<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>BlogologyNet.com &#187; การสื่อสาร</title>
	<atom:link href="http://blogologynet.com/tag/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://blogologynet.com</link>
	<description>บล็อกศาสตร์และสื่อมวลชนออนไลน์,ทฤษฎีบล็อก,การเขียนบล็อก,บล็อกเกอร์,สื่อมวลชนออนไลน์,นิเทศศาสตร์ออนไลน์,สื่อสารมวลชนออนไลน์</description>
	<lastBuildDate>Sun, 11 Jul 2010 03:32:48 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>แตกบล็อกออกไปเป็น &#8220;สื่อและสาร&#8221;</title>
		<link>http://blogologynet.com/launching-media-blog</link>
		<comments>http://blogologynet.com/launching-media-blog#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 21 Jun 2010 15:38:16 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[สารพันข่าวบล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อสารมวลชน]]></category>
		<category><![CDATA[Media Blog]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blogologynet.com/?p=1009</guid>
		<description><![CDATA[ผมได้แยกเนื้อหาเกี่ยวกับสื่อสารมวลชนและนิเทศศาสตร์ ที่แทรกอยู่ใน blogologynet.comออกไปเป็นบล็อกสำหรับการสื่อสารโดยเฉพาะ คือ สื่อและสาร Thaimediaobserver.com เพื่อไม่ให้ปะปนกัน ง่ายแก่การค้นคว้าและใช้งานของผู้ที่สนใจด้านสื่อสารมวลชนซึ่งเป็นสื่อกระแสหลัก อาจมีเนื้อหาเกี่ยวกับบล็อกอยู่บ้าง ในกรณีที่พาดพึงถึงบล็อกกับสื่อมวลชน 
เนื้อหาเริ่มแรกของสื่อและสารก็ได้ยกเอาส่วนเฉพาะเรื่องสื่อมวลชนไปจาก blogologynet.com นี้เอง ผมได้ทำลิงก์เชื่อมโยงกันไว้ทั้งสองบล็อก  สามารถเข้าหาข้อมูลระหว่างสองบล็อกได้โดยสะดวก ดูที่ Blogroll ด้านขวามือนะครับ
ขอเชิญไปเยี่ยมชมได้ และขอขอบคุณที่เข้ามาใช้บริการ หากมีคำแนะนำใดก็ให้ไว้ด้วยนะครับ
ขอขอบคุณ
โกศล อนุสิม
Thai Share This

	เรื่องในหมวดเดียวกัน
	
	พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กราบแผ่นดิน : การใช้สื่อของมือระดับเทพ (0)
	ใครๆก็(ไม่)ชอบสื่อ (2)
	เหยื่อโอฐภัยจากการสื่อสารของ จักรภพ เพ็ญแข (4)
	หลุมพรางดักสื่อของสมัคร สุนทรเวช (0)
	หลักการเบื้องต้นการสื่อสารมวลชนออนไลน์ ตอนที่ 3 (0)


]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ผมได้แยกเนื้อหาเกี่ยวกับสื่อสารมวลชนและนิเทศศาสตร์ ที่แทรกอยู่ใน <a href="http://blogologynet.com">blogologynet.com</a>ออกไปเป็นบล็อกสำหรับการสื่อสารโดยเฉพาะ คือ สื่อและสาร <a href="http://thaimediaobserver.com">Thaimediaobserver.com</a> เพื่อไม่ให้ปะปนกัน ง่ายแก่การค้นคว้าและใช้งานของผู้ที่สนใจด้านสื่อสารมวลชนซึ่งเป็นสื่อกระแสหลัก อาจมีเนื้อหาเกี่ยวกับบล็อกอยู่บ้าง ในกรณีที่พาดพึงถึงบล็อกกับสื่อมวลชน </p>
<p>เนื้อหาเริ่มแรกของสื่อและสารก็ได้ยกเอาส่วนเฉพาะเรื่องสื่อมวลชนไปจาก <a href="http://blogologynet.com">blogologynet.com</a> นี้เอง ผมได้ทำลิงก์เชื่อมโยงกันไว้ทั้งสองบล็อก  สามารถเข้าหาข้อมูลระหว่างสองบล็อกได้โดยสะดวก ดูที่ Blogroll ด้านขวามือนะครับ</p>
<p>ขอเชิญไปเยี่ยมชมได้ และขอขอบคุณที่เข้ามาใช้บริการ หากมีคำแนะนำใดก็ให้ไว้ด้วยนะครับ</p>
<p>ขอขอบคุณ<br />
โกศล อนุสิม</p>
<p class="akst_link"><a href="http://blogologynet.com/?p=1009&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_1009" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://blogologynet.com/taksin-chinnawatra-and-media" title="พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กราบแผ่นดิน : การใช้สื่อของมือระดับเทพ (29 February 2008)">พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กราบแผ่นดิน : การใช้สื่อของมือระดับเทพ</a> (0)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/media-and-communications" title="ใครๆก็(ไม่)ชอบสื่อ (29 February 2008)">ใครๆก็(ไม่)ชอบสื่อ</a> (2)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/jakkapop-and-communication-fail" title="เหยื่อโอฐภัยจากการสื่อสารของ จักรภพ เพ็ญแข (21 May 2008)">เหยื่อโอฐภัยจากการสื่อสารของ จักรภพ เพ็ญแข</a> (4)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/samak-and-media" title="หลุมพรางดักสื่อของสมัคร สุนทรเวช (26 June 2008)">หลุมพรางดักสื่อของสมัคร สุนทรเวช</a> (0)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/the-principle-of-online-journalism-03" title="หลักการเบื้องต้นการสื่อสารมวลชนออนไลน์ ตอนที่ 3 (26 August 2009)">หลักการเบื้องต้นการสื่อสารมวลชนออนไลน์ ตอนที่ 3</a> (0)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogologynet.com/launching-media-blog/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>บทสำรวจจรรยาบรรณของสื่อมวลชนไทยและคำถามเรื่องจริยธรรม</title>
		<link>http://blogologynet.com/thai-mass-media-responsibility</link>
		<comments>http://blogologynet.com/thai-mass-media-responsibility#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 20 May 2009 03:33:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator></dc:creator>
				<category><![CDATA[สื่อสารมวลชน]]></category>
		<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[จรรยาบรรณสื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[จริยธรรมสื่อมวลชน]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.blogologynet.com/?p=848</guid>
		<description><![CDATA[
สื่อมวลชนมีหน้าที่ในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ให้ความรู้  สร้างความบันเทิง เผยแพร่เหตุการณ์ต่างๆให้ประชาชนได้รับรู้  ภายใต้กรอบแห่งจรรยาบรรณและจริยธรรม  ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชนหรือสาธารณชนได้ประโยชน์สูงสุด  จากข้อมูลข่าวสารที่สื่อได้เผยแพร่ออกมานั้น
บทความนี้มุ่งสำรวจข้อกำหนดเรื่องจรรยาบรรณของสื่อมวลชน รวมไปถึงจริยธรรม และการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ซึ่งจำกัดขอบเขตไว้ที่สื่อ 3 ประเภท คือ หนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์  เพราะเป็นสื่อที่เข้าถึงการรับรู้ของสาธารณชนอย่างกว้าง  มีอิทธิพลต่อการรับรู้ข่าวสารของประชาชน  และเป็นที่ยอมรับกันว่าเป็นสื่อกระแสหลักในปัจจุบัน  แม้จะมีสื่อสมัยใหม่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก เช่น สื่ออินเตอร์เน็ต  วิทยุชุมชน  โทรทัศน์ดาวเทียม เคเบิลทีวี  เป็นต้น แต่ก็ยังไม่สามารถเข้าถึงการรับรู้ของประชาชนอย่างกว้างขวางเท่าสื่อกระแสหลัก  จึงไม่นำมาเป็นส่วนหนึ่งของศึกษา  เว้นแต่จะกล่าวถึงบ้างในบางกรณีที่เกี่ยวข้องกัน

ก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหาของการสำรวจข้อกำหนดเรื่องจรรยาบรรณและจริยธรรมของสื่อมวลชน จะขอทำความเข้าใจเรื่องความหมายของจรรยาบรรณและจริยธรรมเพื่อความเข้าใจร่วมกันก่อน  ดังนี้
จรรยาบรรณ  พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525  ให้ความหมายว่า  “ประมวลความประพฤติที่ผู้ประกอบอาชีพการงานแต่ละอย่างกำหนดขึ้น เพื่อรักษาและส่งเสริมเกียรติคุณชื่อเสียงและฐานะของสมาชิก อาจเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ก็ได้” [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://blogologynet.com/wp-content/uploads/2009/05/media.jpg"><img class="alignleft size-full wp-image-849" style="border: 0pt none; margin: 10px 20px;" title="media" src="http://blogologynet.com/wp-content/uploads/2009/05/media.jpg" alt="media" width="178" height="207" /></a></p>
<p>สื่อมวลชนมีหน้าที่ในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ให้ความรู้  สร้างความบันเทิง เผยแพร่เหตุการณ์ต่างๆให้ประชาชนได้รับรู้  ภายใต้กรอบแห่งจรรยาบรรณและจริยธรรม  ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชนหรือสาธารณชนได้ประโยชน์สูงสุด  จากข้อมูลข่าวสารที่สื่อได้เผยแพร่ออกมานั้น</p>
<p>บทความนี้มุ่งสำรวจข้อกำหนดเรื่องจรรยาบรรณของสื่อมวลชน รวมไปถึงจริยธรรม และการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ซึ่งจำกัดขอบเขตไว้ที่สื่อ 3 ประเภท คือ หนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์  เพราะเป็นสื่อที่เข้าถึงการรับรู้ของสาธารณชนอย่างกว้าง  มีอิทธิพลต่อการรับรู้ข่าวสารของประชาชน  และเป็นที่ยอมรับกันว่าเป็นสื่อกระแสหลักในปัจจุบัน  แม้จะมีสื่อสมัยใหม่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก เช่น สื่ออินเตอร์เน็ต  วิทยุชุมชน  โทรทัศน์ดาวเทียม เคเบิลทีวี  เป็นต้น แต่ก็ยังไม่สามารถเข้าถึงการรับรู้ของประชาชนอย่างกว้างขวางเท่าสื่อกระแสหลัก  จึงไม่นำมาเป็นส่วนหนึ่งของศึกษา  เว้นแต่จะกล่าวถึงบ้างในบางกรณีที่เกี่ยวข้องกัน</p>
<p><span id="more-848"></span></p>
<p>ก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหาของการสำรวจข้อกำหนดเรื่องจรรยาบรรณและจริยธรรมของสื่อมวลชน จะขอทำความเข้าใจเรื่องความหมายของจรรยาบรรณและจริยธรรมเพื่อความเข้าใจร่วมกันก่อน  ดังนี้</p>
<p>จรรยาบรรณ  พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525  ให้ความหมายว่า  “ประมวลความประพฤติที่ผู้ประกอบอาชีพการงานแต่ละอย่างกำหนดขึ้น เพื่อรักษาและส่งเสริมเกียรติคุณชื่อเสียงและฐานะของสมาชิก อาจเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ก็ได้” ดังนั้น จรรยาบรรณของสื่อมวลชน จึงหมายถึงข้อบังคับหรือข้อตกลงร่วมกันของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนร่วมกันกำหนดขึ้น เพื่อเป็นแนวทางในการทำงาน  ในอันที่จะรักษาและส่งเสริมเกียรติคุณชื่อเสียงและฐานะของสมาชิก นั่นเอง</p>
<p>จริยธรรม  พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525  ให้ความหมายว่า  “ธรรมที่เป็นข้อประพฤติ ปฏิบัติ,ศีลธรรม,กฎศีลธรรม”  ดังนั้น จริยธรรมของสื่อมวลชนจึงหมายถึง ธรรมที่เป็นข้อประพฤติปฏิบัติของสื่อมวลชน ซึ่งก็คือ จรรยาบรรณของสื่อมวลชนนั่นเอง</p>
<p>จรรยาบรรณของสื่อมวลชนมีเจตนารมณ์เพื่อควบคุมให้สื่อมวลชน ทำงานอย่างเที่ยงตรงต่อข้อเท็จจริง ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ และยึดถือประโยชน์ของสาธารณชนเป็นใหญ่  ดังจะเห็นได้จากข้อกำหนดแห่งจรรยาบรรณของ สื่อมวลชนประเภทต่างๆที่ตราไว้อย่างละเอียด  ซึ่งหากสื่อมวลชนสามารถรักษาจริยธรรมของตนคือการปฏิบัติตามหลักแห่งจรรยาบรรณได้อย่างเต็มที่แล้ว  ย่อมจะหวังได้ว่า สาธารณชนคือคนรับข้อมูลข่าวสารย่อมจะได้ประโยชน์อย่างสูงสุดจากการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน</p>
<p>จรรยาบรรณของสื่อมวลชนไทยมีกำหนดไว้อย่างไรบ้างนั้น จะได้สำรวจโดยละเอียดในหัวข้อถัดไป</p>
<p><strong>จรรยาบรรณของสื่อมวลชนไทย</strong></p>
<p>ในเรื่องจริยธรรมของสื่อมวลชนไทยนี้  แต่ละประเภทมีองค์กรกำกับดูแลกันเองและมีการกำหนดจรรยาบรรณขึ้นไว้ให้สมาชิกปฏิบัติตาม  ดังนั้น จึงขอยกจรรยาบรรณของสื่อมวลชนประเภทต่างๆมาไว้โดยละเอียด ดังนี้</p>
<p><strong>1. จรรยาบรรณหนังสือพิมพ์</strong></p>
<p>กำหนดโดย สมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้กำหนด “จริยธรรมของสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย” เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2510 ไว้ดังนี้</p>
<p>(1) ความรับผิดชอบ (Responsibility) ได้แก่ ความรับผิดชอบต่อผลประโยชน์อันชอบธรรมของปัจเจกชน สถาบัน ประเทศชาติ ศาสนา และราชบัลลังก์ (ตรงกับหลักพุทธศาสนาคือ กิจญาณ)</p>
<p>(2) ความมีเสรีภาพ (Freedom) ได้แก่ เสรีภาพที่มีความรับผิดชอบกำกับ (ตรงกับหลักธรรมในพุทธสาสนาคือ ปวารณา หรือ ธรรมาธิปไตย)</p>
<p>(3) ความเป็นไท (Independence) ได้แก่ ความไม่ตกเป็นทาสของใครทั้งกายและจิตใจ โดยอามิสสินจ้างอื่นใด(ตรงกับหลักธรรมในพุทธศาสนาคือ ความไม่ตกเป็นทาสของอกุศลมูล)</p>
<p>(4) ความจริงใจ (Sincerity) ได้แก่ ความไม่มีเจตนาบิดเบือน ผิดพลาดต้องรีบแก้ไข (ตรงกับหลักธรรมในพุทธศาสนา คือ สัจจะ)</p>
<p>(5) ความเที่ยงธรรม (Impartiality) ได้แก่ ความไม่ลำเอียง หรือความไม่เข้าใครออกใคร (ตรงกับหลักธรรมในพุทธศาสนา คือ ความไม่มีอคติ 4 ประการ หมายถึง “ฉันทาคติ” ลำเอียงเพราะรัก “โทสาคติ” ลำเอียงเพราะชัง “ภยาคติ” ลำเอียงเพราะกลัว “โมหาคติ” ลำเอียงเพราะหลง)</p>
<p>(6) ความมีน้ำใจนักกีฬา (Fair Play) ได้แก่ การปฏิบัติดีงาม ไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล เว้นแต่จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะ (ตรงกับหลักธรรมในพุทธศาสนา คือ สุปฏิบัติ)</p>
<p>(7) ความมีมารยาท (Decency) ได้แก่ การใช้ภาษาและภาพที่ไม่หยาบโลนและลามกอนาจาร หรือส่อไปในทางดังกล่าว (ตรงกับหลักพุทธศาสนาคือ โสเจยยะ หรืออาจารย์สมบัติ)</p>
<p>นอกจาก “จริยธรรมของสามาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย” แล้ว ยังกำหนด “จรรยาบรรณหนังสือพิมพ์” ไว้อีก 7 ข้อ คือ</p>
<p>(1๑) การส่งเสริมและรักษาไว้ซึ่งเสรีภาพของหนังสือพิมพ์ เป็นภารกิจอันมีความสำคัญเหนืออื่นใดสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์</p>
<p>(2) การเสนอข่าว ภาพ หรือการแสดงความคิดเห็น ต้องเป็นไปด้วยความสุภาพ สุจริต ปราศจากความมุ่งหวังในประโยชน์ส่วนตนหรืออามิสสินจ้างใดๆ</p>
<p>(3) การเสนอข่าว ต้องเสนอแต่ความจริง พึงละเว้นการต่อเติมเสริมแต่ง หากปรากฏว่าข่าวใดๆไม่ตรงต่อความจริงต้องรีบแก้ไขโดยเร็ว</p>
<p>(4) การที่จะให้ได้ข่าว ภาพ หรือข้อมูลอย่างใดๆมาเป็นของตน ต้องใช้วิธีการที่สุภาพและซื่อสัตย์</p>
<p>(5) ต้องเคารพต่อความไว้วางใจที่ได้รับมอบหมายจากการปฏิบัติหน้าที่ในวิชาชีพของตน</p>
<p>(6) ต้องปฏิบัติหน้าที่ของตนโดยถือเอาสาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ ไม่ใช้ตำแหน่งหน้าที่แสวงหาประโยชน์ส่วนตน หรือหมู่คณะโดยมิชอบ</p>
<p>(7) ต้องไม่กระทำการใดๆอันเป็นการบั่นทอนเกียรติคุณของวิชาชีพหรือความสามัคคีของเพื่อนร่วมวิชาชีพ</p>
<p>(อ้างอิงจาก “ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสื่อมวลชน” เอกสารการสอน สาขาวิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช หน่วยที่ 9-15 )</p>
<p>ในส่วนของหนังสือพิมพ์นี้ นอกจาก จริยธรรมหรือจรรยาบรรณที่กำหนดโดย สามาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ดังข้างต้นแล้ว สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย ก็มี จรรยาบรรณของสามคมฯ ให้สมาชิกได้ยึดถือปฏิบัติเป็นหลักเดียวกัน ซึ่งใจความก็ไม่ต่างจากจรรยาบรรณของสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จึงไม่ได้ยกมาไว้ในที่นี้</p>
<p><strong>2. จรรยาบรรณสื่อวิทยุและโทรทัศน์</strong></p>
<p>กำหนดโดยสมาคมนักวิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ได้ตราประมวลจรรยาบรรณวิชาชีพนักจัดรายวิทยุและโทรทัศน์ เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2538 แบ่งเป็น 5 หมวด คือ หมวดทั่วไป หมวดจรรยาบรรณในการเสนอข่าว หมวดจรรยาบรรณในการแสดงความเห็นและการวิพากษ์วิจารณ์ หมวดจรรยาบรรณในการประกาศโฆษณา หมวดความประพฤติ ในที่นี้จะยกหมวดว่าด้วยการเสนอข่าว มาเป็นหลักในการพิจารณา คือ</p>
<p>(1) ไม่เสนอข่าวและภาพซึ่งรู้อยู่แก่ใจว่าเป็นเท็จ ไม่ว่าลักษณะใดๆ</p>
<p>(2)ไม่เสนอข่าวและภาพซึ่งทำให้ประชาชนเสียขวัญ เกิดการแตกแยกกระทบกระเทือนความมั่นคงแห่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และสัมพันธไมตรีอันดีระหว่างประเทศ</p>
<p>(3) ไม่เสนอข่าวและภาพลามกอนาจาร ซึ่งขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน</p>
<p>(4) ไม่เสนอข่าวลือและภาพไร้สาระ ชวนให้หลงเชื่องมงาย</p>
<p>(5)ไม่เสนอข่าวลือและภาพไร้สาระ</p>
<p>(6) ไม่สอดแทรกความเห็นใดๆของตนลงไปในข่าว</p>
<p>(7)ในกรณีคัดลอกข้อความจากหนังสือพิมพ์ หรือหนังสืออื่น ต้องแจ้งให้ทราบถึงแหล่งที่มาของข้อความนั้น</p>
<p>(8)  ภาษาที่ใช้ในการเสนอข่าวและการบรรยายภาพต้องสุภาพ ปราศจากความหมายในเชิงเหยียดหยาม กระทบกระเทียบ เปรียบเปรย เสียดสี</p>
<p>(9) ไม่ใช้การเสนอข่าวและภาพเป็นไปในทางโฆษณาตนเอง</p>
<p>(10) ไม่เสนอข่าวและภาพซึ่งขัดกับสาธารณประโยชน์ของประชาชน และสังคมประเทศชาติ</p>
<p>(11) ไม่เสนอข่าวและภาพซ้ำเติม ระบายสี บุคคล องค์กร สถาบัน ซึ่งตกเป็นข่าว</p>
<p>(12) ไม่เสนอข่าวและภาพ ในเชิงดูหมิ่นเหยียดหยามลัทธิความเชื่อศาสนาใดๆ</p>
<p>(13) พึงให้ความเคารพต่อสิทธิของบุคคล องค์กร และสถาบันอื่นตามกฎหมาย</p>
<p>(14) พึงรับผิดและแก้ไขโดยเปิดเผยและไม่ชักช้าถ้าเกิดความเสียหายแก่บุคคล องค์กร หรือสถาบัน ในการเสนอข่าวผิดพลาด คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง</p>
<p>(15) พึงละเว้นจากการรับอามิสสินจ้างใดๆ ให้ทำหรือละเว้นการกระทำเกี่ยวกับการเสนอข่าวตรงไปตรงมา</p>
<p>(อ้างอิงจาก “ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสื่อมวลชน” เอกสารการสอน สาขาวิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช หน่วยที่ 9-15 )</p>
<p><strong>3. จรรยาบรรณของทีวีสาธารณะไทย (TPBS)</strong></p>
<p>ทีวีสาธารณะไทย หรือ ชื่อเต็มว่า องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณแห่งประเทศไทย (Thai Public Broadcasting Services &#8211; TPBS) จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณแห่งประเทศไทย พ.ศ.2551 ได้กำหนดหลักแห่งจรรยาบรรณไว้ใน หมวด 3 ข้อบังคับจริยธรรมด้านวิชาชีพ  มาตรา 42 กำหนดให้คณะกรรมการนโยบายจัดทำข้อบังคับด้านจริยธรรมของวิชาชีพเกี่ยวกับการผลิตและการเผยแพร่รายการ โดยให้ครอบคลุมเนื้อหาสาระดังนี้</p>
<p>1. ความเที่ยงตรง ความเป็นกลางและความเป็นธรรม</p>
<p>2. ความเป็นอิสระของวิชาชีพ และความรับผิดชอบต่อสาธารณชน</p>
<p>3. การเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์  ความเป็นส่วนตัว และกาคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคล</p>
<p>4. การคุ้มครองเด็กและเยาวชนจารายการที่แสดงออกถึงความรุนแรง การกระทำอันผิดกำหมายหรือศีลธรรม อบายมุขและภาอันหยาบคาย</p>
<p>5. การปฏิบัติต่อเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายและผู้ที่อยู่ในภาวะเศร้าโศก</p>
<p>6. การจ่ายเงินแก่แหล่งข่าว การรับรางวัลหรือผลประโยชน์ตอบแทนเพื่อให้เสมอข่าว หรือมีส่วนร่วมในการกระทำใดอันกระทำให้ขาดความเป็นธรรมและความเป็นอิสระของวิชาชีพ</p>
<p>7. การปกป้องและปฏิบัติต่อแหล่งข่าวอย่างเป็นธรรม</p>
<p>ในวรรคสุดท้ายของมาตรา 42 นี้กำหนดให้คณะกรรมการนโยบายเผยแพร่ข้อบังคับด้านจริยธรรมที่จัดทำขึ้นตามมาตรานี้ต่อสาธารณชน</p>
<p>(ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 125 ตอน 8 ก  14 มกราคม 2551 หน้า 17)</p>
<p>ต่อมาคณะกรรมการนโยบายองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณแห่งประเทศไทย ได้ออกข้อบังคับเรื่องจริยธรรมตามมา 3 ฉบับ คือ</p>
