ก้าวที่กล้าของสื่อมวลชนไทย : บทพิสูจน์การเป็นสื่อมวลชนที่แท้
สื่อมวลชนเป็นดัชนีชี้วัดสภาพของสังคมได้อย่างหนึ่ง เพราะสื่อมวลชนเป็นทั้งด่านหน้าในการต่อสู้เพื่อความชอบธรรมของสาธารณชนและเป็นทั้งกระจกเงาสะท้อนภาพความเป็นจริงของสังคมอย่างตรงไปตรงมา ทั้งนี้ ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า สื่อมวลชนมีความกล้าหาญทางจริยธรรม โดยยึดมั่นในจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพของตน
สื่อมวลชนมีส่วนอย่างสำคัญในการสร้างมติมหาชนผ่านข้อมูลข่าวสารที่เผยแพร่ออกไปอย่างกว้างขวางทำให้เกิดการรับรู้ร่วมกันของสาธารณชน โดยสื่อมวลชนกระแสหลักในปัจจุบันอันได้แก่ สื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ ยังคงมีบทบาทอันสำคัญยิ่งในการถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารไปสู่สาธารณชน ทั้งยังมีมีอิทธิพลต่อการรับรู้ และสร้างความเชื่อถือแก่ผู้รับข่าวสาร จนนำไปสู่การสร้างมติมหาชนต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้
เมื่อเป็นเช่นนี้ สื่อจึงกลายเป็นเครื่องมือที่บุคคล กลุ่มคน องค์กรทั้งหลาย ใช้เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่เอื้อประโยชน์แก่ตน ซึ่งในหลายกรณีกระทำโดยการครอบงำการทำงานของสื่อในรูปแบบต่างๆ ทั้งเพื่อให้สื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ตนเองต้องการให้เผยแพร่ หรือไม่ให้เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่จะส่งผลในทางที่ไม่ดีแก่ตนเอง ซึ่งเรียกพฤติกรรมเช่นนี้ว่าเป็นการแทรกแซงสื่อ และการแทรกแซงสื่อที่ชัดเจนที่สุดก็คือจากผู้กุมอำนาจรัฐอันได้แก่รัฐบาล ดังปรากฏมาแล้วทั่วโลกทั้งในอดีตและปัจจุบัน
การแทรกแซงสื่อดังกล่าว หากสื่อยอมทำตามไม่ว่าจะโดยเหตุผลใดย่อมส่งผลให้สื่อทำหน้าที่บิดเบือนไปจากจรรยาบรรณและจริยธรรมแห่งวิชาชีพอย่างแน่นอน ผลจากการกระทำเช่นนั้นย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่สาธารณชน โดยเฉพาะเมื่อสื่อตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองหรือทำตัวรับใช้ผู้มีอำนาจทางการเมืองที่กุมอำนาจรัฐ
ในทางตรงกันข้าม หากสื่อไม่ยอมรับการครอบงำ โดยยึดหลักจรรยาบรรณและจริยธรรมแห่งวิชาชีพ สื่อก็เป็นด่านหน้าในการสร้างและพิทักษ์ความชอบธรรม ไม่ให้ผู้มีอำนาจใช้อำนาจไม่ชอบธรรมแก่สาธารณชน โดยการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ความรู้ ข้อเท็จจริง อันเป็นประโยชน์ให้สาธารณชนรับรู้และเข้าใจ รวมถึงเป็นปากเป็นเสียงให้แก่สาธารณชน
ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานของสื่อมวลชน มีทั้งสื่อที่ยึดมั่นในจรรยาบรรณและจริยธรรมแห่งวิชาชีพ โดยได้ทำหน้าที่อย่างซื่อตรง และมีทั้งสื่อที่สมยอมต่ออำนาจที่เข้ามาแทรกแซงครอบงำ ทำตนเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจ ในสังคมก็เช่นเดียวกัน แต่ละยุคสมัยที่ผ่านมา ไม่ว่าจะปกครองโดยรัฐบาลที่มาจากการปฏิวัติรัฐประหาร หรือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ก็มีสื่อทั้งสองประเภทดังกล่าวอยู่เสมอ
