกำกับดูแลกันเองและมีการกำหนดจรรยาบรรณขึ้นไว้ให้สมาชิกปฏิบัติตาม ดังนั้น จึงขอยกจรรยาบรรณของสื่อมวลชนประเภทต่างๆมาไว้โดยละเอียด ดังนี้
1. จรรยาบรรณหนังสือพิมพ์
กำหนดโดย สมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้กำหนด “จริยธรรมของสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย” เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2510 ไว้ดังนี้
(1) ความรับผิดชอบ (Responsibility) ได้แก่ ความรับผิดชอบต่อผลประโยชน์อันชอบธรรมของปัจเจกชน สถาบัน ประเทศชาติ ศาสนา และราชบัลลังก์ (ตรงกับหลักพุทธศาสนาคือ กิจญาณ)
(2) ความมีเสรีภาพ (Freedom) ได้แก่ เสรีภาพที่มีความรับผิดชอบกำกับ (ตรงกับหลักธรรมในพุทธสาสนาคือ ปวารณา หรือ ธรรมาธิปไตย)
(3) ความเป็นไท (Independence) ได้แก่ ความไม่ตกเป็นทาสของใครทั้งกายและจิตใจ โดยอามิสสินจ้างอื่นใด(ตรงกับหลักธรรมในพุทธศาสนาคือ ความไม่ตกเป็นทาสของอกุศลมูล)
(4) ความจริงใจ (Sincerity) ได้แก่ ความไม่มีเจตนาบิดเบือน ผิดพลาดต้องรีบแก้ไข (ตรงกับหลักธรรมในพุทธศาสนา คือ สัจจะ)
(5) ความเที่ยงธรรม (Impartiality) ได้แก่ ความไม่ลำเอียง หรือความไม่เข้าใครออกใคร (ตรงกับหลักธรรมในพุทธศาสนา คือ ความไม่มีอคติ 4 ประการ หมายถึง “ฉันทาคติ” ลำเอียงเพราะรัก “โทสาคติ” ลำเอียงเพราะชัง “ภยาคติ” ลำเอียงเพราะกลัว “โมหาคติ” ลำเอียงเพราะหลง)
(6) ความมีน้ำใจนักกีฬา (Fair Play) ได้แก่ การปฏิบัติดีงาม ไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล เว้นแต่จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะ (ตรงกับหลักธรรมในพุทธศาสนา คือ สุปฏิบัติ)
(7) ความมีมารยาท (Decency) ได้แก่ การใช้ภาษาและภาพที่ไม่หยาบโลนและลามกอนาจาร หรือส่อไปในทางดังกล่าว (ตรงกับหลักพุทธศาสนาคือ โสเจยยะ หรืออาจารย์สมบัติ)
นอกจาก “จริยธรรมของสามาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย” แล้ว ยังกำหนด “จรรยาบรรณหนังสือพิมพ์” ไว้อีก 7 ข้อ คือ
(1๑) การส่งเสริมและรักษาไว้ซึ่งเสรีภาพของหนังสือพิมพ์ เป็นภารกิจอันมีความสำคัญเหนืออื่นใดสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์
(2) การเสนอข่าว ภาพ หรือการแสดงความคิดเห็น ต้องเป็นไปด้วยความสุภาพ สุจริต ปราศจากความมุ่งหวังในประโยชน์ส่วนตนหรืออามิสสินจ้างใดๆ
(3) การเสนอข่าว ต้องเสนอแต่ความจริง พึงละเว้นการต่อเติมเสริมแต่ง หากปรากฏว่าข่าวใดๆไม่ตรงต่อความจริงต้องรีบแก้ไขโดยเร็ว
(4) การที่จะให้ได้ข่าว ภาพ หรือข้อมูลอย่างใดๆมาเป็นของตน ต้องใช้วิธีการที่สุภาพและซื่อสัตย์
(5) ต้องเคารพต่อความไว้วางใจที่ได้รับมอบหมายจากการปฏิบัติหน้าที่ในวิชาชีพของตน
(6) ต้องปฏิบัติหน้าที่ของตนโดยถือเอาสาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ ไม่ใช้ตำแหน่งหน้าที่แสวงหาประโยชน์ส่วนตน หรือหมู่คณะโดยมิชอบ
(7) ต้องไม่กระทำการใดๆอันเป็นการบั่นทอนเกียรติคุณของวิชาชีพหรือความสามัคคีของเพื่อนร่วมวิชาชีพ
