<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>BlogologyNet.com &#187; สื่อมวลชน</title>
	<atom:link href="http://blogologynet.com/tag/%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%8a%e0%b8%99/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://blogologynet.com</link>
	<description>บล็อกศาสตร์และสื่อมวลชนออนไลน์,ทฤษฎีบล็อก,การเขียนบล็อก,บล็อกเกอร์,สื่อมวลชนออนไลน์,นิเทศศาสตร์ออนไลน์,สื่อสารมวลชนออนไลน์</description>
	<lastBuildDate>Sun, 11 Jul 2010 03:32:48 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>ก้าวที่กล้าของสื่อมวลชนไทย : บทพิสูจน์การเป็นสื่อมวลชนที่แท้</title>
		<link>http://blogologynet.com/thai-mass-media</link>
		<comments>http://blogologynet.com/thai-mass-media#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 20 May 2009 03:08:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator></dc:creator>
				<category><![CDATA[สื่อสารมวลชน]]></category>
		<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อมวลชน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.blogologynet.com/?p=842</guid>
		<description><![CDATA[สื่อมวลชนเป็นดัชนีชี้วัดสภาพของสังคมได้อย่างหนึ่ง  เพราะสื่อมวลชนเป็นทั้งด่านหน้าในการต่อสู้เพื่อความชอบธรรมของสาธารณชนและเป็นทั้งกระจกเงาสะท้อนภาพความเป็นจริงของสังคมอย่างตรงไปตรงมา ทั้งนี้ ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า สื่อมวลชนมีความกล้าหาญทางจริยธรรม โดยยึดมั่นในจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพของตน
สื่อมวลชนมีส่วนอย่างสำคัญในการสร้างมติมหาชนผ่านข้อมูลข่าวสารที่เผยแพร่ออกไปอย่างกว้างขวางทำให้เกิดการรับรู้ร่วมกันของสาธารณชน  โดยสื่อมวลชนกระแสหลักในปัจจุบันอันได้แก่ สื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์  ยังคงมีบทบาทอันสำคัญยิ่งในการถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารไปสู่สาธารณชน  ทั้งยังมีมีอิทธิพลต่อการรับรู้ และสร้างความเชื่อถือแก่ผู้รับข่าวสาร จนนำไปสู่การสร้างมติมหาชนต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้
เมื่อเป็นเช่นนี้  สื่อจึงกลายเป็นเครื่องมือที่บุคคล กลุ่มคน องค์กรทั้งหลาย ใช้เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่เอื้อประโยชน์แก่ตน ซึ่งในหลายกรณีกระทำโดยการครอบงำการทำงานของสื่อในรูปแบบต่างๆ  ทั้งเพื่อให้สื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ตนเองต้องการให้เผยแพร่ หรือไม่ให้เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่จะส่งผลในทางที่ไม่ดีแก่ตนเอง  ซึ่งเรียกพฤติกรรมเช่นนี้ว่าเป็นการแทรกแซงสื่อ  และการแทรกแซงสื่อที่ชัดเจนที่สุดก็คือจากผู้กุมอำนาจรัฐอันได้แก่รัฐบาล  ดังปรากฏมาแล้วทั่วโลกทั้งในอดีตและปัจจุบัน

การแทรกแซงสื่อดังกล่าว หากสื่อยอมทำตามไม่ว่าจะโดยเหตุผลใดย่อมส่งผลให้สื่อทำหน้าที่บิดเบือนไปจากจรรยาบรรณและจริยธรรมแห่งวิชาชีพอย่างแน่นอน  ผลจากการกระทำเช่นนั้นย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่สาธารณชน  โดยเฉพาะเมื่อสื่อตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองหรือทำตัวรับใช้ผู้มีอำนาจทางการเมืองที่กุมอำนาจรัฐ
ในทางตรงกันข้าม หากสื่อไม่ยอมรับการครอบงำ  โดยยึดหลักจรรยาบรรณและจริยธรรมแห่งวิชาชีพ สื่อก็เป็นด่านหน้าในการสร้างและพิทักษ์ความชอบธรรม  ไม่ให้ผู้มีอำนาจใช้อำนาจไม่ชอบธรรมแก่สาธารณชน  โดยการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ความรู้ ข้อเท็จจริง อันเป็นประโยชน์ให้สาธารณชนรับรู้และเข้าใจ รวมถึงเป็นปากเป็นเสียงให้แก่สาธารณชน
ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานของสื่อมวลชน  มีทั้งสื่อที่ยึดมั่นในจรรยาบรรณและจริยธรรมแห่งวิชาชีพ โดยได้ทำหน้าที่อย่างซื่อตรง  และมีทั้งสื่อที่สมยอมต่ออำนาจที่เข้ามาแทรกแซงครอบงำ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://blogologynet.com/wp-content/uploads/2009/05/sangchaisuntornwat.jpg"><img class="alignleft size-full wp-image-843" style="border: 0pt none; margin: 10px 20px;" title="sangchaisuntornwat" src="http://blogologynet.com/wp-content/uploads/2009/05/sangchaisuntornwat.jpg" alt="sangchaisuntornwat" width="225" height="314" /></a>สื่อมวลชนเป็นดัชนีชี้วัดสภาพของสังคมได้อย่างหนึ่ง  เพราะสื่อมวลชนเป็นทั้งด่านหน้าในการต่อสู้เพื่อความชอบธรรมของสาธารณชนและเป็นทั้งกระจกเงาสะท้อนภาพความเป็นจริงของสังคมอย่างตรงไปตรงมา ทั้งนี้ ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า สื่อมวลชนมีความกล้าหาญทางจริยธรรม โดยยึดมั่นในจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพของตน</p>
<p>สื่อมวลชนมีส่วนอย่างสำคัญในการสร้างมติมหาชนผ่านข้อมูลข่าวสารที่เผยแพร่ออกไปอย่างกว้างขวางทำให้เกิดการรับรู้ร่วมกันของสาธารณชน  โดยสื่อมวลชนกระแสหลักในปัจจุบันอันได้แก่ สื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์  ยังคงมีบทบาทอันสำคัญยิ่งในการถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารไปสู่สาธารณชน  ทั้งยังมีมีอิทธิพลต่อการรับรู้ และสร้างความเชื่อถือแก่ผู้รับข่าวสาร จนนำไปสู่การสร้างมติมหาชนต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้</p>
