<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>BlogologyNet.com &#187; การเขียนบล็อก</title>
	<atom:link href="http://blogologynet.com/tag/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%ad%e0%b8%81/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://blogologynet.com</link>
	<description>บล็อกศาสตร์และสื่อมวลชนออนไลน์,ทฤษฎีบล็อก,การเขียนบล็อก,บล็อกเกอร์,สื่อมวลชนออนไลน์,นิเทศศาสตร์ออนไลน์,สื่อสารมวลชนออนไลน์</description>
	<lastBuildDate>Sun, 11 Jul 2010 03:32:48 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>8 ข้อผิดพลาดที่บล็อกเกอร์ทำบ่อย</title>
		<link>http://blogologynet.com/blogger-do-mistake</link>
		<comments>http://blogologynet.com/blogger-do-mistake#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 19 Sep 2009 13:41:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[บล็อกศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[การเขียนบล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[ความผิดพลาดของบล็อกเกอร์]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งที่บล็อกเกอร์ไม่ควรทำ]]></category>
		<category><![CDATA[หลักการทำบล็อก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blogologynet.com/?p=970</guid>
		<description><![CDATA[บล็อกมีองค์ประกอบหลายอย่าง ซึ่งนอกจากเนื้อหาแล้วยังมีเครื่องมือจัดวางเนื้อหาเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้อ่าน บล็อกใดที่จัดวางเครื่องมือได้ดี มีความเหมาะสม ก็มีโอกาสที่จะยึดกุมจิตใจผู้อ่านให้ติดตามได้มากขึ้น บล็อกใดที่จัดวางเครื่องมือไม่เหมาะสม ผิดที่ผิดทาง ก็อาจจะทำให้ผู้อ่านไม่หวนกลับมาอ่านก็เป็นได้
บล็อเกอร์ทุกคนมีโอกาสที่จะทำผิดพลาด จนไม่สามารถดึงดูดผู้อ่านให้อยู่กับเนื้อหาได้ตามต้องการ ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นบล้อกเกอร์อาจมองไม่เห็น หรือนึกไม่ถึงว่าจะเป็นข้อผิดพลาด ในเรื่องนี้ บล็อกเกอร์ผู้มีชื่อเสียงเข้าขั้น &#8220;กูรูบล็อก&#8221; ได้แนะนำไว้แตกต่างกันไปตามประสบการณ์ของตน หนึ่งในนั้นก็คือ แดเนียล สก็อกโก (Daniel Scocco) ผู้เขียนหนังสืออีบุคเรื่อง Make Money Blogging และเป็นเจ้าของบล็อก dailyblogtips.com

สก็อกโก (ขอเรียกว่า สก็อกโก ก็แล้วกัน ออกเสียงถูกต้องหรือไม่ก็ไม่อาจทราบได้) ชี้ให้เห็นถึงข้อผิดพลาดที่บล็อกเกอร์มักจะทำกันบ่อยๆเอาไว้ 8 ข้อ ได้แก่
1.ไม่มีกล่องค้นหา  กล่องค้นหาเป็นเครื่องอำนวยความสะดวกอย่างหนึ่ง ช่วยให้ผู้อ่านใช้ค้นหาเรื่องที่ตนเองสนใจในบล็อกได้ทันที  ทั้งยังเป็นประตูพาท่องเที่ยว สำรวจตรวจตราเนื้อหาในบล็อกได้เป็นอย่างดี ซึ่งทุกคนก็คงเคยใช้งานกล่องค้นหานี้เป็นประจำอยู่แล้ว  หากขาดเจ้ากล่องนี้ไปการค้นเรื่องต่างๆต้องใช้เวลา  ในที่สุดก็คลิกไปหาที่บล็อกอื่น
2.ไม่มีบัญชีเรื่องย้อนหลัง ข้อนี้ก็เป็นเครื่องมือที่จำเป็นเช่นเดียวกัน ส่วนมากแล้วบัญชีเรื่องย้อนหลังจะจัดเรียงไว้ตามเดือนที่เผยแพร่ ทำให้สามารถค้นดูได้ว่าแต่ละเดือนมีเรื่องใดบ้างที่น่าสนใจ  ที่สำคัยก็คือ สก็อกโกบอกว่ามีประโยชน์ในเรื่องเสิร์ชเอ็นจิ้นหรือ SEO ด้วย เพราะบัญชีเรื่องรายเดือนนี้เป็นเสมือนแผนที่บล็อก (Site [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;">บล็อกมีองค์ประกอบหลายอย่าง ซึ่งนอกจากเนื้อหาแล้วยังมีเครื่องมือจัดวางเนื้อหาเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้อ่าน บล็อกใดที่จัดวางเครื่องมือได้ดี มีความเหมาะสม ก็มีโอกาสที่จะยึดกุมจิตใจผู้อ่านให้ติดตามได้มากขึ้น บล็อกใดที่จัดวางเครื่องมือไม่เหมาะสม ผิดที่ผิดทาง ก็อาจจะทำให้ผู้อ่านไม่หวนกลับมาอ่านก็เป็นได้</p>
<p style="text-align: justify;">บล็อเกอร์ทุกคนมีโอกาสที่จะทำผิดพลาด จนไม่สามารถดึงดูดผู้อ่านให้อยู่กับเนื้อหาได้ตามต้องการ ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นบล้อกเกอร์อาจมองไม่เห็น หรือนึกไม่ถึงว่าจะเป็นข้อผิดพลาด ในเรื่องนี้ บล็อกเกอร์ผู้มีชื่อเสียงเข้าขั้น &#8220;กูรูบล็อก&#8221; ได้แนะนำไว้แตกต่างกันไปตามประสบการณ์ของตน หนึ่งในนั้นก็คือ<strong> แดเนียล สก็อกโก</strong> (Daniel Scocco) ผู้เขียนหนังสืออีบุคเรื่อง <strong>Make Money Blogging</strong> และเป็นเจ้าของบล็อก <a href="http://www.dailyblogtips.com/">dailyblogtips.com</a></p>
<p><span id="more-970"></span></p>
<p style="text-align: justify;">สก็อกโก (ขอเรียกว่า สก็อกโก ก็แล้วกัน ออกเสียงถูกต้องหรือไม่ก็ไม่อาจทราบได้) ชี้ให้เห็นถึงข้อผิดพลาดที่บล็อกเกอร์มักจะทำกันบ่อยๆเอาไว้ 8 ข้อ ได้แก่</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>1.ไม่มีกล่องค้นหา </strong> กล่องค้นหาเป็นเครื่องอำนวยความสะดวกอย่างหนึ่ง ช่วยให้ผู้อ่านใช้ค้นหาเรื่องที่ตนเองสนใจในบล็อกได้ทันที  ทั้งยังเป็นประตูพาท่องเที่ยว สำรวจตรวจตราเนื้อหาในบล็อกได้เป็นอย่างดี ซึ่งทุกคนก็คงเคยใช้งานกล่องค้นหานี้เป็นประจำอยู่แล้ว  หากขาดเจ้ากล่องนี้ไปการค้นเรื่องต่างๆต้องใช้เวลา  ในที่สุดก็คลิกไปหาที่บล็อกอื่น</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>2.ไม่มีบัญชีเรื่องย้อนหลัง</strong> ข้อนี้ก็เป็นเครื่องมือที่จำเป็นเช่นเดียวกัน ส่วนมากแล้วบัญชีเรื่องย้อนหลังจะจัดเรียงไว้ตามเดือนที่เผยแพร่ ทำให้สามารถค้นดูได้ว่าแต่ละเดือนมีเรื่องใดบ้างที่น่าสนใจ  ที่สำคัยก็คือ สก็อกโกบอกว่ามีประโยชน์ในเรื่องเสิร์ชเอ็นจิ้นหรือ SEO ด้วย เพราะบัญชีเรื่องรายเดือนนี้เป็นเสมือนแผนที่บล็อก (Site Map) กลายๆ ทำให้แมงมุมจากเสิร์ชเอ็นจิ้นเก็บข้อมูลของบล็อกได้ง่ายขึ้น</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>3.ไม่มีหน้าติดต่อ </strong>หน้าที่เป็นช่องทางสื่อสารระหว่างผู้อ่านกับบล็อกเกอร์ หากผู้อ่านมีเรื่องจะบอกกล่าว หรือแจ้งข้อขัดข้อง หรือความต้องการใดๆ อันเป็นเสมือนเสียงสะท้อนที่มีต่อบล็อก ก็สามารถใช้หน้าติดต่อเป็นช่องทางการสื่อสารได้ อาจจะเป็นเบอร์โทรศัพท์ หรือ อีเมล์ หรือที่กรอกข้อความ ตามแต่จะบล็อกเกอร์จะเห็นสมควร ข้อนี้คนไทยเราอาจจะไม่ค่อยใช้ แต่มีไว้ก็คงไม่เสียหาย</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>4.มีระบบเชื่อมโยงซับซ้อนยุ่งยาก</strong> ได้แก่ป้ายบอกทางและลิงก์ต่างๆ สก้อกโกแนะนำว่าให้ทำระบบการเชื่อมโยงให้ง่ายที่สุด เช่น ใช้แถบเมนูเพียงแถบเดียว มีลิงก์ชี้ไปที่หน้าหลักจากหน้าในทุกหน้า หลีกเลี่ยงการใช้เมนูแบบห้อยย้อย (Drop-down Menu) เป็นต้น</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>5.ใช้ตัวอีกษรไม่เหมาะสม </strong> การใช้ตัวอักษรก็เป็นเรื่องสำคัญ เขาบอกว่าต้องทำให้ผู้อ่านๆแล้วรูสึกสบาย ขนาดตัวอักษร ช่องไฟ ระยะห่างระหว่างบรรทัด ต้องให้พอเหมาะ ถ้าตัวอักษรเล็กไปหรือใหญ่ไป อาจทำให้ผู้อ่านรำคาญจนหนีไปที่บล็อกอื่นได้</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>6.ไม่ทำลิงก์ให้ชัดเจน</strong> เมื่อมีลิงก์เชื่อมดยงไปที่ใดก็ตาม ต้องเน้นให้สังเกตุเห้นได้ง่าย โดยการขีดเส้นใต้ หรือเปลี่ยนสี หรือทำตัวหนา หรือทำทั้งหมดให้ชัดเจนไปเลย การทำเช่นนี้จะทำให้ผู้อ่านรู้ว่ามีลิงก์ที่นำไปสู่ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในหน้าอื่นๆ ทำให้ใช้เวลาอยู่กับบล็อกของเราเพื่อรับรู้ข้อมูลข่าวสารนานขึ้น แต่ถ้าไม่เน้นลิงก์ให้เด่นชัด ก็ไม่มีประโยชน์อะไร</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>7.มีโฆษณามากเกินไป </strong>ข้อนี้เป็นสิ่งที่บรรดากูรูบล้อกทั้งหลายพูดตรงกัน สก็อกโกก็บอกไว้ว่า บล็อกเกอร์เป็นจำนวนมากคิดว่าการมีโฆษณาเป็นจำนวนมากจะช่วยทำให้ได้เงินเพิ่มขึ้น เขาบอกว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด เพราะโฆษณามากเกินไปทำให้ผู้อ่านรำคาญได้ แทนที่จะได้ทราฟิคดีๆมีคุณภาพกลับจะทำให้ไม่มีใครอยากเข้าบล็อก เมื่อพิจารณาแล้วเห็นจะจริง เพราะลองนึกตัวเราดู ถ้าเจอบล็อกไหนมีแต่โฆษณา ทุกมุมเต็มไปด้วยแบนเนอร์โฆษณาเราก็เผ่นเหมือนกัน</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>8.มีปุ่มและป้ายมากเกินไป</strong> ลองสำรวจที่ไซด์บาร์ของบล็อกเราดูบ้าง ว่ามีปุ่มและป้ายต่างๆมากเกินไปหรือไม่ ถ้ามีมากจะให้คนอ่านสับสนงุนงงและรำคาญ คงเป็นประเภทเดียวกับที่เกิดความรู้สึกต่อป้ายโฆษณา อาจจะทำให้เผ่นแน่บไม่เหลี่ยวหลังไปเลยก็ได้</p>
<p style="text-align: justify;">นี่เป็นข้อผิดพลาดที่บล็อกกูรูระดับโลกแนะนำไว้ว่าอย่าทำ ใครคิดเห็นประการใดก็ลองพิจารณาดู จะนำไปใช้ประโยชน์เช่นไรก็สุดแท้แต่ความต้องการของท่านทั้งหลาย หากอยากอ่านข้อคิดเห็นของเดเนียล สก็อกโกให้หนำใจก็คลิกไปที่  <a href="http://www.dailyblogtips.com/">dailyblogtips.com</a> ได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง.</p>
<p><script type="text/javascript"><!--
google_ad_client = "pub-1054503077643492";
/* 300x250, created 1/7/10 */
google_ad_slot = "2351659827";
google_ad_width = 300;
google_ad_height = 250;
//-->
</script><br />
<script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js">
</script></p>
<p class="akst_link"><a href="http://blogologynet.com/?p=970&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_970" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://blogologynet.com/interiorsiamcom-as-a-citizen-journal-blog" title="interiorsiam.com กับการเป็น Citizen Journal ของ “ช่างแบบ” (21 September 2008)">interiorsiam.com กับการเป็น Citizen Journal ของ “ช่างแบบ”</a> (6)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/how-many-entry-in-a-day-on-your-blog" title="เขียนบล็อกบ่อยแค่ไหนจึงดี (26 March 2009)">เขียนบล็อกบ่อยแค่ไหนจึงดี</a> (2)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/why-you-write-blog" title="เขียนบล็อกทำไม เขียนเพื่ออะไร (14 September 2008)">เขียนบล็อกทำไม เขียนเพื่ออะไร</a> (10)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/theprinciple-of-blog-content-writing" title="หลักการเขียนบล็อกเบื้องต้น (27 March 2009)">หลักการเขียนบล็อกเบื้องต้น</a> (6)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/down-load-free-ebook-blog-and-arts-of-blog" title="สวัสดีปีใหม่ เชิญรับ eBook บล็อกและศาสตร์แห่งบล็อกแทน ส.ค.ส. 2552 (1 January 2009)">สวัสดีปีใหม่ เชิญรับ eBook บล็อกและศาสตร์แห่งบล็อกแทน ส.ค.ส. 2552</a> (12)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogologynet.com/blogger-do-mistake/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หลักการเขียนบล็อกเบื้องต้น</title>
		<link>http://blogologynet.com/theprinciple-of-blog-content-writing</link>
		<comments>http://blogologynet.com/theprinciple-of-blog-content-writing#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 26 Mar 2009 21:05:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator></dc:creator>
				<category><![CDATA[บล็อกศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[การเขียนบล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[การเขียนเนื้อหาบล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[ทฤษฎีการเขียนบล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[หลักการเขียนบล็อก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.blogologynet.com/?p=791</guid>
		<description><![CDATA[
บล็อก (Blog) ก็เป็นเช่นเดียวกับหนังสือเล่มหนึ่ง หรือนิตยสารฉบับหนึ่ง หรือหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง สถานีวิทยุและโทรทัศน์แห่งหนึ่ง อันเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร ต่างกันที่ หนังสือ นิตยสาร หนังสือพิมพ์ สถานีวิทยุและโทรทัศน์ มีกระบวนการคัดสรร กลั่นกรอง ตรวจสอบ โดยคณะทำงานที่เรียกว่าคณะบรรณาธิการก่อนจะเผยแพร่สู่สาธารณะ ส่วนบล็อกนั้นผู้เขียนคือบล็อกเกอร์ (Blogger) เป็นผู้จัดการทั้งหมด ตั้งแต่การเขียน การคัดสรร กลั่นกรอง ตรวจสอบ และเผยแพร่สู่สาธารณะ ดังนั้น บล็อกเกอร์จึงต้องรับผิดชอบโดยตรงต่อผลใดๆที่เกิดขึ้นจากข้อเขียนในบล็อก
ด้วยเหตุที่บล็อกทำหน้าที่เดียวกับหนังสือ นิตยสาร และหนังสือพิมพ์ซึ่งเป็นสื่อมวลชน ดังนั้นแนวคิดทางนิเทศศาสตร์จึงจึงมีการจัดให้บล็อกเป็นสื่อชนิดหนึ่ง เรียกว่า Citizen Journal หรือ สื่อภาคพลเมือง,สื่อภาคประชาชน ผู้เขียนหรือบล็อกเกอร์จึงเป็น Citizen Reporter หรือ นักข่าวภาคพลเมือง,นักข่าวภาคประชาชน เมื่อบล็อกเป็นสื่อชนิดหนึ่ง ข้อมูลข่าวสารที่เผยแพร่ผ่านบล็อก ย่อมมีผลต่อความรู้สึกนึกคิดของผู้คน คือสาธารณชนเช่นเดียวกับสื่อชนิดอื่น ดังนั้น ผู้เขียนหรือบล็อกเกอร์ จึงต้องมีความรับผิดชอบ มีจรรยาบรรณ เช่นเดียวกับสื่อมวลชนทั่วไปที่มีจรรยาบรรณของตน

เมื่อเป็นสื่อชนิดหนึ่ง บล็อกเกอร์ก็ย่อมควรจะมีหลักในการเขียนบล็อก เพื่อให้ประพฤติปฏิบัติไปในทางที่จะเกิดประโยชน์แก่ตนและผู้อื่น ไม่ใช่สร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นแก่ใครๆแม้กระทั่งตัวเอง แต่ปัจจุบันยังไม่มีองค์กรหรือหน่วยงานใดเป็นผู้กำหนดหลักการการเขียนบล็อกจนเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง รวมถึงยังไม่มีองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการใช้บล็อกอย่างเป็นทางการ เช่นสมาคมวิชาชีพสื่อต่างๆ ดังนั้น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://blogologynet.com/wp-content/uploads/2009/03/blogrespon.jpg"><img class="alignleft" style="border: 0pt none; margin: 1px 15px;" src="http://blogologynet.com/wp-content/uploads/2009/03/blogrespon.jpg" alt="" width="250" height="201" /></a><br />
<strong>บล็อก</strong> (Blog) ก็เป็นเช่นเดียวกับหนังสือเล่มหนึ่ง หรือนิตยสารฉบับหนึ่ง หรือหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง สถานีวิทยุและโทรทัศน์แห่งหนึ่ง อันเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร ต่างกันที่ หนังสือ นิตยสาร หนังสือพิมพ์ สถานีวิทยุและโทรทัศน์ มีกระบวนการคัดสรร กลั่นกรอง ตรวจสอบ โดยคณะทำงานที่เรียกว่าคณะบรรณาธิการก่อนจะเผยแพร่สู่สาธารณะ ส่วนบล็อกนั้นผู้เขียนคือบล็อกเกอร์ (Blogger) เป็นผู้จัดการทั้งหมด ตั้งแต่การเขียน การคัดสรร กลั่นกรอง ตรวจสอบ และเผยแพร่สู่สาธารณะ ดังนั้น บล็อกเกอร์จึงต้องรับผิดชอบโดยตรงต่อผลใดๆที่เกิดขึ้นจากข้อเขียนในบล็อก</p>
<p>ด้วยเหตุที่บล็อกทำหน้าที่เดียวกับหนังสือ นิตยสาร และหนังสือพิมพ์ซึ่งเป็นสื่อมวลชน ดังนั้นแนวคิดทางนิเทศศาสตร์จึงจึงมีการจัดให้บล็อกเป็นสื่อชนิดหนึ่ง เรียกว่า <a href="http://www.blogologynet.com/blog-and-communication-theory/"><span style="color: #0000ff;">Citizen Journal </span></a>หรือ สื่อภาคพลเมือง,สื่อภาคประชาชน ผู้เขียนหรือบล็อกเกอร์จึงเป็น <a href="http://www.blogologynet.com/interiorsiamcom-as-a-citizen-journal-blog/"><span style="color: #0000ff;">Citizen Reporter</span> </a>หรือ นักข่าวภาคพลเมือง,นักข่าวภาคประชาชน เมื่อบล็อกเป็นสื่อชนิดหนึ่ง ข้อมูลข่าวสารที่เผยแพร่ผ่านบล็อก ย่อมมีผลต่อความรู้สึกนึกคิดของผู้คน คือสาธารณชนเช่นเดียวกับสื่อชนิดอื่น ดังนั้น ผู้เขียนหรือบล็อกเกอร์ จึงต้องมีความรับผิดชอบ มีจรรยาบรรณ เช่นเดียวกับสื่อมวลชนทั่วไปที่มี<a href="http://www.blogologynet.com/media-rule-and-law/"><span style="color: #0000ff;">จรรยาบรรณ</span></a>ของตน<br />
<span id="more-791"></span><br />