(อ้างอิงจาก “ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสื่อมวลชน” เอกสารการสอน สาขาวิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช หน่วยที่ 9-15 )
ในส่วนของหนังสือพิมพ์นี้ นอกจาก จริยธรรมหรือจรรยาบรรณที่กำหนดโดย สามาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ดังข้างต้นแล้ว สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย ก็มี จรรยาบรรณของสามคมฯ ให้สมาชิกได้ยึดถือปฏิบัติเป็นหลักเดียวกัน ซึ่งใจความก็ไม่ต่างจากจรรยาบรรณของสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จึงไม่ได้ยกมาไว้ในที่นี้
2. จรรยาบรรณสื่อวิทยุและโทรทัศน์
กำหนดโดยสมาคมนักวิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ได้ตราประมวลจรรยาบรรณวิชาชีพนักจัดรายวิทยุและโทรทัศน์ เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2538 แบ่งเป็น 5 หมวด คือ หมวดทั่วไป หมวดจรรยาบรรณในการเสนอข่าว หมวดจรรยาบรรณในการแสดงความเห็นและการวิพากษ์วิจารณ์ หมวดจรรยาบรรณในการประกาศโฆษณา หมวดความประพฤติ ในที่นี้จะยกหมวดว่าด้วยการเสนอข่าว มาเป็นหลักในการพิจารณา คือ
(1) ไม่เสนอข่าวและภาพซึ่งรู้อยู่แก่ใจว่าเป็นเท็จ ไม่ว่าลักษณะใดๆ
(2)ไม่เสนอข่าวและภาพซึ่งทำให้ประชาชนเสียขวัญ เกิดการแตกแยกกระทบกระเทือนความมั่นคงแห่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และสัมพันธไมตรีอันดีระหว่างประเทศ
(3) ไม่เสนอข่าวและภาพลามกอนาจาร ซึ่งขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
(4) ไม่เสนอข่าวลือและภาพไร้สาระ ชวนให้หลงเชื่องมงาย
(5)ไม่เสนอข่าวลือและภาพไร้สาระ
(6) ไม่สอดแทรกความเห็นใดๆของตนลงไปในข่าว
(7)ในกรณีคัดลอกข้อความจากหนังสือพิมพ์ หรือหนังสืออื่น ต้องแจ้งให้ทราบถึงแหล่งที่มาของข้อความนั้น
(8) ภาษาที่ใช้ในการเสนอข่าวและการบรรยายภาพต้องสุภาพ ปราศจากความหมายในเชิงเหยียดหยาม กระทบกระเทียบ เปรียบเปรย เสียดสี
(9) ไม่ใช้การเสนอข่าวและภาพเป็นไปในทางโฆษณาตนเอง
(10) ไม่เสนอข่าวและภาพซึ่งขัดกับสาธารณประโยชน์ของประชาชน และสังคมประเทศชาติ
(11) ไม่เสนอข่าวและภาพซ้ำเติม ระบายสี บุคคล องค์กร สถาบัน ซึ่งตกเป็นข่าว
(12) ไม่เสนอข่าวและภาพ ในเชิงดูหมิ่นเหยียดหยามลัทธิความเชื่อศาสนาใดๆ
(13) พึงให้ความเคารพต่อสิทธิของบุคคล องค์กร และสถาบันอื่นตามกฎหมาย
(14) พึงรับผิดและแก้ไขโดยเปิดเผยและไม่ชักช้าถ้าเกิดความเสียหายแก่บุคคล องค์กร หรือสถาบัน ในการเสนอข่าวผิดพลาด คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง
(15) พึงละเว้นจากการรับอามิสสินจ้างใดๆ ให้ทำหรือละเว้นการกระทำเกี่ยวกับการเสนอข่าวตรงไปตรงมา
(อ้างอิงจาก “ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสื่อมวลชน” เอกสารการสอน สาขาวิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช หน่วยที่ 9-15 )