<p>1.) ข้อบังคับองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณแห่งประเทศไทยว่าด้วยจริยธรรมของกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงาน พ.ศ.2551 ลงวันที่ 25 ธันวาคม 2551  มีสาระสังเขปคือ กำหนดจริยธรรมขององค์กร ให้กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานทุกคนต้องปฏิบัติหน้าที่ตามกที่กำหนดขึ้น คือ หลักผลประโยชน์สาธารณะ  หลักความเป็นอิสระ หลักสิทธิมนุษยชน หลักความสุจริต หลักความโปร่งใส หลักการยอมรับการตรวจสอบ หลักคุณธรรมของผู้นำ หลักความคุ้มค่า  และยังได้กำหนด จริยธรรมของกรรมการและผู้บริหารองค์กร  จริยธรรมของพนักงาน  มีเนื้อหาขยายความเพิ่มเติมจากจริยธรรมขององค์กรและกำหนดรายละเอียดการปฏิบัติงานให้แก่กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงาน</p>
<p>2.) ข้อบังคับองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณแห่งประเทศไทย ว่าด้วยจริยธรรมของวิชาชีพเกี่ยวกับการผลิต และการเผยแพร่รายการ พ.ศ.2552 ลงวันที่ 14 มกราคม 2552  ออกตามความในวรรค 2 มาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณแห่งประเทศไทย  พ.ศ.2551  เป็นการกำหนดข้อปฏิบัติของจริยธรรมด้านต่างๆที่ตราไว้ในมาตรา 42  รวมถึงการเพิ่มเติมจริยธรรมในการเสนอข่าวในเหตุการณ์ความขัดแย้ง การชุมนุม การประท้วง  การจลาจล การปะทะ การปราบปรามที่รุนแรง การก่อการร้ายและภาวะสงครามไว้ด้วย</p>
<p>3.) แนวทางปฏิบัติเพื่อธำรงจริยธรรมวิชาชีพการผลิต การจัดหาและการเผยแพร่รายการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณแห่งประเทศไทย  เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2552  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การผลิต การจัดหา และการเผยแพร่รายการขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณแห่งประเทศไทย มีคุณภาพและมาตรฐาน ถูกต้องตามเจตนารมณ์  โดยกำหนดแนวทางการปฏิบัติงานในกรณีต่างไว้โดยละเอียด</p>
<p>(ดูรายละเอียดข้อบังคับได้ที่เว็บไซต์ของ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณแห่งประเทศไทย  คือ http://www.thaipbs.or.th )</p>
<p><strong>4. แนวคิด “ไวยากรณ์ทางจริยธรรม” สำหรับ  “การสื่อสารสาธารณะ”</strong></p>
<p>แนวคิดไวยากรณ์ทางจริยธรรม สำหรับการสื่อสารธารณะนี้ นำเสนอโดย ดร.บุญรักษ์    บุญญะเขตมาลา  นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนคนสำคัญคนหนึ่งของไทย โดยได้เสนอบทความเรื่อง “ไวยากรณ์ทางจริยธรรม” สำหรับ  “การสื่อสารสาธารณะ (Public Communication)” ไว้ในหนังสือ “ระหว่างกระจกกับตะเกียง” (หน้า 218-220) ไว้ 4 ประการ คือ</p>
<p>1. นักสื่อสารสาธารณะ จะต้องตระหนักว่า ณ นาทีที่เขาส่งสารสาธารณะออกไปนั้น เขาคือผู้ผูกขาดการนำเสนอข้อมูลและข้อคิดเห็นนั้นๆโดยไร้การแข่งขันใดๆ ดังนั้น สานของเขาควรจะเป็นอะไรที่บ่งบอกได้ว่า เขา</p>
<p>(1) มีความรู้ในเรื่องนั้นๆดีเพียงพอ</p>
<p>2) เข้าใจประเด็นและนัยต่างๆของเนื้อสารที่เขานำเสนออย่างเหมาะสมกับกาลเทศะนั้นๆ</p>
<p>3) ตระหนักถึงระดับแห่งความน่าเชื่อถือของแหล่งอันเป็นที่มาของข้อมูลและบทสรุปในข้อคิดเห็นที่เขานำเสนอ และ</p>
<p>(4) ยอมรับว่าเรื่องราวที่เขานำเสนออาจจะมีมุมมองอื่นๆได้อีกหลายด้านตามหลักของความหลากหลายทางความคิด ไม่ใช่อะไรที่มีด้านเดียว แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกมุมมองมีความถูกต้องเท่าๆกัน</p>
<p>2. นักสื่อสารสาธารณะ ควรจะคัดเลือกและนำเสนอสารของตนอย่างเป็นธรรม และอย่างเคารพความเที่ยงตรง โดยจะต้องซึมซับการใฝ่หาความยุติธรรมจนกลายเป็นนิสัย (habit of justice) ฉะนั้นเขาจะไม่เจาะจงตกแต่งหรือบิดเบือนความคิดตามลีลาของนักโฆษณาชวนเชื่อ ด้วยการตั้งใจหรือปกปิดหรือซ่อนเร้นจุดสำคัญๆ ซึ่งผู้รับสารจำเป็นต้องทราบในอันที่จะใช้เป็นหลักในการประเมินข้อมูลและข้อคิดเห็นของเขาได้อย่างถูกต้อง ภารกิจตลอดกาลของเขาคือการสร้างความเสมอภาคแห่งโอกาสของความคิดต่างๆ (equality  of opportunity among ideas)</p>
<p>3.  นักสื่อสารสาธารณะ ควรจะมีนิสัยที่ชอบตริตรองเรื่องราวเกี่ยวกับสาธารณะประโยชน์ ให้มากๆ จนกระทั่งเห็นว่าเรื่องส่วนรวมเป็นเรื่องใหญ่โตกว่าเรื่องส่วนตัว ในกรณีที่การนำเสนอของเขาจำเป็นต้องมีมุมมองเฉพาะของตนเอง เขาควรอยู่ในฐานะที่พร้อมจะเปิดเผยที่มาของข้อมูล และการก่อรูปของความคิดเห็นของตนอย่างตรงไปตรงมา รวมทั้งความพร้อมที่จะเปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบเจตนารมณ์ที่แท้จริงของตนได้ตามหลักของความโปร่งใสด้วย</p>
<p>4. เต็มใจที่จะรับฟังข้อมูลและข้อคิดเห็นอื่นๆ ที่ไม่เหมือนกับของตน ทว่าในท้ายที่สุด การสื่อสารของเขาเองจะต้องไม่ยินยอมสูญเสียหลักการที่เขาเชื่อมั่นว่าได้ผ่านการตริตรองมาเป็นอย่างดีแล้ว โดยไม่ประนีประนอมง่ายๆ นอกจากนี้ นักสื่อสารสาธารณะที่ทำงานของตนมาอย่างเต็มที่แล้ว จะต้องยินดีที่จะประจันหน้ากับการท้าทายใดๆมากกว่าการสมยอมอย่างผิดๆ</p>
<p>ในกรณีนี้ ดร.บุญรักษ์    บุญญะเขตมาลา ได้ให้คำจำกัดความของ “นักสื่อสารสาธารณะ” ว่า ไม่ใช่เพียงแค่สื่อสารมวลชน แต่รวมถึงบุคคลสาธารณะทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ผู้บริหารของรัฐและเอกชน ข้าราชการ นักวิชาชีพต่างๆ ที่จำเป็นต้องสื่อสารข้อความทางสังคมกับสาธารณชน ยกเว้นกิจกรรมที่เป็นความบันเทิงโดยตรงล้วนๆ</p>
<p>แนวความคิด แนวคิดไวยากรณ์ทางจริยธรรมสำหรับการสื่อสารสาธารณะ ของ ดร.บุญรักษ์    บุญญะเขตมาลา ดังกล่าวนี้  น่าจะเป็นบทสรุปเรื่องจรรยาบรรณและจริยธรรมของสื่อมวลชนได้อย่างชัดเจนและได้ใจความครอบคลุมที่สุด ภายใต้การรับรองสิทธิและเสรีภาพในการเสนอข่าวสารของสื่อ ที่จะต้องเคารพกฎหมาย ระเบียบแบบแผนของสังคม มีความรับผิดชอบ ไม่ละเมิดผู้อื่น ความซื่อตรงต่อผู้มูลข่าวสาร ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่และต้องยึดถือประโยชน์แห่งสาธารณะเป็นหลัก</p>
<p>โดยหลักการแห่งจรรยาบรรณและจริยธรรมของสื่อนั้น  เป็นข้อกำหนดที่บังคับให้ผู้เกี่ยวข้องในฐานะสื่อมวลชนต้องปฏิบัติตาม  แต่ปัญหาก็คือ  มีการละเมิดจรรยาบรรณและจริยธรรมของสื่อทั้งแบบชัดแจ้งและแบบคลุมเครือ  ทำให้สาธารณะชนเกิดข้องสงสัยในความเที่ยงตรงและเป็นกลางอันเป็นหัวใจในการทำหน้าที่ของสื่อ  จึงเกิดคำถามต่อการทำหน้าที่ของสื่อขึ้นมาเสมอ  ซึ่งจะได้ตั้งข้อสังเกตเป็นคำถามในเรื่องจริยธรรมของสื่อมวลชนไว้ในบทความนี้ด้วย</p>
<p style="text-align: center;"><span style="color: #333399;"><strong>คำถามเรื่องจริยธรรมของสื่อมวลชน</strong></span></p>
<p>เมื่อได้สำรวจข้อกำหนดเรื่องจรรยาบรรณและจริยธรรมของสื่อมวลชนแล้ว สิ่งที่จะต้องพิจารณาต่อไปก็คือ ข้อกำหนดเรื่องจรรยาบรรณที่ตราออกมาโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลสื่อแต่ละประเภทแล้ว สื่อให้ความสำคัญหรือไม่ ปฏิบัติตามเพียงใด</p>
<p>สาธารณชนมักจะสงสัยและตั้งคำถามอยู่เสมอๆและบ่อยๆก็คือ สื่อมวลชนเคารพจรรยาบรรณ ทำตามจรรยาบรรณ และมีจริยธรรมเพียงใด  รวมไปถึงมีการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของสื่อ  และที่สำคัญก็คือ ดูเหมือนว่าสื่อกระทำการละเมิดจรรยาบรรณและไร้จริยธรรมในสายตาของสาธารณชนอยู่เสมอๆ แต่เมื่อมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมในการกระทำของสื่อ ข้ออ้างที่สื่อหยิบหยกขึ้นมาโต้แย้งก็คือ เรื่องเสรีภาพในการเผยแพร่ข่าวสาร หากมีการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งทางกฎหมายหรือทางสังคมต่อสื่อ สื่อก็มักโต้กลับว่าเป็นการคุกคามสื่อ</p>
<p>ดังนั้นจึงมีข้อที่จะต้องพิจารณาต่อว่า สื่อได้ใช้ข้ออ้างในเรื่องเสรีภาพการเสนอข่าวสารโดยเกินขอบเขตของจรรยาบรรณและจริยธรรมหรือไม่ เพราะในข้อกำหนดของจรรยาบรรณแลจริยธรรมนั้น แม้จะรับรองสิทธิเสรีภาพของสื่อ แต่ก็ต้องมีความรับผิดชอบควบคู่กันไปด้วย</p>
<p>สิ่งที่สาธารณชนมักหยิบยกขึ้นมาตั้งข้อสงสัยต่อการทำงานของสื่อ ว่ามีการการละเมิดจรรยาบรรณหรือจริยธรรมของสื่อ หรือหมิ่นเหม่ต่อการละเมิดมีอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งในสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์ ดังเช่น</p>
<p>1. การเสนอภาพลามกอนาจาร สื่อในปัจจุบันได้เสนอภาพและเรื่องราวที่หมิ่นเหม่ต่อการละเมิดข้อนี้มากที่สุด ตัวอย่างก็คือ สื่อสิ่งพิมพ์ตีพิมพ์ภาพการแต่งตัวที่ไม่เหมาะสมของนักแสดงทั้งหลาย ทั้งภาพปกติที่นุ่งน้อยห่มน้อยพร้อมเรื่องราวการใช้ชีวิตที่เกี่ยวข้องกับเรื่องทางเพศ และภาพที่เข้าข่ายลามกอนาจารโดยตรงที่เรียกกันว่า “ภาพหลุด” นั้นเหมาะสมหรือไม่ ด้านสื่อโทรทัศน์ก็จัดทำรายการที่มีเรื่องราวทางเพศที่ไม่เหมาะสม ดังที่เคยเกิดขึ้นในรายการทอล์คโชว์รายการหนึ่ง ที่ผู้ร่วมรายการได้พูดถึงเรื่องการมีเพศสัมพันธ์อย่างสนุกปาก โดยมีผู้ดำเนินรายการคอยผสมโรงอย่างสนุกสนาน กรณีเช่นนี้จะเข้าข่ายละเมิดจรรยาบรรณหรือไม่ หากใช่ จะมีการจัดการอย่างไรกับสื่อที่ละเมิด หากไม่ใช่ ก็ต้องให้ความหมายของคำว่า “ลามกอนาจาร” ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น</p>
<p>2. ภาพการก่ออาชญกรรม ที่แสดงให้เห็นถึงการใช้ความรุนแรง หรือผลจาการใช้ความรุนแรง ดังที่เกิดขึ้น 2 กรณีที่โด่งดังคือ  กรณีแรก การฆาตกรรม พนักงานรักษาความปลอดภัยและหญิงสาวรวม 2 ศพ โดยคนร้ายที่เป็นแฟนเก่าของหญิงสาว โดยกล้องโทรทัศน์วงจรปิดบันทึกภาพไว้ได้  เหตุเกิดที่จังหวัดปราจีนบุรี เมื่อวันที่ วันที่ 8 มกราคม 2552 ต่อมาสถานีโทรทัศน์ทุกแห่งได้นำภาพจากกล้องโททัศน์วงจรปิดดังกล่าวมาเผยแพร่ผ่านรายการข่าว โดยเผยแพร่ซ้ำๆ วันละหลายเวลาเป็นเวลาวัน และสื่อสิ่งพิมพ์ก็นำภาพนิ่งไปเผยแพร่แทบทุกฉบับโดยไม่ปิดบัง กรณีต่อมาก็คือ ภาพศีรษะชาวต่างชาติห้อยอยู่ที่ราวสะพานพระราม 8 โดยในเบื้องต้นสันนิษฐานว่าถูกฆาตกรรม เหตุเกิดเมื่อวันที่  22 กุมภาพันธ์ 2552 ซึ่งสถานีโทรทัศน์และสื่อสิ่งพิมพ์นำไปเผยแพร่ในลักษณะเดียวกันกับกรณีฆาตกรรม 2 ศพที่ จังหวัดปราจีนบุรี  สองกรณีดังกล่าวนี้เกิดการตั้งคำถามอย่างกว้างขวางว่า สื่อทำเหมาะสมหรือไม่ ถูกต้องตามข้อกำหนดแห่งจรรยาบรรณหรือไม่</p>
<p>3. การไม่ใช้หน้าที่ไปในทางรับอามิสสินจ้าง เพื่อให้กระทำหรือไม่กระทำการเผยแพร่ข่าวสารอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อประโยชน์ของผู้ให้อามิส ซึ่งขัดต่อจรรยาบรรณว่าด้วยการรักษาประโยชน์แห่งสาธารณะด้วยนั้น ปัจจุบันสื่อเป็นองค์กรธุรกิจที่แสวงหารายได้เพื่อสร้างกำไร และรายได้หลักก็มาจากการโฆษณาสินค้าและบริการขององค์กรธุรกิจต่างๆ หากองค์กรนั้นทำสิ่งที่ไม่ดีไม่งาม สร้างความเสียหายแก่สาธารณะ สื่อจะกล้าเปิดโปงหรือไม่ เพราะการเปิดโปงนั้นอาจสร้างความไม่พอใจแก่องค์กรธุรกิจดังกล่าว อาจนำมาซึ่งการถอนโฆษณาในสื่อ ทำให้สื่อขาดรายได้ไป</p>
<p>ในกรณีนี้สื่อมักถูกกล่าวหาหรือตั้งข้อสงสัยอยู่เสมอ ว่าละเว้นการทำหน้าที่ของสื่อ หรือทำไปอย่างไม่เต็มใจ เพราะต้องรักษาผลประโยชน์ทางธุรกิจของตนเอาไว้ ยิ่งปัจจุบันสื่อเองก็เป็นองค์กรธุรกิจหน่วยหนึ่ง แสวงหารายได้จากการทำธุรกิจโดยมีสินค้าคือข้อมูลข่าวสาร ดังนั้น หากข้อมูลข่าวสารมีผลกระทบต่อคู่สัญญาทางธุรกิจ ที่สนับสนุนการโฆษณาในสื่อ โอกาสที่สื่อจะละเลยหน้าที่ย่อมมีมากขึ้น นำไปสู่การเสียประโยชน์ของสาธรณชน อันเป็นการละเมิดจรรยาบรรณอย่างชัดเจน เมื่อเกิดข้อสงสัยขึ้นมา ส่วนมากแล้ว เรื่องก็มักจะจางหายไปโดยไม่มีการสืบสาวราวเรื่องใดๆ</p>
<p>4. การเคารพผู้อื่น ในข้อนี้ สื่อมักจะถูกตั้งคำถามอยู่เสมอว่า ชอบเสนอข่าวในลักษณะล่วงละเมิดผู้อื่น โดยเฉพาะในสื่อบันเทิง ที่เน้นการเสนอข่าวในลักษณะหวือหวา ตื่นเต้น เร้าใจ ซึ่งข่าวที่ปรากฏนั้นมักมีผลด้านลบแก่ผู้ที่ตกเป็นข่าว เมื่อมีกรณีเช่นนี้เกิดขึ้น สื่ออื่นและองค์กรวิชาชีพทางสื่อมักไม่ให้ความสนใจ ผู้ได้รับความเสียหายต้องฟ้องร้องคดีความเพื่อขอความยุติธรรมจากศาล ผลปรากฏว่าสื่อเป็นฝ่ายพ่ายแพ้มากกว่าชนะ หรือมีการประนีประนอมยอมความในศาลโดยสื่อยอมรับผิด สื่ออื่นๆที่นอกเหนือจากสื่อบันเทิงก็มีคดีความฟ้องร้องในลักษณะเช่นนี้เสมอ ที่มากที่สุดก็คือคดีหมิ่นประมาท มีทั้งสื่อเป็นผู้แพ้และผู้ชนะ</p>
<p>การเกิดขึ้นของเหตุการณ์ดังที่กล่าวมานั้น สื่อด้วยกันเองหรือองค์กรวิชาชีพทางสื่อมักเลือกที่จะนิ่งเฉยมากกว่าการวิพากษ์วิจารณ์สื่อด้วยกัน ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า ที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะสื่อยึดมั่นในจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพข้อหนึ่ง ที่กำหนดให้สื่อ “ไม่กระทำการใดๆอันเป็นการบั่นทอนเกียรติคุณของวิชาชีพหรือความสามัคคีของเพื่อนร่วมวิชาชีพ” ตามที่กำหนดไว้ใน “จรรยาบรรณหนังสือพิมพ์” เข้ากับคำกล่าวที่มักได้ยินเสมอในหมู่คนทำสื่อว่า “แมลงวันย่อมไม่ตอมแมลงวันด้วยกัน” หากเป็นเช่นนี้จริงก็นับว่าเป็นการแปรเจตนารมณ์ของจรรยาบรรณผิดจากความเป็นจริงมากที่สุด</p>
<p>5. การเสนอข้อมูลไม่ตรงกับความเป็นจริง หรือไม่ชัดเจน หรือบิดเบือนเพื่อการณ์ใดการณ์หนึ่ง  ซึ่งมีตัวอย่างหลายกรณี อาทิ กรณีสถานีโทรทัศน์ไอทีวีเสนอรายงานเรื่องบั้งไฟพญานาคว่าเป็นสิ่งที่คนทำขึ้น ไม่ใช่เกิดจากพญานาคตามที่คนเชื่อกัน โดยบอกว่าเกิดจากการยิงปืนขึ้นฟ้าของชาวลาวเพื่อฉลองเทศกาลออกพรรษา โดยได้เสนอรายงานนี้ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2545  จึงเกิดการตั้งข้อสงสัยและวิพากษ์วิจารณ์ถึงการทำงานของสถานีโทรทัศน์ไอทีวีว่า นำเสนอข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือ ถึงขนาดมีการกล่าวหาว่าไอทีวีเรื่องขึ้นมาเอง หรือที่เรียกกันว่า “เต้าข่าว” มีการสอบสวนข้อเท็จจริงเรื่องนี้ แต่เรื่องก็เงียบหายไปในที่สุด และอีกกรณีหนึ่งก็คือ การนำเสนอข่าวของสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เมื่อคืนวันที่ 2 พฤศจิกายน 2551 โดยระบุว่า กลุ่มคนเสื้อแดงจาก จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับเงินค่าจ้างจากนักการเมืองท้องถิ่นรายละ 2,000-3,000 บาท เพื่อจูงใจให้ไปร่วมรายการ &#8220;ความจริงวันนี้&#8221; ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน กรุงเทพฯ ในวันที่ 1 พฤศจิกายน โดยแจกแจงว่า เงินจำนวนดังกล่าวแบ่งเป็นค่าเบี้ยเลี้ยงวันละ 500 บาท ค่าอาหารอีกวันละ 200 บาท เป็นเวลา 5 วัน  ซึ่งได้สร้างความไม่พอใจแก่กลุ่มคนเสื้อแดงจังหวัดเชียงใหม่  จนถึงขนาดรวมตัวกันปิดล้อมสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสเชียงใหม่ เรียกร้องให้ผู้บริหารออกมากล่าวคำขอโทษ  จนในที่สุดฝ่ายบริหารต้องทำตามข้อเรียกร้อง เหตุการณ์จึงสงบลง</p>
<p>ทั้งหมดนี้คือตัวอย่างของการละเมิดหรือหมิ่นเหม่ต่อการละเมิดจรรยาบรรณของสื่อ ซึ่งเป็นปัญหาเหล่านี้ท้าทายต่อการทำงานของสื่อในยุคปัจจุบัน  ที่จะต้องแข่งขันกันนำเสนอข่าวสารให้รวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์และนำหน้าคู่แข่ง ที่มีทั้งสื่อกระแสหลักด้วยกันและสื่อแขนงใหม่ๆเช่น  สื่ออินเตอร์เน็ต  วิทยุออนไลน์  โทรทัศน์ผ่านดาวเทียม  ทั้งยังจะต้องรักษารายได้อันเกิดจากการโฆษณาประชาสัมพันธ์ซึ่งเป็นรายได้หลัก ซึ่งจะต้องระมัดระวังไม่ให้การเสนอข่าวเกิดกระทบกระทั่งกับผู้ลงโฆษณา  ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าสื่อในยุคปัจจุบันนี้มีโอกาสที่จะละเมิดต่อจรรยาบรรณ จริยธรรมแห่งวิชาชีพของตน  และต่อแนวคิดไวยากรณ์ทางจริยธรรมอันครอบคลุมหลักแห่งจรรยาบรรณและจริยธรรมทั้งหลายทั้งปวงของสื่อมวลชน</p>
<p>แต่คำถามที่สำคัญยิ่งก็คือ เมื่อปรากฏชัดแจ้งว่าสื่อมวลชนละเมิดจรรยาบรรณและจริยธรรมแห่งวิชาชีพโดยชัดแจ้งแล้ว  ไม่ว่าจะเป็นสื่อกระแสหลัก หรือสื่อกระแสรองที่ยังเป็นสื่อแขนงใหม่ๆ  ใครหรือหน่วยงานใดจะเป็นผู้รับผิดชอบในการลงโทษ หรือจะปล่อยให้องค์กรของสื่อควบคุมกันเอง  ซึ่งเท่าที่ผ่านมา การลงโทษสื่อในกรณีละเมิดจรรยาบรรณและจริยธรรมนั้น  ไม่มีรูปธรรมที่ชัดเจน ยกเว้นในกรณีที่เป็นคดีขึ้นสู่ชั้นศาล  ซึ่งจะต้องเป็นไปตามคำพิพากษาของศาล</p>
<p>นี่นับเป็นคำถามหรือเป็นโจทย์ที่ท้าทายยิ่ง ต่อสาธารณชนที่เป็นผู้รับผลจากการกระทำของสื่อมวลชน ว่าจะจัดการกับความบกพร่องของสื่อมวลชนอย่างไร และต่อองค์กรสื่อมวลชนรวมถึงตัวสื่อมวลชนเองด้วย ว่าจะจัดการกับตัวเองอย่างไรเพื่อให้คงไว้ซึ่งจรรยาบรรณและจริยธรรมแห่งวิชาชีพของตน.</p>
<p>
<p><script type="text/javascript">
<!--
ad_partner="200808194329222";
ad_website="2009051996171953";
ad_zone="2009052026762959";
ad_format="20080422569846860";
ad_type="tm";
ad_color_border="FFFFFF";
ad_color_bg="FFFFFF";
ad_background="";
ad_color_title="0000CC";
ad_color_text="000000";
ad_color_url="22608F";
//-->
</script><br />
<script type="text/javascript" src="http://ads.bumq.com/ad_show2.js"></script></p>
<p>
<p class="akst_link"><a href="http://blogologynet.com/?p=848&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_848" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://blogologynet.com/media-and-communications" title="ใครๆก็(ไม่)ชอบสื่อ (29 February 2008)">ใครๆก็(ไม่)ชอบสื่อ</a> (2)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/media-massage-political-communications" title="ปรากฏการณ์ขาประจำ: “สื่อ” และ “สาร” ทางการเมืองของประชาชน (29 February 2008)">ปรากฏการณ์ขาประจำ: “สื่อ” และ “สาร” ทางการเมืองของประชาชน</a> (1)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/media-and-news-writing" title="บางถ้อยคำใน “ผู้จัดการ” เป็นสิ่งสมควรที่จะปรากฏใน “สื่อสาธารณะ” หรือไม่ (16 May 2008)">บางถ้อยคำใน “ผู้จัดการ” เป็นสิ่งสมควรที่จะปรากฏใน “สื่อสาธารณะ” หรือไม่</a> (0)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/media-rule-and-law-02-post" title="นวัตกรรมสื่อ : เทคโนโลยี พฤติกรรม และ จริยธรรมของสื่อมวลชน (2-จบ) (20 May 2008)">นวัตกรรมสื่อ : เทคโนโลยี พฤติกรรม และ จริยธรรมของสื่อมวลชน (2-จบ)</a> (0)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/thai-mass-media" title="ก้าวที่กล้าของสื่อมวลชนไทย : บทพิสูจน์การเป็นสื่อมวลชนที่แท้ (20 May 2009)">ก้าวที่กล้าของสื่อมวลชนไทย : บทพิสูจน์การเป็นสื่อมวลชนที่แท้</a> (0)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogologynet.com/thai-mass-media-responsibility/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ก้าวที่กล้าของสื่อมวลชนไทย : บทพิสูจน์การเป็นสื่อมวลชนที่แท้</title>
		<link>http://blogologynet.com/thai-mass-media</link>
		<comments>http://blogologynet.com/thai-mass-media#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 20 May 2009 03:08:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator></dc:creator>
				<category><![CDATA[สื่อสารมวลชน]]></category>
		<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อมวลชน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.blogologynet.com/?p=842</guid>