เมื่อเป็นสื่อชนิดหนึ่ง บล็อกเกอร์ก็ย่อมควรจะมีหลักในการเขียนบล็อก เพื่อให้ประพฤติปฏิบัติไปในทางที่จะเกิดประโยชน์แก่ตนและผู้อื่น ไม่ใช่สร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นแก่ใครๆแม้กระทั่งตัวเอง แต่ปัจจุบันยังไม่มีองค์กรหรือหน่วยงานใดเป็นผู้กำหนดหลักการการเขียนบล็อกจนเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง รวมถึงยังไม่มีองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการใช้บล็อกอย่างเป็นทางการ เช่นสมาคมวิชาชีพสื่อต่างๆ ดังนั้น จึงขอเสนอหลักการเขียนบล็อกเบื้องต้นไว้ ณ ที่นี้ คือ</p>
<p><strong>๑.หลักความจริง</strong> เมื่อเขียนถึงเหตุการณ์ ข้อมูล ข่าวสารความรู้ จะต้องยึดถือข้อเท็จจริง ไม่บิดเบือน หรือแต่งเติมเพื่อประโยชน์ของตน เพราะข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ที่นำมาเผยแพร่นั้น ย่อมจะถูกอ้างอิงหรือนำไปใช้ประโยชน์โดยคนอื่น หากไม่ยึดหลักความจริงแล้วย่อมจะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดและเสียหายได้</p>
<p><strong>๒.หลักความเป็นกลาง </strong>เมื่อเขียนถึงความขัดแย้งระหว่างคนกลุ่มคน หรือองค์กร ต้องมีความเป็นกลาง ไม่เอียงเข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดโดยไม่มีเหตุผลและการอธิบายความที่เพียงพอ ไม่สมเหตุสมผล การเลือกที่จะยืนอยู่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดย่อมสามารถทำได้ แต่ต้องมีการอธิบายเหตุผลให้กระจ่าง เพื่อให้ผู้อ่านมีข้อมูลเพียงพอต่อการพิจารณาว่าจะเชื่อหรือไม่ และทำอย่างไรต่อไป</p>
<p><strong>๓.หลักความถูกต้อง</strong> ข้อความที่เผยแพร่ผ่านบล็อก ต้องไม่ผิดกฎหมาย ศีลธรรม ชักนำไปในทางที่ผิด อันจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น สังคม และประเทศชาติ</p>
<p><strong>๔.หลักแห่งประโยชน์ </strong>ข้อความที่เผยแพร่ในบล็อก ต้องเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ ซึ่งมีอยู่หลายด้าน ได้แก่ ให้ความรู้ ให้ข่าวสาร ให้ความบันเทิง ให้การศึกษา แก่ผู้อ่าน</p>
<p><strong>๕.หลักแห่งความรับผิดชอบ</strong> การจะเขียนข้อความใดเพื่อเผยแพร่ในบล็อก ทั้งเรื่องจริงและเรื่องแต่ง บล็อกเกอร์พึงระลึกเสมอว่า มีผลกระทบต่อความคิด ความเชื่อ และประโยชน์ของผู้อ่านเสมอไม่มากก็น้อย ดังนั้นจึงต้องมีความรับชอบ โดยยึดถือหลักการทั้ง ๔ ข้อข้างต้นอย่างเคร่งครัด</p>
<p>หลักการเบื้องต้นทั้ง ๕ ประการที่กล่าวมานี้ เป็นหลักการพื้นฐานของสื่อมวลชนทุกแขนงที่จะต้องยึดถืออย่างเคร่งครัด บล็อกเป็นสื่อชนิดหนึ่งจึงสมควรจะต้องยึดหลักดังกล่าวนั้นด้วย</p>
<p>ถึงแม้บล็อกจะเป็นบันทึกส่วนตัวของคนๆหนึ่ง แต่เป็นบันทึกที่เผยแพร่สู่สาธารณะ มีผลต่อผู้อ่าน ดังนั้นผู้เขียนจึงต้องมีความรับผิดชอบต่อการกระทำของตน เว้นไว้แต่ว่าบล็อกนั้นไม่ได้เปิดให้คนทั่วไปอ่าน เป็นแต่เพียงเขียนเพื่ออ่านเอง <a href="http://www.blogologynet.com/seo-book/"><span style="color: #0000ff;">เสิร์ชเอ็นจิ้น</span> </a>(Search Engine) ไม่สามารถเข้าไปเก็บข้อความไว้ในฐานข้อมูลเพื่อให้คนค้นหาได้ หากเป็นเช่นนี้ก็ถือเป็นข้อยกเว้นได้</p>
<p>ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า บล็อกเป็นเสมือนหนังสือ นิตยสาร หนังสือพิมพ์ สถานีโทรทัศน์และวิทยุ ดังนั้นจึงต้องมีความรับผิดชอบในการเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสาร ข้อความในบล็อก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายแก่บุคคล กลุ่มบุคคล องค์กร สังคมและประเทศชาติ ซึ่งนับว่าเป็นความรับผิดชอบอันใหญ่หลวง ดังนั้น ขอให้บล็อกเกอร์ทั้งหลายได้รับผิดชอบเต็มความสามารถ ตามหลัก ๕ ประการข้างต้น.</p>
<p><script type="text/javascript"><!--
google_ad_client = "pub-1054503077643492";
/* 336x280, created 12/2/08 */
google_ad_slot = "5908219593";
google_ad_width = 336;
google_ad_height = 280;
// --></script><br />
<script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript"></script></p>
<p><strong><span style="color: #0000ff;">[หากท่านใดเห็นว่าบทความนี้มีประโยชน์ สามารถนำไปเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆได้ โดยขอให้ทำลิงค์กลับมายังบทความนี้ แต่ขอความกรุณาอย่านำไปผลิตหรือจำหน่ายไม่ว่ารูปแบบใดๆเลยนะครับ]</span></strong></p>
<p class="akst_link"><a href="http://blogologynet.com/?p=791&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_791" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://blogologynet.com/how-to-write-the-good-contents-of-your-blog" title="เขียนบล็อกอย่างไรจึงจะดี (27 March 2009)">เขียนบล็อกอย่างไรจึงจะดี</a> (0)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/interiorsiamcom-as-a-citizen-journal-blog" title="interiorsiam.com กับการเป็น Citizen Journal ของ “ช่างแบบ” (21 September 2008)">interiorsiam.com กับการเป็น Citizen Journal ของ “ช่างแบบ”</a> (6)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/how-many-entry-in-a-day-on-your-blog" title="เขียนบล็อกบ่อยแค่ไหนจึงดี (26 March 2009)">เขียนบล็อกบ่อยแค่ไหนจึงดี</a> (2)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/why-you-write-blog" title="เขียนบล็อกทำไม เขียนเพื่ออะไร (14 September 2008)">เขียนบล็อกทำไม เขียนเพื่ออะไร</a> (10)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/down-load-free-ebook-blog-and-arts-of-blog" title="สวัสดีปีใหม่ เชิญรับ eBook บล็อกและศาสตร์แห่งบล็อกแทน ส.ค.ส. 2552 (1 January 2009)">สวัสดีปีใหม่ เชิญรับ eBook บล็อกและศาสตร์แห่งบล็อกแทน ส.ค.ส. 2552</a> (12)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogologynet.com/theprinciple-of-blog-content-writing/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>6</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เขียนบล็อกบ่อยแค่ไหนจึงดี</title>
		<link>http://blogologynet.com/how-many-entry-in-a-day-on-your-blog</link>
		<comments>http://blogologynet.com/how-many-entry-in-a-day-on-your-blog#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 26 Mar 2009 07:20:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator></dc:creator>
				<category><![CDATA[บล็อกศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[การสร้างเนื้อหาบล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[การเขียนบล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[บล็อกเกอร์มืออาชีพ]]></category>
		<category><![CDATA[บล็อกเกอร์ยอดนิยม]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีเขียนบล็อก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.blogologynet.com/?p=777</guid>
		<description><![CDATA[
บล็อกเกอร์มืออาชีพและไม่อาชีพทั้งหลาย คงมีจำนวนไม่น้อยที่สงสัยว่า จะเขียนบล็อกบ่อยแค่ไหนจึงจะพอดี เพราะบางคนเขียนได้เขียนดีวันละหลายเรื่อง แต่บางคนเขียนวันละเรื่อง บางคนก็ทอดยาวเรื่องละหลายวัน จนเป็นเดือนละเรื่องก็มี เขียนไปเขียนมากลายเป็นว่าบล็อกร้างเพราะไม่ได้เขียนก็มาก
สำหรับคนที่เขียนบล็อกเพราะอยากเขียนอย่างเดียว ไม่เกี่ยวกับเรื่องอื่น เช่นเรื่องทำมาหาเงินจากบล็อก ปัญหาเรื่องถี่ห่างร้างบล็อกคงไม่มี แต่สำหรับคนที่ทำบล็อกเพราะเรื่องหารายได้พ่วงมาด้วย โดยที่นิยมก็คือติดโฆษณา Google Adsense นั้นล่ะก็มีปัญหาอย่างแน่นอน ถ้าไม่เขียนรายได้เห็นทีจะต้องหดและหายเป็นแน่แท้
ดังนั้น จึงมีข้อสงสัยกันว่า เขียนถี่แค่ไหนจึงจะดี ทำให้เรื่องของเรากระจายไปสู่ฐานข้อมูลของ Search Engine ทั้งหลาย อันได้แก่ คุณพี่ Google อาเฮีย Yahoo อากู๋ LiveSearch รวมถึงรายใหญ่รายน้อยทั้งหลายทั้งไทยและเทศ เพื่อจะได้ชักนำคนทั้งหลายมาสู่บล็อกเรา ตามหลัก SEO นั่นเอง
คำตอบสำหรับเรื่องนี้มีผู้เชี่ยวชาญได้บอกไว้ในหลายที่หลายแห่ง ทั้งผู้เชี่ยวชาญไทยและต่างประเทศ ก็บรรดาบล็อกเกอร์ผู้ช่ำชองทั้งหลายที่ทำเงินจากบล็อกนั่นแล

คำตอบก็คือ เขียนยิ่งบ่อยยิ่งดี วัยละเรื่องเป็นอย่างต่ำ หรือจะให้ดียิ่งขึ้น วันละ 2 เรื่องเช้าค่ำก็จะแจ๋วมาก เพราะจะทำให้บรรดาแมงมุมหรือ Bot จาก Search Engine มาเก็บข้อมูลจากบล็อกเราบ่อยขึ้น ถ้ามาเจอเรื่องใหม่ๆเจ้าพวกนี้จะชอบใจ ยิ่งเจอยิ่งมา เขาว่ายังงั้น ซึ่งข้อนี้คงรู้กันดีอยู่แล้ว
เรื่องเขียนบ่อยๆ เขียนได้เขียนดีนี้ พวกเซียนที่เขาได้รับการจัดอันดับเป็นสุดยอดบล็อกเกอร์โดยการโหวตของบรรดาผู้อ่านทั้งหลายนั้น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://blogologynet.com/wp-content/uploads/2009/03/catblog01.jpg"><img class="alignleft size-full wp-image-776" style="border: 0pt none; margin: 15px;" title="catblog01" src="http://blogologynet.com/wp-content/uploads/2009/03/catblog01.jpg" alt="catblog01" width="248" height="275" /></a></p>
<p>บล็อกเกอร์มืออาชีพและไม่อาชีพทั้งหลาย คงมีจำนวนไม่น้อยที่สงสัยว่า จะเขียนบล็อกบ่อยแค่ไหนจึงจะพอดี เพราะบางคนเขียนได้เขียนดีวันละหลายเรื่อง แต่บางคนเขียนวันละเรื่อง บางคนก็ทอดยาวเรื่องละหลายวัน จนเป็นเดือนละเรื่องก็มี เขียนไปเขียนมากลายเป็นว่าบล็อกร้างเพราะไม่ได้เขียนก็มาก</p>
<p>สำหรับคนที่เขียนบล็อกเพราะอยากเขียนอย่างเดียว ไม่เกี่ยวกับเรื่องอื่น เช่นเรื่องทำมาหาเงินจากบล็อก ปัญหาเรื่องถี่ห่างร้างบล็อกคงไม่มี แต่สำหรับคนที่ทำบล็อกเพราะเรื่องหารายได้พ่วงมาด้วย โดยที่นิยมก็คือติดโฆษณา<span style="color: #ff0000;"> <a href="http://www.blogologynet.com/success-adsense-affiliate/"><span style="color: #0000ff;">Google Adsense</span></a></span><span style="color: #0000ff;"> </span>นั้นล่ะก็มีปัญหาอย่างแน่นอน ถ้าไม่เขียนรายได้เห็นทีจะต้องหดและหายเป็นแน่แท้</p>
<p>ดังนั้น จึงมีข้อสงสัยกันว่า เขียนถี่แค่ไหนจึงจะดี ทำให้เรื่องของเรากระจายไปสู่ฐานข้อมูลของ Search Engine ทั้งหลาย อันได้แก่ คุณพี่ Google อาเฮีย Yahoo อากู๋ LiveSearch รวมถึงรายใหญ่รายน้อยทั้งหลายทั้งไทยและเทศ เพื่อจะได้ชักนำคนทั้งหลายมาสู่บล็อกเรา ตามหลัก SEO นั่นเอง</p>
<p>คำตอบสำหรับเรื่องนี้มีผู้เชี่ยวชาญได้บอกไว้ในหลายที่หลายแห่ง ทั้งผู้เชี่ยวชาญไทยและต่างประเทศ ก็บรรดาบล็อกเกอร์ผู้ช่ำชองทั้งหลายที่ทำเงินจากบล็อกนั่นแล<br />
<span id="more-777"></span><br />
คำตอบก็คือ เขียนยิ่งบ่อยยิ่งดี วัยละเรื่องเป็นอย่างต่ำ หรือจะให้ดียิ่งขึ้น วันละ 2 เรื่องเช้าค่ำก็จะแจ๋วมาก เพราะจะทำให้บรรดาแมงมุมหรือ Bot จาก Search Engine มาเก็บข้อมูลจากบล็อกเราบ่อยขึ้น ถ้ามาเจอเรื่องใหม่ๆเจ้าพวกนี้จะชอบใจ ยิ่งเจอยิ่งมา เขาว่ายังงั้น ซึ่งข้อนี้คงรู้กันดีอยู่แล้ว</p>
<p>เรื่องเขียนบ่อยๆ เขียนได้เขียนดีนี้ พวกเซียนที่เขาได้รับการจัดอันดับเป็นสุดยอดบล็อกเกอร์โดยการโหวตของบรรดาผู้อ่านทั้งหลายนั้น ต่างขยันเขียนกันมาก เขียนจนคนอ่านอ่านไม่ทัน (คนอื่นอาจอ่านทัน แต่ผมอ่านไม่ทันน่ะครับ) ยกตัวอย่างบิ๊กบล็อกเกอร์ทั้งหลาย เช่น จอนห์ เชา แห่ง<span style="color: #0000ff;"><a href="http://www.blogologynet.com/how-to-get-back-link-by-john-chow/"> <span style="color: #0000ff;">JohnChow.com</span></a></span> คริส โบรแกน แห่ง<span style="color: #0000ff;"> <a href="http://www.chrisbrogan.com "><span style="color: #0000ff;"><span style="color: #0000ff;">chrisbrogan.com</span> </span></a></span>เยโร สเตรัค แห่ง <span style="color: #0000ff;"><span style="color: #0000ff;"><a href="http://www.entrepreneurs-journey.com"><span style="color: #0000ff;">entrepreneurs-journey.com</span></a></span> </span>ดาร์เรน โรวส์ แห่ง<span style="color: #0000ff;"> </span><a href="http://www.blogologynet.com/simple-ways-to-get-more-visitors-on-your-blog/"><span style="color: #0000ff;">problogger.net</span> </a>เป็นต้น พวกเขาและเอเหล่านี้จะโพสต์บ่อยและสม่ำเสมอ ดังจะเห็นได้จากอีเมล์แจ้งเรื่องใหม่ที่ส่งมาให้ผมนั้นมีทุกวัน บางวันมีถึงสองรอบ และบล็อกที่กล่าวมานี้ก็มีอันดับใน<span style="color: #0000ff;"> <a href="http://www.blogologynet.com/seo-book/"><span style="color: #0000ff;">Google Page Rank</span></a><span style="color: #0000ff;"> </span></span>สูงๆทั้งนั้น ตั้งแต่ 5 ขึ้นไปนั่นแล</p>
<p>สรุปว่า ยิ่งเขียนมาก ยิ่งโพสต์บ่อยยิ่งดี จะได้มีเรื่องของเราเวียนว่ายอยู่ในฐานของมูลของ Search Engine มากๆ แม้จะไม่ได้อยู่ในอันดับดีๆก็ตาม แต่เมื่อมีมากอัตราที่จะถูกค้นพบก็มีมากขึ้นเช่นกัน ถ้าเกิดใส่ Tag โดนๆจนติดอันดับสวยๆ โอกาสจะได้คลิกเพิ่มขึ้นก็มีมากเป็นเงาตามตัว</p>
<p>แต่&#8230; ต้องมีแต่จนได้ ถ้าจะให้เขียนบ่อยๆ เขียนมากๆจะเอาอะไรมาเขียน ข้อนี้ก็เป็นปัญหา ทางออกที่เซียนเขาแนะนำก็คือ</p>
<p><strong>1.อาศัยคนอื่น</strong> เขียนไม่ออกก็อาศัยบทความจากบล็อกหรือเว็บไซต์อื่นที่เราเห็นว่ามีประโยชน์ เอามาโพสต์บางส่วนหรือทั้งหมดก็ได้ แต่ต้องอ้างอิงที่มาให้ชัดเจน ว่ามาจากที่ไหน เขียนโดยใครแล้วทำลิงค์กลับไปที่ต้นตอให้เขาด้วย ถ้าจะให้ปลอดภัยไม่เป็นการเสียมารยาทมากก็นำมาโพสต์สักส่วนหนึ่ง แล้วบอกให้คนที่สนใจคลิกไปอ่านที่ต้นเรื่อง แบบนี้จะเป็นการช่วยเผยแพร่หาคนไปอ่านให้เจ้าของเรื่องเขาได้ด้วย Win-Win<br />
<strong>2.อ้างอิงคนอื่น </strong>ถ้าเห็นว่าบทความหรือข่าวที่ได้อ่านน่าสนใจ ควรที่จะนำมาเผยแพร่ต่อ แต่ไม่อยากลอกเขามาทั้งหมด ก็ให้ใช้วิธีบอกเล่าจากที่เราได้อ่าน โดยยกข้อความบางย่อหน้ามาอ้างอิง สลับกับการอภิปรายแสดงความคิดเห็นของเรา (ที่ Blogologgynet.com ก็ใช้วิธีนี้บ่อย ลองสังเกตดูซิว่ามีเรื่องใดบ้าง) วิธีนี้ก็จะได้เรื่องใหม่ที่เราเขียนเอง และอย่าลืม เอาข้อมูลมาจากไหนก็ต้องอ้างอิงและลิงค์กลับไปด้วย ให้คนใดอยากอ่านต้นฉบับจะได้ไปอ่านได้ อันนี้ก็ Win-Win</p>
<p><strong>3.อาศัยของฟรี</strong> ซึ่งมีอยู่มากมาย แต่ภาษาไทยอาจจะหาได้น้อยกว่าภาษาอังกฤษ มีที่ Blogologynet.com และทุกบล็อกที่เขียนโดย โกศล อนุสิม สามารถนำไปโพสต์ต่อได้ฟรีๆโดยมีเงื่อนไขแค่ว่า ขอให้ช่วยอ้างอิงส่งลิงค์กลับมาเท่านั้น กับห้ามเอาไปแสวงหาประโยชน์ใดๆ (ส่วนเอาไปโพสต์แล้วใส่ Adsense ในโพสต์ก็ไม่เป็นปัญหา เพราะเป็นพื้นที่ในบล็อกของท่านเอง)</p>
<p>นี่เป็นวิธีที่เซียนเขาแนะนำในการสร้างเนื้อหาให้บ่อยๆถี่ๆ เพื่อทำอันดับดีๆใน Search Engine คงเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านอยู่บ้างตามสมควร.</p>
<p><script type="text/javascript"><!--
google_ad_client = "pub-1054503077643492";
/* 336x280, created 12/2/08 */
google_ad_slot = "5908219593";
google_ad_width = 336;
google_ad_height = 280;
// --></script><br />
<script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript"></script></p>
<p><strong><span style="color: #0000ff;">[หากท่านใดเห็นว่าบทความนี้มีประโยชน์ สามารถนำไปเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆได้ โดยขอให้ทำลิงค์กลับมายังบทความนี้ แต่ขอความกรุณาอย่านำไปผลิตหรือจำหน่ายไม่ว่ารูปแบบใดๆเลยนะครับ]</span></strong></p>