3. จรรยาบรรณของทีวีสาธารณะไทย (TPBS)
ทีวีสาธารณะไทย หรือ ชื่อเต็มว่า องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณแห่งประเทศไทย (Thai Public Broadcasting Services – TPBS) จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณแห่งประเทศไทย พ.ศ.2551 ได้กำหนดหลักแห่งจรรยาบรรณไว้ใน หมวด 3 ข้อบังคับจริยธรรมด้านวิชาชีพ มาตรา 42 กำหนดให้คณะกรรมการนโยบายจัดทำข้อบังคับด้านจริยธรรมของวิชาชีพเกี่ยวกับการผลิตและการเผยแพร่รายการ โดยให้ครอบคลุมเนื้อหาสาระดังนี้
1. ความเที่ยงตรง ความเป็นกลางและความเป็นธรรม
2. ความเป็นอิสระของวิชาชีพ และความรับผิดชอบต่อสาธารณชน
3. การเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเป็นส่วนตัว และกาคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคล
4. การคุ้มครองเด็กและเยาวชนจารายการที่แสดงออกถึงความรุนแรง การกระทำอันผิดกำหมายหรือศีลธรรม อบายมุขและภาอันหยาบคาย
5. การปฏิบัติต่อเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายและผู้ที่อยู่ในภาวะเศร้าโศก
6. การจ่ายเงินแก่แหล่งข่าว การรับรางวัลหรือผลประโยชน์ตอบแทนเพื่อให้เสมอข่าว หรือมีส่วนร่วมในการกระทำใดอันกระทำให้ขาดความเป็นธรรมและความเป็นอิสระของวิชาชีพ
7. การปกป้องและปฏิบัติต่อแหล่งข่าวอย่างเป็นธรรม
ในวรรคสุดท้ายของมาตรา 42 นี้กำหนดให้คณะกรรมการนโยบายเผยแพร่ข้อบังคับด้านจริยธรรมที่จัดทำขึ้นตามมาตรานี้ต่อสาธารณชน
(ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 125 ตอน 8 ก 14 มกราคม 2551 หน้า 17)
ต่อมาคณะกรรมการนโยบายองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณแห่งประเทศไทย ได้ออกข้อบังคับเรื่องจริยธรรมตามมา 3 ฉบับ คือ
1.) ข้อบังคับองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณแห่งประเทศไทยว่าด้วยจริยธรรมของกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงาน พ.ศ.2551 ลงวันที่ 25 ธันวาคม 2551 มีสาระสังเขปคือ กำหนดจริยธรรมขององค์กร ให้กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานทุกคนต้องปฏิบัติหน้าที่ตามกที่กำหนดขึ้น คือ หลักผลประโยชน์สาธารณะ หลักความเป็นอิสระ หลักสิทธิมนุษยชน หลักความสุจริต หลักความโปร่งใส หลักการยอมรับการตรวจสอบ หลักคุณธรรมของผู้นำ หลักความคุ้มค่า และยังได้กำหนด จริยธรรมของกรรมการและผู้บริหารองค์กร จริยธรรมของพนักงาน มีเนื้อหาขยายความเพิ่มเติมจากจริยธรรมขององค์กรและกำหนดรายละเอียดการปฏิบัติงานให้แก่กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงาน
2.) ข้อบังคับองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณแห่งประเทศไทย ว่าด้วยจริยธรรมของวิชาชีพเกี่ยวกับการผลิต และการเผยแพร่รายการ พ.ศ.2552 ลงวันที่ 14 มกราคม 2552 ออกตามความในวรรค 2 มาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณแห่งประเทศไทย พ.ศ.2551 เป็นการกำหนดข้อปฏิบัติของจริยธรรมด้านต่างๆที่ตราไว้ในมาตรา 42 รวมถึงการเพิ่มเติมจริยธรรมในการเสนอข่าวในเหตุการณ์ความขัดแย้ง การชุมนุม การประท้วง การจลาจล การปะทะ การปราบปรามที่รุนแรง การก่อการร้ายและภาวะสงครามไว้ด้วย