		<description><![CDATA[สื่อมวลชนเป็นดัชนีชี้วัดสภาพของสังคมได้อย่างหนึ่ง  เพราะสื่อมวลชนเป็นทั้งด่านหน้าในการต่อสู้เพื่อความชอบธรรมของสาธารณชนและเป็นทั้งกระจกเงาสะท้อนภาพความเป็นจริงของสังคมอย่างตรงไปตรงมา ทั้งนี้ ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า สื่อมวลชนมีความกล้าหาญทางจริยธรรม โดยยึดมั่นในจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพของตน
สื่อมวลชนมีส่วนอย่างสำคัญในการสร้างมติมหาชนผ่านข้อมูลข่าวสารที่เผยแพร่ออกไปอย่างกว้างขวางทำให้เกิดการรับรู้ร่วมกันของสาธารณชน  โดยสื่อมวลชนกระแสหลักในปัจจุบันอันได้แก่ สื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์  ยังคงมีบทบาทอันสำคัญยิ่งในการถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารไปสู่สาธารณชน  ทั้งยังมีมีอิทธิพลต่อการรับรู้ และสร้างความเชื่อถือแก่ผู้รับข่าวสาร จนนำไปสู่การสร้างมติมหาชนต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้
เมื่อเป็นเช่นนี้  สื่อจึงกลายเป็นเครื่องมือที่บุคคล กลุ่มคน องค์กรทั้งหลาย ใช้เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่เอื้อประโยชน์แก่ตน ซึ่งในหลายกรณีกระทำโดยการครอบงำการทำงานของสื่อในรูปแบบต่างๆ  ทั้งเพื่อให้สื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ตนเองต้องการให้เผยแพร่ หรือไม่ให้เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่จะส่งผลในทางที่ไม่ดีแก่ตนเอง  ซึ่งเรียกพฤติกรรมเช่นนี้ว่าเป็นการแทรกแซงสื่อ  และการแทรกแซงสื่อที่ชัดเจนที่สุดก็คือจากผู้กุมอำนาจรัฐอันได้แก่รัฐบาล  ดังปรากฏมาแล้วทั่วโลกทั้งในอดีตและปัจจุบัน

การแทรกแซงสื่อดังกล่าว หากสื่อยอมทำตามไม่ว่าจะโดยเหตุผลใดย่อมส่งผลให้สื่อทำหน้าที่บิดเบือนไปจากจรรยาบรรณและจริยธรรมแห่งวิชาชีพอย่างแน่นอน  ผลจากการกระทำเช่นนั้นย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่สาธารณชน  โดยเฉพาะเมื่อสื่อตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองหรือทำตัวรับใช้ผู้มีอำนาจทางการเมืองที่กุมอำนาจรัฐ
ในทางตรงกันข้าม หากสื่อไม่ยอมรับการครอบงำ  โดยยึดหลักจรรยาบรรณและจริยธรรมแห่งวิชาชีพ สื่อก็เป็นด่านหน้าในการสร้างและพิทักษ์ความชอบธรรม  ไม่ให้ผู้มีอำนาจใช้อำนาจไม่ชอบธรรมแก่สาธารณชน  โดยการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ความรู้ ข้อเท็จจริง อันเป็นประโยชน์ให้สาธารณชนรับรู้และเข้าใจ รวมถึงเป็นปากเป็นเสียงให้แก่สาธารณชน
ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานของสื่อมวลชน  มีทั้งสื่อที่ยึดมั่นในจรรยาบรรณและจริยธรรมแห่งวิชาชีพ โดยได้ทำหน้าที่อย่างซื่อตรง  และมีทั้งสื่อที่สมยอมต่ออำนาจที่เข้ามาแทรกแซงครอบงำ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://blogologynet.com/wp-content/uploads/2009/05/sangchaisuntornwat.jpg"><img class="alignleft size-full wp-image-843" style="border: 0pt none; margin: 10px 20px;" title="sangchaisuntornwat" src="http://blogologynet.com/wp-content/uploads/2009/05/sangchaisuntornwat.jpg" alt="sangchaisuntornwat" width="225" height="314" /></a>สื่อมวลชนเป็นดัชนีชี้วัดสภาพของสังคมได้อย่างหนึ่ง  เพราะสื่อมวลชนเป็นทั้งด่านหน้าในการต่อสู้เพื่อความชอบธรรมของสาธารณชนและเป็นทั้งกระจกเงาสะท้อนภาพความเป็นจริงของสังคมอย่างตรงไปตรงมา ทั้งนี้ ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า สื่อมวลชนมีความกล้าหาญทางจริยธรรม โดยยึดมั่นในจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพของตน</p>
<p>สื่อมวลชนมีส่วนอย่างสำคัญในการสร้างมติมหาชนผ่านข้อมูลข่าวสารที่เผยแพร่ออกไปอย่างกว้างขวางทำให้เกิดการรับรู้ร่วมกันของสาธารณชน  โดยสื่อมวลชนกระแสหลักในปัจจุบันอันได้แก่ สื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์  ยังคงมีบทบาทอันสำคัญยิ่งในการถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารไปสู่สาธารณชน  ทั้งยังมีมีอิทธิพลต่อการรับรู้ และสร้างความเชื่อถือแก่ผู้รับข่าวสาร จนนำไปสู่การสร้างมติมหาชนต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้</p>
<p>เมื่อเป็นเช่นนี้  สื่อจึงกลายเป็นเครื่องมือที่บุคคล กลุ่มคน องค์กรทั้งหลาย ใช้เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่เอื้อประโยชน์แก่ตน ซึ่งในหลายกรณีกระทำโดยการครอบงำการทำงานของสื่อในรูปแบบต่างๆ  ทั้งเพื่อให้สื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ตนเองต้องการให้เผยแพร่ หรือไม่ให้เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่จะส่งผลในทางที่ไม่ดีแก่ตนเอง  ซึ่งเรียกพฤติกรรมเช่นนี้ว่าเป็นการแทรกแซงสื่อ  และการแทรกแซงสื่อที่ชัดเจนที่สุดก็คือจากผู้กุมอำนาจรัฐอันได้แก่รัฐบาล  ดังปรากฏมาแล้วทั่วโลกทั้งในอดีตและปัจจุบัน</p>
<p><span id="more-842"></span></p>
<p>การแทรกแซงสื่อดังกล่าว หากสื่อยอมทำตามไม่ว่าจะโดยเหตุผลใดย่อมส่งผลให้สื่อทำหน้าที่บิดเบือนไปจากจรรยาบรรณและจริยธรรมแห่งวิชาชีพอย่างแน่นอน  ผลจากการกระทำเช่นนั้นย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่สาธารณชน  โดยเฉพาะเมื่อสื่อตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองหรือทำตัวรับใช้ผู้มีอำนาจทางการเมืองที่กุมอำนาจรัฐ</p>
<p>ในทางตรงกันข้าม หากสื่อไม่ยอมรับการครอบงำ  โดยยึดหลักจรรยาบรรณและจริยธรรมแห่งวิชาชีพ สื่อก็เป็นด่านหน้าในการสร้างและพิทักษ์ความชอบธรรม  ไม่ให้ผู้มีอำนาจใช้อำนาจไม่ชอบธรรมแก่สาธารณชน  โดยการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ความรู้ ข้อเท็จจริง อันเป็นประโยชน์ให้สาธารณชนรับรู้และเข้าใจ รวมถึงเป็นปากเป็นเสียงให้แก่สาธารณชน</p>
<p>ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานของสื่อมวลชน  มีทั้งสื่อที่ยึดมั่นในจรรยาบรรณและจริยธรรมแห่งวิชาชีพ โดยได้ทำหน้าที่อย่างซื่อตรง  และมีทั้งสื่อที่สมยอมต่ออำนาจที่เข้ามาแทรกแซงครอบงำ  ทำตนเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจ   ในสังคมก็เช่นเดียวกัน  แต่ละยุคสมัยที่ผ่านมา  ไม่ว่าจะปกครองโดยรัฐบาลที่มาจากการปฏิวัติรัฐประหาร หรือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง  ก็มีสื่อทั้งสองประเภทดังกล่าวอยู่เสมอ</p>
<p>แต่เป็นที่น่ายินดีว่า ในประวัติศาสตร์ของสื่อสารมวลชนไทย   มีเพียงสื่อจำนวนน้อยเท่านั้นที่โอนอ่อนผ่อนตามหรือยอมรับการครอบงำจนเสียหลักจรรยาบรรณและจริยธรรมแห่งวิชาชีพ   สื่อมวลชนส่วนมากได้ทำหน้าที่ของตนอย่างซื่อสัตย์  เป็นด่านแรกของการสร้างและปกป้องความชอบธรรมให้แก่สาธารณชน  เป็นปากเป็นเสียงและสะท้อนความเป็นจริง  นำเสนอข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นให้สาธารณชนได้รับรู้และเข้าใจ และรักษาผลประโยชน์แห่งสาธารณะ  ซึ่งก็คือผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนนั่นเอง</p>
<p>ในระยะ 10 ปีมานี้  บทบาทของสื่อมวลชนที่ทำหน้าที่อย่างกล้าหาญ ในการสืบเสาะขุดคุ้ยความไม่ชอบมาพากลที่บุคคล กลุ่มบุคคล องค์กร และผู้กุมอำนาจรัฐได้กระทำไว้หลายกรณี  ซึ่งในที่นี้จะขอยกมาเป็นตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น ดังนี้</p>
<p><strong>1.กรณีแจ้งทรัพย์สินอันเป็นเท็จของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัต</strong>ร หรือที่ทราบกันดีว่า “คดีซุกหุ้น” ขณะเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยแรกเมื่อปี พ.ศ.2544  โดยการเปิดโปงของหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ  ที่สืบสาวพบว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้โอนหุ้นมูลค่านับร้อยล้านบาทให้แก่คนรับใช้  จนนำไปสู่การขุดคุ้ยถึงความไม่ชอบมาพากลดังกล่าวของสื่อมวลชนทุกแขนง  คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ได้ชี้มูลความผิดและส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย  ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 8 ต่อ 7 ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พ้นผิด   แต่ผลจากการทำหน้าที่ของสื่อในครั้งนี้ แสดงให้เห็นบทบาทอันเด่นชัดของสื่อในการพิทักษ์รักษาและปกป้องผลประโยชน์ของสาธารณะ  การตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ  และทำให้สาธารณชนได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารเพียงพอที่จะวิเคราะห์และวินิจฉัยด้วยวิจารณญาณของตนได้</p>
<p><strong>2.กรณีทุจริตซื้อขายที่ดินบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน </strong> โดยบริษัทเอกชนนำที่ดินที่ออกโฉนดโดยมิชอบมาขายให้โครงการบำบัดน้ำเสียคลองด่าน จังหวัดสมุทรปราการ คดีนี้พัวพันกับนักการเมืองหลายคน  โดยสื่อมวลชนทุกแขนงต่างทำหน้าที่สืบเสาะข้อเท็จจริงเสนอต่อสาธารณชนอย่างต่อเนื่อง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือพิมพ์ในเครือผู้จัดการได้เกาะติดโดยรายงานข่าวเบื้องลึกเบื้องหลังอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานนับปี  ต่อมา คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ได้ยื่นฟ้อง นายวัฒนา อัศวเหม ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ว่ากระผิดต่อหน้าที่ในขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และเจ้าหน้าที่กรมที่ดิน ฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ โดยบังคับข่มขืนใจให้ราษฎรขายที่ดิน และบีบบังคับให้เจ้าหน้าที่ที่ดินออกเอกสารสิทธิในเขตหวงห้ามทับที่สาธารณประโยชน์ ในเขต ตำบลคลองด่าน อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ โดยมีการออกโฉนดโดยมิชอบจำนวน 5 โฉนดในช่วงวันที่ 21 เม.ย. 2535 จนถึงวันที่ 30 ธ.ค. 2536 เพื่อนำไปใช้ในโครงการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสีย  เป็นการออกโฉนดทับที่สาธารณะ และนำเอาหลักฐาน สค.1 จากที่อื่นมาใช้ออกโฉนดโดยมิชอบ และเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ.2551 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้พิพากษาว่า  นายวัฒนา อัศวเหม มีความผิดจริง สั่งลงโทษจำคุกเป็นเวลา 10 ปี</p>
<p><strong>3. กรณีทุจริตการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ </strong> อันนับได้ว่าเป็นการทุจริตครั้งใหญ่ในประเทศไทย มูลค่าความเสียหายนับแสนล้านบาท  โดยมีการกล่าวหาว่ามีการกระทำความผิดนับสิบคดี แต่ละคดีล้วนเกี่ยวกันกับนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่รับผิดชอบในการก่อสร้าง  ซึ่งสื่อมวลชนทุกแขนงมีบทบาทอันสำคัญในการเปิดโปงความไม่ชอบมาพากลและการทุจริตดังกล่าวอย่างไม่ลดละ  ทำให้สาธารณชนได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารอย่างละเอียด  ทำให้ประชาชนได้รับรู้พฤติกรรมอันไม่เหมาะสมของนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีส่วนพัวพันในการทุจริตนี้มากยิ่งขึ้น</p>
<p>กรณีที่กล่าวมาข้างต้นนั้น เป็นเพียงส่วนเสี้ยวหนึ่งของการทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาของสื่อมวลชน  ที่นำเสนข้อเท็จจริงและปกป้องผลประโยชน์ของสาธารณชนอย่างเข้มแข็ง   ภายใต้จรรยาบรรณและจริยธรรมแห่งวิชาชีพ</p>
<p>การทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาของสื่อมวลชนนั้น มักจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อผลประโยชน์ของผู้บุคคล กลุ่มบุคคล องค์กร และผู้กุมอำนาจรัฐไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้งหรือการปฏิวัติรัฐประหารอยู่เสมอ นำไปสู่การคุกคามสื่อมวลชนในหลายรูปแบบ  มีทั้งการใช้อำนาจตามกฎหมายเข้าควบคุม ตรวจสอบ  ปิดกิจการ   มีทั้งการใช้อำนาจนอกระบบคุกคามสวัสดิภาพ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงการทำร้ายจนบาดเจ็บและเสียชีวิต  ทั้งในอดีตและปัจจุบันสื่อมักตกอยู่ภายใต้การคุกคามโดยวิธีใดวีธีหนึ่งเสมอ</p>
<p>มีกรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นในลักษณะที่ถือได้ว่าเป็นการคุกคามสื่อ ทั้งในฐานะบุคคลและองค์กรเมื่อไม่นานมานี้  ซึ่งเป็นที่สนใจของสาธารณชน  เช่น</p>
<p>1.กรณีบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ยื่นฟ้อง นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ(คปส.) , บริษัทไทยเจอร์นัลกรุ๊ป จำกัด , นายโรจน์ งามแม้น นางกรรณิกา วิริยะกุล และ นายทวีสิน สถิตย์รัตนชีวิน โดยทั้งสามเป็นผู้บริหารของหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ในความผิดฐานร่วมกันหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาด้วยเอกสาร โดยการเผยแพร่ข่าวเรื่อง &#8220;เอ็นจีโอประจาน 5 ปีไทยรักไทย ชินคอร์ปรวย&#8221;  ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างผลประโยชน์ครอบครัวและผลประโยชน์ของประเทศ  ต่อมาเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2549 ศาลพิพากษายกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นการให้ข้อมูลเพื่อประโยชน์ต่อสาธารณะ ไม่ได้มีเจตนาใส่ความโจทก์แต่อย่างใด</p>
<p>2. กรณีหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์  สั่งปลดนายเสริมสุข กษิติประดิษฐ์ จากตำแหน่งหัวหน้าข่าวทหารและความมั่นคงและเลิกจ้างเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ.2548 โดยกล่าวหาว่า นายเสริมสุข กระทำการโดยประมาทเลินเล่อและฝ่าฝืนระเบียบ ในการนำเสนอข่าวรันเวย์สนามบินสุวรรณภูมิมีรอยร้าว เมื่อวันที่ 6-9 ส.ค. 2548 ของหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ต่อมานายเสริมสุข กษิติประดิษฐ์ ได้ฟ้องหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ต่อศาลแรงงานกลางว่า จำเลยทำผิดสัญญาจ้างแรงงานและเลิกจ้างไม่เป็นธรรม โดยเรียกค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้าง และค่าเสียหายที่ถูกเลิกจ้าง  ต่อมาศาลพิจารณาว่าการนำเสนอข่าวของโจทก์ ซึ่งเป็นผู้นำประเด็นข่าวเสนอให้ต่อกองบรรณาธิการเพื่อพิจารณาในการตีพิมพ์ เรื่องรันเวย์สนามบินสุวรรณภูมิมีรอยร้าวได้กระทำไปตามหน้าที่และได้วิเคราะห์ประเด็นข่าวก่อนตีพิมพ์ ไม่ได้เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อกำหนดในการนำเสนอข่าวของหนังสือพิมพ์บางกอก โพสต์ตามที่จำเลยทั้ง 3 ได้ใช้เป็นข้ออ้างในการเลิกจ้าง  จึงพิพากษาให้หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์รับโจทก์ให้เข้าทำงานในตำแหน่งและอัตราค่าจ้างที่ไม่ต่ำกว่าที่เคยได้รับ</p>
<p>3.กรณีห้างเทสโกโลตัส ฟ้องเรียกค่าเสียหายจาก นางนงค์นาถ ห่านวิไล บรรณาธิการข่าวธุรกิจการตลาด หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ เป็นเงิน 100 ล้านบาท และนายกมล กมลตระกูล และ เป็นเงิน 100 ล้านบาทเช่นกัน  เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ.2551  โดยกล่าวหาว่าจำเลยคือนางอนงค์นาถ ห่านวิไล ได้เขียนข่าวในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 29 ม.ค.2551 คอลัมน์สังคมธุรกิจ ใช้นามปากกา “คุณแอ๊ด” ว่า ผู้บริหารค่ายเทสโก้โลตัส เตรียมทุ่มงบประมาณขยายสาขาทุกโมเดล รวม 130 สาขา เฉลี่ยเปิดสาขาใหม่ทุกๆ 3 วัน ถือเป็นการกระทำที่ไม่รักคนไทย ซึ่งโจทก์ถือว่าเป็นการเขียนข้อความที่ไม่เป็นความจริง จงใจทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียงและภาพลักษณ์ในทางธุรกิจและสังคม  ส่วนกรณีนายกมล กมลตระกูล นั้นโจทก์อ้างถึงบทความเรื่อง “พ.ร.บ.ค้าปลีก กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้” ในคอลัมน์ “ภูมิคุ้มกันคอร์รัปชั่น” ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันจันทร์ที่ 29 ต.ค.2550 ว่า การที่เทสโก้ไต่ทะยานขึ้นเป็นบริษัทที่ร่ำรวยด้วยยอดขายรวม 79,978 ล้านดอลลาร์ เป็นยอดขายที่มาจากประเทศไทยถึงร้อยละ 37 ด้วยเทคนิคการทำบัญชีที่ซับซ้อน ไม่ต้องเสียภาษีให้ท้องถิ่น เพราะยอดขายสูง แต่กลับทำตัวเลขกำไรต่ำ ซึ่งโจทก์ถือว่าข้อเขียนทั้งหมดไม่เป็นความจริง  ทำให้เกิดความเสียหาย</p>
<p>กรณีที่ยกมาทั้งหมดนั้น ย่อมถือได้ว่า สื่อได้ทำหน้าที่ตามหลักแห่งจรรยาบรรณและจริยธรรมแห่งวิชาชีพอย่างตรงไปตรงมา  จนถูกคุกคามจากผู้เสียประโยชน์  ถึงแม้การฟ้องร้องจากผู้เสียหายเกิดขึ้นได้ในกรณีที่คิดว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรมจากสื่อ  แต่ในกรณีที่ 1 และ 3 ที่ยกมานั้น  เรียกได้ว่าเป็นการข่มขู่คุกคามการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน เพราะเป็นการเรียกค่าเสียหายเกินความเป็นจริงที่บุคคลธรรมดาจะสามารถจ่ายค่าเสียหายเป็นจำนวนเงินนับร้อยล้านบาทได้  ดังนั้นจึงไม่อาจตีความเป็นอื่นไปได้ นอกจากเป็นการข่มขู่คุกคามให้สื่อมวลชนให้หยุดนำเสมอข้อเท็จจริงที่มีผลกระทบต่อผู้ฟ้องนั่นเอง ส่วนในกรณีที่ 2 นั้นเชื่อว่า  การที่ผู้บริหารสื่อสั่งปลดพนักงานตัวเองในกรณีนี้นั้น เชื่อกันว่าเนื่องมาจากมีอิทธิพลจากภายนอกเข้ามาแทรกแซง</p>
<p>ในปัจจุบันระบบการเมืองได้พัฒนาจากการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของผู้กุมอำนาจรัฐ  มาสู่ยุคแห่งการผ่อนคลายมากขึ้น  กฎหมายควบคุมสื่อที่เป็นเครื่องมือของการเมืองยุคเผด็จการทหารคือ ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินฉบับที่ 42  (ปร.42)  ถูกยกเลิกไปแล้ว  การคุกคามสื่อโดยรัฐหรือผู้กุมอำนาจรัฐโดยตรงไม่มีให้เห็นชัดเจนเช่นดังแต่ก่อน  จะมีก็แต่การแทรกแซงหรือครอบงำโดยใช้อำนาจตามกฎหมายปฏิรูปสื่อ  ดังเช่นในรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช  ใช้อำนาจเปลี่ยนแปลงสื่อของรัฐคือสถานีโทรทัศน์กรมประชาสัมพันธ์ หรือ ช่อง 11 เปลี่ยนเป็นสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที (NBT) รวมถึงการประกาศจะยกเครื่องการปฏิรูปสื่อโดยการจัดระเบียบสื่อต่างๆตามอำนาจที่มีอยู่  ซึ่งการกระทำดังกล่าวได้รับการต่อต้านและวิพากษ์วิจารณ์จากสื่อมวลชนและสาธารณชนในทางที่ไม่เห็นด้วย</p>
<p>สิ่งที่คุกคามหรือครอบงำสื่อในปัจจุบันนี้ ได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบไปจากสมัยก่อนเป็นอันมาก รัฐไม่ได้ใช้อำนาจและข้ออ้างทางการเมืองคุกคามสื่อโดยตรง  แต่สื่อในปัจจุบันทั้งในฐานะปัจเจกชนคือคนทำงานสื่อ อันได้แก่ผู้ปฏิบัติงานในองค์กรสื่อ  เช่นผู้สื่อข่าวและบรรณาธิการข่าว เป็นต้น  และองค์กรสื่ออันได้แก่ หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์  กลับถูกคุกคามจากบุคคล กลุ่มคน หรือองค์กรที่สูญเสียประโยชน์จาการทำงานของสื่อ  ดังจะเห็นได้จาก  ผู้สื่อข่าวทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ถูกปองร้าย ทำร้ายจนบาดเจ็บและถึงแก่ชีวิตอยู่เสมอๆ เนื่องมาจากการทำงานข่าวที่เปิดโปงความไม่ชอบมาพากล ความผิด หรือการกระทำที่ไม่ดีของบุคคล กลุ่มบุคคล และองค์กรต่างๆ  หรือไม่ก็ถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายในทางแพ่ง  และให้รับโทษทางอาญาดังกรณ๊ตัวอย่างที่ได้กล่าวมาแล้ว  ซึ่งต้องใช้เวลาพิสูจน์กันค่อนข้างยาวนานาจนอาจทำให้บั่นทอนพลังและเวลาในการทำงานของสื่อมวลชนลงไป</p>