แต่เป็นที่น่ายินดีว่า ในประวัติศาสตร์ของสื่อสารมวลชนไทย มีเพียงสื่อจำนวนน้อยเท่านั้นที่โอนอ่อนผ่อนตามหรือยอมรับการครอบงำจนเสียหลักจรรยาบรรณและจริยธรรมแห่งวิชาชีพ สื่อมวลชนส่วนมากได้ทำหน้าที่ของตนอย่างซื่อสัตย์ เป็นด่านแรกของการสร้างและปกป้องความชอบธรรมให้แก่สาธารณชน เป็นปากเป็นเสียงและสะท้อนความเป็นจริง นำเสนอข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นให้สาธารณชนได้รับรู้และเข้าใจ และรักษาผลประโยชน์แห่งสาธารณะ ซึ่งก็คือผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนนั่นเอง
ในระยะ 10 ปีมานี้ บทบาทของสื่อมวลชนที่ทำหน้าที่อย่างกล้าหาญ ในการสืบเสาะขุดคุ้ยความไม่ชอบมาพากลที่บุคคล กลุ่มบุคคล องค์กร และผู้กุมอำนาจรัฐได้กระทำไว้หลายกรณี ซึ่งในที่นี้จะขอยกมาเป็นตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น ดังนี้
1.กรณีแจ้งทรัพย์สินอันเป็นเท็จของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หรือที่ทราบกันดีว่า “คดีซุกหุ้น” ขณะเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยแรกเมื่อปี พ.ศ.2544 โดยการเปิดโปงของหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ที่สืบสาวพบว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้โอนหุ้นมูลค่านับร้อยล้านบาทให้แก่คนรับใช้ จนนำไปสู่การขุดคุ้ยถึงความไม่ชอบมาพากลดังกล่าวของสื่อมวลชนทุกแขนง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ได้ชี้มูลความผิดและส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 8 ต่อ 7 ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พ้นผิด แต่ผลจากการทำหน้าที่ของสื่อในครั้งนี้ แสดงให้เห็นบทบาทอันเด่นชัดของสื่อในการพิทักษ์รักษาและปกป้องผลประโยชน์ของสาธารณะ การตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ และทำให้สาธารณชนได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารเพียงพอที่จะวิเคราะห์และวินิจฉัยด้วยวิจารณญาณของตนได้
2.กรณีทุจริตซื้อขายที่ดินบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน โดยบริษัทเอกชนนำที่ดินที่ออกโฉนดโดยมิชอบมาขายให้โครงการบำบัดน้ำเสียคลองด่าน จังหวัดสมุทรปราการ คดีนี้พัวพันกับนักการเมืองหลายคน โดยสื่อมวลชนทุกแขนงต่างทำหน้าที่สืบเสาะข้อเท็จจริงเสนอต่อสาธารณชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือพิมพ์ในเครือผู้จัดการได้เกาะติดโดยรายงานข่าวเบื้องลึกเบื้องหลังอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานนับปี ต่อมา คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ได้ยื่นฟ้อง นายวัฒนา อัศวเหม ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ว่ากระผิดต่อหน้าที่ในขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และเจ้าหน้าที่กรมที่ดิน ฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ โดยบังคับข่มขืนใจให้ราษฎรขายที่ดิน และบีบบังคับให้เจ้าหน้าที่ที่ดินออกเอกสารสิทธิในเขตหวงห้ามทับที่สาธารณประโยชน์ ในเขต ตำบลคลองด่าน อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ โดยมีการออกโฉนดโดยมิชอบจำนวน 5 โฉนดในช่วงวันที่ 21 เม.ย. 2535 จนถึงวันที่ 30 ธ.ค. 2536 เพื่อนำไปใช้ในโครงการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสีย เป็นการออกโฉนดทับที่สาธารณะ และนำเอาหลักฐาน สค.1 จากที่อื่นมาใช้ออกโฉนดโดยมิชอบ และเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ.2551 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้พิพากษาว่า นายวัฒนา อัศวเหม มีความผิดจริง สั่งลงโทษจำคุกเป็นเวลา 10 ปี
3. กรณีทุจริตการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ อันนับได้ว่าเป็นการทุจริตครั้งใหญ่ในประเทศไทย มูลค่าความเสียหายนับแสนล้านบาท โดยมีการกล่าวหาว่ามีการกระทำความผิดนับสิบคดี แต่ละคดีล้วนเกี่ยวกันกับนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่รับผิดชอบในการก่อสร้าง ซึ่งสื่อมวลชนทุกแขนงมีบทบาทอันสำคัญในการเปิดโปงความไม่ชอบมาพากลและการทุจริตดังกล่าวอย่างไม่ลดละ ทำให้สาธารณชนได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารอย่างละเอียด ทำให้ประชาชนได้รับรู้พฤติกรรมอันไม่เหมาะสมของนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีส่วนพัวพันในการทุจริตนี้มากยิ่งขึ้น
กรณีที่กล่าวมาข้างต้นนั้น เป็นเพียงส่วนเสี้ยวหนึ่งของการทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาของสื่อมวลชน ที่นำเสนข้อเท็จจริงและปกป้องผลประโยชน์ของสาธารณชนอย่างเข้มแข็ง ภายใต้จรรยาบรรณและจริยธรรมแห่งวิชาชีพ
การทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาของสื่อมวลชนนั้น มักจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อผลประโยชน์ของผู้บุคคล กลุ่มบุคคล องค์กร และผู้กุมอำนาจรัฐไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้งหรือการปฏิวัติรัฐประหารอยู่เสมอ นำไปสู่การคุกคามสื่อมวลชนในหลายรูปแบบ มีทั้งการใช้อำนาจตามกฎหมายเข้าควบคุม ตรวจสอบ ปิดกิจการ มีทั้งการใช้อำนาจนอกระบบคุกคามสวัสดิภาพ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงการทำร้ายจนบาดเจ็บและเสียชีวิต ทั้งในอดีตและปัจจุบันสื่อมักตกอยู่ภายใต้การคุกคามโดยวิธีใดวีธีหนึ่งเสมอ
มีกรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นในลักษณะที่ถือได้ว่าเป็นการคุกคามสื่อ ทั้งในฐานะบุคคลและองค์กรเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งเป็นที่สนใจของสาธารณชน เช่น
1.กรณีบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ยื่นฟ้อง นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ(คปส.) , บริษัทไทยเจอร์นัลกรุ๊ป จำกัด , นายโรจน์ งามแม้น นางกรรณิกา วิริยะกุล และ นายทวีสิน สถิตย์รัตนชีวิน โดยทั้งสามเป็นผู้บริหารของหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ในความผิดฐานร่วมกันหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาด้วยเอกสาร โดยการเผยแพร่ข่าวเรื่อง “เอ็นจีโอประจาน 5 ปีไทยรักไทย ชินคอร์ปรวย” ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างผลประโยชน์ครอบครัวและผลประโยชน์ของประเทศ ต่อมาเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2549 ศาลพิพากษายกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นการให้ข้อมูลเพื่อประโยชน์ต่อสาธารณะ ไม่ได้มีเจตนาใส่ความโจทก์แต่อย่างใด
2. กรณีหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ สั่งปลดนายเสริมสุข กษิติประดิษฐ์ จากตำแหน่งหัวหน้าข่าวทหารและความมั่นคงและเลิกจ้างเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ.2548 โดยกล่าวหาว่า นายเสริมสุข กระทำการโดยประมาทเลินเล่อและฝ่าฝืนระเบียบ ในการนำเสนอข่าวรันเวย์สนามบินสุวรรณภูมิมีรอยร้าว เมื่อวันที่ 6-9 ส.