<p>เมื่อเป็นเช่นนี้  สื่อจึงกลายเป็นเครื่องมือที่บุคคล กลุ่มคน องค์กรทั้งหลาย ใช้เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่เอื้อประโยชน์แก่ตน ซึ่งในหลายกรณีกระทำโดยการครอบงำการทำงานของสื่อในรูปแบบต่างๆ  ทั้งเพื่อให้สื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ตนเองต้องการให้เผยแพร่ หรือไม่ให้เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่จะส่งผลในทางที่ไม่ดีแก่ตนเอง  ซึ่งเรียกพฤติกรรมเช่นนี้ว่าเป็นการแทรกแซงสื่อ  และการแทรกแซงสื่อที่ชัดเจนที่สุดก็คือจากผู้กุมอำนาจรัฐอันได้แก่รัฐบาล  ดังปรากฏมาแล้วทั่วโลกทั้งในอดีตและปัจจุบัน</p>
<p><span id="more-842"></span></p>
<p>การแทรกแซงสื่อดังกล่าว หากสื่อยอมทำตามไม่ว่าจะโดยเหตุผลใดย่อมส่งผลให้สื่อทำหน้าที่บิดเบือนไปจากจรรยาบรรณและจริยธรรมแห่งวิชาชีพอย่างแน่นอน  ผลจากการกระทำเช่นนั้นย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่สาธารณชน  โดยเฉพาะเมื่อสื่อตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองหรือทำตัวรับใช้ผู้มีอำนาจทางการเมืองที่กุมอำนาจรัฐ</p>
<p>ในทางตรงกันข้าม หากสื่อไม่ยอมรับการครอบงำ  โดยยึดหลักจรรยาบรรณและจริยธรรมแห่งวิชาชีพ สื่อก็เป็นด่านหน้าในการสร้างและพิทักษ์ความชอบธรรม  ไม่ให้ผู้มีอำนาจใช้อำนาจไม่ชอบธรรมแก่สาธารณชน  โดยการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ความรู้ ข้อเท็จจริง อันเป็นประโยชน์ให้สาธารณชนรับรู้และเข้าใจ รวมถึงเป็นปากเป็นเสียงให้แก่สาธารณชน</p>
<p>ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานของสื่อมวลชน  มีทั้งสื่อที่ยึดมั่นในจรรยาบรรณและจริยธรรมแห่งวิชาชีพ โดยได้ทำหน้าที่อย่างซื่อตรง  และมีทั้งสื่อที่สมยอมต่ออำนาจที่เข้ามาแทรกแซงครอบงำ  ทำตนเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจ   ในสังคมก็เช่นเดียวกัน  แต่ละยุคสมัยที่ผ่านมา  ไม่ว่าจะปกครองโดยรัฐบาลที่มาจากการปฏิวัติรัฐประหาร หรือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง  ก็มีสื่อทั้งสองประเภทดังกล่าวอยู่เสมอ</p>
<p>แต่เป็นที่น่ายินดีว่า ในประวัติศาสตร์ของสื่อสารมวลชนไทย   มีเพียงสื่อจำนวนน้อยเท่านั้นที่โอนอ่อนผ่อนตามหรือยอมรับการครอบงำจนเสียหลักจรรยาบรรณและจริยธรรมแห่งวิชาชีพ   สื่อมวลชนส่วนมากได้ทำหน้าที่ของตนอย่างซื่อสัตย์  เป็นด่านแรกของการสร้างและปกป้องความชอบธรรมให้แก่สาธารณชน  เป็นปากเป็นเสียงและสะท้อนความเป็นจริง  นำเสนอข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นให้สาธารณชนได้รับรู้และเข้าใจ และรักษาผลประโยชน์แห่งสาธารณะ  ซึ่งก็คือผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนนั่นเอง</p>
<p>ในระยะ 10 ปีมานี้  บทบาทของสื่อมวลชนที่ทำหน้าที่อย่างกล้าหาญ ในการสืบเสาะขุดคุ้ยความไม่ชอบมาพากลที่บุคคล กลุ่มบุคคล องค์กร และผู้กุมอำนาจรัฐได้กระทำไว้หลายกรณี  ซึ่งในที่นี้จะขอยกมาเป็นตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น ดังนี้</p>
<p><strong>1.กรณีแจ้งทรัพย์สินอันเป็นเท็จของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัต</strong>ร หรือที่ทราบกันดีว่า “คดีซุกหุ้น” ขณะเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยแรกเมื่อปี พ.ศ.2544  โดยการเปิดโปงของหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ  ที่สืบสาวพบว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้โอนหุ้นมูลค่านับร้อยล้านบาทให้แก่คนรับใช้  จนนำไปสู่การขุดคุ้ยถึงความไม่ชอบมาพากลดังกล่าวของสื่อมวลชนทุกแขนง  คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ได้ชี้มูลความผิดและส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย  ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 8 ต่อ 7 ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พ้นผิด   แต่ผลจากการทำหน้าที่ของสื่อในครั้งนี้ แสดงให้เห็นบทบาทอันเด่นชัดของสื่อในการพิทักษ์รักษาและปกป้องผลประโยชน์ของสาธารณะ  การตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ  และทำให้สาธารณชนได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารเพียงพอที่จะวิเคราะห์และวินิจฉัยด้วยวิจารณญาณของตนได้</p>
<p><strong>2.กรณีทุจริตซื้อขายที่ดินบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน </strong> โดยบริษัทเอกชนนำที่ดินที่ออกโฉนดโดยมิชอบมาขายให้โครงการบำบัดน้ำเสียคลองด่าน จังหวัดสมุทรปราการ คดีนี้พัวพันกับนักการเมืองหลายคน  โดยสื่อมวลชนทุกแขนงต่างทำหน้าที่สืบเสาะข้อเท็จจริงเสนอต่อสาธารณชนอย่างต่อเนื่อง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือพิมพ์ในเครือผู้จัดการได้เกาะติดโดยรายงานข่าวเบื้องลึกเบื้องหลังอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานนับปี  ต่อมา คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ได้ยื่นฟ้อง นายวัฒนา อัศวเหม ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ว่ากระผิดต่อหน้าที่ในขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และเจ้าหน้าที่กรมที่ดิน ฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ โดยบังคับข่มขืนใจให้ราษฎรขายที่ดิน และบีบบังคับให้เจ้าหน้าที่ที่ดินออกเอกสารสิทธิในเขตหวงห้ามทับที่สาธารณประโยชน์ ในเขต ตำบลคลองด่าน อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ โดยมีการออกโฉนดโดยมิชอบจำนวน 5 โฉนดในช่วงวันที่ 21 เม.ย. 2535 จนถึงวันที่ 30 ธ.ค. 2536 เพื่อนำไปใช้ในโครงการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสีย  เป็นการออกโฉนดทับที่สาธารณะ และนำเอาหลักฐาน สค.1 จากที่อื่นมาใช้ออกโฉนดโดยมิชอบ และเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ.2551 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้พิพากษาว่า  นายวัฒนา อัศวเหม มีความผิดจริง สั่งลงโทษจำคุกเป็นเวลา 10 ปี</p>