<p>กล่าวโดยสรุปแล้ว  สื่อมวลชนไทยที่ยึดมั่นในจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ มีความกล้าหาญทางจริยธรรมนำเสนอข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา ยังคงตกอยู่ภายใต้ความเสี่ยงที่จะถูกคุกคามโดยการฟ้องร้องทางแพ่งและทางอาญา  รวมทั้งคุกคามต่อสวัสดิภาพ ชีวิตและทรัพย์สินด้วยวิธีการต่างๆนานา  ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยพิสูจน์ถึงความกล้าหาญของสื่อมวลชนว่าจะซื่อสัตย์ในหน้าที่และมั่นคงในจรรยาบรรณและจริยธรรมแห่งวิชาชีพเพียงใด แต่เท่าที่ผ่านมานั้นก็ได้พิสูจน์แล้วว่า  สื่อมวลชนไทยส่วนมาก  มีความกล้าหาญในการทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา และกล้ายึดมั่นในจรรยาบรรณและจริยธรรมแห่งวิชาชีพ อันเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้สื่อมวลชนเป็นสื่อมวลชนที่แท้จริง.</p>
<p><span style="color: #333399;">บทความนี้ผมเขียนขึ้นเพื่อตีพิมพ์ในหนังสือที่ระลึก 12 ปี รางวัลแสงชัย สุทรวัฒน์ จัดพิมพ์โดยสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย เมษายน ๒๕๕๒  สนใจรับหนังสือติดต่อที่สมาคมฯ โทรศัพท์ 02 243 8479 เว็บไซต์ www.thaibja.org</span></p>
<p>[หากเห็นว่าบทความนี้มีประโยชน์สามารถนำไปเผยแพร่ตามสื่อต่างๆได้ และช่วยอ้างอิงหรือทำลิงก์มายังที่นี่ด้วย แต่ขอความกรุณาอย่านำไปจัดทำเพื่อจำหน่ายหรือหารายได้ในรูปแบบต่างๆนะครับ]</p>
<p><script type="text/javascript"><!--
ad_partner="200808194329222";
ad_website="2009051996171953";
ad_zone="2009052032002958";
ad_format="20080422569846860";
ad_type="tm";
ad_color_border="FFFFFF";
ad_color_bg="FFFFFF";
ad_background="";
ad_color_title="0000CC";
ad_color_text="000000";
ad_color_url="22608F";
// --></script><br />
<script src="http://ads.bumq.com/ad_show2.js" type="text/javascript"></script></p>
<p class="akst_link"><a href="http://blogologynet.com/?p=842&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_842" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://blogologynet.com/media-and-communications" title="ใครๆก็(ไม่)ชอบสื่อ (29 February 2008)">ใครๆก็(ไม่)ชอบสื่อ</a> (2)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/media-right" title="อภิสิทธิและเอกสิทธิของสื่อ (14 May 2008)">อภิสิทธิและเอกสิทธิของสื่อ</a> (1)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/sayan-yodrak-and-media" title="วิวาทะ สายัณห์-ยอดรัก : สื่อทำหน้าที่เป็นพนักงานส่งเอกสารเท่านั้นหรือ? (22 March 2008)">วิวาทะ สายัณห์-ยอดรัก : สื่อทำหน้าที่เป็นพนักงานส่งเอกสารเท่านั้นหรือ?</a> (0)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/media-massage-political-communications" title="ปรากฏการณ์ขาประจำ: “สื่อ” และ “สาร” ทางการเมืองของประชาชน (29 February 2008)">ปรากฏการณ์ขาประจำ: “สื่อ” และ “สาร” ทางการเมืองของประชาชน</a> (1)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/media-and-news-writing" title="บางถ้อยคำใน “ผู้จัดการ” เป็นสิ่งสมควรที่จะปรากฏใน “สื่อสาธารณะ” หรือไม่ (16 May 2008)">บางถ้อยคำใน “ผู้จัดการ” เป็นสิ่งสมควรที่จะปรากฏใน “สื่อสาธารณะ” หรือไม่</a> (0)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogologynet.com/thai-mass-media/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การสร้างเนื้อหาโดยผู้อ่าน : การสื่อสารสองทางในเว็บ 2.0</title>
		<link>http://blogologynet.com/blog-content-created-by-readers</link>
		<comments>http://blogologynet.com/blog-content-created-by-readers#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 16 Dec 2008 07:59:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator></dc:creator>
				<category><![CDATA[บล็อกศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[การสื่อสารสองทาง]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อภาคพลเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[เว็บ 2.0]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.blogologynet.com/?p=649</guid>
		<description><![CDATA[องค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งของ Web2.0 ก็คือ การเปิดโอกาสให้ผู้อ่านมีส่วนในการสร้างหรือเพิ่มเติมเนื้อหา (Content) ได้ อันเป็นการสื่อสารสองทางระหว่างผู้จัดทำเว็บไซต์หรือบล็อกกับผู้อ่าน ซึ่งต่างจากเว็บยุค 1.0 ที่เป็นการสื่อสารทางเดียว โดยผู้จัดทำเป็นผู้กำหนดเนื้อหาข่าวสาร ส่วนผู้อ่านก็รับรู้ข่าวสารได้เพียงอย่างเดียว ไม่มีส่วนในการสร้างหรือเพิ่มเติมเนื้อหาแต่อย่างใด
การสื่อสารทางเดียวในยุคเว็บ 1.0 ถึงจุดอิ่มตัว ได้มีการพัฒนาการสื่อสารเพื่อให้ผู้จัดทำเนื้อหากับผู้อ่านได้มีช่องทางสื่อสารกันโดยตรง โดยการสร้างกระดานสนทนา ( Web Board) ขึ้นมา มีการตั้งประเด็นเพื่อสนทนากันระหว่างผู้จัดทำเว็บไซต์กับผู้อ่าน และระหว่างผู้อ่านกับผู้อ่านด้วยกัน ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ กันอย่างกว้างขวาง จนพัฒนามาสู่เว็บ 2.0 ดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งผู้อ่านมีส่วนร่วมในการสร้างและเพิ่มเติมเนื้อหาอย่างกว้างขวาง หลายรูปแบบ และมีอิสระอย่างเต็มที่

การสร้างและเพิ่มเติมเนื้อหาของผู้อ่านในเว็บ 2.0 นั้นมีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับการออกแบบของผู้จัดทำเว็บไซต์ว่ามีจุดประสงค์อะไร ดังนั้น การมีส่วนร่วมในเว็บไซต์ที่เป็นชุมชนออนไลน์ ( Social Networking) ย่อมแตกต่างจากเว็บไซต์ขององค์กรต่างๆ การมีส่วนร่วมในเว็บไซต์ขององค์กรก็แตกต่างจากบล็อก (Blog) ที่ปัจเจกบุคคลเป็นเจ้าของ หรือที่เรียกว่าสื่อภาคพลเมือง (Citizen Journal) ในบทความนี้จะได้รวบรวมรูปแบบการมีส่วนร่วมของผู้อ่านในการสร้างเนื้อหาของเว็บ 2.0 เท่าที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน โดยแยกเป็นประเภทต่างๆเป็นเบื้องต้น มีดังนี้
1.ประเภทการอัพโหลด (Upload) เนื้อหาที่ผู้อ่านร่วมสร้างและเพิ่มเติมในเว็บไซต์ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>องค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งของ Web2.0 ก็คือ การเปิดโอกาสให้ผู้อ่านมีส่วนในการสร้างหรือเพิ่มเติมเนื้อหา (Content) ได้ อันเป็นการสื่อสารสองทางระหว่างผู้จัดทำเว็บไซต์หรือบล็อกกับผู้อ่าน ซึ่งต่างจากเว็บยุค 1.0 ที่เป็นการสื่อสารทางเดียว โดยผู้จัดทำเป็นผู้กำหนดเนื้อหาข่าวสาร ส่วนผู้อ่านก็รับรู้ข่าวสารได้เพียงอย่างเดียว ไม่มีส่วนในการสร้างหรือเพิ่มเติมเนื้อหาแต่อย่างใด</p>
<p>การสื่อสารทางเดียวในยุคเว็บ 1.0 ถึงจุดอิ่มตัว ได้มีการพัฒนาการสื่อสารเพื่อให้ผู้จัดทำเนื้อหากับผู้อ่านได้มีช่องทางสื่อสารกันโดยตรง โดยการสร้างกระดานสนทนา ( Web Board) ขึ้นมา มีการตั้งประเด็นเพื่อสนทนากันระหว่างผู้จัดทำเว็บไซต์กับผู้อ่าน และระหว่างผู้อ่านกับผู้อ่านด้วยกัน ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ กันอย่างกว้างขวาง จนพัฒนามาสู่เว็บ 2.0 ดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งผู้อ่านมีส่วนร่วมในการสร้างและเพิ่มเติมเนื้อหาอย่างกว้างขวาง หลายรูปแบบ และมีอิสระอย่างเต็มที่</p>
<p><span id="more-649"></span></p>
<p>การสร้างและเพิ่มเติมเนื้อหาของผู้อ่านในเว็บ 2.0 นั้นมีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับการออกแบบของผู้จัดทำเว็บไซต์ว่ามีจุดประสงค์อะไร ดังนั้น การมีส่วนร่วมในเว็บไซต์ที่เป็นชุมชนออนไลน์ ( Social Networking) ย่อมแตกต่างจากเว็บไซต์ขององค์กรต่างๆ การมีส่วนร่วมในเว็บไซต์ขององค์กรก็แตกต่างจากบล็อก (Blog) ที่ปัจเจกบุคคลเป็นเจ้าของ หรือที่เรียกว่าสื่อภาคพลเมือง (Citizen Journal) ในบทความนี้จะได้รวบรวมรูปแบบการมีส่วนร่วมของผู้อ่านในการสร้างเนื้อหาของเว็บ 2.0 เท่าที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน โดยแยกเป็นประเภทต่างๆเป็นเบื้องต้น มีดังนี้</p>
<p><strong>1.ประเภทการอัพโหลด</strong> (Upload) เนื้อหาที่ผู้อ่านร่วมสร้างและเพิ่มเติมในเว็บไซต์ ได้แก่ ข้อเขียน บทความ รูปภาพ คลิปวีดิโอ เพลง ฯลฯ เพื่อแบ่งปันให้แก่คนอื่นๆได้ร่วมใช้ประโยชน์ เช่น เว็บไซต์ที่ให้บริการซับมิต (Submit) บทความต่างๆ เว็บไซต์ที่ให้บริการแบ่งปันวีดิโอคลิป อาทิ Youtube.com เป็นต้น เว็บไซต์ที่ให้บริการแบ่งปันเพลง อาทิ Esnipes.com, Imeem.com, Ijigg.com เป็นต้น ประเภทแบ่งปันรูปภาพ อาทิ Photobucket.com เป็นต้น</p>
<p><strong>2.ประเภทแสดงความคิดเห็น </strong>(Comment) เนื้อหาประเภทนี้เป็นที่นิยมโดยทั่วไปจนกลายเป็นคุณสมบัติที่ขาดไม่ได้ของเว็บไซต์ 2.0 ที่จะต้องเปิดโอกาสให้ผู้อ่านร่วมแสดงความคิดเห็นในเรื่องต่างๆที่นำเสนอ โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่นำเสนอข่าวสารประจำวันของสื่อต่างๆนั้น ได้เปิดให้ผู้อ่านได้แสดงความคิดเห็นต่อข่าวสารที่นำเสนอกันทั้งสิ้น</p>
<p><strong>3.ประเภทสร้างบัญชีผู้ใช้ </strong>(Account) โดยเว็บไซต์เปิดให้ผู้อ่านสร้างบัญชีใช้งานของตนขึ้น เพื่อสร้างเนื้อหาตามความต้องการของเจ้าของบัญชี แล้วเปิดให้คนอื่นๆร่วมใช้ประโยชน์เนื้อนั้นร่วมกัน ประเภทนี้เป็นที่นิยมในเว็บไซต์ประเภทชุมชนออนไลน์ (Social Networking) ทั้งหลาย อาทิ HI5, Face Book, Tagged เป็นต้น</p>
<p>การมีส่วนร่วมในการสร้างเนื้อหาของผู้อ่านในเว็บ 2.0 ที่กล่าวมาทั้ง 3 ประเภทนั้น ได้ก่อให้เกิดการกระจายข้อมูล ข่าวสาร ในรูปแบบต่างๆออกสู่สาธารณะอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะเมื่อการเกิดขึ้นของบล็อก (Blog) อันเป็นรูปแบบที่สมบูรณ์ของเว็บ 2.0 ทำให้ผู้อ่านที่เคยเป็นเพียงผู้มีส่วนร่วมในการเพิ่มเติมเนื้อหาด้วยการอัพโหลดและแสดงความคิดเห็นภายใต้กฎเกณฑ์ของเว็บไซต์ ได้กลายเป็นผู้สร้างเนื้อหาได้เองโดยอิสระผ่านบล็อกของตน ทั้งยังคงดำรงความเป็นผู้มีส่วนร่วมในการสร้างเนื้อหาประเภท 1-3 ในเว็บไซต์อื่นด้วย ยิ่งทำให้การแพร่กระจายข่าวสารเพิ่มมากขึ้น เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกันอย่างกว้างขวาง ทำให้โลกก้าวเข้าสู่ยุคข้อมูลข่าวสารอย่างสมบูรณ์</p>
<p>เว็บ 2.0 ที่เปิดโอกาสให้ผู้อ่านมีส่วนร่วมในการสร้างและเพิ่มเติมเนื้อหาอันเป็นการสื่อสารสองทางนั้น ได้ก่อให้เกิดพัฒนาการการรับรู้ข่าวสารที่เป็นอิสระมากขึ้น การไหลเวียนของมูลข่าวสารเป็นไปอย่างอิสระ (Free Flow) และมีความรวดเร็วคล่องตัว ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า เว็บ 2.0 มีส่วนอันสำคัญในการทำลายกำแพงการรับรู้ข่าวสารของมนุษย์ลงไปโดยแทบจะสิ้นเชิง</p>
<p>อย่างไรก็ตาม บทความนี้เป็นเพียงการสำรวจเบื้องต้นเท่านั้น หากนักวิชาการด้านการสื่อสารหรือผู้สนใจนำไปต่อยอดศึกษาวิจัยอย่างเป็นกระบวนการตามหลักวิชาการ ก็น่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการพัฒนาคุณภาพของเว็บ 2.0 ให้มีคุณภาพยิ่งขึ้นในอนาคต.</p>
<p><span style="color: #800000;">[หากท่านใดเห็นว่าบทความนี้มีประโยชน์ สามารถนำไปเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆได้ โดยขอให้ทำลิงค์กลับมายังบทความนี้ด้วย และขอความกรุณาอย่านำไปผลิตหรือจำหน่ายไม่ว่ารูปแบบใดๆเลยนะครับ]</span></p>
<p class="akst_link"><a href="http://blogologynet.com/?p=649&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_649" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://blogologynet.com/natayaa-blog-thai-citizen-journal-in-england" title="Natayaa Blog : Citizen Journal ปากเสียงของคนไทยในต่างแดน (22 November 2008)">Natayaa Blog : Citizen Journal ปากเสียงของคนไทยในต่างแดน</a> (0)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/media-and-communications" title="ใครๆก็(ไม่)ชอบสื่อ (29 February 2008)">ใครๆก็(ไม่)ชอบสื่อ</a> (2)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/launching-media-blog" title="แตกบล็อกออกไปเป็น &#8220;สื่อและสาร&#8221; (21 June 2010)">แตกบล็อกออกไปเป็น &#8220;สื่อและสาร&#8221;</a> (0)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/jakkapop-and-communication-fail" title="เหยื่อโอฐภัยจากการสื่อสารของ จักรภพ เพ็ญแข (21 May 2008)">เหยื่อโอฐภัยจากการสื่อสารของ จักรภพ เพ็ญแข</a> (4)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/samak-and-media" title="หลุมพรางดักสื่อของสมัคร สุนทรเวช (26 June 2008)">หลุมพรางดักสื่อของสมัคร สุนทรเวช</a> (0)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogologynet.com/blog-content-created-by-readers/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สงครามข่าวสารของเอเอสทีวีกับพีทีวี</title>
		<link>http://blogologynet.com/astv-and-ptv</link>
		<comments>http://blogologynet.com/astv-and-ptv#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 14 Jul 2008 16:58:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator></dc:creator>
				<category><![CDATA[สื่อสารมวลชน]]></category>
		<category><![CDATA[ASTV]]></category>
		<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[พีทีวี]]></category>
		<category><![CDATA[สงครามข่าวสาร]]></category>
		<category><![CDATA[เอเอสทีวี]]></category>
		<category><![CDATA[PTV]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://citizenjournal.kosolnet.com/?p=98</guid>
		<description><![CDATA[
ภาพจาก thaiinsider.info
&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;
หลังจากพรรคไทยรักไทย โดยการนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ชนะการเลือกตั้งเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเมื่อปี 2544 ด้วยการนำเสนอนโยบายประชานิยมภายใต้แนวคิด “คิดใหม่ ทำใหม่” ที่ถูกใจคนไทยในขณะนั้น ซึ่งเพิ่งฟื้นตัวจากวิกฤตการณ์เศรษฐกิจปี 2540 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลายเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่และได้รับจับตามองว่าจะเป็นผู้นำคนใหม่ของเอเชีย เทียบชั้นเดียวกับนายลีกวนยู อดีตนายกรัฐมนตรีแห่งสิงคโปร์ และ ดร.มหาธีร์ โมฮัมเหม็ด นายกรัฐมนตรีมาเลเซียในขณะนั้น แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องการบริหารประเทศไม่โปร่งใส มีผลประโยชน์ทับซ้อน มีการคอรัปชั่นโครงการต่างๆ ใช้อำนาจทางรัฐสภาโดยอาศัยเสียงข้างมากดำเนินการทางการเมืองเพื่อผลประโยชน์ของตนและพวกพ้อง แม้การขึ้นดำรงตำแหน่งสมัยที่สอง จากการเลือกตั้งปี 2548 พร้อมด้วยคะแนนเสียงในสภาท่วมท้นจนจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ แต่ข้อสงสัยในเรื่องการใช้อำนาจเผด็จการทางรัฐสภาเพื่อสร้างประโยชน์แก่ตนเองก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น นำไปสู่การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนเพื่อต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพรรคไทยรักไทย โดยกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่มีการเคลื่อนไหวอย่างเป็นขบวนการ และมีประชาชนเป็นจำนวนมากสนับสนุน

แม้หลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้หยุดเคลื่อนไหว เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณและกลุ่มผลประโยชน์ที่เรียกว่า “ระบอบทักษิณ” ถูกโค่นล้มไปแล้ว แต่เมื่อพรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2551 จนได้เป็นรัฐบาล กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจึงกลับมาเคลื่อนไหวใหม่เพื่อโค่นล้มระบอบทักษิณอีกครั้งหนึ่ง เพราะเชื่อว่าพรรคพลังประชาชนคือตัวแทนของระบอบทักษิณ
การเคลื่อนไหวต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft" style="float: left; margin: 10px 20px; border: 0px;" src="http://thaiinsider.info/portal/images/stories/samak_grov/jakkaprob_astv_ptv.jpg" alt="" width="294" height="176" /><br />
<strong>ภาพจาก thaiinsider.info</strong><br />
&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;</p>
<p style="text-align: justify;">หลังจากพรรคไทยรักไทย โดยการนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ชนะการเลือกตั้งเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเมื่อปี 2544 ด้วยการนำเสนอนโยบายประชานิยมภายใต้แนวคิด “คิดใหม่ ทำใหม่” ที่ถูกใจคนไทยในขณะนั้น ซึ่งเพิ่งฟื้นตัวจากวิกฤตการณ์เศรษฐกิจปี 2540 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลายเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่และได้รับจับตามองว่าจะเป็นผู้นำคนใหม่ของเอเชีย เทียบชั้นเดียวกับนายลีกวนยู อดีตนายกรัฐมนตรีแห่งสิงคโปร์ และ ดร.มหาธีร์ โมฮัมเหม็ด นายกรัฐมนตรีมาเลเซียในขณะนั้น แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องการบริหารประเทศไม่โปร่งใส มีผลประโยชน์ทับซ้อน มีการคอรัปชั่นโครงการต่างๆ ใช้อำนาจทางรัฐสภาโดยอาศัยเสียงข้างมากดำเนินการทางการเมืองเพื่อผลประโยชน์ของตนและพวกพ้อง แม้การขึ้นดำรงตำแหน่งสมัยที่สอง จากการเลือกตั้งปี 2548 พร้อมด้วยคะแนนเสียงในสภาท่วมท้นจนจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ แต่ข้อสงสัยในเรื่องการใช้อำนาจเผด็จการทางรัฐสภาเพื่อสร้างประโยชน์แก่ตนเองก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น นำไปสู่การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนเพื่อต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพรรคไทยรักไทย โดยกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่มีการเคลื่อนไหวอย่างเป็นขบวนการ และมีประชาชนเป็นจำนวนมากสนับสนุน<br />
<span id="more-98"></span><br />
แม้หลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้หยุดเคลื่อนไหว เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณและกลุ่มผลประโยชน์ที่เรียกว่า “ระบอบทักษิณ” ถูกโค่นล้มไปแล้ว แต่เมื่อพรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2551 จนได้เป็นรัฐบาล กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจึงกลับมาเคลื่อนไหวใหม่เพื่อโค่นล้มระบอบทักษิณอีกครั้งหนึ่ง เพราะเชื่อว่าพรรคพลังประชาชนคือตัวแทนของระบอบทักษิณ</p>
<p style="text-align: justify;">การเคลื่อนไหวต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และการเคลื่อนไหวสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หรือที่รู้จักกันว่า “ฝ่ายไม่เอาทักษิณ” กับ “ฝ่ายเอาทักษิณ” กลายเป็นความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างเป็นรูปธรรม ตลอดช่วงระยะเวลา 5-6 ปีที่ผ่านมา ความขัดแย้งดังกล่าวได้แบ่งแยกคนไทยออกเป็นฝักฝ่ายอย่างชัดเจน<br />
ในการเคลื่อนไหวของแต่ละฝ่าย ต่างอาศัยสื่อเป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ข่าวสารของฝ่ายตนสู่ประชาชน โดยเฉพาะสื่อทีวีที่สามารถเผยแพร่ข่าวสารได้ตามเวลาที่เกิดขึ้นจริง ( Real Times) โดยข่าวสารมีทั้งภาพและเสียง ทำให้สร้างอารมณ์ร่วมและความเห็นความคล้อยตามได้เป็นอย่างดี ดังนั้น สื่อทีวีจึงเป็นเครื่องมือที่ขาดไม่ได้ และได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเคลื่อนไหวทางการเมืองไปโดยปริยาย</p>