<p class="akst_link"><a href="http://blogologynet.com/?p=777&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_777" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://blogologynet.com/interiorsiamcom-as-a-citizen-journal-blog" title="interiorsiam.com กับการเป็น Citizen Journal ของ “ช่างแบบ” (21 September 2008)">interiorsiam.com กับการเป็น Citizen Journal ของ “ช่างแบบ”</a> (6)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/why-you-write-blog" title="เขียนบล็อกทำไม เขียนเพื่ออะไร (14 September 2008)">เขียนบล็อกทำไม เขียนเพื่ออะไร</a> (10)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/theprinciple-of-blog-content-writing" title="หลักการเขียนบล็อกเบื้องต้น (27 March 2009)">หลักการเขียนบล็อกเบื้องต้น</a> (6)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/down-load-free-ebook-blog-and-arts-of-blog" title="สวัสดีปีใหม่ เชิญรับ eBook บล็อกและศาสตร์แห่งบล็อกแทน ส.ค.ส. 2552 (1 January 2009)">สวัสดีปีใหม่ เชิญรับ eBook บล็อกและศาสตร์แห่งบล็อกแทน ส.ค.ส. 2552</a> (12)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/how-to-make-your-visitors-impress-your-blog" title="วิธีผูกใจคนอ่านของบล็อกเกอร์มืออาชีพ (6 October 2008)">วิธีผูกใจคนอ่านของบล็อกเกอร์มืออาชีพ</a> (7)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogologynet.com/how-many-entry-in-a-day-on-your-blog/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>บล็อก : ทางเลือกในการเผยแพร่ผลงานของนักเขียน</title>
		<link>http://blogologynet.com/blog-as-a-printing-issue</link>
		<comments>http://blogologynet.com/blog-as-a-printing-issue#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 24 Mar 2009 20:35:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator></dc:creator>
				<category><![CDATA[บล็อกศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[การเขียนบล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[บล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[ประโยชน์ของบล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[Blogology]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.blogologynet.com/?p=770</guid>
		<description><![CDATA[
บล็อก (Blog) นับเป็นสิ่งมหัศจรรย์อีกอย่างหนึ่งของเทคโนโลยีการสื่อสาร เป็นนวัตกรรมที่อาจจะเทียบเท่ากับการกำเนิดแท่นพิมพ์ซึ่งทำให้การพิมพ์หนังสือเป็นช่องทางสำคัญในการเผยแพร่ข่าวสารและความรู้ของมนุษยชาติมาหลายร้อยปี  ทำให้เกิดการสั่งสมภูมิปัญญามากมายหลายหลากสาขา  นำไปสู่การใช้ภูมิปัญญาเหล่านั้นสร้างสรรค์พัฒนาสังคมมนุษย์ให้เจริญก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดด  จนปัจจุบันนี้หนังสือเป็นอุปกรณ์ในการเก็บภูมิปัญญาความรู้ของมนุษย์มากมายจนสุดจะประมาณได้  ซึ่งจะคงทนถาวรต่อไปอีกเป็นเวลานาน
บล็อกก็กำลังทำหน้าที่เช่นเดียวกับหนังสือที่ทำหน้าที่มาหลายร้อยปี นั่นคือ การเก็บสะสมภูมิปัญญาของมนุษย์ไว้ในเครือข่ายอินเตอร์เน็ตที่โยงใยกันไม่มีจุดเริ่มต้นและไม่มีจุดสิ้นสุด  บล็อกเป็นเครื่องมือให้มนุษย์ส่งผ่านข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ที่ตนมีเข้าสู่เครือข่ายอินเตอร์เน็ต เปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นก็คือ บล็อกเป็นเสมือนหนังสือเล่มหนึ่ง เครือข่ายอินเตอร์เน็ตก็คือห้องสมุดขนาดใหญ่ที่เก็บหนังสือไว้นับแสนนับล้านเล่ม ทั้งห้องสมุดและเครือข่ายอินเตอร์เน็ตก็เป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าแสวงหาความรู้ในเรื่องต่างๆ  เพื่อนำมาใช้ประโยชน์นั่นเอง

แม้บล็อกกับหนังสือจะเอื้อประโยชน์ในเรื่องเป็นเครื่องมือส่งผ่านข้อมูลข่าวสารและเก็บสั่งสมเอาไว้เพื่อใช้ประโยชน์เช่นเดียวกัน แต่บล็อกกับหนังสือมีความแตกต่างกันเป็นอย่างมาก นั่นคือ หนังสือมีกระบวนการผลิตที่ยุ่งยากซับซ้อน  มีค่าใช้จ่ายสูง  แต่บล็อกไม่มีกระบวนการผลิตที่ซับซ้อน และค่าใช้จ่ายต่ำ  ทั้งยังเผยแพร่สู่ผู้รับคือผู้อ่านได้ง่ายกว่า  ผู้ผลิตคือผู้เขียนกับผู้อ่านบล็อกแทบไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆเลย  ยิ่งในกรณีบล็อกที่มีผู้ให้บริการฟรีอยู่แล้ว  ขอเพียงแต่ผู้เขียนและผู้อ่านมีเครื่องคอมพิวเตอร์และต่ออินเตอร์เน็ตได้ ก็สามารถเผยแพร่และอ่านได้อย่างสะดวกสบาย
การที่หนังสือมีข้อจำกัดด้านกระบวนการผลิต  ต้นทุนการผลิต และการเผยแพร่  ทำให้ผู้ผลิตหรือผู้เขียนหันมาเผยแพร่งานของตนผ่านบล็อกมากขึ้น  ดังนั้นจึงปรากฏมีคนเขียนหนังสือผ่านบล็อกเป็นจำนวนมาก  ข้อมูล ข่าวสาร และความรู้ที่ส่งผ่านบล็อกเข้าไปเก็บไว้ในเครือข่ายอินเตอร์เน็ตอันเปรียบเสมือนห้องสมุดของมนุษยชาติจึงมีความหลากหลายทั้งคุณภาพและปริมาณ  ทุกคนที่ใช้อินเตอร์เน็ตเป็นก็สามารถผลิตข่าวสารและความรู้ผ่านบล็อก ซึ่งเปรียบเสมือนหนังสือเล่มหนึ่งได้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://blogologynet.com/wp-content/uploads/2009/03/blogpic.jpg"><img class="alignleft" style="border: 0pt none; margin: 10px;" src="http://www.blogologynet.com/wp-content/uploads/2009/03/blogpic-300x156.jpg" alt="" width="300" height="156" /></a><br />
<strong>บล็อก </strong>(Blog) นับเป็นสิ่งมหัศจรรย์อีกอย่างหนึ่งของเทคโนโลยีการสื่อสาร เป็นนวัตกรรมที่อาจจะเทียบเท่ากับการกำเนิดแท่นพิมพ์ซึ่งทำให้การพิมพ์หนังสือเป็นช่องทางสำคัญในการเผยแพร่ข่าวสารและความรู้ของมนุษยชาติมาหลายร้อยปี  ทำให้เกิดการสั่งสมภูมิปัญญามากมายหลายหลากสาขา  นำไปสู่การใช้ภูมิปัญญาเหล่านั้นสร้างสรรค์พัฒนาสังคมมนุษย์ให้เจริญก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดด  จนปัจจุบันนี้หนังสือเป็นอุปกรณ์ในการเก็บภูมิปัญญาความรู้ของมนุษย์มากมายจนสุดจะประมาณได้  ซึ่งจะคงทนถาวรต่อไปอีกเป็นเวลานาน</p>
<p>บล็อกก็กำลังทำหน้าที่เช่นเดียวกับหนังสือที่ทำหน้าที่มาหลายร้อยปี นั่นคือ การเก็บสะสมภูมิปัญญาของมนุษย์ไว้ในเครือข่ายอินเตอร์เน็ตที่โยงใยกันไม่มีจุดเริ่มต้นและไม่มีจุดสิ้นสุด  บล็อกเป็นเครื่องมือให้มนุษย์ส่งผ่านข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ที่ตนมีเข้าสู่เครือข่ายอินเตอร์เน็ต เปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นก็คือ บล็อกเป็นเสมือนหนังสือเล่มหนึ่ง เครือข่ายอินเตอร์เน็ตก็คือห้องสมุดขนาดใหญ่ที่เก็บหนังสือไว้นับแสนนับล้านเล่ม ทั้งห้องสมุดและเครือข่ายอินเตอร์เน็ตก็เป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าแสวงหาความรู้ในเรื่องต่างๆ  เพื่อนำมาใช้ประโยชน์นั่นเอง<br />
<span id="more-770"></span><br />
แม้บล็อกกับหนังสือจะเอื้อประโยชน์ในเรื่องเป็นเครื่องมือส่งผ่านข้อมูลข่าวสารและเก็บสั่งสมเอาไว้เพื่อใช้ประโยชน์เช่นเดียวกัน แต่บล็อกกับหนังสือมีความแตกต่างกันเป็นอย่างมาก นั่นคือ หนังสือมีกระบวนการผลิตที่ยุ่งยากซับซ้อน  มีค่าใช้จ่ายสูง  แต่บล็อกไม่มีกระบวนการผลิตที่ซับซ้อน และค่าใช้จ่ายต่ำ  ทั้งยังเผยแพร่สู่ผู้รับคือผู้อ่านได้ง่ายกว่า  ผู้ผลิตคือผู้เขียนกับผู้อ่านบล็อกแทบไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆเลย  ยิ่งในกรณีบล็อกที่มีผู้ให้บริการฟรีอยู่แล้ว  ขอเพียงแต่ผู้เขียนและผู้อ่านมีเครื่องคอมพิวเตอร์และต่ออินเตอร์เน็ตได้ ก็สามารถเผยแพร่และอ่านได้อย่างสะดวกสบาย</p>
<p>การที่หนังสือมีข้อจำกัดด้านกระบวนการผลิต  ต้นทุนการผลิต และการเผยแพร่  ทำให้ผู้ผลิตหรือผู้เขียนหันมาเผยแพร่งานของตนผ่านบล็อกมากขึ้น  ดังนั้นจึงปรากฏมีคนเขียนหนังสือผ่านบล็อกเป็นจำนวนมาก  ข้อมูล ข่าวสาร และความรู้ที่ส่งผ่านบล็อกเข้าไปเก็บไว้ในเครือข่ายอินเตอร์เน็ตอันเปรียบเสมือนห้องสมุดของมนุษยชาติจึงมีความหลากหลายทั้งคุณภาพและปริมาณ  ทุกคนที่ใช้อินเตอร์เน็ตเป็นก็สามารถผลิตข่าวสารและความรู้ผ่านบล็อก ซึ่งเปรียบเสมือนหนังสือเล่มหนึ่งได้ โดยไม่ต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายและเวลามากนัก</p>
<p>การเขียนหนังสื่อของนักเขียนรุ่นใหม่จำนวนมากในปัจจุบัน  จึงเลือกวิธีการเผยแพร่งานของตนผ่านบล็อก  อันเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการแสดงตัวตนต่อสาธารณะ  ต่างจากนักเขียนรุ่นก่อนที่จะมีบล็อกเป็นเครื่องมือ  ต้องอาศัยการส่งผลงานไปตีพิมพ์ตามนิตยสารและหนังสือพิมพ์  สร้างการยอมรับจากผู้อ่านและบรรณาธิการ  จากนั้นจึงนำมารวมตีพิมพ์เป็นหนังสือเล่ม  ซึ่งระยะเวลานับแต่มีผลงานตีพิมพ์ในนิตยสารหรือหนังสือพิมพ์ครั้งแรกจนถึงรวมพิมพ์เป็นหนังสือเล่ม อาจใช้เวลายาวนานหลายปี  ส่วนการเผยแพร่งานผ่านบล็อกนั้น ไม่จำเป็นต้องผ่านบรรณาธิการ  ผู้เขียนเป็นผู้จัดการเองทุกขั้นตอน</p>
<p>ผลงานของนักเขียนในโลกออนไลน์คือบล็อกนั้น  มีเป็นจำนวนมากที่มีผู้ติดตามอ่านอย่างสม่ำเสมอ  กลายเป็นที่ชื่นชอบกล่าวขวัญกันในหมู่นักอ่านออนไลน์ทั้งหลาย  นำมาสู่การรวบรวมตีพิมพ์เป็นหนังสือเล่ม  ซึ่งในปัจจุบันนี้มีสำนักพิมพ์จำนวนไม่น้อยที่นำงานเขียนจากบล็อกมาตีพิมพ์เป็นหนังสือเล่มจำหน่าย  เนื้อหาหลากหลายทั้งเรื่องสั้น เรื่องยาว บทกวี  บทความ ข่าวสาร ความรู้แขนงต่างๆ  เช่นเดียวกับการรวบรวมจากนิตยสารและหนังสือพิมพ์  ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าบล็อกเป็นเครื่องมือในการเผยแพร่งานของนักเขียนได้ดีเช่นเดียวกับนิยตสาร หนังสือพิมพ์และหนังสือเล่มที่มีมานับร้อยๆปี</p>
<p>นอกจากเป็นเวทีเผยแพร่งานเขียนเพื่อแสดงตัวตนต่อสาธารณะและนำไปสู่การตีพิมพ์ผลงานเป็นหนังสือเล่มของนักเขียนหน้าใหม่ๆแล้ว  บล็อกยังเป็นเวทีให้นักเขียนที่มีผลงานในระบบการพิมพ์ทั้งนิตยสาร หนังสือพิมพ์ และหนังสื่อเล่ม หรือเรียกรวมกันว่าเป็นมืออาชีพได้ใช้เป็นที่เผยแพร่ผลงานและเสนอข่าวสารความเคลื่อนไหวของตนเองด้วย  รวมถึงนักเขียนอาชีพที่เห็นข้อจำกัดการเผยแพร่งานผ่านระบบการพิมพ์หนังสือในปัจจุบันที่มีกระบวนการและขั้นตอนค่อนข้างยุ่งยากและซับซ้อน  จึงใช้บล็อกเป็นเครื่องมือในการเผยแพร่งานของตน ซึ่งช่วยให้เพิ่มกลุ่มผู้อ่านมากขึ้นด้วย  ดังจะเห็นได้จากมีนักเขียนอาชีพจำนวนมากต่างก็สร้างบล็อกหรือเว็บไซต์ของตนขึ้นมา  นำเสนองานผ่านโลกออนไลน์  ทั้งงานเก่าที่เคยตีพิมพ์มาแล้ว และงานที่เขียนขึ้นใหม่</p>
<p>เมื่อเปรียบเทียบกับสื่อสิ่งพิมพ์  บล็อกเป็นได้หลายอย่างของสื่อสิ่งพิมพ์  ขึ้นอยู่กับผู้ใช้จะใช้ในฐานะอะไร  บล็อกสามารถใช้งานแทนบทบาทของสื่อสิ่งพิมพ์ได้เกือบทั้งหมด  นั่นคือ</p>
<p><strong>1.บล็อกเป็นนิตยสารหรือหนังสือพิมพ์เล่มหนึ่ง </strong> ที่บรรจุเนื้อหาได้หลากหลายอย่าง  ทั้งข่าว บทความ เรื่องสั้น นิยาย บทกวี และอื่นๆ เช่นเดียวกับนิตยสารหรือหนังสือพิมพ์ ผู้เขียนหรือบล็อกเกอร์ (Blogger) สามารถเผยแพร่เนื้อหาทั้งหมดลงในบล็อกเดียวกันได้</p>
<p><strong>2.บล็อกเป็นคอลัมน์หนึ่ง</strong> ที่นักเขียนหรือคอลัมนิสต์ใช้เป็นเวทีเผยแพร่ข้อเขียนของตนในนิตยสารหรือหนังสือพิมพ์ บล็อกก็เช่นเดียวกัน  ผู้เขียนหรือบล็อกเกอร์สามารถใช้บล็อกเป็นเหมือนคอลัมน์หนึ่งของตนเองได้</p>
<p><strong>3.บล็อกเป็นหนังสือเล่มหนึ่ง </strong>ที่ตีพิมพ์เรื่องสั้น นิยาย บทกวี บทความ ความรู้ ฯลฯ เช่นเดียวกับหนังสือเล่ม (Pocketbook) หนังสือตำราหรือวิชาการ (Textbook) ขึ้นอยู่กับผู้เขียนหรือบล็อกเกอร์จะใส่เนื้อหาประเภทใดในบล็อกของตน</p>
<p>ทั้งสามประการดังกล่าวนี้  เป็นคุณสมบัติของบล็อกที่เทียบเคียงกับสื่อสิ่งพิมพ์  จะเห็นได้ว่าบล็อกมีคุณสมบัติทดแทนสื่อสิ่งพิมพ์ได้ทั้งสามประการ</p>
<p>การขยายตัวของบล็อกในปัจจุบันแสดงให้เห็นถึงความสามารถตอบสนองความต้องการของผู้เขียนหรือบล็อกเกอร์และผู้อ่านได้อย่างเต็มที่  จำนวนบล็อกที่เกิดขึ้น ในแต่ละวันทั่วโลกนั้นไม่มีใครหรือหน่วยงานใดจัดเก็บสถิติได้อย่างแท้จริง  หากเทียบเคียงกับผู้ใช้อินเตอร์เน็ตที่มีอยู่หลายร้อยล้านคนและนับวันแต่จะเพิ่มมากขึ้น  ก็พอจะคาดการณ์ได้ว่า บล็อกที่มีอยู่ในโลกนี้มีจำนวนนับล้านๆบล็อก และเพิ่มปริมาณขึ้นทุกชั่วโมงหรือทุกนาทีเลยก็ว่าได้</p>
<p>บล็อกจึงเป็นเวทีในการเผยแพร่งานเขียนของนักเขียนทั้งเก่าและใหม่ ทั้งมืออาชีพและผู้เริ่มต้น  เป็นเวทีในการสร้างตัวตนของนักเขียนใหม่และเป็นเวทีเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและผลงานของนักเขียนมืออาชีพที่ต้องการเวทีใหม่ๆในการสร้างกลุ่มผู้อ่านของตน บล็อกจึงเป็นทางเลือกของนักเขียนที่ต้องการหลีกหนีข้อจำกัดของการเผยแพร่งานผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ ที่มีกระบวนการยุ่งยากซับซ้อนและใช้เวลานาน  บล็อกตอบสนองได้รวดเร็วกว่าจึงกลายเป็นทางเลือกที่ใช้ควบคู่ไปกับสื่อสิ่งพิมพ์  สามารถเกื้อหนุนส่งเสริมกันได้เป็นอย่างดี.</p>
<p class="akst_link"><a href="http://blogologynet.com/?p=770&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_770" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://blogologynet.com/blogger-and-bublic-communication" title="บล็อกเกอร์ ( Blogger) กับการสื่อสารสาธารณะ (Public Communication) (6 December 2008)">บล็อกเกอร์ ( Blogger) กับการสื่อสารสาธารณะ (Public Communication)</a> (1)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/blogology-introductory-1-what-is-blog" title="บล็อกศาสตร์เบื้องต้น (1) บล็อกคืออะไร (21 December 2008)">บล็อกศาสตร์เบื้องต้น (1) บล็อกคืออะไร</a> (3)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/why-you-write-blog" title="เขียนบล็อกทำไม เขียนเพื่ออะไร (14 September 2008)">เขียนบล็อกทำไม เขียนเพื่ออะไร</a> (10)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/down-load-free-ebook-blog-and-arts-of-blog" title="สวัสดีปีใหม่ เชิญรับ eBook บล็อกและศาสตร์แห่งบล็อกแทน ส.ค.ส. 2552 (1 January 2009)">สวัสดีปีใหม่ เชิญรับ eBook บล็อกและศาสตร์แห่งบล็อกแทน ส.ค.ส. 2552</a> (12)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/how-to-make-your-visitors-impress-your-blog" title="วิธีผูกใจคนอ่านของบล็อกเกอร์มืออาชีพ (6 October 2008)">วิธีผูกใจคนอ่านของบล็อกเกอร์มืออาชีพ</a> (7)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogologynet.com/blog-as-a-printing-issue/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คุยกับบล็อกเกอร์นักตกแต่ง MiMD เจ้าของ interiorsiam.com</title>
		<link>http://blogologynet.com/interview-with-mimd-interiorsiam-blogger</link>
		<comments>http://blogologynet.com/interview-with-mimd-interiorsiam-blogger#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 26 Jan 2009 23:01:36 +0000</pubDate>
		<dc:creator></dc:creator>
				<category><![CDATA[บล็อกเกอร์พูด]]></category>
		<category><![CDATA[การเขียนบล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[บล็อกตกแต่ง]]></category>
		<category><![CDATA[interiorblog]]></category>
		<category><![CDATA[interiorsiamblog]]></category>
		<category><![CDATA[mimd]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.blogologynet.com/?p=764</guid>
		<description><![CDATA[
“บล็อกก็เหมือนตัวตนของบล็อกเกอร์” 
บล็อกคือช่องทางในการสื่อสารของปัจเจกบุคคลกับโลกภายนอก บล็อกเกอร์แต่ละคนมักจะสื่อสารเรื่องราวที่ตนได้พบเห็นทุกวัน ทั้งการงานในอาชีพ ทั้งสิ่งแวดล้อม ทั้งความคิดเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ให้คนอื่นได้รับรู้ผ่านข้อเขียนในบล็อกของตน ใครที่ได้ไปเยี่ยมเยือน interiorsiam.com ก็จะได้พบกับเรื่องราวของการออกแบบตกแต่งภายใน ซึ่งเกี่ยวข้องกับอาชีพของบล็อกเกอร์ มีเรื่องที่ให้ข้อคิด มุมมมอง และการรับรู้แปลกๆใหม่ๆแก่ผู้อ่านที่ไม่ใช่นักตกแต่งอยู่เสมอๆ
ในโอกาสนี้ Blogologynet.com ซึ่งเป็นบล็อกที่มีเป้าหมายในการศึกษาเรื่องบล็อกและบล็อกเกอร์ ได้มีโอกาสพูดคุยกับบล็อกเกอร์ MiMD หรือคุณหน่อง แห่ง interiorsiam.com ถึงความคิด มุมมอง เรื่องการทำบล็อก ดังย่อหน้าต่อไปนี้