3.) แนวทางปฏิบัติเพื่อธำรงจริยธรรมวิชาชีพการผลิต การจัดหาและการเผยแพร่รายการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2552 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การผลิต การจัดหา และการเผยแพร่รายการขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณแห่งประเทศไทย มีคุณภาพและมาตรฐาน ถูกต้องตามเจตนารมณ์ โดยกำหนดแนวทางการปฏิบัติงานในกรณีต่างไว้โดยละเอียด
(ดูรายละเอียดข้อบังคับได้ที่เว็บไซต์ของ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณแห่งประเทศไทย คือ http://www.thaipbs.or.th )
4. แนวคิด “ไวยากรณ์ทางจริยธรรม” สำหรับ “การสื่อสารสาธารณะ”
แนวคิดไวยากรณ์ทางจริยธรรม สำหรับการสื่อสารธารณะนี้ นำเสนอโดย ดร.บุญรักษ์ บุญญะเขตมาลา นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนคนสำคัญคนหนึ่งของไทย โดยได้เสนอบทความเรื่อง “ไวยากรณ์ทางจริยธรรม” สำหรับ “การสื่อสารสาธารณะ (Public Communication)” ไว้ในหนังสือ “ระหว่างกระจกกับตะเกียง” (หน้า 218-220) ไว้ 4 ประการ คือ
1. นักสื่อสารสาธารณะ จะต้องตระหนักว่า ณ นาทีที่เขาส่งสารสาธารณะออกไปนั้น เขาคือผู้ผูกขาดการนำเสนอข้อมูลและข้อคิดเห็นนั้นๆโดยไร้การแข่งขันใดๆ ดังนั้น สานของเขาควรจะเป็นอะไรที่บ่งบอกได้ว่า เขา
(1) มีความรู้ในเรื่องนั้นๆดีเพียงพอ
2) เข้าใจประเด็นและนัยต่างๆของเนื้อสารที่เขานำเสนออย่างเหมาะสมกับกาลเทศะนั้นๆ
3) ตระหนักถึงระดับแห่งความน่าเชื่อถือของแหล่งอันเป็นที่มาของข้อมูลและบทสรุปในข้อคิดเห็นที่เขานำเสนอ และ
(4) ยอมรับว่าเรื่องราวที่เขานำเสนออาจจะมีมุมมองอื่นๆได้อีกหลายด้านตามหลักของความหลากหลายทางความคิด ไม่ใช่อะไรที่มีด้านเดียว แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกมุมมองมีความถูกต้องเท่าๆกัน
2. นักสื่อสารสาธารณะ ควรจะคัดเลือกและนำเสนอสารของตนอย่างเป็นธรรม และอย่างเคารพความเที่ยงตรง โดยจะต้องซึมซับการใฝ่หาความยุติธรรมจนกลายเป็นนิสัย (habit of justice) ฉะนั้นเขาจะไม่เจาะจงตกแต่งหรือบิดเบือนความคิดตามลีลาของนักโฆษณาชวนเชื่อ ด้วยการตั้งใจหรือปกปิดหรือซ่อนเร้นจุดสำคัญๆ ซึ่งผู้รับสารจำเป็นต้องทราบในอันที่จะใช้เป็นหลักในการประเมินข้อมูลและข้อคิดเห็นของเขาได้อย่างถูกต้อง ภารกิจตลอดกาลของเขาคือการสร้างความเสมอภาคแห่งโอกาสของความคิดต่างๆ (equality of opportunity among ideas)
3. นักสื่อสารสาธารณะ ควรจะมีนิสัยที่ชอบตริตรองเรื่องราวเกี่ยวกับสาธารณะประโยชน์ ให้มากๆ จนกระทั่งเห็นว่าเรื่องส่วนรวมเป็นเรื่องใหญ่โตกว่าเรื่องส่วนตัว ในกรณีที่การนำเสนอของเขาจำเป็นต้องมีมุมมองเฉพาะของตนเอง เขาควรอยู่ในฐานะที่พร้อมจะเปิดเผยที่มาของข้อมูล และการก่อรูปของความคิดเห็นของตนอย่างตรงไปตรงมา รวมทั้งความพร้อมที่จะเปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบเจตนารมณ์ที่แท้จริงของตนได้ตามหลักของความโปร่งใสด้วย