<p style="text-align: center;"><strong>1. ASTV อาวุธของฝ่าย “ไม่เอาทักษิณ”</strong></p>
<p style="text-align: justify;">กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยมีสื่อมวลชนในเครือหนังสือพิมพ์ผู้จัดการเป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ข่าวสาร เริ่มต้นด้วยการขุดคุ้ยความไม่ชอบมาพากลของการบริหารราชการแผ่นดินของของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ทำให้ประเทศชาติสูญเสียประโยชน์ ผสานกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างเป็นขบวนการ จนนำไปสู่การรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 โดยคณะทหารที่เรียกตัวเองว่า คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) นำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลนำโดย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ จัดตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ร่างและประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ปี 2550 ตามมาด้วยการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2551 ซึ่งพรรคพลังประชาชนที่เชื่อกันว่า เป็นพรรคการเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกโค่นล้มไปเป็นฝ่ายชนะได้เสียงข้างมาก ทำให้ นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชนได้เป็นนายกรัฐมนตรี</p>
<p style="text-align: justify;">นายสมัคร สุนทรเวช เคยประกาศก่อนจะเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคพลังประชาชนในช่วงก่อนการเลือกตั้งว่า ตนจะทำงานแทน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยรับเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชน และสมาชิกพรรคพลังประชาชนก็ล้วนแต่เป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทย ซึ่งเป็นพรรคการเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ถูกยุบไปหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549</p>
<p style="text-align: justify;">ผู้นำคนหนึ่งของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย คือนายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นเจ้าของสื่อเครือผู้จัดการ มีสื่อทุกชนิดทั้งวิทยุ หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ และสื่อออนไลน์ จึงได้ใช้สื่อทุกชนิดที่มีอยู่สนับสนุนการเคลื่อนไหวของฝ่ายตน ด้วยการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของกลุ่มพันธมิตรฯผ่านสื่อเพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารที่แตกต่างจากสื่อของฝ่ายสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยเฉพาะโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเอเอสทีวี (ASTV) ถูกใช้เป็นเครื่องมืออย่างเป็นรูปธรรมที่สุด ด้วยการเปิดช่องสัญญาณถ่ายทอดการเคลื่อนไหวจากพื้นที่จริง ยิงสัญญาณผ่านดาวเทียมให้ผู้ชมได้รู้ข่าวสารอย่างทันเหตุการณ์</p>
<p style="text-align: justify;">อิทธิพลของ ASTV นั้น ทางฝ่ายพันธมิตรประชาธิปไตยเชื่อกันว่า ได้ส่งผลสะเทือนต่อการรับรู้ข่าวสาร ความคิด ความเชื่อของประชาชนในชนบทที่เลือกรับข่าวสารผ่าน ASTV เป็นอย่างมาก โดยเห็นได้จากการเคลื่อนไหวต่อต้านระบอบทักษิณครั้งใหม่ ที่มุ่งโค่นล้มรัฐบาลพรรคพลังประชาชนที่นำโดยนายสมัคร สุนทรเวช ที่เชื่อว่าเป็นตัวแทนของระบอบทักษิณนั้น มีประชาชนจากจังหวัดต่างๆที่จัดตั้งเป็นกลุ่มพันธมิตรฯประจำจังหวัด ได้เข้าร่วมชุมนุมเป็นจำนวนมาก ทั้งยังมีการเคลื่อนไหวในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมที่สุดของการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯจังหวัดก็คือ การชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยคือ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ให้ออกจากพื้นที่ โดยเกิดขึ้นที่จังวัดกระบี่เป็นครั้งแรก และต่อมาที่จังหวัดต่างๆในภาคอีสาน โดยกลุ่มพันธมิตรฯประกาศว่าจะกระทำเช่นนี้เรื่อยไป จนกว่าคณะรัฐบาลที่เป็นตัวแทนของระบบทักษิณลาออก</p>
<p style="text-align: justify;">ปรากฏการณ์พันธมิตรฯจังหวัดต่างๆดังกล่าว หากเกิดขึ้นเพราะการรับรู้ข่าวสารผ่านสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม ASTV จริง นับได้ว่า การใช้สื่อโทรทัศน์ในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ผลตามเป้าหมายเป็นอย่างยิ่ง</p>
<p style="text-align: center;"><strong>2. PTV อาวุธของฝ่าย “เอาทักษิณ”</strong></p>
<p style="text-align: justify;">ฝ่ายสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้จัดตั้งสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมพีทีวี (PTV) ขึ้นในช่วงของรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เพื่อเป็นเครื่องมือเผยแพร่ข่าวสารของกลุ่มตน ขณะเดียวกันก็เคลื่อนไหวทางการเมืองในนาม แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) โดยมองว่า ฝ่ายที่ต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นฝ่ายเผด็จการ เพราะสนับสนุนการโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งด้วยการรัฐประหารซึ่งเป็นเผด็จการ ดังนั้น ทั้ง คปค. ก็ดี รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็ดี กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็ดีล้วนแต่เป็นฝ่ายเผด็จการในมุมมองของ นปก. ทั้งสิ้น แต่การดำเนินงานของสถานีโทรทัศน์ PTV ต้องยุติลงหลังจากดำเนินการได้ไม่นาน เนื่องมาจากปัญหาด้านกฎหมาย ทางกลุ่ม นปก. จึงหันไปใช้สื่อสิ่งพิมพ์ซึ่งมีทั้งหนังสือพิมพ์รายวันและรายสัปดาห์แทน</p>
<p style="text-align: justify;">เมื่อรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช เข้าบริหารราชการแผ่นดิน ได้ปรับเปลี่ยนสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทยของกรมประชาสัมพันธ์ หรือช่อง 11 เป็นสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที (NBT) เพื่อเป็นคู่แข่งขันกับสถานีโทรทัศน์สาธารณะไทยคือทีบีเอส (PBS) ที่รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้ยึดกิจการของสถานีโทรทัศน์ไอทีวี (ITV) ซึ่งกลุ่มธุรกิจที่ตระกูลชินวัตรเป็นเจ้าของที่ทำผิดสัญญาต่อรัฐแล้วนำไปปรับเปลี่ยนเป็นสถานีโทรทัศน์สาธารณะ รัฐบาลพรรคพลังประชาชนไม่สามารถจะจัดการเปลี่ยนแปลงแทรกแซงสถานี PBS ได้เพราะติดขัดเรื่องกฎหมาย จึงจัดตั้งสถานี NBT ขึ้นมา โดยมี นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น และเป็นหนึ่งในอดีตแกนนำ นปก. เป็นผู้รับผิดชอบ และว่าจ้างพนักงานของสถานีโทรทัศน์ ITV เดิมบางส่วน มาเป็นพนักงานของ NBT โดยหวังที่จะให้เป็นคู่เปรียบเทียบกับสถานีโทรทัศน์ PBS อันเป็นการแสดงให้เห็นถึงการแสดงท่าทีของฝ่าย “เอาทักษิณ” ซึ่งมีอำนาจทางการเมืองในฐานะรัฐบาล ที่มีต่อฝ่าย “ไม่เอาทักษิณ” ที่ตนเห็นว่าเป็นเผด็จการที่ได้จัดตั้งสถานีโทรทัศน์ PBS ขึ้น<br />
สถานีโทรทัศน์ NBT หรือช่อง 11 เดิม จึงเป็นเครื่องมือของรัฐบาลที่เป็นตัวแทนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในสายตาของฝ่ายพันธมิตรฯ ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้แก่รัฐบาล ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วก็เป็นภารกิจที่สถานีโทรทัศน์ช่อง 11 เดิม ได้ดำเนินงานมาตลอดนับตั้งแต่ก่อตั้งเป็นต้นมา ไม่ว่าพรรคการเมืองใดเป็นรัฐบาล ล้วนแล้วแต่ใช้สถานีโทรทัศน์แห่งนี้เป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลทั้งสิ้น</p>
<p style="text-align: justify;">เมื่อเดือนกรกฎาคม 2551 สถานีโทรทัศน์ PTV ได้ถูกรื้อฟื้นกิจการขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง โดยกลุ่ม นปก. เดิมที่มีนายวีระ มุสิกพงศ์ อดีตหนึ่งในแกนนำ นปก. เป็นผู้นำในการดำเนินงาน PTV ครั้งใหม่ โดยกำหนดบทบาทของสถานีโทรทัศน์ PTV ให้เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารด้านตรงกันข้ามกับสถานีโทรทัศน์ ASTV ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย การกลับมาดำเนินงานของสถานีโทรทัศน์ PTV ครั้งใหม่นี้ แม้ไม่ได้ดำเนินงานเต็มรูปแบบ ไม่ได้ออกอากาศตลอด 24 ชั่วโมง แต่ก็มีนัยอันสำคัญยิ่งในการส่งผ่านความคิดสู่ฝ่าย”เอาทักษิณ” เป็นการกลับเข้าสู่ “สงครามข่าวสาร” ที่ ดูเหมือนว่า ฝ่าย นปก. เพลี่ยงพล้ำให้แก่ฝ่ายพันธมิตรฯ ตลอดมา</p>
<p style="text-align: justify;">การกลับมาดำเนินงานของสถานีโทรทัศน์ PTV ก็เป็นสัญญาณให้ฝ่าย “เอาทักษิณ” ได้ทราบว่า การต่อสู้ยังไม่จบสิ้นลงง่ายๆ เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสมแล้ว PTV ก็พร้อมที่จะกลับมาดำเนินงานอย่างเต็มรูปแบบเพื่อเป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ข่าวสารไปถึงกลุ่มผู้สนับสนุน เช่นเดียวกับ กลุ่ม นปก. ที่แม้จะไม่การเคลื่อนไหวอย่างเป็นรูปธรรมเหมือนในช่วงรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ แต่เมื่อถึงเวลา กลุ่ม นปก. ก็พร้อมที่จะกลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้งหนึ่ง โดยมี PTV และอาจมี NBT เป็นแนวร่วม เพราะผู้ปฏิบัติงาน ของ NBT ส่วนหนึ่งมาจากสถานีโทรทัศน์ ITV เดิมดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น</p>
<p style="text-align: justify;">คำถามต่อไปมีอยู่ว่า เมื่อใดจึงจะเป็นเวลาอันเหมาะสมที่ PTV กับ นปก. จะดำเนินการเคลื่อนไหวอย่างเต็มรูปแบบ คำตอบย่อมหาได้จากการเคลื่อนไหวที่ผ่านมาของทั้งสองฝ่าย เมื่อใดฝ่ายที่มีความคิดเดียวกันมีอำนาจทางการเมืองก็จะยุติบทบาทการเคลื่อนไหวลงชั่วคราว ดังเช่น กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ยุติบทบาทลงในช่วงรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ แต่ กลุ่ม นปก. ออกมาเคลื่อนไหวอย่างเต็มรูปแบบและได้จัดตั้ง PTV และสื่อสิ่งพิมพ์ขึ้นเป็นเครื่องมือสื่อสารของตน ต่อมาเมื่อรัฐบาลพรรคพลังประชาชนนำโดยนายสมัคร สุนทรเวช เข้าบริหารประเทศ กลุ่ม นปก. ก็ยุติบทบาทลง แต่กลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาเคลื่อนไหวอย่างเต็มรูปแบบอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับใช้สถานีโทรทัศน์ดาวเทียม ASTV เป็นเครื่องมือเผยแพร่ข่าวสารอย่างเต็มรูปแบบ ดังที่ปรากฏในปัจจุบัน</p>
<p style="text-align: center;"><strong>3. ประชาชนได้อะไรจากสงครามข่าวสาร</strong></p>
<p style="text-align: justify;">สงครามข่าวสารของทั้งสองฝ่ายยังดำเนินต่อไป ตราบใดที่ความขัดแย้งยังไม่ยุติ เราคงจะได้เห็นการใช้สถานีโทรทัศน์เป็นอาวุธในการต่อสู้ด้านข่าวสาร ซึ่งอาจจะไม่ใช่ ASTV หรือ PTV ตลอดไป เพราะเมื่อเหตุการณ์พัฒนาไปสู่จุดๆหนึ่งที่ไม่อาจคาดเดาได้ อาจมีการจัดตั้งสถานีโทรทัศน์อื่นที่มีลักษณะเดียวกันเป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ข่าวสาร ตามความจำเป็นในสถานการณ์นั้นๆ เพราะปัจจุบันเทคโนโลยีการสื่อสารมีการพัฒนาให้ใช้งานง่ายขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น ขนาดเล็กลง การติดตั้งไม่มีความยุ่งยากซับซ้อน และมีราคาถูกลง จึงสามารถจัดตั้งขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว</p>
<p style="text-align: justify;">หากมองข้ามความขัดแย้งทางการเมืองก็จะเห็นได้ว่า การเกิดขึ้นของสถานีโทรทัศน์ ASTV ก็ดี PTV ก็ดี หรือสถานีโทรทัศน์ลักษณะเดียวกันที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ทำให้สังคมและประชาชนมีโอกาสที่จะได้รับประโยชน์จากข้อมูลข่าวสารอยู่ไม่น้อย เพราะทั้งสองฝ่ายที่พยายามเสนอข้อมูลข่าวสารเพื่อโน้มน้าวประชาชนให้เห็นด้วยกับฝ่ายตนมากที่สุด ย่อมจะต้องเสาะหาข้อมูล ข่าวสาร หลักฐานที่หนักแน่นมานำเสนอ เพื่อให้ประชาชนผู้รับข่าวสารพิจารณา</p>
<p style="text-align: justify;">แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ การเคลื่อนไหวทางการเมืองนั้น มักมีการปลุกเร้าอารมณ์ให้ฮึกเหิม ด้วยการกล่าวโจมตีฝ่ายตรงกันข้ามโดยใช้ข้อมูลแต่เพียงด้านเดียว คือด้านที่เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายตนและเป็นโทษแก่ฝ่ายตรงกันข้าม รวมไปถึงการปลุกเร้าให้เกลียดชังฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับฝ่ายตน จนอาจนำไปการใช้ความรุนแรงต่อกัน ดังที่เคยขึ้นกับสังคมไทยในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 หรือที่เกิดขึ้นในประเทศต่างๆทั่วโลก</p>
<p style="text-align: justify;">แต่อย่างไรก็ตาม หากไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น การต่อสู้กันด้วยข้อมูลข่าวสาร แม้จะมีการใส่ร้ายป้ายสีกันไปด้วย แต่สังคมก็ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารใหม่ๆเพิ่มขึ้น สำหรับผู้ที่ไม่ได้ยืนอยู่ข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด หากรับรู้ข้อมูลข่าวสารจากทั้งสองฝ่าย แล้วนำมากลั่นกรองไตร่ตรองชั่งน้ำหนักหาความจริง ก็ย่อมจะได้ประโยชน์อย่างเต็มที่ อันจะนำไปสู่การใช้ประโยชน์แก่สังคมในทางหนึ่งทางใดได้เช่นกัน.</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>โกศล อนุสิม<br />
</strong>๑๑ กรกฎาคม ๒๕๕๑</p>
<p class="akst_link"><a href="http://blogologynet.com/?p=98&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_98" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://blogologynet.com/media-and-communications" title="ใครๆก็(ไม่)ชอบสื่อ (29 February 2008)">ใครๆก็(ไม่)ชอบสื่อ</a> (2)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/launching-media-blog" title="แตกบล็อกออกไปเป็น &#8220;สื่อและสาร&#8221; (21 June 2010)">แตกบล็อกออกไปเป็น &#8220;สื่อและสาร&#8221;</a> (0)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/jakkapop-and-communication-fail" title="เหยื่อโอฐภัยจากการสื่อสารของ จักรภพ เพ็ญแข (21 May 2008)">เหยื่อโอฐภัยจากการสื่อสารของ จักรภพ เพ็ญแข</a> (4)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/samak-and-media" title="หลุมพรางดักสื่อของสมัคร สุนทรเวช (26 June 2008)">หลุมพรางดักสื่อของสมัคร สุนทรเวช</a> (0)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/media-of-wars" title="สงครามผ่านสื่อ : ผู้บริโภคคือเหยื่อที่แท้จริง (15 March 2008)">สงครามผ่านสื่อ : ผู้บริโภคคือเหยื่อที่แท้จริง</a> (0)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogologynet.com/astv-and-ptv/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หลุมพรางดักสื่อของสมัคร สุนทรเวช</title>
		<link>http://blogologynet.com/samak-and-media</link>
		<comments>http://blogologynet.com/samak-and-media#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 26 Jun 2008 07:24:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator></dc:creator>
				<category><![CDATA[สื่อสารมวลชน]]></category>
		<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[รู้เท่าทันสื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[สมัคร สุนทรเวช]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อสารการเมือง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://citizenjournal.kosolnet.com/?p=69</guid>
		<description><![CDATA[
นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีไทยคนปัจจุบัน (มิถุนายน 2551) เป็นนักการเมืองเพียงไม่กี่คน หรืออาจเป็นคนเดียวด้วยซ้ำที่ประกาศชัดถ้อยชัดคำว่า “ไม่ชอบสื่อ” จึง “ไม่กลัวสื่อ” สิ่งที่ยืนยันได้เป็นอย่างดีก็คือ นายสมัคร สุนทรเวช โต้ตอบสื่ออยู่เสมอๆ
การเป็นคนไม่ชอบสื่อและไม่กลัวสื่อของ นายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช ก่อให้เกิดข้อขัดแย้งกับสื่ออยู่เสมอๆ การให้สัมภาษณ์แต่ละครั้ง นายสมัคร สุนทรเวช ไม่ยอมให้สื่อถามตนอยู่แต่ฝ่ายเดียว หลายๆครั้งได้โยนคำถามกลับไปที่สื่อ ในกรณีที่มีการถามคำถามที่เป็นลักษณะชี้นำ หรือเป็นคำถามที่ผู้ตอบไม่ต้องการตอบ
นายสมัคร สุนทรเวช นั้นก็เป็นคนทำสื่อมาก่อน นั่นคือ เป็นนักเขียนคอลัมน์และเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์เดลิมิเร่อซึ่งปิดตัวลงไปนานหลายปีแล้ว ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า เป็นคนที่รู้เท่าทันสื่อ เป็นนักการเมืองที่รู้จักใช้สื่อให้เกิดประโยชน์ อย่างน้อยก็อยู่ใน “พื้นที่ข่าว” ได้ตลอดเวลา

สิ่งที่เราเห็นอยู่เสมอก็คือ นักการเมืองมักถูกสื่อใช้คำถามแบบชี้นำเพื่อให้ได้คำตอบตามที่ตนต้องการ หรือถูกตะล่อมให้พูด หรือแม้กระทั่งเรียกได้ว่าถูก “ต้อน” จนต้องตอบในสิ่งที่สื่อต้องการคำตอบ แต่สำหรับนายสมัคร สุนทรเวช แล้วหลายครั้งหลายหนภาพมักออกมาตรงกันข้าม นั่นคือ สื่อถูกนายสมัคร สุนทรเวช โยนคำถามกลับบ้าง ตำหนิบ้าง แม้กระทั่ง “ด่ากลับ” ก็หลายหน ด้วยอาการที่ไม่เกลงใจหรือเกรงกลัวสื่อ ใช้ความเหนือกว่าทั้งเรื่องคำพูดและความรู้ทันข่มสื่อจนทำให้สื่อคือผู้สื่อข่าวรุ่นลูกหลานกระเจิดกระเจิงมาก็หลายครั้ง
แต่การที่นายสมัคร สุนทรเวช สามารถเอาชนะสื่อได้นั้น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignright" style="float: right; margin: 10px 20px; border: 0px;" src="http://www.naewna.com/cgi-bin/3-2-2008/12.gif" alt="สมัคร สุนทรเวช ภาพจาก Naewna.com" width="306" height="255" /></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>นายสมัคร สุนทรเวช </strong>นายกรัฐมนตรีไทยคนปัจจุบัน (มิถุนายน 2551) เป็นนักการเมืองเพียงไม่กี่คน หรืออาจเป็นคนเดียวด้วยซ้ำที่ประกาศชัดถ้อยชัดคำว่า “ไม่ชอบสื่อ” จึง “ไม่กลัวสื่อ” สิ่งที่ยืนยันได้เป็นอย่างดีก็คือ นายสมัคร สุนทรเวช โต้ตอบสื่ออยู่เสมอๆ</p>
<p style="text-align: justify;">การเป็นคนไม่ชอบสื่อและไม่กลัวสื่อของ นายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช ก่อให้เกิดข้อขัดแย้งกับสื่ออยู่เสมอๆ การให้สัมภาษณ์แต่ละครั้ง นายสมัคร สุนทรเวช ไม่ยอมให้สื่อถามตนอยู่แต่ฝ่ายเดียว หลายๆครั้งได้โยนคำถามกลับไปที่สื่อ ในกรณีที่มีการถามคำถามที่เป็นลักษณะชี้นำ หรือเป็นคำถามที่ผู้ตอบไม่ต้องการตอบ</p>
<p style="text-align: justify;">นายสมัคร สุนทรเวช นั้นก็เป็นคนทำสื่อมาก่อน นั่นคือ เป็นนักเขียนคอลัมน์และเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์เดลิมิเร่อซึ่งปิดตัวลงไปนานหลายปีแล้ว ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า เป็นคนที่รู้เท่าทันสื่อ เป็นนักการเมืองที่รู้จักใช้สื่อให้เกิดประโยชน์ อย่างน้อยก็อยู่ใน “พื้นที่ข่าว” ได้ตลอดเวลา</p>
<p style="text-align: justify;"><span id="more-92"></span></p>
<p style="text-align: justify;">สิ่งที่เราเห็นอยู่เสมอก็คือ นักการเมืองมักถูกสื่อใช้คำถามแบบชี้นำเพื่อให้ได้คำตอบตามที่ตนต้องการ หรือถูกตะล่อมให้พูด หรือแม้กระทั่งเรียกได้ว่าถูก “ต้อน” จนต้องตอบในสิ่งที่สื่อต้องการคำตอบ แต่สำหรับนายสมัคร สุนทรเวช แล้วหลายครั้งหลายหนภาพมักออกมาตรงกันข้าม นั่นคือ สื่อถูกนายสมัคร สุนทรเวช โยนคำถามกลับบ้าง ตำหนิบ้าง แม้กระทั่ง “ด่ากลับ” ก็หลายหน ด้วยอาการที่ไม่เกลงใจหรือเกรงกลัวสื่อ ใช้ความเหนือกว่าทั้งเรื่องคำพูดและความรู้ทันข่มสื่อจนทำให้สื่อคือผู้สื่อข่าวรุ่นลูกหลานกระเจิดกระเจิงมาก็หลายครั้ง</p>