<p><strong>3. กรณีทุจริตการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ </strong> อันนับได้ว่าเป็นการทุจริตครั้งใหญ่ในประเทศไทย มูลค่าความเสียหายนับแสนล้านบาท  โดยมีการกล่าวหาว่ามีการกระทำความผิดนับสิบคดี แต่ละคดีล้วนเกี่ยวกันกับนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่รับผิดชอบในการก่อสร้าง  ซึ่งสื่อมวลชนทุกแขนงมีบทบาทอันสำคัญในการเปิดโปงความไม่ชอบมาพากลและการทุจริตดังกล่าวอย่างไม่ลดละ  ทำให้สาธารณชนได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารอย่างละเอียด  ทำให้ประชาชนได้รับรู้พฤติกรรมอันไม่เหมาะสมของนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีส่วนพัวพันในการทุจริตนี้มากยิ่งขึ้น</p>
<p>กรณีที่กล่าวมาข้างต้นนั้น เป็นเพียงส่วนเสี้ยวหนึ่งของการทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาของสื่อมวลชน  ที่นำเสนข้อเท็จจริงและปกป้องผลประโยชน์ของสาธารณชนอย่างเข้มแข็ง   ภายใต้จรรยาบรรณและจริยธรรมแห่งวิชาชีพ</p>
<p>การทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาของสื่อมวลชนนั้น มักจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อผลประโยชน์ของผู้บุคคล กลุ่มบุคคล องค์กร และผู้กุมอำนาจรัฐไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้งหรือการปฏิวัติรัฐประหารอยู่เสมอ นำไปสู่การคุกคามสื่อมวลชนในหลายรูปแบบ  มีทั้งการใช้อำนาจตามกฎหมายเข้าควบคุม ตรวจสอบ  ปิดกิจการ   มีทั้งการใช้อำนาจนอกระบบคุกคามสวัสดิภาพ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงการทำร้ายจนบาดเจ็บและเสียชีวิต  ทั้งในอดีตและปัจจุบันสื่อมักตกอยู่ภายใต้การคุกคามโดยวิธีใดวีธีหนึ่งเสมอ</p>
<p>มีกรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นในลักษณะที่ถือได้ว่าเป็นการคุกคามสื่อ ทั้งในฐานะบุคคลและองค์กรเมื่อไม่นานมานี้  ซึ่งเป็นที่สนใจของสาธารณชน  เช่น</p>
<p>1.กรณีบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ยื่นฟ้อง นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ(คปส.) , บริษัทไทยเจอร์นัลกรุ๊ป จำกัด , นายโรจน์ งามแม้น นางกรรณิกา วิริยะกุล และ นายทวีสิน สถิตย์รัตนชีวิน โดยทั้งสามเป็นผู้บริหารของหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ในความผิดฐานร่วมกันหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาด้วยเอกสาร โดยการเผยแพร่ข่าวเรื่อง &#8220;เอ็นจีโอประจาน 5 ปีไทยรักไทย ชินคอร์ปรวย&#8221;  ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างผลประโยชน์ครอบครัวและผลประโยชน์ของประเทศ  ต่อมาเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2549 ศาลพิพากษายกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นการให้ข้อมูลเพื่อประโยชน์ต่อสาธารณะ ไม่ได้มีเจตนาใส่ความโจทก์แต่อย่างใด</p>
<p>2. กรณีหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์  สั่งปลดนายเสริมสุข กษิติประดิษฐ์ จากตำแหน่งหัวหน้าข่าวทหารและความมั่นคงและเลิกจ้างเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ.2548 โดยกล่าวหาว่า นายเสริมสุข กระทำการโดยประมาทเลินเล่อและฝ่าฝืนระเบียบ ในการนำเสนอข่าวรันเวย์สนามบินสุวรรณภูมิมีรอยร้าว เมื่อวันที่ 6-9 ส.ค. 2548 ของหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ต่อมานายเสริมสุข กษิติประดิษฐ์ ได้ฟ้องหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ต่อศาลแรงงานกลางว่า จำเลยทำผิดสัญญาจ้างแรงงานและเลิกจ้างไม่เป็นธรรม โดยเรียกค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้าง และค่าเสียหายที่ถูกเลิกจ้าง  ต่อมาศาลพิจารณาว่าการนำเสนอข่าวของโจทก์ ซึ่งเป็นผู้นำประเด็นข่าวเสนอให้ต่อกองบรรณาธิการเพื่อพิจารณาในการตีพิมพ์ เรื่องรันเวย์สนามบินสุวรรณภูมิมีรอยร้าวได้กระทำไปตามหน้าที่และได้วิเคราะห์ประเด็นข่าวก่อนตีพิมพ์ ไม่ได้เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อกำหนดในการนำเสนอข่าวของหนังสือพิมพ์บางกอก โพสต์ตามที่จำเลยทั้ง 3 ได้ใช้เป็นข้ออ้างในการเลิกจ้าง  จึงพิพากษาให้หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์รับโจทก์ให้เข้าทำงานในตำแหน่งและอัตราค่าจ้างที่ไม่ต่ำกว่าที่เคยได้รับ</p>
<p>3.กรณีห้างเทสโกโลตัส ฟ้องเรียกค่าเสียหายจาก นางนงค์นาถ ห่านวิไล บรรณาธิการข่าวธุรกิจการตลาด หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ เป็นเงิน 100 ล้านบาท และนายกมล กมลตระกูล และ เป็นเงิน 100 ล้านบาทเช่นกัน  เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ.2551  โดยกล่าวหาว่าจำเลยคือนางอนงค์นาถ ห่านวิไล ได้เขียนข่าวในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 29 ม.ค.2551 คอลัมน์สังคมธุรกิจ ใช้นามปากกา “คุณแอ๊ด” ว่า ผู้บริหารค่ายเทสโก้โลตัส เตรียมทุ่มงบประมาณขยายสาขาทุกโมเดล รวม 130 สาขา เฉลี่ยเปิดสาขาใหม่ทุกๆ 3 วัน ถือเป็นการกระทำที่ไม่รักคนไทย ซึ่งโจทก์ถือว่าเป็นการเขียนข้อความที่ไม่เป็นความจริง จงใจทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียงและภาพลักษณ์ในทางธุรกิจและสังคม  ส่วนกรณีนายกมล กมลตระกูล นั้นโจทก์อ้างถึงบทความเรื่อง “พ.ร.บ.ค้าปลีก กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้” ในคอลัมน์ “ภูมิคุ้มกันคอร์รัปชั่น” ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันจันทร์ที่ 29 ต.ค.2550 ว่า การที่เทสโก้ไต่ทะยานขึ้นเป็นบริษัทที่ร่ำรวยด้วยยอดขายรวม 79,978 ล้านดอลลาร์ เป็นยอดขายที่มาจากประเทศไทยถึงร้อยละ 37 ด้วยเทคนิคการทำบัญชีที่ซับซ้อน ไม่ต้องเสียภาษีให้ท้องถิ่น เพราะยอดขายสูง แต่กลับทำตัวเลขกำไรต่ำ ซึ่งโจทก์ถือว่าข้อเขียนทั้งหมดไม่เป็นความจริง  ทำให้เกิดความเสียหาย</p>