ขอถามคำแรกแบบพื้นๆ ว่า บล็อกคืออะไร
เป็นคำถามที่ตอบได้กว้างมาก สำหรับผม ผมว่าบล็อกคือ Community Online นะครับ
ช่วยขยายความสักเล็กน้อยว่า Community Online มันเป็นยังไง
เป็นตลาดนัด เป็นสวนสาธารณะ เป็นถนนคนเดินแบบเปิดท้ายขายของ มีทั้งของที่เอามาขาย ของแจกฟรี หรือของที่เอามาโชว์เพราะใจรัก และอีกหลายๆอย่างมากมายที่มาอยู่รวมๆกัน แลกเปลี่ยน เรียนรู้ซึ่งกันและกัน กลายเป็นสังคม “สังคมนามธรรม” ที่สามารถจะก่อร่างสร้างต่อเป็นรูปธรรมได้ในอนาคต
แล้วคิดว่า บล็อกที่ดีน่าจะมีอะไรบ้าง
ส่วนตัวคิดว่า เป็นอะไรก็ได้ครับ ที่มันควรจะเป็น บล็อกก็เหมือนตัวตนของบล็อกเกอร์นั้นๆ เสน่ห์คือความคิดเห็นที่จะนำเสนอออกมา ที่สำคัญบล็อก ต้องมี “ชีวิต” ครับ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-full wp-image-763" title="interiorsiam" src="http://blogologynet.com/wp-content/uploads/2009/01/interiorsiam.jpg" alt="interiorsiam" width="461" height="186" /></p>
<h3 style="text-align: center;"><span style="color: #ff6600;">“บล็อกก็เหมือนตัวตนของบล็อกเกอร์” </span></h3>
<p>บล็อกคือช่องทางในการสื่อสารของปัจเจกบุคคลกับโลกภายนอก บล็อกเกอร์แต่ละคนมักจะสื่อสารเรื่องราวที่ตนได้พบเห็นทุกวัน ทั้งการงานในอาชีพ ทั้งสิ่งแวดล้อม ทั้งความคิดเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ให้คนอื่นได้รับรู้ผ่านข้อเขียนในบล็อกของตน ใครที่ได้ไปเยี่ยมเยือน <a href="http://www.interiorsiam.com "><span style="color: #0000ff;">interiorsiam.com </span></a>ก็จะได้พบกับเรื่องราวของการออกแบบตกแต่งภายใน ซึ่งเกี่ยวข้องกับอาชีพของบล็อกเกอร์ มีเรื่องที่ให้ข้อคิด มุมมมอง และการรับรู้แปลกๆใหม่ๆแก่ผู้อ่านที่ไม่ใช่นักตกแต่งอยู่เสมอๆ</p>
<p>ในโอกาสนี้ <a href="http://www.blogologynet.com"><span style="color: #0000ff;">Blogologynet.com</span></a> ซึ่งเป็นบล็อกที่มีเป้าหมายในการศึกษาเรื่องบล็อกและบล็อกเกอร์ ได้มีโอกาสพูดคุยกับบล็อกเกอร์ MiMD หรือคุณหน่อง แห่ง interiorsiam.com ถึงความคิด มุมมอง เรื่องการทำบล็อก ดังย่อหน้าต่อไปนี้</p>
<p><span id="more-764"></span></p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ขอถามคำแรกแบบพื้นๆ ว่า บล็อกคืออะไร</span></strong><br />
เป็นคำถามที่ตอบได้กว้างมาก สำหรับผม ผมว่าบล็อกคือ Community Online นะครับ</p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>ช่วยขยายความสักเล็กน้อยว่า Community Online มันเป็นยังไง</strong><br />
</span>เป็นตลาดนัด เป็นสวนสาธารณะ เป็นถนนคนเดินแบบเปิดท้ายขายของ มีทั้งของที่เอามาขาย ของแจกฟรี หรือของที่เอามาโชว์เพราะใจรัก และอีกหลายๆอย่างมากมายที่มาอยู่รวมๆกัน แลกเปลี่ยน เรียนรู้ซึ่งกันและกัน กลายเป็นสังคม “สังคมนามธรรม” ที่สามารถจะก่อร่างสร้างต่อเป็นรูปธรรมได้ในอนาคต</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">แล้วคิดว่า บล็อกที่ดีน่าจะมีอะไรบ้าง</span></strong><br />
ส่วนตัวคิดว่า เป็นอะไรก็ได้ครับ ที่มันควรจะเป็น บล็อกก็เหมือนตัวตนของบล็อกเกอร์นั้นๆ เสน่ห์คือความคิดเห็นที่จะนำเสนอออกมา ที่สำคัญบล็อก ต้องมี “ชีวิต” ครับ ต้องมี “อารมณ์” เมื่อผู้อ่าน อ่านแล้วเกิดอาการ “รู้สึกสัมผัสได้” แบบนี้แหละน่าจะเป็นบล็อกที่ดี</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">มูลเหตุที่มาทำบล็อกนี้ล่ะ พอจะเล่าให้ฟังได้ไหม</span></strong><br />
อยากมีคอทคอม(.com) เป็นของตัวเองครับ ตอนแรกผมยังไม่รู้จัก บล็อกในแนวลึกมากนักครับ ว่ามันเป็นอย่างไร เรื่องของเรื่องคือผมอยากจะเขียนเรื่องราวจากสิ่งที่เป็นตัวผมเอง ความรู้และประสบการณ์ของผม ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Interior Design , งาน Design ทั่วไปทุกแขนง ที่ผมสนใจ และสิ่งอื่นๆ ที่ผมได้เรียนรู้ จากนั้นผมมาเรียนรู้กับการทำบล็อกจริงๆ ว่าต้องทำอย่างไร แต่ต้องออกตัวนะครับว่า ผมไม่มีความเชี่ยวชาญด้าน โปรแกรมเลยแม้แต่นิดเดียว ผมเรียนรู้จากหนังสือและกูรูผู้รู้ในเรื่องของการทำโปรแกรม อันนี้ต้องขอบคุณจอห์น <a href="http://www.redtor.com"><span style="color: #0000ff;">Redtor.com</span></a> และคุณเก่ง <a href="http://www.keng.com "><span style="color: #0000ff;">keng.com</span> </a>ด้วยที่ช่วยแนะนำเรื่องนี้ ให้ผมในช่วงแรกๆ พอเริ่มรู้จักกับโปรแกรมแล้วผมก็ลุยเลย ตอนแรกผมเริ่มจากการเขียนบนบล็อกฟรีของ Wordpress ก่อน หลังจากนั้นผมต้องการที่จะมี domain ของผมเอง ในที่สุดก็มาเป็น <a href="http://www.interiorsiam.com "><span style="color: #0000ff;">www.interiorsiam.com </span></a>อย่างที่เห็นทุกวันนี้ครับ</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">เท่าที่ผ่านมา ได้ประสบการณ์ดีๆจากการทำบล็อกมากไหม</span></strong><br />
ตลอดเวลา 1 ปีที่ผ่านมาที่ผมทำบล็อก interiorsiam.com ผมได้ประสบการณ์ค่อนข้างเยอะนะ ถ้าเป็นในส่วนของเทคนิคก็จะเป็นตั้งแต่การแก้ปัญหา-เพิ่มเติมในเรื่อง content , plugin ฯลฯ ได้รับข้อมูลจากเพื่อนๆ สมาชิกหลายๆคน ได้มีเพื่อนใหม่ๆหลากหลายอาชีพ จากหน้าจอออนไลน์ อย่างเช่นพี่โกศลคนชอบคุยไงครับ</p>
<p>นอกจากนี้ก็ยังมีโอกาสได้เสนอหน้าผ่านงานเขียนให้กับสื่อสาธารณะในที่อื่นๆอีกด้วย เช่นได้รับเกียรติเขียนคำนิยมในหนังสือ “แกะดำทำธุรกิจ : ทุ่งหญ้าแห่งความสุข” ของคุณประเสริฐ เอี่ยมรุ่งโรจน์ และงานเขียนบทความให้กับเว็ปไซท์ของ “TCDC” ที่ <a href="http://www.tcdcconnect.com "><span style="color: #0000ff;">www.tcdcconnect.com</span> </a>รวมทั้งเขียนคอลัมน์ให้คำแนะนำในการออกแบบตกแต่งบ้านให้กับนิตยสาร room ด้วยครับ</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ขอบคุณที่เอ่ยถึง ดีใจที่มีส่วนร่วมด้วยครับ ทีนี้ ที่ทำบล็อกนี่ได้ตั้งเป้าหมายไว้หรือไม่</span></strong><br />
คือผมอยากให้คนทั่วๆไปได้รู้สึกว่า เรื่องของดีไซน์เป็นเรื่องใกล้ตัว เหมือนชายสี่หมี่เกี๊ยวอย่างนี้ที่สามารถพบเห็นอยู่กับเราเกือบทุกที่ ไม่ได้ห่างไกลหรือเป็นเรื่องเฉพาะของคนหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง</p>
<p>จริงๆแล้วหลักของมันก็อยู่แค่ “มุมมอง” เท่านั้นเอง อย่าพึ่งไปตั้งกำแพง คิดให้มันสนุก จินตนาการไม่มีคำว่าผิดหรือถูก อยากให้ทุกๆคนมองเรื่องดีไซน์เป็นเรื่องพื้นฐาน ทุกๆคนไม่ว่าจะเป็นใคร ก็สามารถจะรู้จักกับงานดีไซน์ได้ และเมื่อคุณนำดีไซน์ไปใช้แล้วก็ต้องมีความสุข สนุกกับมันได้</p>
<p>ยกตัวอย่างง่ายๆเลยครับ เช่น การตกแต่งบ้าน เชื่อมั้ยว่า แค่การทำความสะอาดบ้าน จัดบ้านให้เข้าที่เข้าทาง โล่ง สบายหู สบายตานี้ก็เป็นการตกแต่งบ้านอย่างหนึ่งแล้วนะครับ เพราะมันทำให้บ้านเรา “น่าอยู่ขึ้น” ทำให้เกิดการใช้สอยในแต่ละพื้นที่ก็สะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น และที่สำคัญมันทำให้เรามีความสุข</p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>แล้วคิดว่าเกิดผลตามเป้าหมายไหม</strong><br />
</span>อยากให้มันเกิดครับ แต่คงต้องใช้เวลา และก็อยากจะให้ใครก็ได้ที่มีความรู้ทางด้านออกแบบมาช่วยกันแนะนำความรู้ ความคิดเห็นกันมากๆ อยากให้มีบล็อกอย่างนี้เยอะๆครับ มันจะได้ช่วยกันออกแรง หรือถ้าไม่มีเวลามาก ก็แสดงความคิดเห็นแนะนำกันได้</p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>บล็อกกับงานอาชีพมีความสัมพันธ์กันหรือเปล่า</strong><br />
</span>แน่นอนครับ เพราะบล็อก interiorSiam.com เสนอเรื่องงานดีไซน์ และทัศนะความคิด ทั้งในเชิงวิพากษ์วิจารณ์ ในแบบของผมเอง และเป็นที่ที่ได้ให้ผมใช้สำเร็จความใคร่ทางความคิดให้ตัวเองด้วยครับ</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">บล็อกที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ Interior เมืองไทยมีมากน้อยเพียงใด</span></strong><br />
สำหรับ บล็อก Interior ในเมืองไทยตอนนี้ ยังไม่เห็นนะครับ ส่วนใหญ่จะเป็น website ที่เป็นในรูปบริษัทที่ประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ของตนเองมากกว่า สำหรับผม ยังไม่เห็นมีบล็อกที่เขียนในลักษณะให้ความรู้เกี่ยวกับ Interior และงานดีไซน์ นะครับ</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">คิดว่าบล็อกในเรื่อง Interior จะมีเกิดขึ้นอีกไหม</span></strong><br />
ผมคิดว่าน่าจะเยอะขึ้นแน่นอนครับ พฤติกรรม สังคมมันเปลี่ยน คนเราก็ต้องปรับ เพื่อให้กลมกลืนกับการใช้ชีวิต interior design มันก็เหมือน Content อื่นๆที่มีอยู่ในโลกอินเตอร์เน็ตนั้นแหละครับ เหมือนกับ เกมส์ รูปโป๊ ข่าวสาร นินทาดารา ต่างกันแค่คนกลุ่มไหนจะเลือกเสพแนวไหน</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">ก<strong>ารใช้ประโยชน์ในด้านการหารายได้จากบล็อกมีแนวโน้มอย่างไร</strong><br />
</span>แนวโน้มผมว่าน่าจะมากขึ้นและจะมีการคิดค้นวิธีการเพิ่มขึ้นอีกอย่างหลากหลายมากขึ้นครับ เพราะมันทั้ง ถูก-เร็ว-ตรงสำหรับตัวผมเองปัจจุบันก็ยังไม่ได้เงินจากการทำบล็อกนะครับ ช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดีว่าจะหาสปอนเซอร์มาช่วยค่าขนมเหมียนกัน (ฮา) ว่าแต่ว่า <a href="http://www.blogologynet.com"><span style="color: #0000ff;">Blogologynet.com</span></a> สนใจซื้อแบนเนอร์ไหมครับ (ฮาอีก)</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ที่จริงแล้วผมก็คิดจะหาผู้สนับสนุนอยู่พอดี (ฮาเหมือนกัน) ที่นี้ขอถามเรื่องเนื้อหาของ Interiorsiam.com เน้นไปทางด้านใดเป็นหลัก ขายของด้วยหรือเปล่า</span></strong><br />
ข้อแรก ผมเขียนบล็อกเพราะผมอยาก Share และอยากจะเขียนสิ่งที่ผมคิดและมีอยู่กับผู้อ่านมากกว่าครับ ไม่ได้ขายสินค้า ข้อที่สอง..ไม่มี</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">กำหนดกลุ่มเป้าหมายไว้หรือไม่</span></strong><br />
ตอนแรกตั้งใจว่าเป็นกลุ่มทั่วไปที่เริ่มมีบ้าน ช่วยแนะนำ tip ง่ายๆและหลักการที่เข้าใจง่ายๆ แต่ช่วงหลังๆมาเริ่มมีกลุ่มของผู้ร่วมอาชีพออกแบบและนักศึกษาออกแบบเข้ามา ก็ต้องเพิ่มและปรับเนื้อหาให้ balance ขึ้น เพราะเราก็ต้องการความคิดเห็นจากเพื่อนที่เข้ามาแชร์เหล่านั้นด้วย และมันทำให้ได้มุมมองหลากหลายแบบอื่นๆด้วย ของผู้ที่มองเข้ามาและความรู้สึกที่มีต่องานออกแบบ</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">เห็นมีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยมาอ่าน แล้วอยากชวนไปสอนหนังสือด้วย ตกลงไปหรือเปล่า หรือทำกิจกรรมอะไรกับเขาบ้าง</span></strong></p>
<p>อ๋อ.. ยังเลยครับ คงยังไม่พร้อมทั้งสติปัญญาและเวลา อาจารย์วิษณุเป็นแฟนประจำที่บล็อกครับ ทุกวันนี้อาจารย์ท่านก็ให้เกียรติเขียนบทความที่เป็นประโยชน์มาร่วมแชร์กันอยู่เรื่อยๆ ก็มีเจอกันทานข้าวกันครับ แต่ยังไม่มีอะไรกัน (ไม่ใช่แอบทั้งคู่&#8230;ฮา)</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ช่วยบอกล่าประสบการณ์ หรือข้อแนะนำที่ควรจะทำบล็อกที่เกี่ยวกับเรื่อง Interior ด้วย</span></strong></p>
<p>ผมอยากให้มีบล็อกแบบนี้กันเยอะครับ ช่วยกันทำขึ้นมามากๆ ให้เป็นที่แลกเปลี่ยน เป็นที่เปิดโลกความคิด งานดีไซน์มันไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีจบ เราสามารถที่จะออกแบบบ้านให้ไม่ซ้ำกันเลยได้ทุกวัน ส่วนการที่จะทำ interior blog อย่างไรนั้น คิดว่าแนะนำกันไม่ได้ ผมอยากให้มันเป็นบล็อกที่ถูกดีไซน์ขึ้นมาด้วยตัวของมันเอง และเป็นไปตามเจ้าของบล็อกหรือบล็อกเกอร์นั้นๆมากกว่า</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ขอคำถามสุดท้าย มองสังคมออนไลน์อย่างไร อยากจะให้เป็นอย่างไรบ้าง</span></strong><br />
อยากให้สังคมออนไลน์เมืองไทย มันเข้มแข็งและสื่อสารกันมากๆ ลักษณะการกล้าคิด กล้าแสดงความคิดเห็น กล้าแนะนำและวิจารณ์แบบสร้างสรรค์ อย่างตรงไปตรงมา แต่ไม่กร้าวร้าวนั้น ผมว่าเมืองไทยยังขาดคนประเภทนี้ครับ บางคนกล้าคิดแต่ไม่กล้าพูด ไม่กล้านำเสนอออกมา ทำให้ตัวเราเองและประเทศชาติเสียโอกาสได้ความคิดดีๆไปเยอะเลยครับ</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ขอบคุณครับ</span></strong><br />
ขอบคุณเช่นกันครับ แล้วว่างๆผมจะไปรบกวนกาแฟพี่ซักแก้วคงไม่ว่ากันนะครับ</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ยินดีครับ กาแฟไม่มีปัญหา แต่ช่วยเอาแก้วไปเองด้วยนะ (ฮา)</span></strong></p>
<p style="text-align: center;">&#8230;</p>
<p>ทั้งหมดนั่นคือถ้อยคำของบล็อกเกอร์ MiMD ที่สนทนากับ Blogologynet.com ในเรื่องราวเกี่ยวกับบล็อก ซึ่งหวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านตามสมควร  ขอขอบคุณบล็อกเกอร์ MiMD ไว้ ณ ที่นี้ และขอขอบคุณผู้อ่านที่ติดตามมาโดยตลอด</p>
<p><strong>พบกับรายการ &#8220;คุยกับบล็อกเกอร์&#8221; ครั้งหน้าครับ (แต่ไม่รู้ว่าเมื่อใด ฮาๆ)</strong></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 10pt; color: #993300; font-family: Tahoma;">[<span lang="TH">หากได้ประโยชน์จากบทความนี้ และมีใจที่จะเผื่อแผ่แก่เพื่อนพ้องน้องพี่ เชิญนำไปเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆหรือส่งต่อได้ตามสะดวกใจ สบายใจ และสุขใจ<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>โดยช่วยทำลิงค์กลับมายังบทความนี้ด้วย<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>เพียงแต่ขอความกรุณาอย่านำไปผลิตหรือจำหน่ายไม่ว่ารูปแบบใดๆ บทความนี้ฟรีครับพี่น้อง </span>]</span></p>
<p><a href="http://blogologynet.com/wp-content/uploads/2009/01/interiorsiam.jpg"></a></p>
<p class="akst_link"><a href="http://blogologynet.com/?p=764&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_764" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://blogologynet.com/interiorsiamcom-as-a-citizen-journal-blog" title="interiorsiam.com กับการเป็น Citizen Journal ของ “ช่างแบบ” (21 September 2008)">interiorsiam.com กับการเป็น Citizen Journal ของ “ช่างแบบ”</a> (6)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/how-many-entry-in-a-day-on-your-blog" title="เขียนบล็อกบ่อยแค่ไหนจึงดี (26 March 2009)">เขียนบล็อกบ่อยแค่ไหนจึงดี</a> (2)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/why-you-write-blog" title="เขียนบล็อกทำไม เขียนเพื่ออะไร (14 September 2008)">เขียนบล็อกทำไม เขียนเพื่ออะไร</a> (10)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/theprinciple-of-blog-content-writing" title="หลักการเขียนบล็อกเบื้องต้น (27 March 2009)">หลักการเขียนบล็อกเบื้องต้น</a> (6)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/down-load-free-ebook-blog-and-arts-of-blog" title="สวัสดีปีใหม่ เชิญรับ eBook บล็อกและศาสตร์แห่งบล็อกแทน ส.ค.ส. 2552 (1 January 2009)">สวัสดีปีใหม่ เชิญรับ eBook บล็อกและศาสตร์แห่งบล็อกแทน ส.ค.ส. 2552</a> (12)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogologynet.com/interview-with-mimd-interiorsiam-blogger/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สวัสดีปีใหม่ เชิญรับ eBook บล็อกและศาสตร์แห่งบล็อกแทน ส.ค.ส. 2552</title>
		<link>http://blogologynet.com/down-load-free-ebook-blog-and-arts-of-blog</link>
		<comments>http://blogologynet.com/down-load-free-ebook-blog-and-arts-of-blog#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 31 Dec 2008 22:43:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator></dc:creator>