4. เต็มใจที่จะรับฟังข้อมูลและข้อคิดเห็นอื่นๆ ที่ไม่เหมือนกับของตน ทว่าในท้ายที่สุด การสื่อสารของเขาเองจะต้องไม่ยินยอมสูญเสียหลักการที่เขาเชื่อมั่นว่าได้ผ่านการตริตรองมาเป็นอย่างดีแล้ว โดยไม่ประนีประนอมง่ายๆ นอกจากนี้ นักสื่อสารสาธารณะที่ทำงานของตนมาอย่างเต็มที่แล้ว จะต้องยินดีที่จะประจันหน้ากับการท้าทายใดๆมากกว่าการสมยอมอย่างผิดๆ
ในกรณีนี้ ดร.บุญรักษ์ บุญญะเขตมาลา ได้ให้คำจำกัดความของ “นักสื่อสารสาธารณะ” ว่า ไม่ใช่เพียงแค่สื่อสารมวลชน แต่รวมถึงบุคคลสาธารณะทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ผู้บริหารของรัฐและเอกชน ข้าราชการ นักวิชาชีพต่างๆ ที่จำเป็นต้องสื่อสารข้อความทางสังคมกับสาธารณชน ยกเว้นกิจกรรมที่เป็นความบันเทิงโดยตรงล้วนๆ
แนวความคิด แนวคิดไวยากรณ์ทางจริยธรรมสำหรับการสื่อสารสาธารณะ ของ ดร.บุญรักษ์ บุญญะเขตมาลา ดังกล่าวนี้ น่าจะเป็นบทสรุปเรื่องจรรยาบรรณและจริยธรรมของสื่อมวลชนได้อย่างชัดเจนและได้ใจความครอบคลุมที่สุด ภายใต้การรับรองสิทธิและเสรีภาพในการเสนอข่าวสารของสื่อ ที่จะต้องเคารพกฎหมาย ระเบียบแบบแผนของสังคม มีความรับผิดชอบ ไม่ละเมิดผู้อื่น ความซื่อตรงต่อผู้มูลข่าวสาร ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่และต้องยึดถือประโยชน์แห่งสาธารณะเป็นหลัก
โดยหลักการแห่งจรรยาบรรณและจริยธรรมของสื่อนั้น เป็นข้อกำหนดที่บังคับให้ผู้เกี่ยวข้องในฐานะสื่อมวลชนต้องปฏิบัติตาม แต่ปัญหาก็คือ มีการละเมิดจรรยาบรรณและจริยธรรมของสื่อทั้งแบบชัดแจ้งและแบบคลุมเครือ ทำให้สาธารณะชนเกิดข้องสงสัยในความเที่ยงตรงและเป็นกลางอันเป็นหัวใจในการทำหน้าที่ของสื่อ จึงเกิดคำถามต่อการทำหน้าที่ของสื่อขึ้นมาเสมอ ซึ่งจะได้ตั้งข้อสังเกตเป็นคำถามในเรื่องจริยธรรมของสื่อมวลชนไว้ในบทความนี้ด้วย
คำถามเรื่องจริยธรรมของสื่อมวลชน
เมื่อได้สำรวจข้อกำหนดเรื่องจรรยาบรรณและจริยธรรมของสื่อมวลชนแล้ว สิ่งที่จะต้องพิจารณาต่อไปก็คือ ข้อกำหนดเรื่องจรรยาบรรณที่ตราออกมาโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลสื่อแต่ละประเภทแล้ว สื่อให้ความสำคัญหรือไม่ ปฏิบัติตามเพียงใด
สาธารณชนมักจะสงสัยและตั้งคำถามอยู่เสมอๆและบ่อยๆก็คือ สื่อมวลชนเคารพจรรยาบรรณ ทำตามจรรยาบรรณ และมีจริยธรรมเพียงใด รวมไปถึงมีการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของสื่อ และที่สำคัญก็คือ ดูเหมือนว่าสื่อกระทำการละเมิดจรรยาบรรณและไร้จริยธรรมในสายตาของสาธารณชนอยู่เสมอๆ แต่เมื่อมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมในการกระทำของสื่อ ข้ออ้างที่สื่อหยิบหยกขึ้นมาโต้แย้งก็คือ เรื่องเสรีภาพในการเผยแพร่ข่าวสาร หากมีการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งทางกฎหมายหรือทางสังคมต่อสื่อ สื่อก็มักโต้กลับว่าเป็นการคุกคามสื่อ