<p>กรณีที่ยกมาทั้งหมดนั้น ย่อมถือได้ว่า สื่อได้ทำหน้าที่ตามหลักแห่งจรรยาบรรณและจริยธรรมแห่งวิชาชีพอย่างตรงไปตรงมา  จนถูกคุกคามจากผู้เสียประโยชน์  ถึงแม้การฟ้องร้องจากผู้เสียหายเกิดขึ้นได้ในกรณีที่คิดว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรมจากสื่อ  แต่ในกรณีที่ 1 และ 3 ที่ยกมานั้น  เรียกได้ว่าเป็นการข่มขู่คุกคามการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน เพราะเป็นการเรียกค่าเสียหายเกินความเป็นจริงที่บุคคลธรรมดาจะสามารถจ่ายค่าเสียหายเป็นจำนวนเงินนับร้อยล้านบาทได้  ดังนั้นจึงไม่อาจตีความเป็นอื่นไปได้ นอกจากเป็นการข่มขู่คุกคามให้สื่อมวลชนให้หยุดนำเสมอข้อเท็จจริงที่มีผลกระทบต่อผู้ฟ้องนั่นเอง ส่วนในกรณีที่ 2 นั้นเชื่อว่า  การที่ผู้บริหารสื่อสั่งปลดพนักงานตัวเองในกรณีนี้นั้น เชื่อกันว่าเนื่องมาจากมีอิทธิพลจากภายนอกเข้ามาแทรกแซง</p>
<p>ในปัจจุบันระบบการเมืองได้พัฒนาจากการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของผู้กุมอำนาจรัฐ  มาสู่ยุคแห่งการผ่อนคลายมากขึ้น  กฎหมายควบคุมสื่อที่เป็นเครื่องมือของการเมืองยุคเผด็จการทหารคือ ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินฉบับที่ 42  (ปร.42)  ถูกยกเลิกไปแล้ว  การคุกคามสื่อโดยรัฐหรือผู้กุมอำนาจรัฐโดยตรงไม่มีให้เห็นชัดเจนเช่นดังแต่ก่อน  จะมีก็แต่การแทรกแซงหรือครอบงำโดยใช้อำนาจตามกฎหมายปฏิรูปสื่อ  ดังเช่นในรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช  ใช้อำนาจเปลี่ยนแปลงสื่อของรัฐคือสถานีโทรทัศน์กรมประชาสัมพันธ์ หรือ ช่อง 11 เปลี่ยนเป็นสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที (NBT) รวมถึงการประกาศจะยกเครื่องการปฏิรูปสื่อโดยการจัดระเบียบสื่อต่างๆตามอำนาจที่มีอยู่  ซึ่งการกระทำดังกล่าวได้รับการต่อต้านและวิพากษ์วิจารณ์จากสื่อมวลชนและสาธารณชนในทางที่ไม่เห็นด้วย</p>
<p>สิ่งที่คุกคามหรือครอบงำสื่อในปัจจุบันนี้ ได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบไปจากสมัยก่อนเป็นอันมาก รัฐไม่ได้ใช้อำนาจและข้ออ้างทางการเมืองคุกคามสื่อโดยตรง  แต่สื่อในปัจจุบันทั้งในฐานะปัจเจกชนคือคนทำงานสื่อ อันได้แก่ผู้ปฏิบัติงานในองค์กรสื่อ  เช่นผู้สื่อข่าวและบรรณาธิการข่าว เป็นต้น  และองค์กรสื่ออันได้แก่ หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์  กลับถูกคุกคามจากบุคคล กลุ่มคน หรือองค์กรที่สูญเสียประโยชน์จาการทำงานของสื่อ  ดังจะเห็นได้จาก  ผู้สื่อข่าวทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ถูกปองร้าย ทำร้ายจนบาดเจ็บและถึงแก่ชีวิตอยู่เสมอๆ เนื่องมาจากการทำงานข่าวที่เปิดโปงความไม่ชอบมาพากล ความผิด หรือการกระทำที่ไม่ดีของบุคคล กลุ่มบุคคล และองค์กรต่างๆ  หรือไม่ก็ถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายในทางแพ่ง  และให้รับโทษทางอาญาดังกรณ๊ตัวอย่างที่ได้กล่าวมาแล้ว  ซึ่งต้องใช้เวลาพิสูจน์กันค่อนข้างยาวนานาจนอาจทำให้บั่นทอนพลังและเวลาในการทำงานของสื่อมวลชนลงไป</p>
<p>กล่าวโดยสรุปแล้ว  สื่อมวลชนไทยที่ยึดมั่นในจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ มีความกล้าหาญทางจริยธรรมนำเสนอข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา ยังคงตกอยู่ภายใต้ความเสี่ยงที่จะถูกคุกคามโดยการฟ้องร้องทางแพ่งและทางอาญา  รวมทั้งคุกคามต่อสวัสดิภาพ ชีวิตและทรัพย์สินด้วยวิธีการต่างๆนานา  ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยพิสูจน์ถึงความกล้าหาญของสื่อมวลชนว่าจะซื่อสัตย์ในหน้าที่และมั่นคงในจรรยาบรรณและจริยธรรมแห่งวิชาชีพเพียงใด แต่เท่าที่ผ่านมานั้นก็ได้พิสูจน์แล้วว่า  สื่อมวลชนไทยส่วนมาก  มีความกล้าหาญในการทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา และกล้ายึดมั่นในจรรยาบรรณและจริยธรรมแห่งวิชาชีพ อันเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้สื่อมวลชนเป็นสื่อมวลชนที่แท้จริง.</p>
<p><span style="color: #333399;">บทความนี้ผมเขียนขึ้นเพื่อตีพิมพ์ในหนังสือที่ระลึก 12 ปี รางวัลแสงชัย สุทรวัฒน์ จัดพิมพ์โดยสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย เมษายน ๒๕๕๒  สนใจรับหนังสือติดต่อที่สมาคมฯ โทรศัพท์ 02 243 8479 เว็บไซต์ www.thaibja.org</span></p>
<p>[หากเห็นว่าบทความนี้มีประโยชน์สามารถนำไปเผยแพร่ตามสื่อต่างๆได้ และช่วยอ้างอิงหรือทำลิงก์มายังที่นี่ด้วย แต่ขอความกรุณาอย่านำไปจัดทำเพื่อจำหน่ายหรือหารายได้ในรูปแบบต่างๆนะครับ]</p>
<p><script type="text/javascript"><!--
ad_partner="200808194329222";
ad_website="2009051996171953";
ad_zone="2009052032002958";
ad_format="20080422569846860";
ad_type="tm";
ad_color_border="FFFFFF";
ad_color_bg="FFFFFF";
ad_background="";
ad_color_title="0000CC";
ad_color_text="000000";
ad_color_url="22608F";
// --></script><br />
<script src="http://ads.bumq.com/ad_show2.js" type="text/javascript"></script></p>