				<category><![CDATA[บล็อกศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[การเขียนบล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[บล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[สวัสดีปีใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[eBook ฟรี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.blogologynet.com/?p=689</guid>
		<description><![CDATA[ในวาระปีใหม่นี้ ผมได้จัดทำหนังสือ eBook โดยรวบรวมบทความที่เผยแพร่ในบล็อกทำเป็นหนังสือ ตั้งชื่อว่า บล็อกและศาสตร์แห่งบล็อก โดยเนื้อหาเกี่ยวกับบล็อกล้วนๆ แบ่งเป็น 3 ส่วน ประกอบด้วย
ภาคที่ 1 บล็อกศาสตร์และบล็อกศึกษา เป็นการศึกษารูปแบบ เนื้อหา และอิทธิพลของบล็อก โดยใช้แนวคิดทฤษฎีนิเทศศาสตร์และการสื่อสาร
ภาคที่ 2 ศิลปะและกลยุทธ์บล็อก เป็นการแนะนำเรื่องกลยุทธ์ การสร้าง การเขียน ปรับแต่งเนื้อหาบล็อก ในส่วนนี้ได้เก็บความจากข้อแนะนำของบล็อกเกอร์ฝรั่งและชาวเอเชียเป็นหลัก
ภาคที่ 3 วิเคราะห์เจาะบล็อก เป็นการศึกษา วิเคราะห์ วิจารณ์เนื้อหาของบล็อกไทย เพื่อเป็นกรณีตัวอย่างในการสร้างเนื้อหาของบล็อก ตามกรอบแนวคิดสื่อภาคพลเมือง ที่อิงอยู่กับทฤษฎีนิเทศศาสตร์และการสื่อสาร
ขอเชิญท่านทั้งหลายที่ผ่านมาและตั้งใจมาดาวโหลดไปอ่านกันครับ ถ้าเห็นว่าดีก็ส่งต่อๆกันไปได้ ไม่สงวนสิทธิ์ ขอเพียงแต่อย่านำไปแสวงหารายได้หรือผลประโยชน์ก็พอครับ
ดาวน์โหลด บล็อกและศาสตร์แห่งบล็อก
Thai Share This

	เรื่องในหมวดเดียวกัน
	
	เขียนบล็อกทำไม เขียนเพื่ออะไร (10)
	วิธีผูกใจคนอ่านของบล็อกเกอร์มืออาชีพ (7)
	บล็อกศาสตร์เบื้องต้น (1) บล็อกคืออะไร (3)
	บล็อก : ทางเลือกในการเผยแพร่ผลงานของนักเขียน (2)
	interiorsiam.com กับการเป็น Citizen Journal ของ “ช่างแบบ” (6)


]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ในวาระปีใหม่นี้ ผมได้จัดทำหนังสือ eBook โดยรวบรวมบทความที่เผยแพร่ในบล็อกทำเป็นหนังสือ ตั้งชื่อว่า <strong>บล็อกและศาสตร์แห่งบล็อก</strong> โดยเนื้อหาเกี่ยวกับบล็อกล้วนๆ แบ่งเป็น 3 ส่วน ประกอบด้วย</p>
<p><strong>ภาคที่ 1 </strong>บล็อกศาสตร์และบล็อกศึกษา เป็นการศึกษารูปแบบ เนื้อหา และอิทธิพลของบล็อก โดยใช้แนวคิดทฤษฎีนิเทศศาสตร์และการสื่อสาร</p>
<p><strong>ภาคที่ 2 </strong>ศิลปะและกลยุทธ์บล็อก เป็นการแนะนำเรื่องกลยุทธ์ การสร้าง การเขียน ปรับแต่งเนื้อหาบล็อก ในส่วนนี้ได้เก็บความจากข้อแนะนำของบล็อกเกอร์ฝรั่งและชาวเอเชียเป็นหลัก</p>
<p><strong>ภาคที่ 3 </strong>วิเคราะห์เจาะบล็อก เป็นการศึกษา วิเคราะห์ วิจารณ์เนื้อหาของบล็อกไทย เพื่อเป็นกรณีตัวอย่างในการสร้างเนื้อหาของบล็อก ตามกรอบแนวคิดสื่อภาคพลเมือง ที่อิงอยู่กับทฤษฎีนิเทศศาสตร์และการสื่อสาร</p>
<p>ขอเชิญท่านทั้งหลายที่ผ่านมาและตั้งใจมาดาวโหลดไปอ่านกันครับ ถ้าเห็นว่าดีก็ส่งต่อๆกันไปได้ ไม่สงวนสิทธิ์ ขอเพียงแต่อย่านำไปแสวงหารายได้หรือผลประโยชน์ก็พอครับ</p>
<p>ดาวน์โหลด <strong><span style="color: #0000ff;"><a href="http://blogologynet.com/wp-content/uploads/2009/01/Blog-and-Arts-of-Blog.pdf">บล็อกและศาสตร์แห่งบล็อก</a></span></strong></p>
<p class="akst_link"><a href="http://blogologynet.com/?p=689&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_689" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://blogologynet.com/why-you-write-blog" title="เขียนบล็อกทำไม เขียนเพื่ออะไร (14 September 2008)">เขียนบล็อกทำไม เขียนเพื่ออะไร</a> (10)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/how-to-make-your-visitors-impress-your-blog" title="วิธีผูกใจคนอ่านของบล็อกเกอร์มืออาชีพ (6 October 2008)">วิธีผูกใจคนอ่านของบล็อกเกอร์มืออาชีพ</a> (7)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/blogology-introductory-1-what-is-blog" title="บล็อกศาสตร์เบื้องต้น (1) บล็อกคืออะไร (21 December 2008)">บล็อกศาสตร์เบื้องต้น (1) บล็อกคืออะไร</a> (3)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/blog-as-a-printing-issue" title="บล็อก : ทางเลือกในการเผยแพร่ผลงานของนักเขียน (25 March 2009)">บล็อก : ทางเลือกในการเผยแพร่ผลงานของนักเขียน</a> (2)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/interiorsiamcom-as-a-citizen-journal-blog" title="interiorsiam.com กับการเป็น Citizen Journal ของ “ช่างแบบ” (21 September 2008)">interiorsiam.com กับการเป็น Citizen Journal ของ “ช่างแบบ”</a> (6)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogologynet.com/down-load-free-ebook-blog-and-arts-of-blog/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>12</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>บล็อกศาสตร์เบื้องต้น (1) บล็อกคืออะไร</title>
		<link>http://blogologynet.com/blogology-introductory-1-what-is-blog</link>
		<comments>http://blogologynet.com/blogology-introductory-1-what-is-blog#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 21 Dec 2008 00:01:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator></dc:creator>
				<category><![CDATA[บล็อกศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[การเขียนบล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[บล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[บล็อกคืออะไร]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Blogology]]></category>
		<category><![CDATA[What is blog?]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.blogologynet.com/?p=663</guid>
		<description><![CDATA[
บล็อก (Blog) เป็นที่นิยมแพร่หลายเป็นอย่างมากในปัจจุบัน ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตจำนวนมากนิยมสร้างบล็อกขึ้นมาเพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร โดยมีวัตถุประสงค์ในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารดังกล่าวแตกต่างกันไป จำนวนบล็อกที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่มีใครสามารถคำนวณได้ เพราะมีการสร้างบล็อกเกิดขึ้นตลอดเวลา ตราบใดที่ยังมีคนใช้อินเตอร์เน็ตเพิ่มขึ้น บล็อกก็จะถูกสร้างเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ความเป็นมาของบล็อก
เว็บไซต์ไซแม็ก (cimage.co.th) ได้ให้ข้อมูลความเป็นมาว่า บล็อก (Blog) มาจากคำว่า เว็บล็อก (Weblog) เริ่มใช้ครั้งแรกเมื่อ เดือนธันวาคม ปี พ.ศ. 2543 (ค.ศ.1997) โดย จอห์น บอร์เจอร์ (Jorn Barger) เป็นผู้ใช้คำว่า “Weblog” ขึ้นก่อน ต่อมา ปีเตอร์ มาร์ฮอลซ์ (Peter Merholz) ได้เรียกสั้นๆว่า “Blog&#8221; แทนเมื่อเดือนเมษายน ปี พ.ศ.2545 (ค.ศ. 1999) ต่อมาในวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ.2549 (ค.ศ.2003) Oxford Dictionary ได้บรรจุคำว่า Blog ในพจนานุกรมอย่างเป็นทางการ โดยตัดตัว &#8220;We&#8221; ด้านหน้าออกไป [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong></strong></p>
<p><strong>บล็อก</strong> (Blog) เป็นที่นิยมแพร่หลายเป็นอย่างมากในปัจจุบัน ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตจำนวนมากนิยมสร้างบล็อกขึ้นมาเพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร โดยมีวัตถุประสงค์ในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารดังกล่าวแตกต่างกันไป จำนวนบล็อกที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่มีใครสามารถคำนวณได้ เพราะมีการสร้างบล็อกเกิดขึ้นตลอดเวลา ตราบใดที่ยังมีคนใช้อินเตอร์เน็ตเพิ่มขึ้น บล็อกก็จะถูกสร้างเพิ่มขึ้นตามไปด้วย</p>
<p><strong>ความเป็นมาของบล็อก</strong></p>
<p><strong>เว็บไซต์ไซแม็ก</strong> (cimage.co.th) ได้ให้ข้อมูลความเป็นมาว่า <strong>บล็อก</strong> (Blog) มาจากคำว่า เว็บล็อก (Weblog) เริ่มใช้ครั้งแรกเมื่อ เดือนธันวาคม ปี พ.ศ. 2543 (ค.ศ.1997) โดย จอห์น บอร์เจอร์ (Jorn Barger) เป็นผู้ใช้คำว่า “Weblog” ขึ้นก่อน ต่อมา ปีเตอร์ มาร์ฮอลซ์ (Peter Merholz) ได้เรียกสั้นๆว่า “Blog&#8221; แทนเมื่อเดือนเมษายน ปี พ.ศ.2545 (ค.ศ. 1999) ต่อมาในวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ.2549 (ค.ศ.2003) Oxford Dictionary ได้บรรจุคำว่า Blog ในพจนานุกรมอย่างเป็นทางการ โดยตัดตัว &#8220;We&#8221; ด้านหน้าออกไป และหมายถึงหน้าเว็บที่ใครๆ ก็เข้าไปอ่านเรื่องที่คนเขียนเรื่องต่างๆเอาไว้ได้ จนถึงปัจจุบันนี้ (ธันวาคม พ.ศ.2551) บล็อกกลายเป็นสิ่งผู้ใช้อินเตอร์เน็ตรู้จักคุ้นเคยเป็นอย่างดี</p>
<p><strong>บล็อกคืออะไร</strong></p>
<p>มีผู้อธิบายความหมายของบล็อกไว้เป็นจำนวนมากในที่ต่างๆ โดยผู้ให้ความหมายเหล่านี้ประกอบไปด้วยผู้เขียนบล็อกหรือบล็อกเกอร์ (Blogger) ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาหรือปัจเจกบุคคล ได้ให้ความหมายเอาไว้ในหนังสือและตามบล็อกของตน ซึ่งจะขอยกบางส่วนมาพิจารณาเพื่อทำความเข้าในที่นี้ ดังนี้</p>
<p><span id="more-663"></span></p>
<p><strong>เว็บไซต์เก่งดอตคอม </strong>(Keng.com) ได้ให้ความหมายบล็อกเอาไว้ว่า บล็อกคือการบันทึกบทความของตนเอง (Personal Journal) ลงบนเว็บไซต์ โดยมีเนื้อหาครอบคลุมได้ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวส่วนตัว หรือเป็นบทความเฉพาะด้านต่าง ๆ เช่น เรื่องการเมือง เรื่องกล้องถ่ายรูป เรื่องกีฬา เรื่องธุรกิจ เป็นต้น โดยจุดเด่นที่ทำให้บล็อกเป็นที่นิยมก็คือ ผู้เขียนบล็อก จะมีการแสดงความคิดเห็นของตนเอง ใส่ลงไปในบทความนั้น ๆ โดยบล็อกบางแห่ง จะมีอิทธิพลในการโน้มน้าวจิตใจผู้อ่านสูงมาก แต่ในขณะเดียวกัน บางบล็อกก็จะเขียนขึ้นมาเพื่อให้อ่านกันในกลุ่มเฉพาะ เช่นกลุ่มเพื่อน ๆ หรือครอบครัวตนเอง</p>
<p><strong>ผศ.ประชิด ทิณบุตร</strong> ได้ให้ความหมายว่า บล็อกคือหน้าเว็บเพจที่เป็นเหมือนวารสารส่วนตัว ที่เปิดเป็นเวทีสาธารณะให้ทุกคนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมกระทำได้หรือใช้เฉพาะส่วนตัว โดยทั่วไปแล้วจะมีการปรับปรุงเพิ่มเติมเข้าทุกวัน และแต่ละบล็อกมักจะสะท้อนถึงความเป็นปัจเจกของผู้เขียนแต่ละคน</p>
<p><strong>เว็บไซต์ไทยบล็อกเกอร์</strong> (Thaiblogger.org) ได้อธิบายความหมายว่า บล็อกเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ปฏิรูปเว็บ จากเว็บธรรมดาให้กลายเป็นเว็บที่มีปฏิสัมพันธ์ (interactive) มากขึ้น เปลี่ยนชุมชนคนเล่นเว็บ จากสังคมที่มีคนเขียนกลุ่มเล็กๆกับผู้อ่านจำนวนมาก (passive) ให้กลายมาเป็นชุมชนที่มีสมาชิกเป็นทั้งคนสร้าง content ด้วยการเขียน และเป็นนักอ่านไปพร้อมกัน (active) นอกจากนี้ มันยังช่วยลับคมความคิด แลกเปลี่ยนความรู้ และเป็นเครื่องมืออันมหัศจรรย์สำหรับนักการศึกษา ที่จะนำมาใช้ในการศึกษาของสังคมด้วย</p>
<p><strong>สารานุกรมออนไลน์วิกิพีเดีย</strong> (Wikipedia.org) ให้ความหมายว่า บล็อกเป็นเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาหลากหลายขึ้นอยู่กับเจ้าของบล็อก โดยสามารถใช้เป็นเครื่องมือสื่อสาร การประกาศข่าวสาร การแสดงความคิดเห็น การเผยแพร่ผลงาน ในหลายด้านไม่ว่า อาหาร การเมือง เทคโนโลยี หรือข่าวปัจจุบัน</p>
<p><strong>เว็บไซต์บล็อกเกอร์</strong>(Blogger.com) ผู้ให้บริการบล็อกฟรีรายใหญ่ภายใต้ชื่อ Blogspot.com ได้ให้คำอธิบายว่า บล็อกเป็นไดอารีส่วนบุคคล ห้องฟังเทศน์ พื้นที่สำหรับความร่วมมือ เวทีแสดงออกทางการเมือง ห้องกระจายข่าว การเก็บรวบรวมลิงก์ ความคิดส่วนตัว สามารถเขียนเรื่องต่างๆ ได้อย่างต่อเนื่อง เรื่องใหม่จะปรากฏด้านบนสุด เพื่อให้ผู้เยี่ยมชมสามารถอ่านสิ่งที่มาใหม่ จากนั้นจะสามารถแสดงความคิดเห็นหรือสร้างลิงก์ หรือส่งอีเมล์ถึงผู้เขียนบล็อก หรือไม่ทำอะไรเลย</p>
<p>จากความหมายของบล็อกดังกล่าว จึงสรุปได้ว่า บล็อกคือ สื่อส่วนบุคคลบนอินเตอร์เน็ตที่ใช้เผยแพร่ข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ ข้อคิดเห็น บันทึกส่วนตัว เพื่อเผยแพร่และแบ่งปันให้คนอื่นๆได้อ่าน โดยผู้อ่านสามารถแสดงความคิดเห็น หรือให้ข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ และการแสดงเนื้อหาของบล็อกนั้นเรียงลำดับจากเนื้อหาใหม่ไปสู่เนื้อหาเก่า ผู้เขียนและผู้อ่านสามารถค้นหาเนื้อหาย้อนหลังเพื่ออ่านและแก้ไขเพิ่มเติมได้ตลอดเวลานั่นเอง</p>
<p><strong>วัตถุประสงค์ของการสร้างบล็อก </strong></p>
<p>บล็อกคือสื่อส่วนบุคคล หรือสื่อภาคพลเมือง (Citizen Journal) ประเภทหนึ่ง วัตถุประสงค์ของการสร้างบล็อกก็เพื่อเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสาร ความคิด ความเห็น ความรู้ ของผู้สร้างบล็อก (Blogger) หรือ ผู้สื่อข่าวพลเมือง (Citizen Reporter) ดังนั้น วัตถุประสงค์ของการทำบล็อกจึงเกี่ยวพันกับหลักและทฤษฎีการสื่อสาร ไม่ว่าผู้สร้างบล็อกจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม โดยทฤษฎีการสื่อสารมวลชนได้กำหนดหน้าที่ของสื่อไว้เป็นเบื้องต้น 4 ประการ ดังนั้น วัตถุประสงค์ของการสร้างบล็อกจึงน่าจะจัดอยู่ใน 4 ประการนี้ได้แก่</p>
<p>1. เพื่อให้ข้อมูลข่าวสาร ผู้ส่งสารให้ข้อมูล ข่าวสารที่ตนมีอยู่แก่ผู้รับสาร ซึ่งเราปฏิบัติกันอยู่ในชีวิตประจำวัน</p>
<p>2. เพื่อให้ความรู้ ผู้ส่งสาร ให้ความรู้แก่ผู้รับสาร เพื่อพัฒนาการรับรู้ สติปัญญา เรียกว่าการศึกษานั่นเอง</p>
<p>3. เพื่อให้ความบันเทิง ผู้ส่งสารให้ความบันเทิงด้านต่างๆแก่ผู้รับสาร</p>
<p>4. สร้างความพึงพอใจ ผู้ส่งสาร เสนอสารให้แก่ผู้รับอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายๆอย่าง เพื่อให้ผู้รับเกิดความพึงพอใจ คล้อยตาม เห็นดีเห็นงามกับผู้ส่งสาร</p>
<p>บล็อกทั้งหลายที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ แม้จะมีเนื้อหาหลากหลาย ผู้สร้างบล็อกหรือบล็อกเกอร์กระจายอยู่ทุกประเทศทั่วโลก แต่เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นได้ว่า เนื้อหาที่มีอยู่หลากหลายแล้ว หากจัดเป็นหมวดหมู่ก็จะสามารถสังเคราะห์เข้าไว้ในข้อใดข้อหนึ่ง ของทั้ง 4 ข้อข้างต้น ซึ่งเป็นหน้าที่หลักของสื่อทุกชนิด</p>
<p>ดังนั้น บล็อกจึงเป็นสื่อชนิดหนึ่งที่สร้างและดำเนินงานโดยปัจเจกบุคคล ที่เสนอเนื้อหาตามความรู้และความถนัดของตนเอง มีอิสระที่จะเสนอรูปแบบและเนื้อหาตามสิทธิ์และเสรีภาพในการแสดงออก ที่รับรองโดยหลักแห่งสิทธิมนุษยชน กฎหมายและศีลธรรม ซึ่งการกำกับควบคุมเนื้อหาที่นำเสนออกสู่สาธารณะนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับความสำนึกและความรับผิดชอบของผู้สร้างบล็อกหรือบล็อกเกอร์เป็นสำคัญนั่นเอง.</p>
<p><strong>บันทึกท้ายเรื่อง </strong></p>
<p>1. บทความชุดบล็อกศาสตร์เบื้องต้น เขียนขึ้นจากการศึกษา ค้นคว้า วิเคราะห์ วิจารณ์ การสร้างบล็อกที่มีผู้เขียนไว้ และจากประสบการณ์การสร้างบล็อกในรูปแบบและวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันของผู้เขียน โดยตั้งใจจะทำเป็นหลักฐานทางวิชาการ โดยใช้ทฤษฎีสื่อสารมวลชนเป็นกรอบในการศึกษา เพราะผู้เขียนตระหนักว่า บล็อกคือสื่อชนิดหนึ่งซึ่งในปัจจุบันยังเป็นสื่อกระแสรอง แต่นับวันจะมีบทบาทมากขึ้น จนกลายเป็นสื่อกระแสหลักในอนาคตอย่างแน่นอน การศึกษาเกี่ยวกับเรื่องบล็อก โดยใช้ชื่อว่าบล็อกศาสตร์ เป็นเบื้องต้นก่อน โดยนำมาจากคำภาษาอังกฤษคือ Blogology น่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจ โดยเฉพาะนักเรียนด้านการสื่อสารไม่น้อย</p>
<p>2. บทความรวมทั้งบทความอื่นๆของผู้เขียนคือ โกศล อนุสิม นี้ไม่สงวนลิขสิทธิ์ในการนำไปเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆทุกชนิด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษา เผยแพร่ความรู้ หากท่านใดเห็นว่าบทความนี้มีประโยชน์ สามารถนำไปเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆได้ โดยขอช่วยอ้างอิงหรือให้ทำลิงค์กลับมายังบทความนี้ด้วย แต่ขอความกรุณาอย่านำไปผลิตหรือจำหน่ายไม่ว่ารูปแบบใดๆเลยนะครับ</p>