<p style="text-align: justify;">แต่การที่นายสมัคร สุนทรเวช สามารถเอาชนะสื่อได้นั้น ในทางกลับกัน ถ้อยคำหรือสารที่ถูกส่งออกมาจากผู้ส่งสารในฐานะนายกรัฐมนตรีกลับล้มเหลวแทบจะสิ้นเชิง นั้นคือ เนื้อหาสาระที่ออกมาจากปากของนายกรัฐมนตรี เผยแพร่ผ่านสื่อสู่สาธารณะ มีน้อยเหลือเกินที่จะสร้างความเข้าอกเข้าใจในการทำงาน การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลที่มีนายสมัคร สุนทรเวช เป็นหัวหน้า และในทางกลับกันยังสร้างความสงสัย ความหวาดระแวง และความไม่พอใจแก่ประชาชนในส่วนที่ไม่ชอบอยู่แล้วให้ไม่ชอบมากขึ้นด้วย</p>
<p style="text-align: justify;">แม้ในรายการ <strong>“พูดจาประสาสมัคร” </strong>วิทยุและโทรทัศน์ของกรมประชาสัมพันธ์ในทุกเช้าวันอาทิตย์ ซึ่งรายการลักษณะเดียวกันนี้ นายกรัฐมนตรีคนก่อนๆ ทั้ง <strong>พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร </strong>และ <strong>พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ </strong>ได้ใช้เป็นเวทีในการชี้แจงการทำงานของรัฐบาล ให้ข้อมูลข่าวสารเรื่องนโยบายที่กำลังดำเนินการอยู่ และเรื่องอื่นๆที่เป็นงานของรัฐบาลเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบ เข้าใจ และติดตามความก้าวหน้าทุกสัปดาห์ ถึงแม้จะเป็นรายการที่มีลักษณะเป็นการโฆษณาประชาสัมพันธ์ โดยหัวหน้ารัฐบาล แต่เนื้อหาสาระที่เผยแพร่นั้น นับว่าเป็นประโยชน์แก่ผู้ฟังคือประชาชนทั่วไป ทำให้เห็นภาพการทำงานโดยรวมของรัฐบาลตามภาระหน้าที่ที่มีต่อประเทศชาติและประชาชน ซึ่งประชาชนสามารถนำไปเทียบเคียงเพื่อตรวจสอบสิ่งนายกรัฐมนตรีบอกเล่า กับสิ่งที่ประชาชนเห็น เพื่อประเมินหาความจริงด้วยตัวเองได้</p>
<p style="text-align: justify;">แต่รายการ “พูดจาประสาสมัคร” ที่นายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช ใช้เป็นเวทีในการพูดคุยทุกเช้าวันอาทิตย์ มีความแตกต่างด้านเนื้อหาสาระแทบจะสิ้นเชิงกับนายกรัฐมนตรีสองคนก่อนที่ได้ยกมากล่าวถึงในย่อหน้าข้างบนนั้น โดยนายสมัคร สุนทรเวช มักใช้เป็นเวทีตอบโต้คำวิพากษ์วิจารณ์จากบุคคลอื่นด้วยความดุเดือด แข็งกร้าว เหน็บแนม ซึ่งยังห่างไกลจากการชี้แจงของนายกรัฐมนตรีคนก่อนๆ ที่นำข้อมูลที่สามารถจับต้องได้มาอธิบายแก้ข้อกล่าวหา ดังนั้น <strong>“การตอบโต้” </strong>ของนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช จึงแตกต่างจาก <strong>“การชี้แจง”</strong> ของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หรือ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ แม้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรจะมีการใช้คำพูดที่แข็งกร้าวอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ใช้ควบคู่ไปกับการให้ “ข้อมูล” ในเรื่องที่พูด มากกว่า</p>
<p style="text-align: justify;">ลักษณะเช่นนี้นับเป็นเอกลักษณ์ของนายสมัคร สุนทรเวช ไม่ว่าจะดำรงตำแหน่งในฐานะใด ภาพของการตอบโต้สื่อ การสวนคำพูดของผู้สื่อข่าว หรือภาพการโต้เถียงกับผู้สื่อข่าวมีให้เห็นอยู่เสมอ ที่เป็นเช่นนี้น่าจะมาจากปัจจัยหลักๆคือ</p>
<p style="text-align: justify;">1.นายสมัคร สุนทรเวช รู้เท่าทันสื่อว่าจะต้องทำหน้าที่ให้เสร็จสิ้นไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น การที่ตนเป็นบุคลที่เป็นข่าวทำให้มีความได้เปรียบสื่อ เพราะอย่างไรเสีย สื่อก็จำเป็นจะต้องอาศัยข้อมูลข่าวสารจากตน จึงทำให้นำข้อได้เปรียบมาใช้ข่มสื่อได้</p>
<p style="text-align: justify;">2.ประสบการณ์ยาวนานทางการเมือง ผ่านเหตุการณ์สำคัญๆมาหลายเหตุการณ์ มีส่วนร่วมในการใช้สื่อดำเนินการทางการเมืองมาตลอด ทั้งวิทยุและหนังสือพิมพ์ ทำให้นายสมัคร สุนทรเวช สามารถรับมือกับสื่อได้ทุกสถานการณ์</p>
<p style="text-align: justify;">3.จุดยืนกันมั่นคงทางความคิดที่มีต่อสื่อที่ประกาศอยู่เสมอว่า “ไม่ชอบสื่อ” ทำให้นายสมัคร สุนทรเวช กล้าที่จะทำตนเป็นฝ่ายตรงกันข้ามกับสื่อ ไม่แสดงความเกรงใจ เกรงกลัว หรืออ่อนข้อให้ ดังนั้น คำพูดที่แสดงออกไปจึงมักเป็นคำพูดมีลักษณะ “ข่ม” และ “ด่า” สื่อโดยตรง</p>
<p style="text-align: justify;">4.สื่อรู้ไม่เท่าทันนายสมัคร สุนทรเวช นั่นคือ ขาดการทำความเข้าใจพื้นเพ ประสบการณ์ และความคิดของนายสมัคร สุนทรเวช จึงไม่สามารถรับมือกับท่าทีที่แสดงออกมาได้ เมื่อใดที่ไม่ต้องการให้ข้อมูลข่าวสารในเรื่องที่ถูกไล่เลียงแล้วไม่ต้องการตอบ นายสมัคร สุนทรเวช มักใช้หลุมพรางการโต้เถียงมาเบี่ยงเบนความสนใจ และสื่อก็ตกเข้าไปอยู่ในหลุมพรางที่นายสมัคร สุนทรเวช ขุดดักเอาไว้ ทำให้พลาดการได้มาซึ่งข่าวสารสำคัญอันเป็นเป้าหมายหลักในการทำหน้าที่สื่อมวลชน สิ่งที่ได้มาก็เพียงเหตุการณ์โต้เถียงระหว่างสื่อกับนายสมัคร สุนทรเวช เท่านั้น ดังปรากฏเสมอๆในช่วง 4 เดือนของการเป็นหัวหน้ารัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช</p>
<p style="text-align: justify;">ดังนั้นสิ่งที่สื่อต้องตระหนักไว้ก็คือ การศึกษาและทำความเข้าใจในความคิดและการแสดงของบุคคลที่เป็นผู้นำทางการเมืองหรือผู้นำทางสังคมที่สื่อจะต้องเกี่ยวข้องด้วย เพื่อจะได้รับมือกับพฤติกรรมของบุคคลนั้นๆได้มากที่สุด ดังเช่น หากรู้ทันนายสมัคร สุนทรเวช ก็จะได้ไม่ตกหลุมพรางที่ขุดดักเอาไว้ การทำหน้าที่ของสื่อก็จะได้ผลมากขึ้น สื่อก็จะทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ ประโยชน์ก็จะตกแก่สังคม.</p>
<p class="akst_link"><a href="http://blogologynet.com/?p=92&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_92" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://blogologynet.com/media-and-communications" title="ใครๆก็(ไม่)ชอบสื่อ (29 February 2008)">ใครๆก็(ไม่)ชอบสื่อ</a> (2)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/jakkapop-and-communication-fail" title="เหยื่อโอฐภัยจากการสื่อสารของ จักรภพ เพ็ญแข (21 May 2008)">เหยื่อโอฐภัยจากการสื่อสารของ จักรภพ เพ็ญแข</a> (4)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/taksin-chinnawatra-and-media" title="พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กราบแผ่นดิน : การใช้สื่อของมือระดับเทพ (29 February 2008)">พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กราบแผ่นดิน : การใช้สื่อของมือระดับเทพ</a> (0)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/media-massage-political-communications" title="ปรากฏการณ์ขาประจำ: “สื่อ” และ “สาร” ทางการเมืองของประชาชน (29 February 2008)">ปรากฏการณ์ขาประจำ: “สื่อ” และ “สาร” ทางการเมืองของประชาชน</a> (1)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/launching-media-blog" title="แตกบล็อกออกไปเป็น &#8220;สื่อและสาร&#8221; (21 June 2010)">แตกบล็อกออกไปเป็น &#8220;สื่อและสาร&#8221;</a> (0)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogologynet.com/samak-and-media/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เหยื่อโอฐภัยจากการสื่อสารของ จักรภพ เพ็ญแข</title>
		<link>http://blogologynet.com/jakkapop-and-communication-fail</link>
		<comments>http://blogologynet.com/jakkapop-and-communication-fail#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 20 May 2008 23:52:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator></dc:creator>
				<category><![CDATA[สื่อสารมวลชน]]></category>
		<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[จักรภพ เพ็ญแข]]></category>
		<category><![CDATA[ชาติชาย ชุณหะวัน]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อสารการเมือง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mediatalkblog.wordpress.com/?p=102</guid>
		<description><![CDATA[
เช้าวันที่ 21 พฤษภาคม 2551 หนังสือพิมพ์และสื่อออนไลน์ ต่างพร้อมใจกันลงข่าวนายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มีโอกาสที่จะถูกลอยแพจากพรรคพลังประชาชน เนื่องจากการพูดจาจาบจ้วงหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ซึ่งมีการวิพากษ์วิจารณ์กันมานับสัปดาห์แล้ว รวมถึงถูกยื่นถอดถอนจากตำแหน่งในวุฒิสภาโดย พรรคประชาธิปัตย์
ข่าวที่นำมาซึ่งการตีความของสื่อว่านายจักรภพ เพ็ญแข จะถูกลอยแพนั้น อ้างอิงมาจากคำให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ต่อเรื่องที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เข้าเยี่ยมอวยพรวันเกิด และ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เปิดเผยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความห่วงใยในเรื่องที่นายจักรภพ เพ็ญแข กล่าวจาบจ้วงล่วงเกินสถาบัน ทั้งยังสำทับว่า นายจักรภพ เพ็ญแข ต้องรับผิดชอบคำพูดของตัวเอง และปฏิเสธข่าวที่นายจักรภพ เพ็ญแข กล่าวมาก่อนหน้านี้ว่า ตนจะช่วยเคลียร์ปัญหานี้ให้

ขณะนี้ นายจักรภพ เพ็ญแข ดูเหมือนตกอยู่ในที่นั่งลำบาก เนื่องมาจากการพูดจาและท่าทีที่เขาแสดงออกนับตั้งแต่เข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองในฐานะรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่มีหน้าที่กำกับดูแลสื่อของรัฐ อันได้แก่ กรมประชาสัมพันธ์และสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็น NBT) รวมถึงกำกับดูแลหน่วยงานรัฐวิสาหกิจสื่อสารมวลชน คือ องค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (อสมท.) โดยทันทีที่เข้าดำรงตำแหน่ง นายจักรภพ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignright" style="float: right; margin: 10px 20px; border: 0px;" src="http://news.mcot.net/_images/MNewsImages_30272.jpg" alt="" width="303" height="226" /></p>
<p>เช้าวันที่ 21 พฤษภาคม 2551 หนังสือพิมพ์และสื่อออนไลน์ ต่างพร้อมใจกันลงข่าว<strong>นายจักรภพ เพ็ญแข</strong> รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มีโอกาสที่จะถูกลอยแพจากพรรคพลังประชาชน เนื่องจากการพูดจาจาบจ้วงหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ซึ่งมีการวิพากษ์วิจารณ์กันมานับสัปดาห์แล้ว รวมถึงถูกยื่นถอดถอนจากตำแหน่งในวุฒิสภาโดย พรรคประชาธิปัตย์</p>
<p>ข่าวที่นำมาซึ่งการตีความของสื่อว่านายจักรภพ เพ็ญแข จะถูกลอยแพนั้น อ้างอิงมาจากคำให้สัมภาษณ์ของ <strong>พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ</strong> ต่อเรื่องที่ <strong>พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร</strong> เข้าเยี่ยมอวยพรวันเกิด และ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เปิดเผยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความห่วงใยในเรื่องที่นายจักรภพ เพ็ญแข กล่าวจาบจ้วงล่วงเกินสถาบัน ทั้งยังสำทับว่า นายจักรภพ เพ็ญแข ต้องรับผิดชอบคำพูดของตัวเอง และปฏิเสธข่าวที่นายจักรภพ เพ็ญแข กล่าวมาก่อนหน้านี้ว่า ตนจะช่วยเคลียร์ปัญหานี้ให้<br />
<span id="more-729"></span></p>
<p>ขณะนี้ นายจักรภพ เพ็ญแข ดูเหมือนตกอยู่ในที่นั่งลำบาก เนื่องมาจากการพูดจาและท่าทีที่เขาแสดงออกนับตั้งแต่เข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองในฐานะรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่มีหน้าที่กำกับดูแลสื่อของรัฐ อันได้แก่ กรมประชาสัมพันธ์และสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็น NBT) รวมถึงกำกับดูแลหน่วยงานรัฐวิสาหกิจสื่อสารมวลชน คือ องค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (อสมท.) โดยทันทีที่เข้าดำรงตำแหน่ง นายจักรภพ เพ็ญแข มีท่าทีที่แข็งกร้าว ประกาศจะใช้อำนาจดำเนินการ “จัดระเบียบสื่อ” ซึ่งในมุมมองของสื่อ การกระทำดังกล่าวถือเป็นการคุกคามและละเมิดการทำหน้าที่ของสื่อ ขัดกับหลักเสรีภาพที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ</p>
<p>นับแต่นั้นมา นายจักรภพ เพ็ญแข กลายเป็นนักการเมืองที่ยืนอยู่ตรงกันข้ามกับสื่อ โดนสื่อวิพากษ์วิจารณ์ตลอดเวลา ในขณะเดียวกัน นายจักรภพ เพ็ญแข ก็อ้างอิงอำนาจในฐานะรัฐมนตรีที่กำกับดูแลเรื่องสื่อประกาศที่จะจัดระเบียบสื่ออยู่ตลอดเวลาเช่นกัน</p>
<p>เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงนับว่า นายจักรภพ เพ็ญแข ใช้การสื่อสารที่แข็งกร้าวเป็นปฏิปักษ์ต่อสื่ออย่างชัดเจน ไม่มีการประนีประนอมในทุกๆเรื่อง โดยอาจลืมไปว่า ตนเป็นนักการเมือง ทุกคำพูดที่พูดออกไปนั้น ย่อมเกิดผลในทางการเมืองทั้งสิ้น จึงทำให้นายจักรภพ เพ็ญแข มีแนวโน้มว่าจะถูกลอยแพทางการเมือง ดังที่สื่อตีความเป็นข่าวโดยพร้อมเพรียงกันดังกล่าว</p>
<p>กรณีที่เกิดขึ้นกับ นายจักรภพ เพ็ญแข ทำให้หวนนึกถึงคำพูดของ <strong>พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัน </strong>อดีตนายกรัฐมนตรีผู้ล่วงลับไปแล้วเคยพูดเอาไว้ว่า <strong>“คำพูดนั้นก่อนพูดเราเป็นนายมัน พอเราพูดแล้วมันเป็นนายเรา”</strong> ซึ่งคำพูดนี้ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัน จะคิดเองหรือไม่ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะความสำคัญอยู่ที่ตัวผู้พูดซึ่งเป็นถึงนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ว่าให้ความสำคัญต่อคำพูดของตนเป็นอย่างมาก</p>
<p>พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัน ระมัดระวังคำพูดของตนเองเสมอ ก่อนจะพูดสิ่งใดออกไปนั้น เชื่อได้ว่าผ่านการพิจารณากลั่นกรองอย่างรอบคอบว่าเหมาะสมกับกาลเวลา สถานที่ และเหตุการณ์แล้วจึงพูดออกมา ดังนั้นจึงไม่ตกเป็นเหยื่อคำพูดของตนเอง ไม่ว่าก่อนหรือหลังพูดก็สามารถคงสถานะ “เป็นนาย” ของคำพูดตัวเองเสมอ</p>
<p>ด้วยเหตุนี้ สื่อมวลชนจึงตั้งฉายาให้แก่ พล.ชาติชาย ชุณหะวัน ว่า “ปลาไหลใส่เสก็ต” นั่นคือมีความหลื่นไหลเอาตัวรอดจากพันธะของคำพูดได้อย่างแนบเนียน หากไม่ถูกคณะรัฐประหาร (รสช.) ยึดอำนาจ (ด้วยข้อกล่าวหาคล้ายกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) คงมีนวัตกรรมทางคำพูดใหม่ๆที่ใช้ในการสื่อสารทางการเมืองถูกประดิดประดอยจากปากของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัน เป็นแน่แท้</p>
<p>นายจักรภพ เพ็ญแข นับว่าแตกต่างโดยสิ้นเชิงจาก พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัน เพราะคำพูดที่นายจักรภพ เพ็ญแข พูดออกมาแทบทุกคำ ได้กลายเป็น “นาย” ของตนเองในภายหลัง นำมาซึ่งความยุ่งยากอย่างใหญ่หลวง ในขณะที่พูดอาจคิดและเชื่อว่าอำนาจทางการเมืองที่ตนมีอยู่ จะสามารถปกป้องให้พ้นจากผลกระทบที่สะท้อนกลับมาหาตนได้ แต่การณ์กลับไม่เป็นไปเช่นนั้น เพราะนายจักรภพ เพ็ญแข ถูกกระหน่ำจากรอบทิศ ไม่เพียงแต่สื่อที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันเท่านั้น ประชาชนทั่วไปก็สะท้อนความไม่พอใจผ่านการสำรวจความคิดเห็นของสำนักต่างๆ แม้แต่สมาชิกพรรคการเมืองเดียวกันคือพรรคพลังประชาชน ก็ยังแสดงท่าทีที่ไม่เห็นด้วยในหลายครั้งหลายหน จนเมื่อล่าสุด ก็มาถึงท่าทีของผู้ที่เชื่อกันว่าเป็นเจ้าของพรรคตัวจริง คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ถูกบอกเล่าผ่าน พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ จนเป็นที่มาของการพาดหัวข่าวตามสื่อต่างๆ ว่า นายจักรภพ เพ็ญแข จะถูกลอยแพทางการเมือง</p>
<p>สิ่งที่ไม่น่าเกิดขึ้นก็คือ นายจักรภพ เพ็ญแข ก็เป็นคนในแวดวงสื่อมวลชนก่อนที่จะเข้าสู่การเมือง จึงน่าจะรู้กลวิธีในการสื่อสารที่ดี โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในตำแหน่งทางการเมือง ที่คำพูดย่อมจะเกิดผลกระทบต่อทั้งสังคมและทั้งสถานะของตนด้วย แต่กลายเป็นว่า เมื่ออยู่ในฐานะนักการเมืองกลับต้องตกเป็นเหยื่อของคำพูดตัวเอง จึงนับว่าเป็นการสื่อสารที่ล้มเหลวเป็นอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะไม่เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะแล้ว ยังก่อให้เกิดโทษเป็นโอฐภัยที่วกกลับเข้ามาทำร้ายตัวเองในที่สุด</p>
<p>สิ่งที่เกิดขึ้นกับนายจักรภพ เพ็ญแข ครั้งนี้ น่าจะเป็นบทเรียนแก่นักการเมืองและบุคคลสาธารณะทั้งหลาย ให้ระมัดระวังในการใช้ถ้อยคำยิ่งขึ้น หากจะให้ดีก่อนจะพูดสิ่งใดออกมา ก็จงนึกถึงคำพูดของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัน นั่นคือ “คำพูดนั้นก่อนพูดเราเป็นนายมัน พอเราพูดแล้วมันเป็นนายเรา” จะได้ไม่มีปัญหาในภายหลัง</p>
<p><strong>เพราะถ้ามีปัญหากับ “นาย” แล้วไม่ว่านายแบบใดก็มีแต่ความยุ่งยากทั้งสิ้น โดยเฉพาะนายที่ออกมาจากปากของตัวเอง. </strong></p>
<p class="akst_link"><a href="http://blogologynet.com/?p=729&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_729" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://blogologynet.com/media-and-communications" title="ใครๆก็(ไม่)ชอบสื่อ (29 February 2008)">ใครๆก็(ไม่)ชอบสื่อ</a> (2)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/samak-and-media" title="หลุมพรางดักสื่อของสมัคร สุนทรเวช (26 June 2008)">หลุมพรางดักสื่อของสมัคร สุนทรเวช</a> (0)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/taksin-chinnawatra-and-media" title="พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กราบแผ่นดิน : การใช้สื่อของมือระดับเทพ (29 February 2008)">พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กราบแผ่นดิน : การใช้สื่อของมือระดับเทพ</a> (0)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/media-massage-political-communications" title="ปรากฏการณ์ขาประจำ: “สื่อ” และ “สาร” ทางการเมืองของประชาชน (29 February 2008)">ปรากฏการณ์ขาประจำ: “สื่อ” และ “สาร” ทางการเมืองของประชาชน</a> (1)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/launching-media-blog" title="แตกบล็อกออกไปเป็น &#8220;สื่อและสาร&#8221; (21 June 2010)">แตกบล็อกออกไปเป็น &#8220;สื่อและสาร&#8221;</a> (0)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogologynet.com/jakkapop-and-communication-fail/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>นวัตกรรมสื่อ : เทคโนโลยี พฤติกรรม และ จริยธรรมของสื่อมวลชน (2-จบ)</title>
		<link>http://blogologynet.com/media-rule-and-law-02-post</link>
		<comments>http://blogologynet.com/media-rule-and-law-02-post#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 20 May 2008 11:54:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator></dc:creator>
				<category><![CDATA[สื่อสารมวลชน]]></category>
		<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[จริยธรรมของสื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[นวัตกรรมของสื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mediatalkblog.wordpress.com/?p=100</guid>