<p class="akst_link"><a href="http://blogologynet.com/?p=842&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_842" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://blogologynet.com/media-and-communications" title="ใครๆก็(ไม่)ชอบสื่อ (29 February 2008)">ใครๆก็(ไม่)ชอบสื่อ</a> (2)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/media-right" title="อภิสิทธิและเอกสิทธิของสื่อ (14 May 2008)">อภิสิทธิและเอกสิทธิของสื่อ</a> (1)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/sayan-yodrak-and-media" title="วิวาทะ สายัณห์-ยอดรัก : สื่อทำหน้าที่เป็นพนักงานส่งเอกสารเท่านั้นหรือ? (22 March 2008)">วิวาทะ สายัณห์-ยอดรัก : สื่อทำหน้าที่เป็นพนักงานส่งเอกสารเท่านั้นหรือ?</a> (0)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/media-massage-political-communications" title="ปรากฏการณ์ขาประจำ: “สื่อ” และ “สาร” ทางการเมืองของประชาชน (29 February 2008)">ปรากฏการณ์ขาประจำ: “สื่อ” และ “สาร” ทางการเมืองของประชาชน</a> (1)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/media-and-news-writing" title="บางถ้อยคำใน “ผู้จัดการ” เป็นสิ่งสมควรที่จะปรากฏใน “สื่อสาธารณะ” หรือไม่ (16 May 2008)">บางถ้อยคำใน “ผู้จัดการ” เป็นสิ่งสมควรที่จะปรากฏใน “สื่อสาธารณะ” หรือไม่</a> (0)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogologynet.com/thai-mass-media/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อภิสิทธิและเอกสิทธิของสื่อ</title>
		<link>http://blogologynet.com/media-right</link>
		<comments>http://blogologynet.com/media-right#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 14 May 2008 12:28:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator></dc:creator>
				<category><![CDATA[สื่อสารมวลชน]]></category>
		<category><![CDATA[การทำหน้าที่สื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อมวลชน]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสือพิมพ์มติชน]]></category>
		<category><![CDATA[เอกสิทธิของสื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[Media]]></category>
		<category><![CDATA[media right]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mediatalkblog.wordpress.com/?p=91</guid>
		<description><![CDATA[มีการตั้งคำถามจากผู้คนอยู่เสมอๆ โดยเฉพาะผู้ที่คิดว่าตนเองได้รับผลกระทบในทางที่ไม่ดีจากการกระทำของสื่อว่า สื่อมีอภิสิทธิเหนือคนอื่นหรือไม่ เพราะดูเหมือนว่า สื่อจะสามารถเปิดโปงพฤติกรรม ตำหนิติเตียน วิพากษ์วิจารณ์ผู้คน องค์กร รัฐและรัฐบาล ได้อย่างเสรี  โดยไม่มีใครหรือหน่วยงานใดออกมา ตอบโต้ หรือจัดการกับสื่ออย่างจริงจัง  ปล่อยให้สื่อทำอะไรได้ตามใจ  จนดูเหมือนว่า สื่อจะมีอภิสิทธิจริงๆ
เมื่อมีคำถามในลักษณะนี้เกิดขึ้นบ่อยๆ ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า  ผู้คนอาจเข้าใจจริงๆว่าสื่อมีอภิสิทธิเหนือผู้อื่น ทั้งๆที่ความจริงแล้ว สื่อทั้งในฐานะนิติบุคคลและปัจเจกบุคคลล้วนอยู่ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับนิติบุคคลและปัจเจกบุคคลอื่นๆ    สื่อมีสิทธิ์ที่จะถูกฟ้องร้องเอาผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพานิช  ประมวลกฎหมายอาญา และตามกฎหมายอื่นๆตามฐานความผิด  เมื่อสื่อถูกตัดสินว่าทำผิดก็ต้องรับโทษตามกฎหมายเช่นเดียวกัน แต่ทำไมสื่อจึงถูกมองว่ามีอภิสิทธิเหนือคนอื่น&#8230;

การที่เป็นเช่นนี้ เพราะบทบาทหน้าที่ของสื่อนั่นเอง  แม้ตามทฤษฎีการสื่อสารกำหนดไว้ว่าหน้าที่พื้นฐานของสื่อจะมีอยู่ 4 อย่าง คือ ให้ข่าวสาร ให้ความรู้ ให้ความบันเทิง และการโฆษณาประชาสัมพันธ์  แต่หน้าที่ทั้ง 4 ของสื่อก็ต้องยืนอยู่บนข้อเท็จจริง นั่นคือ การสะท้อนข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมาเพื่อประโยชน์แห่งสาธารณะ คือสังคมและประชาชน  ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่สื่อสะท้อนออกมา  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>มีการตั้งคำถามจากผู้คนอยู่เสมอๆ โดยเฉพาะผู้ที่คิดว่าตนเองได้รับผลกระทบในทางที่ไม่ดีจากการกระทำของสื่อว่า <strong>สื่อมีอภิสิทธิเหนือคนอื่นหรือไม่</strong> เพราะดูเหมือนว่า สื่อจะสามารถเปิดโปงพฤติกรรม ตำหนิติเตียน วิพากษ์วิจารณ์ผู้คน องค์กร รัฐและรัฐบาล ได้อย่างเสรี  โดยไม่มีใครหรือหน่วยงานใดออกมา ตอบโต้ หรือจัดการกับสื่ออย่างจริงจัง  ปล่อยให้สื่อทำอะไรได้ตามใจ  จนดูเหมือนว่า สื่อจะมีอภิสิทธิจริงๆ</p>
<p>เมื่อมีคำถามในลักษณะนี้เกิดขึ้นบ่อยๆ ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า  ผู้คนอาจเข้าใจจริงๆว่าสื่อมีอภิสิทธิเหนือผู้อื่น ทั้งๆที่ความจริงแล้ว สื่อทั้งในฐานะนิติบุคคลและปัจเจกบุคคลล้วนอยู่ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับนิติบุคคลและปัจเจกบุคคลอื่นๆ    สื่อมีสิทธิ์ที่จะถูกฟ้องร้องเอาผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพานิช  ประมวลกฎหมายอาญา และตามกฎหมายอื่นๆตามฐานความผิด  เมื่อสื่อถูกตัดสินว่าทำผิดก็ต้องรับโทษตามกฎหมายเช่นเดียวกัน แต่ทำไมสื่อจึงถูกมองว่ามีอภิสิทธิเหนือคนอื่น&#8230;<br />
<span id="more-726"></span><br />
การที่เป็นเช่นนี้ เพราะบทบาทหน้าที่ของสื่อนั่นเอง  แม้ตามทฤษฎีการสื่อสารกำหนดไว้ว่าหน้าที่พื้นฐานของสื่อจะมีอยู่ 4 อย่าง คือ ให้ข่าวสาร ให้ความรู้ ให้ความบันเทิง และการโฆษณาประชาสัมพันธ์  แต่หน้าที่ทั้ง 4 ของสื่อก็ต้องยืนอยู่บนข้อเท็จจริง นั่นคือ การสะท้อนข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมาเพื่อประโยชน์แห่งสาธารณะ คือสังคมและประชาชน  ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่สื่อสะท้อนออกมา  อาจเป็นการล่วงละเมิดในมุมมองผู้ได้รับความเสียหายจากข้อมูลข่าวสารนั้น สื่อจึงมีจรรยาบรรณในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร เพื่อกำกับการทำหน้าที่ให้อยู่ภายใต้ศีลธรรม จริยธรรม และกฎหมาย  หากผู้ที่ถูกกล่าวถึงคิดว่าตนได้รับความเสียหาย ถูกคุกคามจากสื่อ หรือถูกสื่อบิดเบือนข้อเท็จจริง  เสนอข้อมูลอันเป็นเท็จ ผู้เสียหายสามารถฟ้องร้องเอาผิดกับสื่อได้  ดังปรากฏให้เห็นอยู่เสมอ และมีคดีความเป็นจำนวนมากที่สื่อเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในศาล  ถูกปรับและถูกจำคุกตามฐานความผิด  โดยไม่มีอภิสิทธิแต่อย่างใด</p>