<p>ดูไฟล์ PDF ของบทความนี้ที่นี่  <a href="http://awxp3g.bay.livefilestore.com/y1p9oD4JcX_s-oCIUjb3_ZvsDHkO7EC_9A5vAcHeGDeMLrA2-sUvNgTQJcqI8lSdf7FNwyVZv4GfoM/Blogology1%20-%20What%20is%20blog.pdf?download"><span style="color: #0000ff;">An Introductory Blogology (1) What is Blog?</span></a></p>
<p>เอกสารอ้างอิง :</p>
<p><strong>เว็บไซต์ไซแม็ก </strong>: http://www.cimage.co.th/blog/blog.php<br />
<strong>เว็บไซต์เก่งดอตคอม: </strong>http://keng.com/2005/09/30/what-is-blog/<br />
ผศ.ประชิด ทิณบุตร: http://chandraonline.chandra.ac.th/chandrablog/?p=6<br />
เว็บไซต์ไทยบล็อกเกอร์: http://www.thaiblogger.org/2006/03/22/what-blog-is.html<br />
สารานุกรมออนไลน์วิกิพีเดีย: http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9A%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%AD%E0%B8%81<br />
เว็บไซต์บล็อกเกอร์: http://www.blogger.com/tour_start.g</p>
<p class="akst_link"><a href="http://blogologynet.com/?p=663&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_663" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://blogologynet.com/blogger-and-bublic-communication" title="บล็อกเกอร์ ( Blogger) กับการสื่อสารสาธารณะ (Public Communication) (6 December 2008)">บล็อกเกอร์ ( Blogger) กับการสื่อสารสาธารณะ (Public Communication)</a> (1)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/why-you-write-blog" title="เขียนบล็อกทำไม เขียนเพื่ออะไร (14 September 2008)">เขียนบล็อกทำไม เขียนเพื่ออะไร</a> (10)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/blog-as-a-printing-issue" title="บล็อก : ทางเลือกในการเผยแพร่ผลงานของนักเขียน (25 March 2009)">บล็อก : ทางเลือกในการเผยแพร่ผลงานของนักเขียน</a> (2)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/down-load-free-ebook-blog-and-arts-of-blog" title="สวัสดีปีใหม่ เชิญรับ eBook บล็อกและศาสตร์แห่งบล็อกแทน ส.ค.ส. 2552 (1 January 2009)">สวัสดีปีใหม่ เชิญรับ eBook บล็อกและศาสตร์แห่งบล็อกแทน ส.ค.ส. 2552</a> (12)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/how-to-make-your-visitors-impress-your-blog" title="วิธีผูกใจคนอ่านของบล็อกเกอร์มืออาชีพ (6 October 2008)">วิธีผูกใจคนอ่านของบล็อกเกอร์มืออาชีพ</a> (7)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogologynet.com/blogology-introductory-1-what-is-blog/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>“นักรบนักรัก” : สื่อภาคพลเมืองกับการเลือกข้างอย่างมีสติปัญญา</title>
		<link>http://blogologynet.com/nakrobnakrak-citizen-journal-takes-side</link>
		<comments>http://blogologynet.com/nakrobnakrak-citizen-journal-takes-side#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 09 Dec 2008 07:33:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator></dc:creator>
				<category><![CDATA[บล็อกศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[การเขียนบล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[นักรบ นักรัก]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้สื่อข่าวพลเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อภาคพลเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[โอเคเนชั่น]]></category>
		<category><![CDATA[Citizen Journal]]></category>
		<category><![CDATA[Citizen Reporter]]></category>
		<category><![CDATA[Ok nation]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.blogologynet.com/?p=568</guid>
		<description><![CDATA[ในช่วงเวลาที่สถานการณ์ทางการเมืองตรึงเครียดเขม็งเกลียวในช่วงเดือนสิงหาคม-ต้นเดือนธันวาคม 2551 สังคมไทยแบ่งเป็นฝักฝ่ายที่พร้อมจะปะทะกันแบบแตกหัก สองฝ่ายที่เผชิญหน้ากันคือฝ่ายต่อต้านรัฐบาลซึ่งก็คือต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นำหน้าโดย พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พันธมิตรฯ –คนเสื้อเหลือง) กับฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลซึ่งก็คือสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นำหน้าโดย แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.-คนเสื้อแดง) ทั้งสองฝ่ายต่างเรียกร้องให้คนที่ไม่ได้เลือกข้างฝ่ายใดให้หันมาอยู่ฝ่ายเดียวกับพวกตน ในที่สุดก็เกิดเป็น 3 ฝ่าย คือฝ่ายพันธมิตรฯ ฝ่าย นปช. และฝ่ายไม่เลือกข้างใด ดังที่ทราบกันดีอยู่แล้ว
การเลือกข้างที่เกิดขึ้น แม้ส่วนหนึ่งเกิดจากความคิด ความเชื่อด้วยใจอันบริสุทธิ์ ทั้งฝ่าย พันธมิตรฯและฝ่าย นปช. แต่อีกส่วนหนึ่งเกิดจากการรับรู้ข่าวสารผ่านสื่อที่ทั้งสองฝ่ายใช้เป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของตน มีการปลุกเร้าอารมณ์ให้เกิดความโน้มเอียงไปในทางเกลียดชังอีกฝ่ายหนึ่ง จนเกิดการปะทะทำร้ายกันถึงบาดเจ็บและเสียชีวิต
นอกจากประชาชนทั่วไปจะถูกเรียกร้องให้เลือกข้างแล้ว สื่อมวลชนก็ถูกเรียกร้องให้เลือกข้างด้วยเช่นกัน วิกฤตการเมืองที่เกิดขึ้นในครั้งนี้จึงเป็นเสมือนเกิดวิกฤตการณ์สื่อมวลชนด้วย เพราะได้ถูกดึงเข้าไปสู่ความขัดแย้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยสื่อเองแม้จะมีความโน้มเอียงไปในทางใดทางหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่ก็รักษาสถานะความเป็นกลางที่พยายามนำเสนอข่าวสารอย่างซื่อสัตย์และเคารพต่อข้อเท็จจริงเอาไว้ได้ในระดับที่น่าชื่นชม

สื่อมวลชนกระแสหลักอันได้แก่ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อวิทยุ และโทรทัศน์นั้น แม้จะมีความโน้มเอียงเข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดแต่อย่างน้อยก็คงสถานะของความเป็นสื่อมวลชน คือต้องนำเสนอข้อเท็จจริงของทั้งสองฝ่าย ต่างกันเพียงจะให้น้ำหนักแก่ฝ่ายที่ตนมีความโน้มเอียงสนับสนุน แต่สื่อสมัยใหม่ที่มีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร คือสื่อภาคพลเมือง ( Citizen Journal) อันได้แก่บล็อก (Blog) ที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก โดยนักข่าวภาคพลเมือง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ในช่วงเวลาที่สถานการณ์ทางการเมืองตรึงเครียดเขม็งเกลียวในช่วงเดือนสิงหาคม-ต้นเดือนธันวาคม 2551 สังคมไทยแบ่งเป็นฝักฝ่ายที่พร้อมจะปะทะกันแบบแตกหัก สองฝ่ายที่เผชิญหน้ากันคือฝ่ายต่อต้านรัฐบาลซึ่งก็คือต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นำหน้าโดย <strong>พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย</strong> (พันธมิตรฯ –คนเสื้อเหลือง) กับฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลซึ่งก็คือสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นำหน้าโดย <strong>แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ</strong> (นปช.-คนเสื้อแดง) ทั้งสองฝ่ายต่างเรียกร้องให้คนที่ไม่ได้เลือกข้างฝ่ายใดให้หันมาอยู่ฝ่ายเดียวกับพวกตน ในที่สุดก็เกิดเป็น 3 ฝ่าย คือฝ่ายพันธมิตรฯ ฝ่าย นปช. และฝ่ายไม่เลือกข้างใด ดังที่ทราบกันดีอยู่แล้ว</p>
<p style="text-align: justify;">การเลือกข้างที่เกิดขึ้น แม้ส่วนหนึ่งเกิดจากความคิด ความเชื่อด้วยใจอันบริสุทธิ์ ทั้งฝ่าย พันธมิตรฯและฝ่าย นปช. แต่อีกส่วนหนึ่งเกิดจากการรับรู้ข่าวสารผ่านสื่อที่ทั้งสองฝ่ายใช้เป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของตน มีการปลุกเร้าอารมณ์ให้เกิดความโน้มเอียงไปในทางเกลียดชังอีกฝ่ายหนึ่ง จนเกิดการปะทะทำร้ายกันถึงบาดเจ็บและเสียชีวิต</p>
<p style="text-align: justify;">นอกจากประชาชนทั่วไปจะถูกเรียกร้องให้เลือกข้างแล้ว สื่อมวลชนก็ถูกเรียกร้องให้เลือกข้างด้วยเช่นกัน วิกฤตการเมืองที่เกิดขึ้นในครั้งนี้จึงเป็นเสมือนเกิดวิกฤตการณ์สื่อมวลชนด้วย เพราะได้ถูกดึงเข้าไปสู่ความขัดแย้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยสื่อเองแม้จะมีความโน้มเอียงไปในทางใดทางหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่ก็รักษาสถานะความเป็นกลางที่พยายามนำเสนอข่าวสารอย่างซื่อสัตย์และเคารพต่อข้อเท็จจริงเอาไว้ได้ในระดับที่น่าชื่นชม</p>
<p style="text-align: justify;"><span id="more-568"></span></p>
<p style="text-align: justify;">สื่อมวลชนกระแสหลักอันได้แก่ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อวิทยุ และโทรทัศน์นั้น แม้จะมีความโน้มเอียงเข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดแต่อย่างน้อยก็คงสถานะของความเป็นสื่อมวลชน คือต้องนำเสนอข้อเท็จจริงของทั้งสองฝ่าย ต่างกันเพียงจะให้น้ำหนักแก่ฝ่ายที่ตนมีความโน้มเอียงสนับสนุน แต่สื่อสมัยใหม่ที่มีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร คือสื่อภาคพลเมือง ( Citizen Journal) อันได้แก่บล็อก (Blog) ที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก โดยนักข่าวภาคพลเมือง ( Citizen Reporter) หรือบล็อกเกอร์ มีอิสระในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารอย่างเต็มที่ จึงปรากฏว่า มีบล็อกเกอร์เป็นจำนวนมากนำเสนอข้อมูลข่าวสารในมุมมอง ความคิด ความเชื่อ และความโน้มเอียงของตนแบบสุดโต่ง จนถึงขั้นบริภาษด่ากราดอีกฝ่ายหนึ่งอย่างรุนแรง</p>
<p style="text-align: justify;">จริงอยู่ที่บล็อกเกอร์มีสถานะเป็นปัจเจกชน มีอิสระและเสรีภาพในการพูด เขียน โฆษณาตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ แต่อย่าลืมว่า <strong>บล็อกคือสื่อประเภทหนึ่งที่เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารสู่สาธารณะ </strong>ดังนั้น บล็อกเกอร์ย่อมจะละเลยความรับผิดชอบไปไม่ได้เลยหากข้อมูลที่ตนเผยแพร่ออกไปนั้นทำให้เกิดเกิดความเสียหายต่อผู้อื่น และความจริงอีกอย่างหนึ่งก็คือ ข้อมูลข่าวสารจากบล็อกก็มีอิทธิพลต่อการรับรู้ของผู้รับสารไม่ต่างจากสื่ออื่นๆ ซึ่งก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อความคิด ทัศคติของผู้รับสารไม่มากก็น้อย หากได้รับข้อมูลข่าวสารที่มีความโน้มเอียง ก็ย่อมมีโอกาสที่ความคิดและทัศนคติ จะโน้มเอียงไปด้วย</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>ความรับผิดชอบของบล็อกเกอร์ที่เป็นนักข่าวภาคพลเมือง จึงไม่ต่างจากความรับผิดชอบในจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพของสื่อมวลชน คือมีความเป็นกลางในการนำเสนอข่าวสาร ต้องเคารพและซื่อสัตย์ต่อข้อเท็จจริง แม้จะมีข้อโต้แย้งต่อข้อมูลที่นำเสนอ ย่อมต้องมีเหตุผลอธิบายได้</strong></p>
<p style="text-align: justify;">แต่เท่าที่ปรากฏในบล็อกต่างๆ บล็อกเกอร์ส่วนมากยังคงยึดถืออิสระและเสรีภาพในฐานะปัจเจกชนของตนอย่างเหนียวแน่น โดยนำเสนอข้อมูลข่าวสารด้วยความโน้มเอียงตามความคิด ความเชื่อ และฝ่ายที่ตนเลือกแล้ว ขาดเหตุผลในการโต้แย้งฝ่ายอื่นหรืออธิบายจุดยืนของตน และกลายเป็นเวทีโจมตี ด่าว่าและบริภาษอีกฝ่ายที่คิดไม่เหมือนตนของบรรดาผู้อ่านที่เลือกยืนคนละฝ่าย กลายเป็นการใช้อารมณ์แบบเป็นความสุดโต่งทั้งสองฝ่าย</p>
<p style="text-align: justify;">แต่เป็นที่น่ายินดีว่า ในโลกของสื่อภาคพลเมืองนั้น ยังคงมีอยู่จำนวนหนึ่งที่แม้จะเลือกข้างแต่ก็มีเหตุผลที่อธิบายได้ชัดเจน ใช้สติปัญญาในการวิพากษ์วิจารณ์ทั้งฝ่ายที่ตนเลือกและฝ่ายตรงกันข้าม ไม่ถูกครอบงำด้วยอารมณ์โกรธแค้นฝ่ายอื่นและลุ่มหลงฝ่ายตนเหมือนพวกสุดโต่ง สามารถยืนอยู่บนหลักการของความเป็นสื่อที่มีความเป็นกลางในการนำเสนอข่าวสาร เคารพและซื่อสัตย์ต่อข้อเท็จจริง เมื่อมีข้อโต้แย้งก็กระทำอย่างมีเหตุผล โดยใช้สติปัญญาเป็นเครื่องมือ</p>
<p style="text-align: justify;">บล็อกประเภทนี้มีอยู่ เป็นจำนวนไม่มากนัก หนึ่งในนั้นที่อยากจะยกมากล่าวถึงในที่นี้ก็คือ บล็อกของบล็อกเกอร์ที่ใช้ชื่อ <a href="http://www.oknation.net/blog/mymemory "><span style="color: #0000ff;"><strong>“นักรบนักรัก”</strong></span> </a>แห่งโอเคเนชั่นบล็อก (ผมได้เขียนถึงบล็อกเกอร์แห่งโอเคเนชั่นก่อนหน้านี้แล้วคนหนึ่งคือ บล็อกเกอร์ <strong>เรือรบ เมืองมั่น</strong> ผู้เป็นนายทหารยศนายพันแห่งกองทัพไทย ในเรื่อง <a href="http://www.blogologynet.com/?p=560 "><span style="color: #0000ff;">“บล็อก เรือรบ เมืองมั่น สื่อภาคพลเมืองกับความเป็นกลางในสถานการณ์เลือกข้างทางการเมือง”</span> </a>) ที่แสดงตนอย่างชัดเจนว่าเป็นฝ่ายตรงกันข้ามกับผู้สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยสนับสนุนฝ่ายพันธมิตร ด้วยเหตุที่ไม่แตกต่างจากคนอื่นๆ นั่นคือ รังเกียจการกระทำอันสร้างความเสียหายแก่ประเทศชาติของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร</p>
<p style="text-align: justify;">แต่การยืนอยู่ข้างฝ่ายพันธมิตรฯของบล็อกเกอร์ “นักรบนักรัก” นั้นแตกต่างจากบรรดาบล็อกเกอร์ที่เป็น “แฟนพันธุ์แท้พันธมิตร” ส่วนมาก นั่นคือ คอยวิพากษ์วิจารณ์ ให้คำเสนอแนะและข้อคิดเห็นเพื่อเป็นประโยชน์ในการเคลื่อนไหว มองเห็นข้อดี ข้อด้อย ข้อผิดพลาดของฝ่ายพันธมิตรแล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ เสนอข้อคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่มีความคิดในลักษณะที่ “พันธมิตรฯไม่ผิดสักอย่าง แต่ นปช. ผิดทุกอย่าง” ดังที่พวกสุดโต่งได้กระทำ</p>
<p style="text-align: justify;">แม้ในฝ่ายที่ตนไม่เลือกข้างคือ นปช. นั้น บล็อกเกอร์ “นักรบนักรัก” ยังมองด้วยเหตุด้วยผล ใช้สติปัญญาพิจารณา แยกแยะ เพื่อทำความเข้าใจฝ่ายตรงกันข้าม เพื่อให้รู้ถึงจุดแข็ง จุดอ่อน อันจะเป็นประโยชน์ในการดำเนินการใดๆก็ตามที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายตรงกันข้าม</p>
<p style="text-align: justify;">การนำเสนอข้อมูลข่าวสารดังที่ “นักรบนักรัก” กระทำนั้น จึงเป็นการกระทำที่เรียกได้ว่าอยู่ในหลักการของสื่อมวลชนที่ได้รับการยอมรับโดยทั่วไป นั่นคือ มีความเป็นกลาง เคารพและซื่อสัตย์ต่อข้อเท็จจริง และมีเหตุผลในการอธิบายหรือโต้แย้ง เมื่อมีการรับรู้ข่าวสารดังกล่าว ก็จะทำให้ผู้รับข่าวสารได้คิด พิจารณา โดยใช้สติปัญญาไปด้วย</p>
<p style="text-align: justify;">นักสื่อสารมวลชนได้จัดให้บล็อกเป็นสื่อภาคพลเมือง ซึ่งบล็อกเกอร์ทั่วโลกได้ทำหน้าที่ผู้สื่อข่าวภาคพลเมืองของตนในการรายงานข้อมูล ข่าวสาร เหตุการณ์ต่างๆอย่างรวดเร็วและเที่ยงตรง จนเป็นที่ประจักษ์ในหลายๆเหตุการณ์มาแล้วทั่วโลก อาทิ การประท้วงรัฐบาลและพายุนาร์กิสในประเทศพม่า การประท้วงในทิเบต เป็นต้น ทำให้โลกได้รับรู้ข้อมูล ข่าวสารรวดเร็วก่อนที่สื่อกระแสหลักจะนำเสนอ แต่ข้อด้อยของสื่อภาคพลเมืองก็คือ ขาดกระบวนกลั่นกรองในรูปแบบการบรรณาธิการข่าว ดังนั้น ข้อมูลข่าวสารจะเท็จจริง เที่ยงตรงเพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับจุดยืนของบล็อกเกอร์ผู้ทำหน้าที่ผู้สื่อข่าวภาคพลเมืองนั่นเอง</p>
<p style="text-align: justify;">ในสถานการณ์การทางการเมืองที่ผ่านมา ซึ่งจบลงเมื่อต้นเดือนธันวาคม 2551 เมื่อพันธมิตรฯยกเลิกการชุมนุมปิดล้อมสนามบินและทำเนียบรัฐบาล สื่อภาคพลเมืองมีบทบาทสำคัญในการรายงานข้อมูลข่าวสารสู่สาธารณชน ตามมุมมอง จุดยืน และโน้มเอียงไปในข้างที่ตนเลือกซึ่งส่วนมาเป็นไปในลักษณะสุดโต่งดังที่ได้กล่าวมาแล้ว แต่เป็นที่น่ายินดีว่า บล็อกเกอร์ “นักรบนักรัก” เป็นหนึ่งในสื่อภาคพลเมืองจำนวนน้อยที่แม้จะเลือกข้างแต่ก็ได้ทำหน้าที่สื่ออย่างตรงไปตรงมา โดยใช้สติปัญญากำกับ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการสร้างการรับรู้ข่าวสารที่ถูกต้อง นั่นคือ ทำให้ผู้รับข่าวสารได้ใช้สติปัญญาคิดตามเพื่อทำความเข้าใจโดยไม่ถูกชักจูงด้วยอคติของผู้ส่งสาร.</p>