		<description><![CDATA[ในตอนที่แล้ว ได้ยกเอาจรรยาบรรณของสื่อมวลชนที่กำหนดโดยสมาคมวิชาชีพหนังสือพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์ ที่ตราขึ้นเพื่อให้สมาชิกยึดถือเป็นหลักปฏิบัติ โดยพร้อมเพรียงและเท่าเทียมกัน
แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า หลักแห่งจริยธรรมหรือจรรยาบรรณดังกล่าว มักถูกละเมิดโดยสื่ออยู่เสมอ เมื่อมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมในการกระทำของสื่อ  ข้ออ้างที่สื่อหยิบหยกขึ้นมาโต้แย้งก็คือ เรื่องเสรีภาพในการเผยแพร่ข่าวสาร  หากมีการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งทางกฎหมายหรือทางสังคมต่อสื่อ ถือก็มักโต้ตอบกลับว่าเป็นการคุกคามสื่อ
แต่ในมุมมองของผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำของสื่อ  ก็มองได้ว่า ตนถูกสื่อคุกคามสิทธิและเสรีภาพเช่นกัน ดังนั้น จึงมีข้อที่จะต้องพิจารณาต่อว่า  สื่อได้ใช้ข้ออ้างในเรื่องเสรีภาพการเสนอข่าวสารโดยเกินขอบเขตจนละเมิดผู้อื่นหรือไม่  เพราะในจริยธรรมหรือจรรยาบรรณนั้น แม้จะรับรองสิทธิเสรีภาพของสื่อ แต่ก็ต้องไม่ละเมิดผู้อื่น
การละเมิดจริยธรรมหรือจรรยาบรรณของสื่อ หรือหมิ่นเหม่ต่อการละเมิดมีอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งสิ่งพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์  ตัวอย่างมีให้เห็นอยู่เสมอๆ  เช่น

1. การเสนอภาพลามกอนาจาร  สื่อปัจจุบันได้เสนอภาพและเรื่องราวที่หมิ่นเหม่ต่อการละเมิดข้อนี้มากที่สุด ตัวอย่างก็คือ สื่อสิ่งพิมพ์ตีพิมพ์ภาพการแต่งตัวที่ไม่เหมาะสมของนักแสดงทั้งหลาย ทั้งภาพปกติที่นุ่งน้อยห่มน้อยพร้อมเรื่องราวการใช้ชีวิตที่เกี่ยวข้องกับเรื่องทางเพศ  และภาพที่เข้าข่ายลามกอนาจารโดยตรงที่เรียกกันว่า “ภาพหลุด” นั้นเหมาะสมหรือไม่  ด้านสื่อโทรทัศน์ก็จัดทำรายการที่มีเรื่องราวทางเพศที่ไม่เหมาะสม ดังที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ในรายการทอล์คโชว์รายการหนึ่ง ที่ผู้ร่วมรายการได้พูดถึงเรื่องการมีเพศสัมพันธ์อย่างสนุกปาก โดยมีผู้ดำเนินรายการคอยผสมโรงอย่างสนุกสนาน  กรณีเช่นนี้จะเข้าข่ายละเมิดจรรยาบรรณข้อนี้หรือไม่  หากใช่ จะมีการจัดการอย่างไรกับสื่อที่ละเมิด หากไม่ใช่ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/05/tvthai.jpg" alt="" width="205" height="289" class="alignleft size-full wp-image-101" />ในตอนที่แล้ว ได้ยกเอาจรรยาบรรณของสื่อมวลชนที่กำหนดโดยสมาคมวิชาชีพหนังสือพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์ ที่ตราขึ้นเพื่อให้สมาชิกยึดถือเป็นหลักปฏิบัติ โดยพร้อมเพรียงและเท่าเทียมกัน</p>
<p>แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า หลักแห่งจริยธรรมหรือจรรยาบรรณดังกล่าว มักถูกละเมิดโดยสื่ออยู่เสมอ เมื่อมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมในการกระทำของสื่อ  ข้ออ้างที่สื่อหยิบหยกขึ้นมาโต้แย้งก็คือ เรื่องเสรีภาพในการเผยแพร่ข่าวสาร  หากมีการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งทางกฎหมายหรือทางสังคมต่อสื่อ ถือก็มักโต้ตอบกลับว่าเป็นการคุกคามสื่อ</p>
<p>แต่ในมุมมองของผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำของสื่อ  ก็มองได้ว่า ตนถูกสื่อคุกคามสิทธิและเสรีภาพเช่นกัน ดังนั้น จึงมีข้อที่จะต้องพิจารณาต่อว่า  สื่อได้ใช้ข้ออ้างในเรื่องเสรีภาพการเสนอข่าวสารโดยเกินขอบเขตจนละเมิดผู้อื่นหรือไม่  เพราะในจริยธรรมหรือจรรยาบรรณนั้น แม้จะรับรองสิทธิเสรีภาพของสื่อ แต่ก็ต้องไม่ละเมิดผู้อื่น</p>
<p>การละเมิดจริยธรรมหรือจรรยาบรรณของสื่อ หรือหมิ่นเหม่ต่อการละเมิดมีอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งสิ่งพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์  ตัวอย่างมีให้เห็นอยู่เสมอๆ  เช่น<br />
<span id="more-728"></span><br />
1. การเสนอภาพลามกอนาจาร  สื่อปัจจุบันได้เสนอภาพและเรื่องราวที่หมิ่นเหม่ต่อการละเมิดข้อนี้มากที่สุด ตัวอย่างก็คือ สื่อสิ่งพิมพ์ตีพิมพ์ภาพการแต่งตัวที่ไม่เหมาะสมของนักแสดงทั้งหลาย ทั้งภาพปกติที่นุ่งน้อยห่มน้อยพร้อมเรื่องราวการใช้ชีวิตที่เกี่ยวข้องกับเรื่องทางเพศ  และภาพที่เข้าข่ายลามกอนาจารโดยตรงที่เรียกกันว่า “ภาพหลุด” นั้นเหมาะสมหรือไม่  ด้านสื่อโทรทัศน์ก็จัดทำรายการที่มีเรื่องราวทางเพศที่ไม่เหมาะสม ดังที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ในรายการทอล์คโชว์รายการหนึ่ง ที่ผู้ร่วมรายการได้พูดถึงเรื่องการมีเพศสัมพันธ์อย่างสนุกปาก โดยมีผู้ดำเนินรายการคอยผสมโรงอย่างสนุกสนาน  กรณีเช่นนี้จะเข้าข่ายละเมิดจรรยาบรรณข้อนี้หรือไม่  หากใช่ จะมีการจัดการอย่างไรกับสื่อที่ละเมิด หากไม่ใช่ ก็ต้องให้ความหมายของคำว่า “ลามกอนาจาร” ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น</p>
<p>2 จริยธรรมในเรื่อง การไม่ใช้หน้าที่ไปในทางรับอามิสสินจ้าง เพื่อให้กระทำหรือไม่กระทำการเผยแพร่ข่าวสารอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อประโยชน์ของผู้ให้อามิส ซึ่งขัดต่อจรรยาบรรณว่าด้วยการรักษาประโยชน์แห่งสาธารณะด้วยนั้น ปัจจุบันสื่อเป็นองค์กรธุรกิจที่แสวงหารายได้เพื่อสร้างกำไร   และรายได้หลักก็มาจากการโฆษณาสินค้าและบริการขององค์กรธุรกิจต่างๆ   หากองค์กรนั้นทำสิ่งที่ไม่ดีไม่งาม สร้างความเสียหายแก่สาธารณะ สื่อจะกล้าเปิดโปงหรือไม่  เมื่อการเปิดโปงนั้นอาจสร้างความไม่พอใจแก่องค์กรธุรกิจดังกล่าว จนนำมาซึ่งการถอนโฆษณาในสื่อ ทำให้สื่อขาดรายได้ไป</p>
<p>ในกรณีดังกล่าว สื่อมักถูกกล่าวหาหรือตั้งข้อสงสัยอยู่เสมอ ว่าละเว้นการทำหน้าที่ของสื่อ หรือทำไปอย่างไม่เต็มใจ เพราะต้องรักษาผลประโยชน์ทางธุรกิจของตนเอาไว้  ยิ่งปัจจุบันสื่อเองก็เป็นองค์กรธุรกิจหน่วยหนึ่ง  แสวงหารายได้จากการทำธุรกิจโดยมีสินค้าคือข้อมูลข่าวสาร  ดังนั้น หากข้อมูลข่าวสารมีผลกระทบต่อคู่สัญญาทางธุรกิจ ที่สนับสนุนการโฆษณาในสื่อ  โอกาสที่สื่อจะละเลยหน้าที่ย่อมมีมากขึ้น  นำไปสู่การเสียประโยชน์ของสาธรณชน อันเป็นการละเมิดจรรยาบรรณอย่างชัดเจน เมื่อเกิดข้อสงสัยขึ้นมา  ส่วนมากแล้ว เรื่องก็มักจะจางหายไปโดยไม่มีการสืบสาวราวเรื่องใดๆ</p>
<p>3 การเคารพผู้อื่น  ในข้อนี้ สื่อมักจะถูกตั้งคำถามอยู่เสมอว่า ชอบเสนอข่าวในลักษณะล่วงละเมิดผู้อื่น โดยเฉพาะในสื่อบันเทิง  ที่เน้นการเสนอข่าวในลักษณะหวือหวา ตื่นเต้น เร้าใจ  ซึ่งข่าวที่ปรากฏนั้นมักมีผลด้านลบแก่ผู้ที่ตกเป็นข่าว  เมื่อมีกรณีเช่นนี้เกิดขึ้น  สื่ออื่นและองค์กรวิชาชีพทางสื่อมักไม่ให้ความสนใจ  ผู้ได้รับความเสียหายต้องฟ้องร้องคดีความเพื่อขอความยุติธรรมจากศาล  ผลปรากฏว่าสื่อเป็นฝ่ายพ่ายแพ้มากกว่าชนะ หรือมีการประนีประนอมยอมความในศาลโดยสื่อยอมรับผิด  สื่ออื่นๆที่นอกเหนือจากสื่อบันเทิงก็มีคดีความฟ้องร้องในลักษณะเช่นนี้เสมอ ที่มากที่สุดก็คือคดีหมิ่นประมาท  มีทั้งสื่อเป็นผู้แพ้และผู้ชนะ</p>
<p>การเกิดขึ้นของเหตุการณ์ดังที่กล่าวมานั้น  สื่อด้วยกันเองหรือองค์กรวิชาชีพทางสื่อมักเลือกที่จะนิ่งเฉยมากกว่าการวิพากษ์วิจารณ์สื่อด้วยกัน ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า ที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะสื่อยึดมั่นในจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพข้อหนึ่ง ที่กำหนดให้สื่อ “ไม่กระทำการใดๆอันเป็นการบั่นทอนเกียรติคุณของวิชาชีพหรือความสามัคคีของเพื่อนร่วมวิชาชีพ” ตามที่กำหนดไว้ใน “จรรยาบรรณหนังสือพิมพ์” เข้ากับคำกล่าวที่มักได้ยินเสมอในหมู่คนทำสื่อว่า “แมลงวันย่อมไม่ตอมแมลงวันด้วยกัน”  หากเป็นเช่นนี้จริงก็นับว่าเป็นการแปรเจตนารมณ์ของจรรยาบรรณผิดจากความเป็นจริงมากที่สุด</p>
<p>นี่คือตัวอย่างของการละเมิดหรือหมิ่นเหม่ต่อการละเมิดจรรยาบรรณของสื่อในยุคปัจจุบัน  ที่น่าเป็นกังวลมากที่สุดก็คือ สื่อแขนงใหม่ๆที่เกิดขึ้นจากนวัตกรรมเทคโนโลยีสื่อสาร ได้แก่  สื่อสิ่งพิมพ์น้อยใหญ่ที่จัดพิมพ์เผยแพร่โดยทั่วไปก็ดี และเผยแพร่เป็นการเฉพาะกิจก็ดี  วิทยุชมชน  โทรทัศน์เคเบิล  โทรทัศน์ดาวเทียม  สื่อเหล่านี้ได้ยึด หลักจรรยาบรรณหรือไม่เพียงใด  รวมถึงสื่อหลักที่ต้องแข่งขันกันแสวงหารายได้ทางธุรกิจ ทั้งยังต้องแข่งขันในการเสนอข่าวสารกับสื่อกระแสหลักด้วยกันและสื่อแขนงใหม่ที่เกิดขึ้นมาเป็นจำนวนมาก  ดังนั้นจะยังยึดมั่นในจรรยาบรรณหรือจริยธรรมแห่งวิชาชีพได้อยู่หรือไม่ เพียงใด</p>
<p>คำตอบก็คือ จากพฤติกรรมของสื่อที่ยกมาข้างต้น  ทำให้เห็นว่า  สื่อเริ่มจะจืดจางห่างหายจากจรรยาบรรณหรือจริยธรรมแห่งวิชาชีพมากขึ้น</p>
<p>คำถามต่อไปก็คือ ทำไมเมื่อมีนวัตกรรมใหม่ๆทางเทคโนโลยีการสื่อสาร ที่ทำให้สื่อทำงานได้สะดวกสบายขึ้น  ซึ่งน่าจะทำให้รักษาคุณภาพแห่งเนื้องานโดยไม่ต้องกังวลเรื่องข้อจำกัดด้านเวลาที่ใช้ในการผลิต เมื่อสื่อทำงานสะดวกและสบายขึ้นก็ควรที่จะมีเวลาในการตรวจสอบ ตรวจทานเนื้อหากับจรรยาบรรณว่าจะล่วงละเมิดหรือไม่  แต่กลายกลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม คือยิ่งมีนวัตกรรมทางเทคโนโลยีการสื่อสารเพิ่มขึ้นมากเพียงใด แนวโน้มการละเมิดจรรยาบรรณและจริยธรรมของสื่อก็มีมากขึ้น</p>
<p>หรือว่า นวัตกรรมทางเทคโนโลยีจะทำให้สื่อเกิดนวัตกรรมทางพฤติกรรมไปในทางลดคุณค่าแห่งจริยธรรมและจรรยาบรรณลงไป หรือว่า หลักแห่งจริยธรรมและจรรยาบรรณที่ตราขึ้นเมื่อ 40 ปีที่แล้วในกรณีของสื่อสิ่งพิมพ์ และที่ตราไว้เมื่อ 13 ปีก่อนในกรณีของวิทยุและโทรทัศน์ จะล้าสมัยไม่เข้ากับนวัตกรรมทางเทคโนโลยีการสื่อสารและนวัตกรรมของพฤติกรรมสื่อในปัจจุบันแล้ว</p>
<p>ปัญหาต่อมาก็คือ จะต้องแก้ไขนวัตกรรมพฤติกรรมของสื่อให้เข้ากับจรรยาบรรณและจริยธรรม หรือต้องสร้างนวัตกรรมทางจริยธรรมและจรรยาบรรณให้เข้ากับนวัตกรรมเทคโนโลยีและนวัตกรรมพฤติกรรมของสื่อในยุคปัจจุบัน</p>
<p>และมีปัญหาที่ใหญ่กว่า นั่นคือ ใครจะเป็นผู้ดำเนินการ?</p>
<p>๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๑</p>
<p class="akst_link"><a href="http://blogologynet.com/?p=728&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_728" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://blogologynet.com/media-and-communications" title="ใครๆก็(ไม่)ชอบสื่อ (29 February 2008)">ใครๆก็(ไม่)ชอบสื่อ</a> (2)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/media-massage-political-communications" title="ปรากฏการณ์ขาประจำ: “สื่อ” และ “สาร” ทางการเมืองของประชาชน (29 February 2008)">ปรากฏการณ์ขาประจำ: “สื่อ” และ “สาร” ทางการเมืองของประชาชน</a> (1)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/media-and-news-writing" title="บางถ้อยคำใน “ผู้จัดการ” เป็นสิ่งสมควรที่จะปรากฏใน “สื่อสาธารณะ” หรือไม่ (16 May 2008)">บางถ้อยคำใน “ผู้จัดการ” เป็นสิ่งสมควรที่จะปรากฏใน “สื่อสาธารณะ” หรือไม่</a> (0)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/thai-mass-media-responsibility" title="บทสำรวจจรรยาบรรณของสื่อมวลชนไทยและคำถามเรื่องจริยธรรม (20 May 2009)">บทสำรวจจรรยาบรรณของสื่อมวลชนไทยและคำถามเรื่องจริยธรรม</a> (0)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/thai-mass-media" title="ก้าวที่กล้าของสื่อมวลชนไทย : บทพิสูจน์การเป็นสื่อมวลชนที่แท้ (20 May 2009)">ก้าวที่กล้าของสื่อมวลชนไทย : บทพิสูจน์การเป็นสื่อมวลชนที่แท้</a> (0)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogologynet.com/media-rule-and-law-02-post/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>บางถ้อยคำใน “ผู้จัดการ” เป็นสิ่งสมควรที่จะปรากฏใน “สื่อสาธารณะ” หรือไม่</title>
		<link>http://blogologynet.com/media-and-news-writing</link>
		<comments>http://blogologynet.com/media-and-news-writing#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 16 May 2008 03:21:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator></dc:creator>
				<category><![CDATA[สื่อสารมวลชน]]></category>
		<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้จัดการ]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mediatalkblog.wordpress.com/?p=92</guid>
		<description><![CDATA[ผมคิดอยู่นานว่าจะเขียนเรื่องนี้ดีหรือไม่ โดยเฉพาะเขียนในบล็อก Kosolanusim ของผมที่ mBlog อันเป็นหนึ่งในสื่อออนไลน์ของเครือผู้จัดการ ในที่สุดผมก็ตัดสินใจเขียนและโพสต์ที่ mBlog
เหตุผลที่ผมเขียนเรื่องนี้ โดยเผยแพร่ที่เครือผู้จัดการ ก็เพราะ
1.ผมเป็นแฟนพันธุ์แท้ของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการคนหนึ่ง นับตั้งแต่เหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 ที่ถนนราชดำเนิน หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันเป็นสื่อที่ยืนอยู่ข้างประชาชน ด้วยการพิมพ์แจกจ่ายผู้เข้าร่วมชุมนุมและผู้สนใจทั่วไป อันเป็นการเสนอข้อมูลข่าวสารที่ยืนอยู่ตรงกันข้ามกับสื่อของรัฐให้ประชาชนได้รับรู้  เป็นการนำเสนอข้อเท็จจริงตามหน้าที่ของสื่อ ถึงแม้อาจมีคนบางส่วนมองว่า เป็นการ “แปลงวิกฤติให้เป็นโอกาสทางการตลาด” ก็ตาม เพราะได้พิสูจน์ในกาลต่อมาว่า หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันและสื่อในเครือ ได้ทำหน้าที่เป็น “กระจกเงา” จริงๆ

2.ในเมื่อเป็นแฟนพันธุ์แท้ ผมก็มีความรักความผูกพันในสื่อผู้จัดการ  ยังไม่นับมีเพื่อนพ้องน้องพี่ร่วมมหาวิทยาลัยหลายคนทำงานที่นี่  เติบโตที่นี่ ปัจจุบันยังอยู่ที่นี่ก็มี แยกย้ายไปสู่ที่อื่นก็มี  ส่วนผมก็ยังคงรับข้อมูลข่าวสารจากผู้จัดการอย่างสม่ำเสมอ แม้จะรู้สึกหงุดหงิดกับสิ่งที่ปรากฏในผู้จัดการ (อันเป็นสาเหตุที่เขียนบทความนี้) แต่ก็ยังเชื่อใน “ข่าวสาร” ที่เผยแพร่ผ่านสื่อว่ายังมีน้ำหนักเป็น “ข้อเท็จจริง” (Fact) มากกว่าเป็น “ข้อคิดเห็น” (Opinion) หรือหากเป็นข้อคิดเห็น ก็เป็น “ข้อคิดเห็น” ที่อยู่บนพื้นฐานของ “ข้อเท็จจริง” จริงๆ
3. เมื่อเป็น “แฟนพันธุ์แท้” ที่มี [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ผมคิดอยู่นานว่าจะเขียนเรื่องนี้ดีหรือไม่ โดยเฉพาะเขียนในบล็อก Kosolanusim ของผมที่ mBlog อันเป็นหนึ่งในสื่อออนไลน์ของเครือผู้จัดการ ในที่สุดผมก็ตัดสินใจเขียนและโพสต์ที่ mBlog</p>
<p>เหตุผลที่ผมเขียนเรื่องนี้ โดยเผยแพร่ที่เครือผู้จัดการ ก็เพราะ</p>
<p>1.ผมเป็นแฟนพันธุ์แท้ของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการคนหนึ่ง นับตั้งแต่เหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 ที่ถนนราชดำเนิน หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันเป็นสื่อที่ยืนอยู่ข้างประชาชน ด้วยการพิมพ์แจกจ่ายผู้เข้าร่วมชุมนุมและผู้สนใจทั่วไป อันเป็นการเสนอข้อมูลข่าวสารที่ยืนอยู่ตรงกันข้ามกับสื่อของรัฐให้ประชาชนได้รับรู้  เป็นการนำเสนอข้อเท็จจริงตามหน้าที่ของสื่อ ถึงแม้อาจมีคนบางส่วนมองว่า เป็นการ “แปลงวิกฤติให้เป็นโอกาสทางการตลาด” ก็ตาม เพราะได้พิสูจน์ในกาลต่อมาว่า หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันและสื่อในเครือ ได้ทำหน้าที่เป็น “กระจกเงา” จริงๆ<br />
<span id="more-81"></span><br />
2.ในเมื่อเป็นแฟนพันธุ์แท้ ผมก็มีความรักความผูกพันในสื่อผู้จัดการ  ยังไม่นับมีเพื่อนพ้องน้องพี่ร่วมมหาวิทยาลัยหลายคนทำงานที่นี่  เติบโตที่นี่ ปัจจุบันยังอยู่ที่นี่ก็มี แยกย้ายไปสู่ที่อื่นก็มี  ส่วนผมก็ยังคงรับข้อมูลข่าวสารจากผู้จัดการอย่างสม่ำเสมอ แม้จะรู้สึกหงุดหงิดกับสิ่งที่ปรากฏในผู้จัดการ (อันเป็นสาเหตุที่เขียนบทความนี้) แต่ก็ยังเชื่อใน “ข่าวสาร” ที่เผยแพร่ผ่านสื่อว่ายังมีน้ำหนักเป็น “ข้อเท็จจริง” (Fact) มากกว่าเป็น “ข้อคิดเห็น” (Opinion) หรือหากเป็นข้อคิดเห็น ก็เป็น “ข้อคิดเห็น” ที่อยู่บนพื้นฐานของ “ข้อเท็จจริง” จริงๆ</p>
<p>3. เมื่อเป็น “แฟนพันธุ์แท้” ที่มี “ความรักและความผูกพัน” ผมก็ย่อมมีความปรารถนาที่จะเห็นสื่อทำหน้าที่สะท้อนข้อเท็จจริงต่อไป  แม้จะไม่เห็นด้วยกับการเลือกข้างในทางการเมือง  เพราะหมิ่นเหม่ต่อการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารให้เข้ากับความเชื่อและข้างที่ตัวเองยืนอยู่  แต่ในเบื้องต้นผมก็ยอมรับได้ โดยเชื่อมั่นว่า  สื่อมีวิจารณญาณเพียงพอที่จะแยกแยะได้  นำเสนอข้อมูลข่าวสารโดยการยึดถือ “ข้อเท็จจริง” (Fact) มากกว่า “ข้อคิดเห็น” (Opinion) หรือเสนอข้อคิดเห็นก็เป็น “ข้อคิดเห็น” ที่อยู่บนพื้นฐานของ “ข้อเท็จจริง”</p>
<p>4. แต่ในการเสนอข่าวของผู้จัดการนั้น  มีข้อบ่งชี้หลายอย่างที่ผมคิดว่า เป็นการเสนอข้อคิดเห็นในข่าว (ย้ำ ผมพูดถึง “ข่าว” ไม่ใช่ บทความ รายงาน หรือ บทวิเคราะห์ ซึ่งย่อมต้องมีความคิดเห็นของสื่อหรือผู้เขียนอยู่แล้ว) โดยเฉพาะการใช้ถ้อยคำที่แสดงอารมณ์ หรือทัศนคติต่อเหตุการณ์ ต่อองค์กร หรือต่อบุคคล โดยสื่ออาจจะถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ผมคิดว่า โดยหลักการของการเป็นกระจกเงาของสื่อ ไม่น่าที่จะทำเช่นนั้นได้</p>
<p>ถ้อยคำอะไรหรือที่ทำให้ผมซึ่งประกาศเป็นแฟนพันธุ์แท้ต้องเกิดอาการหงุดหงิดขึ้นมาได้  และคิดว่าไม่ควรจะปรากฏใน “สื่อ” อย่างผู้จัดการ (ทั้งหนังสือพิมพ์และเว็บไซต์)</p>
<p>มีหลายถ้อยคำครับ  ที่เห็นบ่อยๆก็คือการเรียกบุคคลในข่าวด้วยสรรพนามที่สื่อตั้งขึ้นมา เช่น เรีกยนายจักรภพ เพ็ญแข ว่า “เจ๊เพ็ญ” เรียกนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ว่า “เจ๊มิ่ง” เรียก ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ว่า “เป็ดเหลิม”  เป็นต้น หรือ การพาดหัวข่าวที่มีถ้อยคำแสดงลักษณะอาการของคนในข่าวที่สื่อคาดเดาเอาเองว่า “ปากกล้าขาสั่น”  เป็นต้น ซึ่งถ้อยคำดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงทัศนคติที่เหยียดหยาม หมิ่นแคลน  ยังไม่นับในเรื่องการระบุอัตลักษณ์ของบุคคลในข่าวว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้อันเป็นเรื่องส่วนตัวของเขา (ซึ่งจะจริงหรือไม่ก็ไม่มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริงกันได้) ผมคิดว่า สื่อไม่ควรที่จะทำเช่นนั้น แม้จะไม่เข้าข่ายการหมิ่นประมาทอันเป็นความผิดตามกฎหมาย แต่ก็ไม่ใช่ความปรารถนาดีต่อผู้ถูกเรียกขานอย่างแน่นอน</p>
<p>การเรียกผู้อื่นว่า “เจ๊เพ็ญ” หรือ “เจ๊มิ่ง” หรือ “เป็ดเหลิม” นั้น ย่อมมีจุดประสงค์ที่แตกต่างจากการตั้งฉายาเรียกขานตามพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในข่าว เช่น “ผีดิบซีอุย” หรือ “บุญเพ็งหีบเหล็ก” หรือ “Jack the Ripper”  เพราะเป็นการเรียกขานตาม “ข้อเท็จจริง” ของข่าว เพื่อให้เข้าใจโดยทั่วกัน</p>
<p>การใช้ถ้อยคำในลักษณะบ่งบอกอาการของคนในข่าวก็เช่นกัน เช่น การที่บอกว่าคนในข่าว “ปากกล้าขาสั่น” หรือถ้อยคำอื่นๆในลักษณะที่คาดเดาเอานั้น  ย่อมไม่ต่างจากการที่หนังสือพิมพ์หัวสีเสนอข่าวชาวบ้านด้วยการบรรยายใส่อารมณ์ราวกับเห็นเหตุการณ์ด้วยตาตนเอง เช่น เสนอข่าวการข่มขืนยังมีถ้อยคำบรรยายพฤติกรรมของผู้ร้ายที่ “กระทำการอย่างเมามัน” หรือกำลัง “ถึงพริกถึงขิง” เป็นต้น ซึ่งไม่ต้องเปิดตำรานิเทศศาสตร์หรือการสื่อสารมาอ้างอิงก็รู้ว่า สมควรหรือไม่ที่จะใช้ถ้อยคำเช่นนี้</p>