<p>ดังนั้น การตั้งข้อสงสัย หรือมีข้อสังเกตเรื่องอภิสิทธิของสื่อ  จึงอาจเกิดจากการเข้าใจผิดเพราะการทำหน้าที่ของสื่อ ในข้อการให้ข่าวสารและการให้ความรู้  ซึ่งการให้ความรู้นั้น ย่อมต้องรวมถึงการวิพากษ์ วิจารณ์ ติติง ชี้แนะ เอาไว้ด้วย</p>
<p><strong>สื่อหาได้มีอภิสิทธิเหนือองค์กรใดหรือบุคคลใดไม่ แต่สิ่งที่สื่อมีก็คือเอกสิทธิบางอย่างที่องค์กรหรือบุคคลอื่นอาจจะไม่มี</strong></p>
<p>เอกสิทธิก็คือ สิทธิจะได้รับการปกป้องหรือยกเว้นจากเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่น สมาชิกรัฐสภามีเอกสิทธิคุ้มครองไม่ให้ถูกดำเนินคดีในช่วงสมัยประชุมสภา หรือ มีเอกสิทธิในการแสดงความคิดเห็นและลงมติในสภาในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทย โดยไม่ถูกบังคับจากใครหรือองค์กรใดรวมถึงพรรคการเมืองที่ตนสังกัด  เป็นต้น  สื่อก็มีเอกสิทธิในการเผยแพร่ข่าวสารได้โดยอิสระตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้  ใครจะบังคับสื่อให้เผยแพร่หรือไม่เผยแพร่ข่าวสารใดๆไม่ได้  นั่นคือเอกสิทธิที่เป็นข้อกำหนดโดยทั่วไป</p>
<p><strong>แต่สื่อมีเอกสิทธิบางอย่างที่พิเศษกว่าเอกสิทธิตามกฎหมายนั่นคือ เอกสิทธิที่ได้รับการปกป้องจากสาธารณชน</strong> เอกสิทธิดังกล่าวนี้ ไม่ได้กำหนดไว้ในกฎหมายใด ไม่มีใน ขนบธรรมเนียม ประเพณี  ของสังคม หากแต่เกิดขึ้นเพราะการทำหน้าที่ของสื่อที่ปกป้องผลประโยชน์ของสาธารณชน  เมื่อสาธารณชนเห็นว่าสื่ออยู่ข้างเดียวกับตน  เมื่อเกิดเหตุใดๆขึ้นกับสื่อ  สาธารณชนก็จะรวมตัวกันลุกขึ้นมาปกป้องสื่อ  เพื่อให้สื่อปลอดภัยจากการถูกคุกคาม เพื่อให้สื่อยังคงเป็นสื่อที่ทำหน้าที่เพื่อสาธารณชนต่อไป</p>
<p>กรณีดังกล่าวนี้อาจเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก  กรณีที่เกิดขึ้นในประเทศไทยที่เข้าข่ายเอกสิทธิข้อนี้ก็คือ  กรณีสื่อในเครือมติชนถูกซื้อกิจการโดยบริษัทแกรมมี่ผ่านตลาดหลักทรัพย์เมื่อหลายปีก่อน ซึ่งถือว่าเป็นการคุกคามเพื่อครอบครองสื่อจากองค์กรธุรกิจที่ไม่ใช่สื่อสาธารณะ สาธารณชนจึงลุกขึ้นมาปกป้องโดยวิธีการต่างๆ  เพื่อให้สื่อรอดพ้นจาการถูกซื้อกิจการ เพราะไม่มั่นใจว่า เมื่อเปลี่ยนมือไปจากเจ้าของเดิมซึ่งเป็นคนทำสื่อมืออาชีพแล้ว  สื่อจะยังคงเป็นสื่อที่ทำหน้าที่เพื่อสาธารณชนอย่างเดิมหรือไม่  จนในที่สุดบริษัทแกรมมี่ก็ยกเลิกการซื้อหุ้น  สาธารณชนจึงสามารถปกป้องสื่อให้รอดพ้นจากการถูกซื้อ การปกป้องสื่อให้รอดพ้นจากการถูกซื้อในครั้งนี้ ก็คือการปกป้องผลประโยชน์ของสาธารณชนนั่นเอง</p>
<p>นี่คือตัวอย่างเอกสิทธิของสื่อที่ได้รับการปกป้องจากสาธารณชน  กรณีเช่นนี้ไม่ได้มีแค่เฉพาะสื่อเท่านั้น องค์กรที่ทำงานเพื่อสาธารณะอื่นๆก็มีโอกาสที่จะได้รับการปกป้องจากสาธารณชนในลักษณะนี้เช่นกัน</p>
<p><strong>ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ คงพอจะมองเห็นได้ชัดเจนแล้วว่า สื่อไม่มีอภิสิทธ์แต่อย่างใด แต่มีเอกสิทธิที่จะได้รับการปกป้องจากสาธารณชนด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง  แต่การที่สื่อจะได้รับเอกสิทธิ์เช่นนี้ ย่อมต้องผ่านการทำงานโดยยึดมั่นในกฎหมาย จรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ และผลประโยชน์แห่งสาธารณชนมาอย่างยาวนาน  เมื่อสาธารณชน ไว้วางใจ ศรัทธาและเชื่อมั่น ก็จะลุกขึ้นมาปกป้องสื่อเอง.</strong></p>
<p class="akst_link"><a href="http://blogologynet.com/?p=726&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_726" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://blogologynet.com/digital-media-enemy" title="สื่อยุคดิจิตอล: หรือถึงคราวหมาเฝ้าบ้านเจอศัตรูที่ลื่นไหลจริงๆ (14 May 2008)">สื่อยุคดิจิตอล: หรือถึงคราวหมาเฝ้าบ้านเจอศัตรูที่ลื่นไหลจริงๆ</a> (0)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/thai-mass-media" title="ก้าวที่กล้าของสื่อมวลชนไทย : บทพิสูจน์การเป็นสื่อมวลชนที่แท้ (20 May 2009)">ก้าวที่กล้าของสื่อมวลชนไทย : บทพิสูจน์การเป็นสื่อมวลชนที่แท้</a> (0)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/media-and-communications" title="ใครๆก็(ไม่)ชอบสื่อ (29 February 2008)">ใครๆก็(ไม่)ชอบสื่อ</a> (2)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/media-and-violent" title="เมื่อสื่อถูกใช้ปั้นน้ำเป็นตัว อะไรจะขึ้นกับคนและสังคม (7 May 2008)">เมื่อสื่อถูกใช้ปั้นน้ำเป็นตัว อะไรจะขึ้นกับคนและสังคม</a> (2)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/sayan-yodrak-and-media" title="วิวาทะ สายัณห์-ยอดรัก : สื่อทำหน้าที่เป็นพนักงานส่งเอกสารเท่านั้นหรือ? (22 March 2008)">วิวาทะ สายัณห์-ยอดรัก : สื่อทำหน้าที่เป็นพนักงานส่งเอกสารเท่านั้นหรือ?</a> (0)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogologynet.com/media-right/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิวาทะ สายัณห์-ยอดรัก : สื่อทำหน้าที่เป็นพนักงานส่งเอกสารเท่านั้นหรือ?</title>