<p><span style="color: #993300;">[หากท่านใดเห็นว่าบทความนี้มีประโยชน์ สามารถนำไปเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆได้ โดยขอให้ทำลิงค์กลับมายังบทความนี้ด้วย และขอความกรุณาอย่านำไปผลิตหรือจำหน่ายไม่ว่ารูปแบบใดๆเลยนะครับ]</span></p>
<p class="akst_link"><a href="http://blogologynet.com/?p=568&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_568" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://blogologynet.com/ok-nation-blog-a-case-study-of-citizen-reporter-community" title="“โอเคเนชั่นบล็อก”  ตัวอย่างกรณีศึกษา &quot;ชุมชนนักข่าวพลเมือง” (14 June 2009)">“โอเคเนชั่นบล็อก”  ตัวอย่างกรณีศึกษา &quot;ชุมชนนักข่าวพลเมือง”</a> (0)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/natayaa-blog-thai-citizen-journal-in-england" title="Natayaa Blog : Citizen Journal ปากเสียงของคนไทยในต่างแดน (22 November 2008)">Natayaa Blog : Citizen Journal ปากเสียงของคนไทยในต่างแดน</a> (0)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/interiorsiamcom-as-a-citizen-journal-blog" title="interiorsiam.com กับการเป็น Citizen Journal ของ “ช่างแบบ” (21 September 2008)">interiorsiam.com กับการเป็น Citizen Journal ของ “ช่างแบบ”</a> (6)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/blogger-and-bublic-communication" title="บล็อกเกอร์ ( Blogger) กับการสื่อสารสาธารณะ (Public Communication) (6 December 2008)">บล็อกเกอร์ ( Blogger) กับการสื่อสารสาธารณะ (Public Communication)</a> (1)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/citizen-journal-and-the-law-of-take-none-side" title="บล็อก เรือรบ เมืองมั่น สื่อภาคพลเมืองกับความเป็นกลางในสถานการณ์เลือกข้างทางการเมือง (7 December 2008)">บล็อก เรือรบ เมืองมั่น สื่อภาคพลเมืองกับความเป็นกลางในสถานการณ์เลือกข้างทางการเมือง</a> (4)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogologynet.com/nakrobnakrak-citizen-journal-takes-side/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>บล็อกเกอร์ ( Blogger) กับการสื่อสารสาธารณะ (Public Communication)</title>
		<link>http://blogologynet.com/blogger-and-bublic-communication</link>
		<comments>http://blogologynet.com/blogger-and-bublic-communication#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 06 Dec 2008 01:19:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator></dc:creator>
				<category><![CDATA[บล็อกศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[การสื่อสารสาธารณะ]]></category>
		<category><![CDATA[การเขียนบล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[จริยธรรมการสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[บล็อกศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[หลัการเขียนบล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[เนื้อหาบล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Blogology]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.blogologynet.com/?p=536</guid>
		<description><![CDATA[การสื่อสารสาธารณะ คือการส่งสื่อสารไปสู่คนเป็นจำนวนมาก ซึ่งสารที่ถูกส่งออกไปนั้นก่อให้เกิดผลต่อความคิด ความเชื่อ ทัศนคติของผู้รับสาร เช่น การพูด การปราศรัยของผู้นำทางการเมือง ผู้นำทางสังคม หรือบุคคลสาธารณะอื่นๆ ที่มีอิทธิพลต่อผู้คนในสังคม เป็นต้น เมื่อการสื่อสารสาธารณะมีผลต่อผู้รับสาร ดังนั้น ผู้ที่สื่อสารหรือเรียกว่านักสื่อสารสาธารณะต้องมีกฎในการควบคุมการสื่อสารของตนเอง กฎดังกล่าวนี้เรียกอาจว่า “จริยธรรม” ก็ได้ “คุณธรรม” หรือ “จรรยาบรรณ” ก็ได้
ดร.บุญรักษ์ บุญญะเขตมาลา นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนคนสำคัญคนหนึ่งของไทย ได้เสนอแนวคิด “ไวยากรณ์ทางจริยธรรม” สำหรับ “การสื่อสารสาธารณะ (Public Communication)” ไว้ในหนังสือ “ระหว่างกระจกกับตะเกียง” (หน้า 218-220) ไว้ 4 ประการ คือ

1. นักสื่อสารสาธารณะ จะต้องตระหนักว่า ณ นาทีที่เขาส่งสารสาธารณะออกไปนั้น เขาคือผู้ผูกขาดการนำเสนอข้อมูลและข้อคิดเห็นนั้นๆโดยไร้การแข่งขันใดๆ ดังนั้น สารของเขาควรจะเป็นอะไรที่บ่งบอกได้ว่า เขา (1) มีความรู้ในเรื่องนั้นๆดีเพียงพอ (2) เข้าใจประเด็นและนัยต่างๆของเนื้อสารที่เขานำเสนออย่างเหมาะสมกับกาลเทศะนั้นๆ (3) ตระหนักถึงระดับแห่งความน่าเชื่อถือของแหล่งอันเป็นที่มาของข้อมูลและบทสรุปในข้อคิดเห็นที่เขานำเสนอ และ (4) ยอมรับว่าเรื่องราวที่เขานำเสนออาจจะมีมุมมองอื่นๆได้อีกหลายด้านตามหลักของความหลากหลายทางความคิด [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>การสื่อสารสาธารณะ </strong>คือการส่งสื่อสารไปสู่คนเป็นจำนวนมาก ซึ่งสารที่ถูกส่งออกไปนั้นก่อให้เกิดผลต่อความคิด ความเชื่อ ทัศนคติของผู้รับสาร เช่น การพูด การปราศรัยของผู้นำทางการเมือง ผู้นำทางสังคม หรือบุคคลสาธารณะอื่นๆ ที่มีอิทธิพลต่อผู้คนในสังคม เป็นต้น เมื่อการสื่อสารสาธารณะมีผลต่อผู้รับสาร ดังนั้น ผู้ที่สื่อสารหรือเรียกว่านักสื่อสารสาธารณะต้องมีกฎในการควบคุมการสื่อสารของตนเอง กฎดังกล่าวนี้เรียกอาจว่า “จริยธรรม” ก็ได้ “คุณธรรม” หรือ “จรรยาบรรณ” ก็ได้</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>ดร.บุญรักษ์ บุญญะเขตมาลา</strong> นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนคนสำคัญคนหนึ่งของไทย ได้เสนอแนวคิด “ไวยากรณ์ทางจริยธรรม” สำหรับ “การสื่อสารสาธารณะ (Public Communication)” ไว้ในหนังสือ <strong>“ระหว่างกระจกกับตะเกียง”</strong> (หน้า 218-220) ไว้ 4 ประการ คือ</p>
<p style="text-align: justify;"><span id="more-536"></span></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>1. นักสื่อสารสาธารณะ </strong>จะต้องตระหนักว่า ณ นาทีที่เขาส่งสารสาธารณะออกไปนั้น เขาคือผู้ผูกขาดการนำเสนอข้อมูลและข้อคิดเห็นนั้นๆโดยไร้การแข่งขันใดๆ ดังนั้น สารของเขาควรจะเป็นอะไรที่บ่งบอกได้ว่า เขา (1) มีความรู้ในเรื่องนั้นๆดีเพียงพอ (2) เข้าใจประเด็นและนัยต่างๆของเนื้อสารที่เขานำเสนออย่างเหมาะสมกับกาลเทศะนั้นๆ (3) ตระหนักถึงระดับแห่งความน่าเชื่อถือของแหล่งอันเป็นที่มาของข้อมูลและบทสรุปในข้อคิดเห็นที่เขานำเสนอ และ (4) ยอมรับว่าเรื่องราวที่เขานำเสนออาจจะมีมุมมองอื่นๆได้อีกหลายด้านตามหลักของความหลากหลายทางความคิด ไม่ใช่อะไรที่มีด้านเดียว แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกมุมมองมีความถูกต้องเท่าๆกัน</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>2. นักสื่อสารสาธารณะ</strong> ควรจะคัดเลือกและนำเสนอสารของตนอย่างเป็นธรรม และอย่างเคารพความเที่ยงตรง โดยจะต้องซึมซับการใฝ่หาความยุติธรรมจนกลายเป็นนิสัย (habit of justice) ฉะนั้นเขาจะไม่เจาะจงตกแต่งหรือบิดเบือนความคิดตามลีลาของนักโฆษณาชวนเชื่อ ด้วยการตั้งใจหรือปกปิดหรือซ่อนเร้นจุดสำคัญๆ ซึ่งผู้รับสารจำเป็นต้องทราบในอันที่จะใช้เป็นหลักในการประเมินข้อมูลและข้อคิดเห็นของเขาได้อย่างถูกต้อง ภารกิจตลอดกาลของเขาคือการสร้างความเสมอภาคแห่งโอกาสของความคิดต่างๆ (equality of opportunity among ideas)</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>3. นักสื่อสารสาธารณะ </strong>ควรจะมีนิสัยที่ชอบตริตรองเรื่องราวเกี่ยวกับสาธารณะประโยชน์ ให้มากๆ จนกระทั่งเห็นว่าเรื่องส่วนรวมเป็นเรื่องใหญ่โตกว่าเรื่องส่วนตัว ในกรณีที่การนำเสนอของเขาจำเป็นต้องมีมุมมองเฉพาะของตนเอง เขาควรอยู่ในฐานะที่พร้อมจะเปิดเผยที่มาของข้อมูล และการก่อรูปของความคิดเห็นของตนอย่างตรงไปตรงมา รวมทั้งความพร้อมที่จะเปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบเจตนารมณ์ที่แท้จริงของตนได้ตามหลักของความโปร่งใสด้วย</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>4. เต็มใจที่จะรับฟังข้อมูลและข้อคิดเห็นอื่นๆ</strong> ที่ไม่เหมือนกับของตน ทว่าในท้ายที่สุด การสื่อสารของเขาเองจะต้องไม่ยินยอมสูญเสียหลักการที่เขาเชื่อมั่นว่าได้ผ่านการตริตรองมาเป็นอย่างดีแล้ว โดยไม่ประนีประนอมง่ายๆ นอกจากนี้ นักสื่อสารสาธารณะที่ทำงานของตนมาอย่างเต็มที่แล้ว จะต้องยินดีที่จะประจันหน้ากับการท้าทายใดๆมากกว่าการสมยอมอย่างผิดๆ</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>“นักสื่อสารสาธารณะ” </strong>ในความหมายของ ดร.บุญรักษ์ บุญญะเขตมาลา ในที่นี้ ไม่ใช่เพียงแค่สื่อสารมวลชน แต่รวมถึงบุคคลสาธารณะทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ผู้บริหารของรัฐและเอกชน ข้าราชการ นักวิชาชีพต่างๆ ที่จำเป็นต้องสื่อสารข้อความทางสังคมกับสาธารณชน ยกเว้นกิจกรรมที่เป็นความบันเทิงโดยตรงล้วนๆ ดังนั้น &#8220;บล็อกเกอร์&#8221; ที่จัดเป็น “ผู้สื่อข่าวภาคพลเมือง” ที่ใช้บล็อกซึ่งเป็น “สื่อภาคพลเมือง” เป็นช่องทางในการสื่อสาร ย่อมสังเคราะห์เข้าเป็นหนึ่งในบรรดานักสื่อสารสาธารณะด้วยเช่นกัน</p>
<p style="text-align: justify;">เมื่อบล็อกเกอร์เป็นหนึ่งในนักสื่อสารสาธารณะ ย่อมมีความรับผิดชอบในการสื่อสารของตน เพราะสารที่บล็อกเกอร์ส่งออกไปสู่สาธารณะนั้น มีผลต่อการรับรู้ของผู้คน ส่งผลต่อความคิด ความเชื่อ ทัศนคติของผู้รับสารไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอน ดังนั้น จริยธรรมของนักสื่อสารสาธารณะ ย่อมต้องเกี่ยวพันกับบล็อกเกอร์ด้วย</p>
<p style="text-align: justify;">เมื่อพิจารณาตามแนวคิดของ ดร.บุญรักษ์ บุญญะเขตมาลา ทั้ง 4 ข้อก็จะเห็นได้ว่า บล็อกเกอร์ที่สื่อสารกับสาธารณะผ่านบล็อกของตนนั้น สมควรที่จะต้องมีจริยธรรมและความรับผิดชอบเป็นอย่างยิ่ง เพราะบล็อกเกอร์มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการตัดสินใจว่าจะเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารใดออกไปสู่สาธารณะ แม้บล็อกจะเป็นสื่อส่วนบุคคล แต่ขอบเขตของการเผยแพร่นั้นกว้างขวาง เป้าหมายคือผู้อ่านที่เป็นสาธารณชนทั่วไป โดยการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารนั้นบล็อกเกอร์คือผู้ตัดสินใจทั้งรูปแบบและเนื้อหาของการสื่อสารทั้งสิ้น ตรงกับที่ ดร.บุญรักษ์ บุญญะเขตมาลากล่าวไว้ว่านักสื่อสารสาธารณะเป็น “ผู้ผูกขาดการนำเสนอข้อมูลและข้อคิดเห็นนั้นๆโดยไร้การแข่งขันใดๆ” บล็อกเกอร์ก็เช่นเดียวกัน เพราะเป็นผู้ผูกขาดการนำเสนอข้อมูลและข้อคิดเห็นผ่านบล็อกของตน</p>
<p style="text-align: justify;">บล็อกเกอร์จึงต้องมีจริยธรรมและความรับผิดชอบในการนำเสนอข้อมูล ข่าวสาร และความคิดเห็น ผ่านบล็อกของตน โดยสำนึกอยู่เสมอว่า สิ่งที่ตนนำเสนอนั้นจะเกิดผลกระทบต่อความคิด ความเชื่อ และทัศนคติของผู้คนอย่างแน่นอนไม่มากก็น้อย หากนำเสนอข้อมูลผิดๆ ย่อมเกิดความเข้าใจผิด นำไปสู่ความคิด ความเชื่อ และการกระทำที่ผิดๆด้วย เช่นเดียวกับสื่อประเภทอื่นๆ</p>
<p style="text-align: justify;">ในการนำเสนอข้อมูลและความคิดแต่ละครั้ง อย่างน้อยบล็อกเกอร์ควรจะพิจารณาให้ถ่องแท้ ตามแนวคิดที่ ดร.บุญรักษ์ บุญญะเขตมาลา ได้ให้ไว้ คือ</p>
<p style="text-align: justify;">1.คัดเลือกและนำเสนอสารอย่างเป็นธรรมและเคารพความเที่ยงตรง นั่นคือ เสนอข้อมูลและความคิดตามข้อเท็จจริง ไม่บิดเบือนตกแต่งข้อมูลให้คนอ่านเข้าใจผิดไปจากข้อเท็จจริง เพื่อประโยชน์ที่ซ่อนเร้นเอาไว้</p>
<p style="text-align: justify;">2.คิดถึงเรื่องประโยชน์ของสาธารณะให้มาก ก่อนที่จะเผยแพร่ข้อมูลและความคิดของตน นั่นคือ ประโยชน์ของผู้รับรู้ข้อมูลข่าวสาร คือผู้อ่านบล็อกนั่นเอง</p>
<p style="text-align: justify;">3.พร้อมที่จะรับฟังข้อโต้แย้งของผู้อ่าน และพร้อมที่จะอธิบายข้อสงสัยต่างๆอย่างเที่ยงตรง แม้ในที่สุดจะยืนยันสิ่งที่ตนนำเสนอต่อผู้อ่าน ก็กระทำด้วยเหตุผลที่น่าเชื่อถือ ตรวจสอบได้</p>
<p style="text-align: justify;">หากบล็อกเกอร์เชื่อว่าตนคือนักสื่อสารสาธารณะ ตามความหมายที่เสนอไว้ข้างต้นแล้ว การพิจารณาถึงจริยธรรม คุณธรรม จรรยาบรรณของนักสื่อสารธารณะเอาไว้ก็จะเป็นประโยชน์แก่ทั้งสาธารณะชนและตนเองเป็นอย่างยิ่ง แม้ในหมู่ผู้ที่ใช้บล็อกเป็นเครื่องมือในการแสวงหารายได้ ที่เรียกว่า Make Money Online ก็ดี Blog Marketing ก็ดี ย่อมต้องมีจริยธรรมของนักสื่อสารกำกับการทำงาน โดยซื่อตรงข้อมูล ข่าวสาร ของสินค้าและบริการที่นำเสนอแก่ผู้ใช้บริการของตน.</p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH"><span style="color: #993300;">[หากท่านใดเห็นว่าบทความนี้มีประโยชน์ สามารถนำไปเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆได้<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>โดยขอให้ทำลิงค์กลับมายังบทความนี้<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>แต่ขอความกรุณาอย่านำไปผลิตหรือจำหน่ายไม่ว่ารูปแบบใดๆเลยนะครับ]</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"> </p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH"><span style="color: #993300;"><span style="color: #000000;">อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้องกันเพิ่มเติม </span> : <a href="http://www.blogologynet.com/?p=304"><span style="color: #00658d;">บล็อกกับทฤษฎีการสื่อสาร</span></a></span></span></p>
<p class="akst_link"><a href="http://blogologynet.com/?p=536&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_536" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://blogologynet.com/blogology-introductory-1-what-is-blog" title="บล็อกศาสตร์เบื้องต้น (1) บล็อกคืออะไร (21 December 2008)">บล็อกศาสตร์เบื้องต้น (1) บล็อกคืออะไร</a> (3)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/why-you-write-blog" title="เขียนบล็อกทำไม เขียนเพื่ออะไร (14 September 2008)">เขียนบล็อกทำไม เขียนเพื่ออะไร</a> (10)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/blog-as-a-printing-issue" title="บล็อก : ทางเลือกในการเผยแพร่ผลงานของนักเขียน (25 March 2009)">บล็อก : ทางเลือกในการเผยแพร่ผลงานของนักเขียน</a> (2)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/nakrobnakrak-citizen-journal-takes-side" title="“นักรบนักรัก” : สื่อภาคพลเมืองกับการเลือกข้างอย่างมีสติปัญญา (9 December 2008)">“นักรบนักรัก” : สื่อภาคพลเมืองกับการเลือกข้างอย่างมีสติปัญญา</a> (4)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/interiorsiamcom-as-a-citizen-journal-blog" title="interiorsiam.com กับการเป็น Citizen Journal ของ “ช่างแบบ” (21 September 2008)">interiorsiam.com กับการเป็น Citizen Journal ของ “ช่างแบบ”</a> (6)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogologynet.com/blogger-and-bublic-communication/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>บล็อกหนอบล็อก! จะอะไรกันนักหนา</title>
		<link>http://blogologynet.com/blog-and-how-to-write</link>
		<comments>http://blogologynet.com/blog-and-how-to-write#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 19 Oct 2008 16:34:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator></dc:creator>
				<category><![CDATA[ศิลปะและกลยุทธ์]]></category>
		<category><![CDATA[การเขียนบล็อก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kosoltalk.com/?p=362</guid>
		<description><![CDATA[
เบื่อเขียนบล็อกบ้างไหมครับ?