ดังนั้นจึงมีข้อที่จะต้องพิจารณาต่อว่า สื่อได้ใช้ข้ออ้างในเรื่องเสรีภาพการเสนอข่าวสารโดยเกินขอบเขตของจรรยาบรรณและจริยธรรมหรือไม่ เพราะในข้อกำหนดของจรรยาบรรณแลจริยธรรมนั้น แม้จะรับรองสิทธิเสรีภาพของสื่อ แต่ก็ต้องมีความรับผิดชอบควบคู่กันไปด้วย
สิ่งที่สาธารณชนมักหยิบยกขึ้นมาตั้งข้อสงสัยต่อการทำงานของสื่อ ว่ามีการการละเมิดจรรยาบรรณหรือจริยธรรมของสื่อ หรือหมิ่นเหม่ต่อการละเมิดมีอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งในสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์ ดังเช่น
1. การเสนอภาพลามกอนาจาร สื่อในปัจจุบันได้เสนอภาพและเรื่องราวที่หมิ่นเหม่ต่อการละเมิดข้อนี้มากที่สุด ตัวอย่างก็คือ สื่อสิ่งพิมพ์ตีพิมพ์ภาพการแต่งตัวที่ไม่เหมาะสมของนักแสดงทั้งหลาย ทั้งภาพปกติที่นุ่งน้อยห่มน้อยพร้อมเรื่องราวการใช้ชีวิตที่เกี่ยวข้องกับเรื่องทางเพศ และภาพที่เข้าข่ายลามกอนาจารโดยตรงที่เรียกกันว่า “ภาพหลุด” นั้นเหมาะสมหรือไม่ ด้านสื่อโทรทัศน์ก็จัดทำรายการที่มีเรื่องราวทางเพศที่ไม่เหมาะสม ดังที่เคยเกิดขึ้นในรายการทอล์คโชว์รายการหนึ่ง ที่ผู้ร่วมรายการได้พูดถึงเรื่องการมีเพศสัมพันธ์อย่างสนุกปาก โดยมีผู้ดำเนินรายการคอยผสมโรงอย่างสนุกสนาน กรณีเช่นนี้จะเข้าข่ายละเมิดจรรยาบรรณหรือไม่ หากใช่ จะมีการจัดการอย่างไรกับสื่อที่ละเมิด หากไม่ใช่ ก็ต้องให้ความหมายของคำว่า “ลามกอนาจาร” ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
2. ภาพการก่ออาชญกรรม ที่แสดงให้เห็นถึงการใช้ความรุนแรง หรือผลจาการใช้ความรุนแรง ดังที่เกิดขึ้น 2 กรณีที่โด่งดังคือ กรณีแรก การฆาตกรรม พนักงานรักษาความปลอดภัยและหญิงสาวรวม 2 ศพ โดยคนร้ายที่เป็นแฟนเก่าของหญิงสาว โดยกล้องโทรทัศน์วงจรปิดบันทึกภาพไว้ได้ เหตุเกิดที่จังหวัดปราจีนบุรี เมื่อวันที่ วันที่ 8 มกราคม 2552 ต่อมาสถานีโทรทัศน์ทุกแห่งได้นำภาพจากกล้องโททัศน์วงจรปิดดังกล่าวมาเผยแพร่ผ่านรายการข่าว โดยเผยแพร่ซ้ำๆ วันละหลายเวลาเป็นเวลาวัน และสื่อสิ่งพิมพ์ก็นำภาพนิ่งไปเผยแพร่แทบทุกฉบับโดยไม่ปิดบัง กรณีต่อมาก็คือ ภาพศีรษะชาวต่างชาติห้อยอยู่ที่ราวสะพานพระราม 8 โดยในเบื้องต้นสันนิษฐานว่าถูกฆาตกรรม เหตุเกิดเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2552 ซึ่งสถานีโทรทัศน์และสื่อสิ่งพิมพ์นำไปเผยแพร่ในลักษณะเดียวกันกับกรณีฆาตกรรม 2 ศพที่ จังหวัดปราจีนบุรี สองกรณีดังกล่าวนี้เกิดการตั้งคำถามอย่างกว้างขวางว่า สื่อทำเหมาะสมหรือไม่ ถูกต้องตามข้อกำหนดแห่งจรรยาบรรณหรือไม่