ค. 2548 ของหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ต่อมานายเสริมสุข กษิติประดิษฐ์ ได้ฟ้องหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ต่อศาลแรงงานกลางว่า จำเลยทำผิดสัญญาจ้างแรงงานและเลิกจ้างไม่เป็นธรรม โดยเรียกค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้าง และค่าเสียหายที่ถูกเลิกจ้าง ต่อมาศาลพิจารณาว่าการนำเสนอข่าวของโจทก์ ซึ่งเป็นผู้นำประเด็นข่าวเสนอให้ต่อกองบรรณาธิการเพื่อพิจารณาในการตีพิมพ์ เรื่องรันเวย์สนามบินสุวรรณภูมิมีรอยร้าวได้กระทำไปตามหน้าที่และได้วิเคราะห์ประเด็นข่าวก่อนตีพิมพ์ ไม่ได้เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อกำหนดในการนำเสนอข่าวของหนังสือพิมพ์บางกอก โพสต์ตามที่จำเลยทั้ง 3 ได้ใช้เป็นข้ออ้างในการเลิกจ้าง จึงพิพากษาให้หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์รับโจทก์ให้เข้าทำงานในตำแหน่งและอัตราค่าจ้างที่ไม่ต่ำกว่าที่เคยได้รับ
3.กรณีห้างเทสโกโลตัส ฟ้องเรียกค่าเสียหายจาก นางนงค์นาถ ห่านวิไล บรรณาธิการข่าวธุรกิจการตลาด หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ เป็นเงิน 100 ล้านบาท และนายกมล กมลตระกูล และ เป็นเงิน 100 ล้านบาทเช่นกัน เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ.2551 โดยกล่าวหาว่าจำเลยคือนางอนงค์นาถ ห่านวิไล ได้เขียนข่าวในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 29 ม.ค.2551 คอลัมน์สังคมธุรกิจ ใช้นามปากกา “คุณแอ๊ด” ว่า ผู้บริหารค่ายเทสโก้โลตัส เตรียมทุ่มงบประมาณขยายสาขาทุกโมเดล รวม 130 สาขา เฉลี่ยเปิดสาขาใหม่ทุกๆ 3 วัน ถือเป็นการกระทำที่ไม่รักคนไทย ซึ่งโจทก์ถือว่าเป็นการเขียนข้อความที่ไม่เป็นความจริง จงใจทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียงและภาพลักษณ์ในทางธุรกิจและสังคม ส่วนกรณีนายกมล กมลตระกูล นั้นโจทก์อ้างถึงบทความเรื่อง “พ.ร.บ.ค้าปลีก กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้” ในคอลัมน์ “ภูมิคุ้มกันคอร์รัปชั่น” ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันจันทร์ที่ 29 ต.ค.2550 ว่า การที่เทสโก้ไต่ทะยานขึ้นเป็นบริษัทที่ร่ำรวยด้วยยอดขายรวม 79,978 ล้านดอลลาร์ เป็นยอดขายที่มาจากประเทศไทยถึงร้อยละ 37 ด้วยเทคนิคการทำบัญชีที่ซับซ้อน ไม่ต้องเสียภาษีให้ท้องถิ่น เพราะยอดขายสูง แต่กลับทำตัวเลขกำไรต่ำ ซึ่งโจทก์ถือว่าข้อเขียนทั้งหมดไม่เป็นความจริง ทำให้เกิดความเสียหาย
กรณีที่ยกมาทั้งหมดนั้น ย่อมถือได้ว่า สื่อได้ทำหน้าที่ตามหลักแห่งจรรยาบรรณและจริยธรรมแห่งวิชาชีพอย่างตรงไปตรงมา จนถูกคุกคามจากผู้เสียประโยชน์ ถึงแม้การฟ้องร้องจากผู้เสียหายเกิดขึ้นได้ในกรณีที่คิดว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรมจากสื่อ แต่ในกรณีที่ 1 และ 3 ที่ยกมานั้น เรียกได้ว่าเป็นการข่มขู่คุกคามการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน เพราะเป็นการเรียกค่าเสียหายเกินความเป็นจริงที่บุคคลธรรมดาจะสามารถจ่ายค่าเสียหายเป็นจำนวนเงินนับร้อยล้านบาทได้ ดังนั้นจึงไม่อาจตีความเป็นอื่นไปได้ นอกจากเป็นการข่มขู่คุกคามให้สื่อมวลชนให้หยุดนำเสมอข้อเท็จจริงที่มีผลกระทบต่อผู้ฟ้องนั่นเอง ส่วนในกรณีที่ 2 นั้นเชื่อว่า การที่ผู้บริหารสื่อสั่งปลดพนักงานตัวเองในกรณีนี้นั้น เชื่อกันว่าเนื่องมาจากมีอิทธิพลจากภายนอกเข้ามาแทรกแซง