<p>หากแม้น “ผู้จัดการ” เป็นสื่อเฉพาะกิจที่จัดตั้งขึ้นเพื่อรับใช้คนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด ที่มีเป้าหมายในเรื่องหนึ่งเรื่องใด การจะใช้ถ้อยคำอย่างไรก็เป็นเรื่องของคนกลุ่มนั้น  แต่ “ผู้จัดการ” คือสื่อสาธารณะที่มีอิทธิพลต่อความคิดของผู้คนและสังคม เป็น “กระจกเงา” หรือ “หมาเฝ้าบ้าน”  ที่เป็นผู้รักษาประตู (Gate Keeper) ของผลประโยชน์แห่งสาธารณะ ผมคิดว่า การใช้ถ้อยคำที่กล่าวมานั้น ไม่น่าจะปรากฏในสื่อ “ผู้จัดการ” ได้</p>
<p>กล่าวให้ชัดก็คือ ผมไม่เห็นด้วยกับการที่นายกรัฐมนตรี “แจกหอก” ให้สื่อเพียงใด  ผมก็ไม่เห็นด้วยกับการที่สื่อ “แจกถ้อยคำหมิ่นแคลน” ให้คนในข่าวเช่นกัน</p>
<p>และผมหวังว่า เมื่อเผยแพร่ลงในบล็อกแล้ว ผมคงไม่ถูกเพื่อน “เหยียบเละคาบล็อก” ในข้อหาเอาใจออกห่างไปเข้ากับฝ่ายศัตรู  ผมเชื่อว่าการคิดแตกต่างไม่ใช่เป็นศัตรู  ที่เขียนมานี้ก็เพราะรักจึงเขียน และหวังที่จะเห็นข่าวสารที่สื่อเสนอออกมานั้นเป็น “ข้อเท็จจริง” (Fact) มากกว่าเป็น “ข้อคิดเห็น” (Opinion) หรือหากเป็นข้อคิดเห็นก็เป็น “ข้อคิดเห็น” ที่อยู่บนพื้นฐานของ “ข้อเท็จจริง”<br />
ผมเชื่อและหวังเช่นนั้น.<br />
&#8230;<br />
<strong>จาก <a href="http://mblog.manager.co.th/kosolanusim">http://mblog.manager.co.th/kosolanusim</a></strong></p>
<p class="akst_link"><a href="http://blogologynet.com/?p=81&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_81" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://blogologynet.com/media-and-communications" title="ใครๆก็(ไม่)ชอบสื่อ (29 February 2008)">ใครๆก็(ไม่)ชอบสื่อ</a> (2)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/media-massage-political-communications" title="ปรากฏการณ์ขาประจำ: “สื่อ” และ “สาร” ทางการเมืองของประชาชน (29 February 2008)">ปรากฏการณ์ขาประจำ: “สื่อ” และ “สาร” ทางการเมืองของประชาชน</a> (1)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/thai-mass-media-responsibility" title="บทสำรวจจรรยาบรรณของสื่อมวลชนไทยและคำถามเรื่องจริยธรรม (20 May 2009)">บทสำรวจจรรยาบรรณของสื่อมวลชนไทยและคำถามเรื่องจริยธรรม</a> (0)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/media-rule-and-law-02-post" title="นวัตกรรมสื่อ : เทคโนโลยี พฤติกรรม และ จริยธรรมของสื่อมวลชน (2-จบ) (20 May 2008)">นวัตกรรมสื่อ : เทคโนโลยี พฤติกรรม และ จริยธรรมของสื่อมวลชน (2-จบ)</a> (0)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/thai-mass-media" title="ก้าวที่กล้าของสื่อมวลชนไทย : บทพิสูจน์การเป็นสื่อมวลชนที่แท้ (20 May 2009)">ก้าวที่กล้าของสื่อมวลชนไทย : บทพิสูจน์การเป็นสื่อมวลชนที่แท้</a> (0)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogologynet.com/media-and-news-writing/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>“ผลประโยชน์ทับซ้อน” กับการทำหน้าที่ของสื่อ</title>
		<link>http://blogologynet.com/media-conflict-interest</link>
		<comments>http://blogologynet.com/media-conflict-interest#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 05 Apr 2008 17:38:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator></dc:creator>
				<category><![CDATA[สื่อสารมวลชน]]></category>
		<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[ผลประโยชน์ทับซ้อน]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mediatalkblog.wordpress.com/?p=48</guid>
		<description><![CDATA[

เรื่อง “ผลประโยชน์ทับซ้อน” (Conflict Interest) เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกองค์กร ทุกหน่วยงาน  การเกิดขึ้นของผลประโยชน์ทับซ้อนไม่ว่ามากหรือน้อยก็สามารถก่อความเสียหายให้แก่ส่วนรวมได้  

            สารานุกรมวิกิพีเดีย (http://th.wikipedia.org) ได้อธิบายความหมายไว้ว่า  “ผลประโยชน์ทับซ้อน คือภาวะที่บุคคลซึ่งอยู่ในสถานะที่ต้องได้รับความเชื่อถือ เช่น นักการเมือง ผู้ให้นโยบาย หรือผู้อำนวยการบริหารของบริษัท มีผลประโยชน์หรือความต้องการทั้งในทางอาชีพ ในบางครั้งรวมถึงเรื่องส่วนตัว ที่ขัดแย้งกัน ความต้องการที่ขัดแย้งกันนี้ทำให้เกิดความลำบากในการทำหน้าที่อย่างยุติธรรม แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำที่ไม่เหมาะสม ผลประโยชน์ทับซ้อนอาจจะทำให้เกิดภาพที่ทำให้ความน่าเชื่อถือของบุคคลนั้นในการกระทำที่เป็นกลางลดลง” ซึ่งเป็นการอธิบายความเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนได้ครอบคลุมทีเดียว
            จำเลยที่เด่นชัดที่สุดในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนก็คือนักการเมืองที่มีอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งเป็นผู้กำหนดนโยบายด้านต่างๆเพื่อขับเคลื่อนพัฒนาสังคมให้ก้าวไปสู่ก้าวหน้า  นโยบายที่กำหนดไว้นั้นจะถูกนำไปปฏิบัติผ่านหน่วยงานราชการตั้งแต่ระดับกระทรวง ทบวง ไปสู่กรมกองต่างๆ และลงไปถึงระดับล่างสุดคือการปกครองส่วนท้องถิ่น ตั้งแต่ระดับจังหวัด (อบจ.) จนถึงระดับตำบล (อบต.)  ซึ่งนักการเมืองผู้กำหนดนโยบายและผู้นำนโยบายไปปฏิบัติย่อมมีเครือข่ายผลประโยชน์ที่เข้ามารับงานผ่านการประมูล การจัดซื้อจัดจ้าง ตามระเบียบของราชการ ถูกต้องตามข้อกำหนด ทำให้นักการเมืองได้รับผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมจากเครือข่ายธุรกิจของตนหรือของเครือญาติ 
            ผลประโยชน์ทับซ้อนจึงมีความเลวร้ายไม่ต่างจากการฉ้อราษฎร์บังหลวงหรือคอรัปชั่น (Corruption) หากจะว่าไปแล้วก็คือคอร์รัปชั่นรูปแบบหนึ่ง  แต่ลดความอุกอาจลงจนยากที่จะเอาผิดได้  หรือไม่มีทางที่จะเอาผิดได้ เพราะอาศัยช่องโหว่ของกฎหมาย กฎระเบียบ หรือจรรยาบรรณ อันเป็นเครื่องมือในการรักษาความยุติธรรม ความชอบธรรม มาสร้างผลประโยชน์แก่ตนเอง  ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่าบุคคลหรือนิติบุคคลมีผลประโยชน์ทับซ้อนในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่ไม่สามารถเอาผิดตามกฎหมายได้  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;">
<p class="MsoNormal" style="text-align:center;margin:0;" align="center"><strong></strong></p>
<p><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><a href="http://mediatalkblog.wordpress.com/wp-admin/None"><img class="alignright size-medium wp-image-53" style="float:right;border:0;margin:10px;" src="http://citizenjournal.kosolnet.com/wp-content/uploads/2008/04/ict64.jpg" alt="" width="236" height="235" /></a>เรื่อง </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">“<span>ผลประโยชน์ทับซ้อน</span>”<span> (</span>Conflict Interest<span>) เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกองค์กร ทุกหน่วยงาน<span>  </span>การเกิดขึ้นของผลประโยชน์ทับซ้อนไม่ว่ามากหรือน้อยก็สามารถก่อความเสียหายให้แก่ส่วนรวมได้<span>  </span></span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;">
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>            </span><span>สารานุกรมวิกิพีเดีย (</span><a href="http://th.wikipedia.org/">http://th.wikipedia.org</a>) <span>ได้อธิบายความหมายไว้ว่า <span> </span></span><strong>“<span>ผลประโยชน์ทับซ้อน คือภาวะที่บุคคลซึ่งอยู่ในสถานะที่ต้องได้รับความเชื่อถือ เช่น นักการเมือง ผู้ให้นโยบาย หรือผู้อำนวยการบริหารของบริษัท มีผลประโยชน์หรือความต้องการทั้งในทางอาชีพ ในบางครั้งรวมถึงเรื่องส่วนตัว ที่ขัดแย้งกัน ความต้องการที่ขัดแย้งกันนี้ทำให้เกิดความลำบากในการทำหน้าที่อย่างยุติธรรม แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำที่ไม่เหมาะสม ผลประโยชน์ทับซ้อนอาจจะทำให้เกิดภาพที่ทำให้ความน่าเชื่อถือของบุคคลนั้นในการกระทำที่เป็นกลางลดลง</span>”</strong><span> ซึ่งเป็นการอธิบายความเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนได้ครอบคลุมทีเดียว</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>            </span>จำเลยที่เด่นชัดที่สุดในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนก็คือนักการเมืองที่มีอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งเป็นผู้กำหนดนโยบายด้านต่างๆเพื่อขับเคลื่อนพัฒนาสังคมให้ก้าวไปสู่ก้าวหน้า<span>  </span>นโยบายที่กำหนดไว้นั้นจะถูกนำไปปฏิบัติผ่านหน่วยงานราชการตั้งแต่ระดับกระทรวง ทบวง ไปสู่กรมกองต่างๆ และลงไปถึงระดับล่างสุดคือการปกครองส่วนท้องถิ่น ตั้งแต่ระดับจังหวัด (อบจ.) จนถึงระดับตำบล (อบต.) <span> </span>ซึ่งนักการเมืองผู้กำหนดนโยบายและผู้นำนโยบายไปปฏิบัติย่อมมีเครือข่ายผลประโยชน์ที่เข้ามารับงานผ่านการประมูล การจัดซื้อจัดจ้าง ตามระเบียบของราชการ ถูกต้องตามข้อกำหนด ทำให้นักการเมืองได้รับผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมจากเครือข่ายธุรกิจของตนหรือของเครือญาติ </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>            </span>ผลประโยชน์ทับซ้อนจึงมีความเลวร้ายไม่ต่างจากการฉ้อราษฎร์บังหลวงหรือคอรัปชั่น (</span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">Corruption)<span> หากจะว่าไปแล้วก็คือคอร์รัปชั่นรูปแบบหนึ่ง<span>  </span>แต่ลดความอุกอาจลงจนยากที่จะเอาผิดได้<span>  </span>หรือไม่มีทางที่จะเอาผิดได้ เพราะอาศัยช่องโหว่ของกฎหมาย กฎระเบียบ หรือจรรยาบรรณ อันเป็นเครื่องมือในการรักษาความยุติธรรม ความชอบธรรม มาสร้างผลประโยชน์แก่ตนเอง<span>  </span>ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่าบุคคลหรือนิติบุคคลมีผลประโยชน์ทับซ้อนในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่ไม่สามารถเอาผิดตามกฎหมายได้<span>  </span>เพราะข้อบัญญัติของกฎหมาย หรือกฎระเบียบไม่ได้บัญญัติห้ามไว้ชัดเจนนั่นเอง</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>            </span><span>นักการเมืองเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการมีผลประโยชน์ทับซ้อน<span>  </span>จึงกลายเป็นว่า เมื่อมีการพูดถึงเรื่องนี้เมื่อใด นักการเมืองจะต้องกลายเป็นผู้ร้ายตัวสำคัญไปแทบทุกครั้ง ทั้งๆที่หากจะพูดอย่างไม่ลำเอียงแล้ว ทุกคน หรือทุกองค์กร ทุกอาชีพ ล้วนมีผลประโยชน์ทับซ้อนได้ทั้งสิ้น</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>            </span>เมื่อเกิดผลประโยชน์ทับซ้อนขึ้นกับใครย่อมไม่ใช่สิ่งที่ดีอย่างแน่นอน<span>  </span>เพราะมันจะทำให้คนๆนั้นมีความโน้มเอียงที่จะยึดเอาผลประโยชน์ของตัวเองเป็นที่ตั้ง นำไปสู่การละเมิดกฎหรือเพิกเฉยต่อการกระทำที่ไม่เหมาะสมทั้งของตนเองและของผู้อื่น <span> </span>ก่อความเสียหายแก่ส่วนรวมได้ ยิ่งถ้าคนๆนั้นมีหน้าที่อำสำคัญ ความเสียหายก็จะยิ่งเกิดขึ้นมากเป็นเงาตามตัว</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>            </span><strong>แล้วที่ร่ายมายืดยาวนี้มันเกี่ยวอะไรกับสื่อ หลายคนอาจสงสัย<span>  </span></strong></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><strong></strong></span><strong><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span id="more-59"></span></span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;">
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>            </span>คำตอบก็คือ เกี่ยวเป็นอย่างมาก เพราะการทำหน้าที่ของสื่อนั้น<span>  </span>เป็นเสมือนกระจกเงาที่สะท้อนภาพความจริงของสังคมอย่างตรงไปตรงมา<span>  </span>สื่อเป็นเสมือนพยานในศาลที่จะต้องให้การโดยยึดถือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น<span>  </span>เพื่อให้ศาลใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินคดีความได้อย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม หากสื่อเกิดมีผลประโยชน์ทับซ้อนก็ไม่ต่างจากกระจกร้าวหรือแตก<span>  </span>ภาพที่สะท้อนออกมาย่อมบิดเบี้ยว ไม่ต่างจากพยานให้การด้วยถ้อยความอันเป็นเท็จ ย่อมทำให้ศาลตัดสินคดีความผิดไปจากความเป็นจริงได้</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>            </span><strong>คำถามต่อมาก็คือ แล้วสื่อจะมีผลประโยชน์ทับซ้อนได้อย่างไร</strong></span><strong></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>            </span>คำตอบก็คือ ผลประโยชน์ทับซ้อนของสื่อนั้น เกิดขึ้นได้มากมาย<span>  </span>เพราะฐานะหนึ่งของสื่อก็คือ องค์กรธุรกิจที่แสวงหากำไร ทั้งสื่อกระแสหลักอย่าง วิทยุ โทรทัศน์ สิ่งพิมพ์<span>  </span>และสื่อกระแสรองหรือสื่อสมัยใหม่อย่างเว็บไซต์ที่นำเสนอข่าวสาร ต่างๆที่เกิดขึ้นและขยายตัวอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน<span>  </span>ที่ได้ผลประโยชน์จากองค์กรและหน่วยงานต่างๆจากการโฆษณาในสื่อเหล่านั้น โดยเฉพาะองค์กรธุรกิจคือบริษัทห้างร้าน ทั้งขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ จนไปถึงบรรษัทข้ามชาติที่มีเครือข่ายครอบคลุมไปทั่วโลก<span>  </span>ซึ่งองค์กรธุรกิจเหล่านั้นต่างก็แสวงหาผลกำไรด้วยกันทั้งสิ้น</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>            </span>การประกอบกิจกรรมใดๆก็ตาม ล้วนมีโอกาสที่จะสร้างความเสียหายหรือผลกระทบในทางที่ไม่ดีขึ้นได้ ดังปรากฏให้เห็นเสมอๆ ในขอบเขตทั่วโลก<span>  </span>เมื่อเกิดความเสียหายขึ้น สื่อย่อมทำหน้าที่ตีแผ่ความเสียหายนั้นสู่สาธารณะ เพื่อให้เกิดการรับรู้และนำไปสู่การแก้ไขปัญหา<span>  </span>อันเป็นบทบาทสำคัญของสื่อ</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>            </span>ผลประโยชน์ทับซ้อนย่อมจะเกิดขึ้นได้ หากองค์กรธุรกิจที่เป็นผู้สร้างปัญหานั้น เป็นผู้สนับสนุนสื่อในโดยการลงโฆษณากิจการของตน<span>  </span>เมื่อสื่อทำหน้าที่ตีแผ่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นซึ่งย่อมทำให้เกิดความเสียหายแก่องค์กรธุรกิจนั้นๆอย่างแน่นอน<span>  </span>องค์กรธุรกิจดังกล่าวอาจใช้ผลประโยชน์จากการลงโฆษณาบีบบังคับสื่อไม่ให้ตีแผ่ความผิดของตนที่เกิดขึ้น หรืออาจลดความเข้มข้นลง หรืออาจจะหนักหนาสาหัสถึงขนาดทำหน้าที่แก้ต่างให้ ด้วยการเสนอข้อมูลแต่เพียงด้านเดียว คือด้านดีขององค์กรธุรกิจนั้น หรือเพิกเฉยไม่กล่าวถึงความเสียหายที่องค์กรธุรกิจสร้างขึ้น เพื่อประโยชน์จากการโฆษณาของตนจะยังอยู่อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยต่อไป</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>            </span>นี่ย่อมเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างชัดเจน<span>  </span>หากสื่อเลือกที่จะรักษาผลประโยชน์จากการโฆษณาเอาไว้ ด้วยการเพิกเฉยหรือลดการนำเสนอ หรือ ทำหน้าที่แก้ต่างให้องค์กรธุรกิจ ก็ไม่ต่างจากการที่นักการเมืองกำหนดนโยบายเพื่อให้เครือข่ายธุรกิจของตัวเองได้ผลประโยชน์จากนโยบายนั้น</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>            </span>กรณีเช่นนี้ไม่ใช่ว่าไม่เคยเกิดขึ้น แต่เกิดขึ้นอยู่เสมอๆ<span>  </span>สื่อเองก็คงรู้ซึ้งถึงเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนดังกล่าวดี<span>  </span>โดยเฉพาะกับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจหรือองค์กรธุรกิจกึ่งราชการที่นักการเมืองมีอำนาจแต่งตั้งผู้บริหารอย่างเต็มที่นั้น ล้วนแต่เป็นผู้สนับสนุนหรือผู้ลงโฆษณารายใหญ่ๆของสื่อแทบทั้งสิ้น หากแม้นสื่อวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของนักการเมืองที่กุมอำนาจในการบริหารจัดการองค์กรนั้น แม้จะเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงแต่ส่งผลในทางที่เสียหายแก่นักการเมืองดังกล่าว<span>  </span>ก็อาจนำไปสู่การถอนโฆษณาอันจะทำให้สื่อสูญเสียประโยชน์ไป<span>  </span>หากสื่อเลือกรักษาผลประโยชน์ตัวเองโดยยอมเพิกเฉยไม่ทำหน้าที่ ผลประโยชน์ทับซ้อนย่อมเกิดขึ้นทันที</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>            </span><span>แล้วสื่อจะทำอย่างไรในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน จะเลือกทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา หรือจะเลือกรักษาผลประโยชน์ทางธุรกิจด้วยการลดการทำหน้าที่ของตนลงด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่า ย่อมกระทบต่อผลประโยชน์ของสาธารณะ และต่อจรรยาบรรณของวิชาชีพสื่อ</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>            </span>นี่เป็นโจทย์ที่ยุ่งยากและซับซ้อนของสื่อในยุคปัจจุบัน เพราะสื่อเองก็อยู่ในฐานะองค์กรธุรกิจที่ต้องแสวงหากำไรด้วย<span>  </span>ขณะที่หน้าที่ของสื่อคือการเสนอข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา<span>  </span>เมื่อเกิดความขัดแย้งระหว่างผลประโยชน์ทางธุรกิจกับหน้าที่<span>  </span>สื่อจะจัดการกับปัญหานี้อย่างไร</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:justify;margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span>            </span>การจัดการกับปัญหานี้ของสื่อ ย่อมสะท้อนผ่านข้อมูลข่าวสารที่สื่อนำเสนอ ซึ่งสาธารณชนคือผู้รับข่าวสารจะต้องพิจารณาให้ดีว่า<span>  </span>ข้อมูลข่าวสารที่ได้จากสื่อนั้นเกิดจากการทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา หรือเกิดจากผลประโยชน์ทับซ้อนของสื่อ ซึ่งคงไม่ยากจนเกินไป.</span></p>
<p class="akst_link"><a href="http://blogologynet.com/?p=59&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_59" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://blogologynet.com/media-and-communications" title="ใครๆก็(ไม่)ชอบสื่อ (29 February 2008)">ใครๆก็(ไม่)ชอบสื่อ</a> (2)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/media-massage-political-communications" title="ปรากฏการณ์ขาประจำ: “สื่อ” และ “สาร” ทางการเมืองของประชาชน (29 February 2008)">ปรากฏการณ์ขาประจำ: “สื่อ” และ “สาร” ทางการเมืองของประชาชน</a> (1)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/media-and-news-writing" title="บางถ้อยคำใน “ผู้จัดการ” เป็นสิ่งสมควรที่จะปรากฏใน “สื่อสาธารณะ” หรือไม่ (16 May 2008)">บางถ้อยคำใน “ผู้จัดการ” เป็นสิ่งสมควรที่จะปรากฏใน “สื่อสาธารณะ” หรือไม่</a> (0)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/thai-mass-media-responsibility" title="บทสำรวจจรรยาบรรณของสื่อมวลชนไทยและคำถามเรื่องจริยธรรม (20 May 2009)">บทสำรวจจรรยาบรรณของสื่อมวลชนไทยและคำถามเรื่องจริยธรรม</a> (0)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/media-rule-and-law-02-post" title="นวัตกรรมสื่อ : เทคโนโลยี พฤติกรรม และ จริยธรรมของสื่อมวลชน (2-จบ) (20 May 2008)">นวัตกรรมสื่อ : เทคโนโลยี พฤติกรรม และ จริยธรรมของสื่อมวลชน (2-จบ)</a> (0)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogologynet.com/media-conflict-interest/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