3. การไม่ใช้หน้าที่ไปในทางรับอามิสสินจ้าง เพื่อให้กระทำหรือไม่กระทำการเผยแพร่ข่าวสารอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อประโยชน์ของผู้ให้อามิส ซึ่งขัดต่อจรรยาบรรณว่าด้วยการรักษาประโยชน์แห่งสาธารณะด้วยนั้น ปัจจุบันสื่อเป็นองค์กรธุรกิจที่แสวงหารายได้เพื่อสร้างกำไร และรายได้หลักก็มาจากการโฆษณาสินค้าและบริการขององค์กรธุรกิจต่างๆ หากองค์กรนั้นทำสิ่งที่ไม่ดีไม่งาม สร้างความเสียหายแก่สาธารณะ สื่อจะกล้าเปิดโปงหรือไม่ เพราะการเปิดโปงนั้นอาจสร้างความไม่พอใจแก่องค์กรธุรกิจดังกล่าว อาจนำมาซึ่งการถอนโฆษณาในสื่อ ทำให้สื่อขาดรายได้ไป
ในกรณีนี้สื่อมักถูกกล่าวหาหรือตั้งข้อสงสัยอยู่เสมอ ว่าละเว้นการทำหน้าที่ของสื่อ หรือทำไปอย่างไม่เต็มใจ เพราะต้องรักษาผลประโยชน์ทางธุรกิจของตนเอาไว้ ยิ่งปัจจุบันสื่อเองก็เป็นองค์กรธุรกิจหน่วยหนึ่ง แสวงหารายได้จากการทำธุรกิจโดยมีสินค้าคือข้อมูลข่าวสาร ดังนั้น หากข้อมูลข่าวสารมีผลกระทบต่อคู่สัญญาทางธุรกิจ ที่สนับสนุนการโฆษณาในสื่อ โอกาสที่สื่อจะละเลยหน้าที่ย่อมมีมากขึ้น นำไปสู่การเสียประโยชน์ของสาธรณชน อันเป็นการละเมิดจรรยาบรรณอย่างชัดเจน เมื่อเกิดข้อสงสัยขึ้นมา ส่วนมากแล้ว เรื่องก็มักจะจางหายไปโดยไม่มีการสืบสาวราวเรื่องใดๆ
4. การเคารพผู้อื่น ในข้อนี้ สื่อมักจะถูกตั้งคำถามอยู่เสมอว่า ชอบเสนอข่าวในลักษณะล่วงละเมิดผู้อื่น โดยเฉพาะในสื่อบันเทิง ที่เน้นการเสนอข่าวในลักษณะหวือหวา ตื่นเต้น เร้าใจ ซึ่งข่าวที่ปรากฏนั้นมักมีผลด้านลบแก่ผู้ที่ตกเป็นข่าว เมื่อมีกรณีเช่นนี้เกิดขึ้น สื่ออื่นและองค์กรวิชาชีพทางสื่อมักไม่ให้ความสนใจ ผู้ได้รับความเสียหายต้องฟ้องร้องคดีความเพื่อขอความยุติธรรมจากศาล ผลปรากฏว่าสื่อเป็นฝ่ายพ่ายแพ้มากกว่าชนะ หรือมีการประนีประนอมยอมความในศาลโดยสื่อยอมรับผิด สื่ออื่นๆที่นอกเหนือจากสื่อบันเทิงก็มีคดีความฟ้องร้องในลักษณะเช่นนี้เสมอ ที่มากที่สุดก็คือคดีหมิ่นประมาท มีทั้งสื่อเป็นผู้แพ้และผู้ชนะ
การเกิดขึ้นของเหตุการณ์ดังที่กล่าวมานั้น สื่อด้วยกันเองหรือองค์กรวิชาชีพทางสื่อมักเลือกที่จะนิ่งเฉยมากกว่าการวิพากษ์วิจารณ์สื่อด้วยกัน ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า ที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะสื่อยึดมั่นในจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพข้อหนึ่ง ที่กำหนดให้สื่อ “ไม่กระทำการใดๆอันเป็นการบั่นทอนเกียรติคุณของวิชาชีพหรือความสามัคคีของเพื่อนร่วมวิชาชีพ” ตามที่กำหนดไว้ใน “จรรยาบรรณหนังสือพิมพ์” เข้ากับคำกล่าวที่มักได้ยินเสมอในหมู่คนทำสื่อว่า “แมลงวันย่อมไม่ตอมแมลงวันด้วยกัน” หากเป็นเช่นนี้จริงก็นับว่าเป็นการแปรเจตนารมณ์ของจรรยาบรรณผิดจากความเป็นจริงมากที่สุด
5. การเสนอข้อมูลไม่ตรงกับความเป็นจริง หรือไม่ชัดเจน หรือบิดเบือนเพื่อการณ์ใดการณ์หนึ่ง ซึ่งมีตัวอย่างหลายกรณี อาทิ กรณีสถานีโทรทัศน์ไอทีวีเสนอรายงานเรื่องบั้งไฟพญานาคว่าเป็นสิ่งที่คนทำขึ้น ไม่ใช่เกิดจากพญานาคตามที่คนเชื่อกัน โดยบอกว่าเกิดจากการยิงปืนขึ้นฟ้าของชาวลาวเพื่อฉลองเทศกาลออกพรรษา โดยได้เสนอรายงานนี้ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2545 จึงเกิดการตั้งข้อสงสัยและวิพากษ์วิจารณ์ถึงการทำงานของสถานีโทรทัศน์ไอทีวีว่า