ในปัจจุบันระบบการเมืองได้พัฒนาจากการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของผู้กุมอำนาจรัฐ มาสู่ยุคแห่งการผ่อนคลายมากขึ้น กฎหมายควบคุมสื่อที่เป็นเครื่องมือของการเมืองยุคเผด็จการทหารคือ ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินฉบับที่ 42 (ปร.42) ถูกยกเลิกไปแล้ว การคุกคามสื่อโดยรัฐหรือผู้กุมอำนาจรัฐโดยตรงไม่มีให้เห็นชัดเจนเช่นดังแต่ก่อน จะมีก็แต่การแทรกแซงหรือครอบงำโดยใช้อำนาจตามกฎหมายปฏิรูปสื่อ ดังเช่นในรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช ใช้อำนาจเปลี่ยนแปลงสื่อของรัฐคือสถานีโทรทัศน์กรมประชาสัมพันธ์ หรือ ช่อง 11 เปลี่ยนเป็นสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที (NBT) รวมถึงการประกาศจะยกเครื่องการปฏิรูปสื่อโดยการจัดระเบียบสื่อต่างๆตามอำนาจที่มีอยู่ ซึ่งการกระทำดังกล่าวได้รับการต่อต้านและวิพากษ์วิจารณ์จากสื่อมวลชนและสาธารณชนในทางที่ไม่เห็นด้วย
สิ่งที่คุกคามหรือครอบงำสื่อในปัจจุบันนี้ ได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบไปจากสมัยก่อนเป็นอันมาก รัฐไม่ได้ใช้อำนาจและข้ออ้างทางการเมืองคุกคามสื่อโดยตรง แต่สื่อในปัจจุบันทั้งในฐานะปัจเจกชนคือคนทำงานสื่อ อันได้แก่ผู้ปฏิบัติงานในองค์กรสื่อ เช่นผู้สื่อข่าวและบรรณาธิการข่าว เป็นต้น และองค์กรสื่ออันได้แก่ หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ กลับถูกคุกคามจากบุคคล กลุ่มคน หรือองค์กรที่สูญเสียประโยชน์จาการทำงานของสื่อ ดังจะเห็นได้จาก ผู้สื่อข่าวทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ถูกปองร้าย ทำร้ายจนบาดเจ็บและถึงแก่ชีวิตอยู่เสมอๆ เนื่องมาจากการทำงานข่าวที่เปิดโปงความไม่ชอบมาพากล ความผิด หรือการกระทำที่ไม่ดีของบุคคล กลุ่มบุคคล และองค์กรต่างๆ หรือไม่ก็ถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายในทางแพ่ง และให้รับโทษทางอาญาดังกรณ๊ตัวอย่างที่ได้กล่าวมาแล้ว ซึ่งต้องใช้เวลาพิสูจน์กันค่อนข้างยาวนานาจนอาจทำให้บั่นทอนพลังและเวลาในการทำงานของสื่อมวลชนลงไป
กล่าวโดยสรุปแล้ว สื่อมวลชนไทยที่ยึดมั่นในจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ มีความกล้าหาญทางจริยธรรมนำเสนอข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา ยังคงตกอยู่ภายใต้ความเสี่ยงที่จะถูกคุกคามโดยการฟ้องร้องทางแพ่งและทางอาญา รวมทั้งคุกคามต่อสวัสดิภาพ ชีวิตและทรัพย์สินด้วยวิธีการต่างๆนานา ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยพิสูจน์ถึงความกล้าหาญของสื่อมวลชนว่าจะซื่อสัตย์ในหน้าที่และมั่นคงในจรรยาบรรณและจริยธรรมแห่งวิชาชีพเพียงใด แต่เท่าที่ผ่านมานั้นก็ได้พิสูจน์แล้วว่า สื่อมวลชนไทยส่วนมาก มีความกล้าหาญในการทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา และกล้ายึดมั่นในจรรยาบรรณและจริยธรรมแห่งวิชาชีพ อันเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้สื่อมวลชนเป็นสื่อมวลชนที่แท้จริง.
บทความนี้ผมเขียนขึ้นเพื่อตีพิมพ์ในหนังสือที่ระลึก 12 ปี รางวัลแสงชัย สุทรวัฒน์ จัดพิมพ์โดยสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย เมษายน ๒๕๕๒ สนใจรับหนังสือติดต่อที่สมาคมฯ โทรศัพท์ 02 243 8479 เว็บไซต์ www.thaibja.org
[หากเห็นว่าบทความนี้มีประโยชน์สามารถนำไปเผยแพร่ตามสื่อต่างๆได้ และช่วยอ้างอิงหรือทำลิงก์มายังที่นี่ด้วย แต่ขอความกรุณาอย่านำไปจัดทำเพื่อจำหน่ายหรือหารายได้ในรูปแบบต่างๆนะครับ]






Leave a Reply