		<link>http://blogologynet.com/sayan-yodrak-and-media</link>
		<comments>http://blogologynet.com/sayan-yodrak-and-media#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 22 Mar 2008 12:04:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator></dc:creator>
				<category><![CDATA[สื่อสารมวลชน]]></category>
		<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[ยอดรัก ลักใจ]]></category>
		<category><![CDATA[สายัณห์ สัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อมวลชน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mediatalkblog.wordpress.com/?p=41</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ข่าวเรื่องความขัดแย้งระหว่างนักร้องลูกทุ่งชื่อดังสองคนคือ ยอดรัก สลักใจ กับ สายัณห์ สัญญา ปรากฏตามสื่อทั้งหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ และเว็บไซต์ข่าวต่างๆ  โดยฝ่ายแรกคือยอดรัก สลักใจ ป่วยเป็นมะเร็งตับ และมีคนทั้งในและนอกวงการเพลงลูกทุ่งแสดงความเห็นอกเห็นใจและหาทางช่วยเหลือ  อีกฝ่ายคือสายัณห์ สัญญา แสดงความสงสัยว่า ยอดรัก สลักใจ ป่วยเป็นโรคมะเร็งจริงหรือไม่ ทำให้ฝ่ายยอดรัก สลักใจไม่พอใจ โดยเฉพาะคนใกล้ชิด อันได้แก่ลูกชายและเพื่อนนักร้องลูกทุ่งชื่อดังคือ เสรี รุ่งสว่าง ออกมาตอบโต้อย่างดุเดือด จนเป็นเรื่องราวใหญ่โต  ถึงขนาดมีผู้ใหญ่ในวงการลูกทุ่งออกมาระงับศึก  และในที่สุด ยอดรัก สลักใจ ก็ประกาศเป็นฝ่ายหยุด  เรื่องจึงจบลง
กรณีการวิวาทะจนกลายเป็นเรื่องวิวาทผ่านสื่อของสองนักร้องลูกทุ่งยอดนิยมทั้งคู่ในครั้งนี้  เป็นการทะเลาะกันเพราะสื่อโดยแท้ กล่าวคือ สายัณห์ สัญญา ให้สัมภาษณ์สื่อสิ่งพิมพ์ฉบับหนึ่ง  สื่อนำไปตีพิมพ์เผยแพร่  สร้างความไม่พอใจให้แก่ฝ่ายยอดรัก จึงออกมาตอบโต้  จากนั้นต่างฝ่ายต่างก็ตอบโต้กันผ่านสื่อ  โดยที่ไม่ได้เห็นหน้าค่าตากันเลย  สื่อทั้งหลายเป็นฝ่ายนำคำพูดของอีกฝ่ายไปสู่อีกฝ่าย ทั้งทางตรงก็คือ ผ่านนักข่าวที่ไปสัมภาษณ์ และทางอ้อมคือ ผ่านสื่อที่เผยแพร่ ทำให้ต่างฝ่ายต่างหยิบเอาคำพูดของอีกฝ่ายขึ้นมาอ้างอิงแล้วตอบโต้กันไปมาผ่านสื่อ
 ในที่นี้ จะไม่ก้าวล่วงไปตัดสินว่า กรณีที่เกิดขึ้นนี้ ใครเป็นฝ่ายถูก ใครเป็นฝ่ายผิด [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ข่าวเรื่องความขัดแย้งระหว่างนักร้องลูกทุ่งชื่อดังสองคนคือ <strong>ยอดรัก สลักใจ</strong> กับ <strong>สายัณห์ สัญญา</strong> ปรากฏตามสื่อทั้งหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ และเว็บไซต์ข่าวต่างๆ  โดยฝ่ายแรกคือยอดรัก สลักใจ ป่วยเป็นมะเร็งตับ และมีคนทั้งในและนอกวงการเพลงลูกทุ่งแสดงความเห็นอกเห็นใจและหาทางช่วยเหลือ  อีกฝ่ายคือสายัณห์ สัญญา แสดงความสงสัยว่า ยอดรัก สลักใจ ป่วยเป็นโรคมะเร็งจริงหรือไม่ ทำให้ฝ่ายยอดรัก สลักใจไม่พอใจ โดยเฉพาะคนใกล้ชิด อันได้แก่ลูกชายและเพื่อนนักร้องลูกทุ่งชื่อดังคือ <strong>เสรี รุ่งสว่าง</strong> ออกมาตอบโต้อย่างดุเดือด จนเป็นเรื่องราวใหญ่โต  ถึงขนาดมีผู้ใหญ่ในวงการลูกทุ่งออกมาระงับศึก  และในที่สุด ยอดรัก สลักใจ ก็ประกาศเป็นฝ่ายหยุด  เรื่องจึงจบลง</p>
<p><img border="0" vspace="15" align="left" width="193" src="http://citizenjournal.kosolnet.com/wp-content/uploads/2008/03/yodrak.jpg" hspace="15" alt="ยภ??รัก สลักใจ" height="238" />กรณีการวิวาทะจนกลายเป็นเรื่องวิวาทผ่านสื่อของสองนักร้องลูกทุ่งยอดนิยมทั้งคู่ในครั้งนี้  เป็นการทะเลาะกันเพราะสื่อโดยแท้ กล่าวคือ สายัณห์ สัญญา ให้สัมภาษณ์สื่อสิ่งพิมพ์ฉบับหนึ่ง  สื่อนำไปตีพิมพ์เผยแพร่  สร้างความไม่พอใจให้แก่ฝ่ายยอดรัก จึงออกมาตอบโต้  จากนั้นต่างฝ่ายต่างก็ตอบโต้กันผ่านสื่อ  โดยที่ไม่ได้เห็นหน้าค่าตากันเลย  สื่อทั้งหลายเป็นฝ่ายนำคำพูดของอีกฝ่ายไปสู่อีกฝ่าย ทั้งทางตรงก็คือ ผ่านนักข่าวที่ไปสัมภาษณ์ และทางอ้อมคือ ผ่านสื่อที่เผยแพร่ ทำให้ต่างฝ่ายต่างหยิบเอาคำพูดของอีกฝ่ายขึ้นมาอ้างอิงแล้วตอบโต้กันไปมาผ่านสื่อ</p>
<p> ในที่นี้ จะไม่ก้าวล่วงไปตัดสินว่า กรณีที่เกิดขึ้นนี้ ใครเป็นฝ่ายถูก ใครเป็นฝ่ายผิด แต่จะขอพิจารณาถึงบทบาทของสื่อ ในฐานะที่เป็นตัวกลางในการนำสารจากฝ่ายหนึ่งไปสู่อีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งก็คือการทำหน้าที่ของสื่อ เพราะเมื่อประมวลจากคำพูดของทั้งสองฝ่าย และคำถามของบรรดาผู้สื่อข่าวทั้งหลาย นับว่าน่าสนใจไม่น้อย</p>
<p>ผมได้ดูและฟังผู้สื่อข่าวสัมภาษณ์ทั้งสายัณห์ สัญญา และยอดรัก สลักใจ จากโทรทัศน์หลายครั้ง  ผู้สื่อข่าวล้วนแต่นำคำพูดของฝ่ายหนึ่งที่พูดถึงฝ่ายหนึ่งมาบอกเล่าให้ฟังแล้วถามความเห็น  แน่นอนว่า คำพูดหรือ &#8220;สาร&#8221; ที่นำมาบอกเล่านั้น ย่อมเป็นคำพูดหรือ &#8220;สาร&#8221; ที่ก่อให้เกิดผลในทางลบแก่ผู้รับสาร  ดังนั้น  คำตอบที่ได้ก็ย่อมเป็นไปในทางลบต่อเจ้าของสารที่ผู้สื่อข่าวได้หยิบยกมา  จึงเป็นที่แน่นอนว่า &#8220;สาร&#8221; ที่ออกมาจากผู้รับสารก็ย่อมเป็นไปในทางลบต่อผู้ส่งสาร ซึ่งสื่ออันหมายถึง ผู้สื่อข่าวและหนังสือพิมพ์หรือโทรทัศน์ที่ผู้สื่อข่าวนั้นสังกัดอยู่ ก็จะนำสารอันเป็นกลับไปยังผู้ส่งสารอีกครั้ง</p>
<p>เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจน ขอแสดงแผนภูมิให้เห็นพัฒนาการของกรณีดังกล่าว ซึ่งมีอยู่ 3 ช่วงตอน ดังนี้</p>
<p><span id="more-721"></span></p>
<p><strong><font color="#0000ff"><u>ช่วงตอนที่ 1</u></font><font color="#ff9900"><font size="+0"> </font><font size="+0">เริ่มจาก ยอดรักป่วยเป็นมะเร็ง &gt;สื่อเผยแพร่สู่สาธารณชน&gt;สายัณห์ตั้งข้อสงสัยผ่านสื่อว่ายอดรักเป็นมะเร็งจริงหรือไม่&gt;สื่อเผยแพร่</font></font></strong></p>