อันที่จริงแล้ว เมื่อเราทำอะไรก็ตาม หากทำบ่อยๆก็จะเกิดความเคยชิน เมื่อเกิดความเคยชินนานๆเข้าก็กลายเป็นซ้ำซาก เมื่อซ้ำซากอยู่ไม่หายก็จะกลายเป็นความเบื่อหน่าย เมื่อเกิดความเบื่อหน่ายขึ้นแล้วหากกำจัดความเบื่อหน่ายไปไม่ได้ก็อาจเตรียมตัวสวัสดีลาก่อนกับเรื่องนั้นๆ
เหมือนยามรักน้ำต้มผักที่ขมๆก็ว่าหวาน แต่ยามหมดรักน้ำตาลหวานๆก็กลายเป็นน้ำต้มผักได้ การเขียนบล็อกก็เหมือนกัน!
คงมีบ้างแหละที่พวกเราชาวบล็อกมีบางช่วงที่เบื่อๆกับเรื่องเขียนบล็อกและอ่านบล็อก จากพฤติกรรมที่ว่างเมื่อไรก็เข้าบล็อก กลายมาเป็นว่าแม้ถึงเวลาอัพเดตก็ไม่อยากทำ เพราะเบื่อขึ้นมาเฉยๆ ไม่รู้ว่าจะทำไปหาพระแสงอันใด ชีวิตนี้ทำไมต้องบล็อก จะบล็อกอะไรกันนักหนา แค่งานที่ทำในหน้าที่ก็ปวดกะบาลแทบจะตายอยู่แล้ว
การเขียนบล็อกของแต่ละคนก็มีเหตุผลแตกต่างกันไป จุดประสงค์ในการคิด เค้น กลั่นกรองถ้อยคำเป็นเรื่องราวแล้วนำมาลงบล็อก ทั้งจุดประสงค์หลัก จุดประสงค์รอง ทั้งเปิดเผยทั้งซ่อนเร้นก็คงมีกันคนละหลายๆข้อ แต่ที่เหมือนกันก็คือ ต้องการให้คนอื่นๆรู้ว่าเราคิดอะไร ต้องการให้ใครๆรู้ว่าเรามีตัวตนอยู่ในโลกนี้ และที่สำคัญอยากทำประโยชน์ให้คนอื่นๆบ้าง ผ่านข้อเขียนของเรา
แต่อย่างที่บอก ทำไปๆบางทีก็คิดอะไรไม่ออก ทำให้เบื่อหน่ายเอาได้ จนพาลโมโหให้บล็อก อะไรๆกันนักหนา จะเขียนไปทำไมกันล่ะเว้ย มีคนอ่านสักคนไหมล่ะเนี่ย ฯลฯ
แต่แน่นอนว่า ร้อยทั้งร้อยแม้จะเบื่อแต่ก็ไม่มีใครอยากเลิกเขียนบล็อก เพียงแต่หงุดหงิดรำคาญ ดังนั้น จึงต้องหาวิธีแก้อาการเบื่อให้หมดไป ในที่นี้ ผมอยากจะแบ่งปันหนทางกำจัดความเบื่อซึ่งพิสูจน์มาแล้วว่าได้ผล อาทิ

• คิดว่าเป็นส่วนหนึ่งของงานในหน้าที่ ขึ้นชื่อว่างานนั้นแม้มันน่าเบื่อแต่ก็ต้องทำ การทำงานของเราก็ต้องรับผิดชอบเต็มที่ คือเบื่อแต่ก็ทำจนสุดฝีมือ การเขียนบล็อกก็เช่นกัน ถือเสียว่าเป็นงานที่เพิ่มขึ้นมาอีกอย่างหนึ่ง เบื่อก็ทำให้มันดีที่สุด ทำให้มันเสร็จไปเหมือนงานอื่นๆ
• คิดว่าเป็นการพูดกับเพื่อน ขึ้นชื่อว่าเพื่อนนั้นเมื่อเจอกันแม้จะเบื่อแค่ไหนก็ต้องคุยกัน ลองนึกถึงภาพสิครับว่า เราเบื่องานเต็มทีแล้วแต่พอได้คุยกับเพื่อนมันเหมือนกับได้ขึ้นสวรรค์ ดังนั้น การเขียนบล็อกเหมือนกำลังคุยกับเพื่อน โม้แหลกไปทุกเรื่อง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://blogologynet.com/wp-content/uploads/2008/10/blog-copy.jpg"><img class="alignleft alignnone size-full wp-image-363" style="float: left; margin: 0px; border: 0px;" title="blog-copy" src="http://blogologynet.com/wp-content/uploads/2008/10/blog-copy.jpg" alt="Blogs blog" width="254" height="212" /></a></p>
<p><strong>เบื่อเขียนบล็อกบ้างไหมครับ?</strong></p>
<p>อันที่จริงแล้ว เมื่อเราทำอะไรก็ตาม หากทำบ่อยๆก็จะเกิดความเคยชิน เมื่อเกิดความเคยชินนานๆเข้าก็กลายเป็นซ้ำซาก เมื่อซ้ำซากอยู่ไม่หายก็จะกลายเป็นความเบื่อหน่าย เมื่อเกิดความเบื่อหน่ายขึ้นแล้วหากกำจัดความเบื่อหน่ายไปไม่ได้ก็อาจเตรียมตัวสวัสดีลาก่อนกับเรื่องนั้นๆ</p>
<p>เหมือนยามรักน้ำต้มผักที่ขมๆก็ว่าหวาน แต่ยามหมดรักน้ำตาลหวานๆก็กลายเป็นน้ำต้มผักได้ การเขียนบล็อกก็เหมือนกัน!</p>
<p>คงมีบ้างแหละที่พวกเราชาวบล็อกมีบางช่วงที่เบื่อๆกับเรื่องเขียนบล็อกและอ่านบล็อก จากพฤติกรรมที่ว่างเมื่อไรก็เข้าบล็อก กลายมาเป็นว่าแม้ถึงเวลาอัพเดตก็ไม่อยากทำ เพราะเบื่อขึ้นมาเฉยๆ ไม่รู้ว่าจะทำไปหาพระแสงอันใด ชีวิตนี้ทำไมต้องบล็อก จะบล็อกอะไรกันนักหนา แค่งานที่ทำในหน้าที่ก็ปวดกะบาลแทบจะตายอยู่แล้ว</p>
<p>การเขียนบล็อกของแต่ละคนก็มีเหตุผลแตกต่างกันไป จุดประสงค์ในการคิด เค้น กลั่นกรองถ้อยคำเป็นเรื่องราวแล้วนำมาลงบล็อก ทั้งจุดประสงค์หลัก จุดประสงค์รอง ทั้งเปิดเผยทั้งซ่อนเร้นก็คงมีกันคนละหลายๆข้อ แต่ที่เหมือนกันก็คือ ต้องการให้คนอื่นๆรู้ว่าเราคิดอะไร ต้องการให้ใครๆรู้ว่าเรามีตัวตนอยู่ในโลกนี้ และที่สำคัญอยากทำประโยชน์ให้คนอื่นๆบ้าง ผ่านข้อเขียนของเรา</p>
<p>แต่อย่างที่บอก ทำไปๆบางทีก็คิดอะไรไม่ออก ทำให้เบื่อหน่ายเอาได้ จนพาลโมโหให้บล็อก อะไรๆกันนักหนา จะเขียนไปทำไมกันล่ะเว้ย มีคนอ่านสักคนไหมล่ะเนี่ย ฯลฯ</p>
<p>แต่แน่นอนว่า ร้อยทั้งร้อยแม้จะเบื่อแต่ก็ไม่มีใครอยากเลิกเขียนบล็อก เพียงแต่หงุดหงิดรำคาญ ดังนั้น จึงต้องหาวิธีแก้อาการเบื่อให้หมดไป ในที่นี้ ผมอยากจะแบ่งปันหนทางกำจัดความเบื่อซึ่งพิสูจน์มาแล้วว่าได้ผล อาทิ</p>
<p><span id="more-362"></span></p>
<p><strong>• คิดว่าเป็นส่วนหนึ่งของงานในหน้าที่ </strong>ขึ้นชื่อว่างานนั้นแม้มันน่าเบื่อแต่ก็ต้องทำ การทำงานของเราก็ต้องรับผิดชอบเต็มที่ คือเบื่อแต่ก็ทำจนสุดฝีมือ การเขียนบล็อกก็เช่นกัน ถือเสียว่าเป็นงานที่เพิ่มขึ้นมาอีกอย่างหนึ่ง เบื่อก็ทำให้มันดีที่สุด ทำให้มันเสร็จไปเหมือนงานอื่นๆ</p>
<p><strong>• คิดว่าเป็นการพูดกับเพื่อน </strong>ขึ้นชื่อว่าเพื่อนนั้นเมื่อเจอกันแม้จะเบื่อแค่ไหนก็ต้องคุยกัน ลองนึกถึงภาพสิครับว่า เราเบื่องานเต็มทีแล้วแต่พอได้คุยกับเพื่อนมันเหมือนกับได้ขึ้นสวรรค์ ดังนั้น การเขียนบล็อกเหมือนกำลังคุยกับเพื่อน โม้แหลกไปทุกเรื่อง ก็จะช่วยให้หายเบื่อได้เช่นกัน</p>
<p><strong>• คิดว่ากำลังสร้างประโยชน์แก่คนอื่น</strong> คนเรานั้นถ้าไม่ใช่ประเภทจอมมารสะท้านโลกันต์ หรือ มือสังหารไร้น้ำใจในนิยายกำลังภายใน ต่างล้วนแต่มีความสุขเมื่อได้ทำอะไรๆเพื่อคนอื่น แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆก็ตาม ดังนั้น หากเราคิดว่าการเขียนบล็อกที่เรากำลังเบื่อหน่ายอยู่นี้ เราได้สร้างประโยชน์แก่คนอื่น โดยเขียนสิ่งที่ดีมีประโยชน์ให้คนอ่าน ซึ่งอาจมีใครสักคนอ่านแล้วเกิดแรงบันดาลใจเปลี่ยนแปลงชีวิตให้ดีขึ้น ย่อมจะเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง แบบนี้ก็จะทำให้เรามีกำลังใจเขียนต่อไป</p>
<p><strong>• คิดว่ากำลังพักผ่อนหย่อนใจ</strong> ข้อนี้เป็นความจริงอย่างแน่นอน การเขียนเป็นการปลดปล่อยความคิด ระบายสิ่งที่อัดแน่นอยู่ในจิตใจของเราออกมา ทำให้เกิดความผ่อนคลาย ลดความเคร่งเครียด ทั้งยังเป็นการสร้างพลังให้เกิดขึ้นได้อีกด้วย เหมือนการพักผ่อนหย่อนใจ ฝรั่งจึงมีการบันทึกประจำวัน เพื่อเขียนเรื่องราวที่ได้พบเห็นในแต่ละวัน เมื่อได้ถ่ายเทจากภายในของเราไปไว้บนกระดาษ อะไรๆก็ดีขึ้นมากว่าเก็บเอาไว้แบบอัดอั้นตันใจ</p>
<p><strong>• หยุดเขียนไปสักระยะหนึ่ง</strong> ในกรณีที่เบื่อมากๆก็หยุดเขียนมันไปเลย ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับบล็อก ไม่ว่าจะเขียนหรืออ่าน หยุดใช้อินเตอร์เน็ตเลยยิ่งดี หากจำเป็นก็ใช้แค่เรื่องงาน เสร็จงานแล้วก็เลิกใช้ วิธีนี้ขอบอกว่า ไม่เกิน 7 วันอาการเบื่อจะหายไปแน่นอน อันที่จริงวันที่ 3 ก็เริ่มคิดถึงบล็อกแล้ว ผมเคยทำแบบนี้แบบหักดิบเสมอๆ ปรากฏว่าซมซานกลับมาหาบล็อกภายใน 7 วันทุกครั้ง</p>
<p>วิธีแก้เซ็งแก้เบื่อการเขียนบล็อกก็มีพอสังเขปดังที่ยกมาข้างต้น ขอย้ำว่าเป็นประสบการณ์ส่วนตัวของผมคนเดียวไม่เกี่ยวกับพันธมิตรหรือ นปก. นะครับ อาจไม่ได้ผลกับคนอื่นๆ หรือาจจะได้ผล ผมไม่กล้ารับประกัน ถ้าอยากรู้แน่ๆโดยไม่แพ้เด็กประถม 4 ก็ขอเชิญลองเอาไปใช้ดู</p>
<p><strong>ขอบคุณที่อ่านจนจบ และสวัสดีมีชัยในการเขียนบล็อกครับ.</strong></p>
<p class="akst_link"><a href="http://blogologynet.com/?p=362&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_362" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://blogologynet.com/interiorsiamcom-as-a-citizen-journal-blog" title="interiorsiam.com กับการเป็น Citizen Journal ของ “ช่างแบบ” (21 September 2008)">interiorsiam.com กับการเป็น Citizen Journal ของ “ช่างแบบ”</a> (6)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/how-many-entry-in-a-day-on-your-blog" title="เขียนบล็อกบ่อยแค่ไหนจึงดี (26 March 2009)">เขียนบล็อกบ่อยแค่ไหนจึงดี</a> (2)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/why-you-write-blog" title="เขียนบล็อกทำไม เขียนเพื่ออะไร (14 September 2008)">เขียนบล็อกทำไม เขียนเพื่ออะไร</a> (10)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/theprinciple-of-blog-content-writing" title="หลักการเขียนบล็อกเบื้องต้น (27 March 2009)">หลักการเขียนบล็อกเบื้องต้น</a> (6)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/down-load-free-ebook-blog-and-arts-of-blog" title="สวัสดีปีใหม่ เชิญรับ eBook บล็อกและศาสตร์แห่งบล็อกแทน ส.ค.ส. 2552 (1 January 2009)">สวัสดีปีใหม่ เชิญรับ eBook บล็อกและศาสตร์แห่งบล็อกแทน ส.ค.ส. 2552</a> (12)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogologynet.com/blog-and-how-to-write/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>5</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