นำเสนอข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือ ถึงขนาดมีการกล่าวหาว่าไอทีวีเรื่องขึ้นมาเอง หรือที่เรียกกันว่า “เต้าข่าว” มีการสอบสวนข้อเท็จจริงเรื่องนี้ แต่เรื่องก็เงียบหายไปในที่สุด และอีกกรณีหนึ่งก็คือ การนำเสนอข่าวของสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เมื่อคืนวันที่ 2 พฤศจิกายน 2551 โดยระบุว่า กลุ่มคนเสื้อแดงจาก จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับเงินค่าจ้างจากนักการเมืองท้องถิ่นรายละ 2,000-3,000 บาท เพื่อจูงใจให้ไปร่วมรายการ “ความจริงวันนี้” ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน กรุงเทพฯ ในวันที่ 1 พฤศจิกายน โดยแจกแจงว่า เงินจำนวนดังกล่าวแบ่งเป็นค่าเบี้ยเลี้ยงวันละ 500 บาท ค่าอาหารอีกวันละ 200 บาท เป็นเวลา 5 วัน ซึ่งได้สร้างความไม่พอใจแก่กลุ่มคนเสื้อแดงจังหวัดเชียงใหม่ จนถึงขนาดรวมตัวกันปิดล้อมสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสเชียงใหม่ เรียกร้องให้ผู้บริหารออกมากล่าวคำขอโทษ จนในที่สุดฝ่ายบริหารต้องทำตามข้อเรียกร้อง เหตุการณ์จึงสงบลง
ทั้งหมดนี้คือตัวอย่างของการละเมิดหรือหมิ่นเหม่ต่อการละเมิดจรรยาบรรณของสื่อ ซึ่งเป็นปัญหาเหล่านี้ท้าทายต่อการทำงานของสื่อในยุคปัจจุบัน ที่จะต้องแข่งขันกันนำเสนอข่าวสารให้รวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์และนำหน้าคู่แข่ง ที่มีทั้งสื่อกระแสหลักด้วยกันและสื่อแขนงใหม่ๆเช่น สื่ออินเตอร์เน็ต วิทยุออนไลน์ โทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ทั้งยังจะต้องรักษารายได้อันเกิดจากการโฆษณาประชาสัมพันธ์ซึ่งเป็นรายได้หลัก ซึ่งจะต้องระมัดระวังไม่ให้การเสนอข่าวเกิดกระทบกระทั่งกับผู้ลงโฆษณา ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าสื่อในยุคปัจจุบันนี้มีโอกาสที่จะละเมิดต่อจรรยาบรรณ จริยธรรมแห่งวิชาชีพของตน และต่อแนวคิดไวยากรณ์ทางจริยธรรมอันครอบคลุมหลักแห่งจรรยาบรรณและจริยธรรมทั้งหลายทั้งปวงของสื่อมวลชน
แต่คำถามที่สำคัญยิ่งก็คือ เมื่อปรากฏชัดแจ้งว่าสื่อมวลชนละเมิดจรรยาบรรณและจริยธรรมแห่งวิชาชีพโดยชัดแจ้งแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสื่อกระแสหลัก หรือสื่อกระแสรองที่ยังเป็นสื่อแขนงใหม่ๆ ใครหรือหน่วยงานใดจะเป็นผู้รับผิดชอบในการลงโทษ หรือจะปล่อยให้องค์กรของสื่อควบคุมกันเอง ซึ่งเท่าที่ผ่านมา การลงโทษสื่อในกรณีละเมิดจรรยาบรรณและจริยธรรมนั้น ไม่มีรูปธรรมที่ชัดเจน ยกเว้นในกรณีที่เป็นคดีขึ้นสู่ชั้นศาล ซึ่งจะต้องเป็นไปตามคำพิพากษาของศาล
นี่นับเป็นคำถามหรือเป็นโจทย์ที่ท้าทายยิ่ง ต่อสาธารณชนที่เป็นผู้รับผลจากการกระทำของสื่อมวลชน ว่าจะจัดการกับความบกพร่องของสื่อมวลชนอย่างไร และต่อองค์กรสื่อมวลชนรวมถึงตัวสื่อมวลชนเองด้วย ว่าจะจัดการกับตัวเองอย่างไรเพื่อให้คงไว้ซึ่งจรรยาบรรณและจริยธรรมแห่งวิชาชีพของตน.







Leave a Reply