<p><strong><font color="#0000ff"><u>ช่วงตอนที่ 2</u></font> <font color="#ff6600">เริ่มจาก ฝ่ายยอดรักไม่พอใจ &gt; ตอบโต้สายัณห์ผ่านสื่อ &gt; สายัณห์ไม่พอใจโต้กลับผ่านสื่อ &gt; สื่อนำคำพูดสายัณห์มาถามยอดรัก &gt; ยอดรักตอบโต้คำพูดสายัณห์ผ่านสื่อ &gt; สื่อนำคำพูดยอดรักไปถามสายัณห์ &gt; สายัณห์ตอบโต้คำพูดยอดรักผ่านสื่อ &gt; สื่อก็นำคำพูดสายัณห์มาถามยอดรัก &gt; เกิดการตอบโต้ไปมาผ่านสื่อ</font></strong></p>
<p><strong><font color="#0000ff"><u>ช่วงตอนที่ 3</u></font> <font color="#993300">ยอดรักประกาศเป็นฝ่ายยุติการตอบโต้ &gt; สายัณห์จึงต้องยุติไปด้วย &gt; เหตุการณ์กลับสู่ภาวะปกติ</font> </strong></p>
<p>นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาที่ความขัดแย้งยังปรากฏอยู่  จะสังเกตได้ว่า สื่อมีบทบาทสำคัญมากในกรณีนี้  นั่นคือ เป็นฝ่ายเริ่มต้นด้วยการเผยแพร่บทสัมภาษณ์ของสายัณห์ สัญญา  และเป็นผู้นำสารจากฝ่ายหนึ่งไปสู่ฝ่ายหนึ่งจนเกิดการตอบโต้ไปมา  และท้ายสุด สื่อก็เป็นฝ่ายปิดฉากเรื่องนี้ ด้วยการเผยแพร่คำพูดของยอดรักที่ประกาศเป็นฝ่ายยุติเรื่องราวทั้งหมด</p>
<p>ถามว่า  สื่อเป็นต้นเหตุเรื่องนี้หรือไม่  หากถามสื่อ  สื่อย่อมตอบว่า ไม่ใช่ต้นเหตุแน่นอน เพราะตนทำหน้าที่สื่อคือผู้เผยแพร่ข่าวสาร  หากมองในมุมของสายัณห์ สัญญา  ซึ่งเขาก็พูดหลายครั้งว่า  สื่อนำคำพูดของเขาไปลงไม่หมด ทำให้เกิดการคลาดเคลื่อน สื่อเองก็ยอมรับว่า ได้พาดหัวข่าวเพื่อเรียกความสนใจ  หากมองในมุมยอดรัก สลักใจ ดูเหมือนว่า ไม่ได้สนใจว่าใครจะเป็นผู้เริ่มต้น  เพียงแต่ต้องการแก้ไขข้อเท็จจริงให้ถูกต้อง เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายแก่ฝ่ายตน</p>
<p><img border="0" vspace="15" align="right" width="182" src="http://citizenjournal.kosolnet.com/wp-content/uploads/2008/03/sayan.jpg" hspace="15" alt="สายัณห์ สัญญา" height="246" /></p>
<p>ถามต่อไปว่า หากสายัณห์ สัญญา พูดเช่นนั้นจริง สื่อสมควรที่จะนำคำพูดในลักษณะนั้นออกเผยแพร่หรือไม่  สื่อวิเคราะห์หรือคาดคะเนไม่ได้หรือว่าคำพูดดังกล่าวมีโอกาสที่จะก่อให้เกิดความขัดแย้งกันขึ้น  หากสื่อคาดคะเนไม่ออกก็ต้องถามต่อไปว่า การทำหน้าที่ของสื่อนั้น เป็นเพียงแค่ <strong>&#8220;พนักงานส่งเอกสาร&#8221;</strong> เท่านั้นหรือ ไม่ต้องใช้ปัญญาพินิจ พิจารณา คัดสรร ว่า <strong>&#8220;สาร&#8221;</strong> ที่จะสื่อออกไปนั้นจะเกิดผลลบกับใครหรือกับสังคมหรือไม่  ก่อนที่จะเผยแพร่ออกไป</p>
<p>แต่ถ้าหากสื่อรู้ว่าคำพูดของสายัณห์ สัญญา จะต้องทำให้เกิดความขัดแย้ง  คำถามก็คือ สื่อเผยแพร่ออกไปเพื่อจุดประสงค์อะไร  เพราะต้องการทำหน้าที่สื่อในแบบ &#8220;พนักงานส่งเอกสาร&#8221; ที่ไม่ต้องสนใจว่าอะไรอยู่ในซองเอกสาร เพียงแต่ส่งให้ถึงที่หมายตามกำหนด หรือว่าสื่อต้องการที่จะ <strong>&#8220;ขายความขัดแย้ง&#8221; </strong>ที่เล็งเห็นไว้ล่วงหน้าแล้ว</p>
<p>นี่เป็นคำถามที่จะต้องถามสื่อ  และสื่อควรจะต้องหาคำตอบให้ได้  ไม่ต้องตอบที่บล็อกนี้ หากแต่ตอบตัวเองให้ได้ว่า เพราะอะไร เพื่ออะไร  ไม่เฉพาะกรณีของสายัณห์-ยอดรักนี้เท่านั้น หากแต่เป็นกรณีอื่นๆที่เกิดขึ้นมาแล้วมากมาย ที่สื่อเป็นผู้จุดชนวน</p>
<p>และคำถามนี้ ไม่ได้ถามเพียงเฉพาะสื่อที่เป็นผู้เริ่มต้นกรณีนี้เท่านั้น หากแต่ทุกสื่อที่นำไปขยายผล  โดยไม่มีสักรายที่ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ย  หาทางให้ทั้งสองฝ่ายยุติเรื่องความขัดแย้ง  ทั้งๆที่หากต้องการทำหน้าที่นี้ สื่อก็มีศักยภาพที่จะทำได้ หรือว่าสื่อคิดว่า ไม่ใช่หน้าที่ของตน</p>
<p>อีกครั้งหนึ่ง ถามว่า สื่อคิดหรือต้องการเพียงแค่ทำหน้าที่เป็นพนักงานส่งเอกสารเท่านั้นหรือ?</p>
<p><strong>ถ้าสื่อต้องการหรือพอใจแค่ทำหน้าที่พนักงานส่งเอกสาร กรณีแบบสายัณห์-ยอดรักจะไม่ใช่กรณีสุดท้าย  ดังนั้น  ผู้ที่ให้สัมภาษณ์สื่อที่เรียกโก้ๆว่า &#8220;แหล่งข่าว&#8221; ทั้งหลายควรระมัดระวังตัวเอง  การใช้คำพูดก็ดี การให้ข้อมูลก็ดี ควรจะต้องเข้มงวดกวดขันกับตัวเองให้มากไว้  ซึ่งสายัณห์ สัญญา คงจะรู้ซึ้งถึงเรื่องนี้เป็นอย่างดีแล้ว.</strong></p>
<p class="akst_link"><a href="http://blogologynet.com/?p=721&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_721" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://blogologynet.com/thai-mass-media" title="ก้าวที่กล้าของสื่อมวลชนไทย : บทพิสูจน์การเป็นสื่อมวลชนที่แท้ (20 May 2009)">ก้าวที่กล้าของสื่อมวลชนไทย : บทพิสูจน์การเป็นสื่อมวลชนที่แท้</a> (0)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/media-and-communications" title="ใครๆก็(ไม่)ชอบสื่อ (29 February 2008)">ใครๆก็(ไม่)ชอบสื่อ</a> (2)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/launching-media-blog" title="แตกบล็อกออกไปเป็น &#8220;สื่อและสาร&#8221; (21 June 2010)">แตกบล็อกออกไปเป็น &#8220;สื่อและสาร&#8221;</a> (0)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/jakkapop-and-communication-fail" title="เหยื่อโอฐภัยจากการสื่อสารของ จักรภพ เพ็ญแข (21 May 2008)">เหยื่อโอฐภัยจากการสื่อสารของ จักรภพ เพ็ญแข</a> (4)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/media-right" title="อภิสิทธิและเอกสิทธิของสื่อ (14 May 2008)">อภิสิทธิและเอกสิทธิของสื่อ</a> (1)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogologynet.com/sayan-yodrak-and-media/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
