ผมได้แยกเนื้อหาเกี่ยวกับสื่อสารมวลชนและนิเทศศาสตร์ ที่แทรกอยู่ใน blogologynet.comออกไปเป็นบล็อกสำหรับการสื่อสารโดยเฉพาะ คือ สื่อและสาร Thaimediaobserver.com เพื่อไม่ให้ปะปนกัน ง่ายแก่การค้นคว้าและใช้งานของผู้ที่สนใจด้านสื่อสารมวลชนซึ่งเป็นสื่อกระแสหลัก อาจมีเนื้อหาเกี่ยวกับบล็อกอยู่บ้าง ในกรณีที่พาดพึงถึงบล็อกกับสื่อมวลชน
เนื้อหาเริ่มแรกของสื่อและสารก็ได้ยกเอาส่วนเฉพาะเรื่องสื่อมวลชนไปจาก blogologynet.com นี้เอง ผมได้ทำลิงก์เชื่อมโยงกันไว้ทั้งสองบล็อก สามารถเข้าหาข้อมูลระหว่างสองบล็อกได้โดยสะดวก ดูที่ Blogroll ด้านขวามือนะครับ
ขอเชิญไปเยี่ยมชมได้ และขอขอบคุณที่เข้ามาใช้บริการ หากมีคำแนะนำใดก็ให้ไว้ด้วยนะครับ
ขอขอบคุณ
โกศล อนุสิม
Thai Share This
Written on June 21, 2010 | Posted in
สารพันข่าวบล็อก
สื่อมวลชนมีหน้าที่ในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ให้ความรู้ สร้างความบันเทิง เผยแพร่เหตุการณ์ต่างๆให้ประชาชนได้รับรู้ ภายใต้กรอบแห่งจรรยาบรรณและจริยธรรม ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชนหรือสาธารณชนได้ประโยชน์สูงสุด จากข้อมูลข่าวสารที่สื่อได้เผยแพร่ออกมานั้น
บทความนี้มุ่งสำรวจข้อกำหนดเรื่องจรรยาบรรณของสื่อมวลชน รวมไปถึงจริยธรรม และการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ซึ่งจำกัดขอบเขตไว้ที่สื่อ 3 ประเภท คือ หนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ เพราะเป็นสื่อที่เข้าถึงการรับรู้ของสาธารณชนอย่างกว้าง มีอิทธิพลต่อการรับรู้ข่าวสารของประชาชน และเป็นที่ยอมรับกันว่าเป็นสื่อกระแสหลักในปัจจุบัน แม้จะมีสื่อสมัยใหม่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก เช่น สื่ออินเตอร์เน็ต วิทยุชุมชน โทรทัศน์ดาวเทียม เคเบิลทีวี เป็นต้น แต่ก็ยังไม่สามารถเข้าถึงการรับรู้ของประชาชนอย่างกว้างขวางเท่าสื่อกระแสหลัก จึงไม่นำมาเป็นส่วนหนึ่งของศึกษา เว้นแต่จะกล่าวถึงบ้างในบางกรณีที่เกี่ยวข้องกัน
Thai Share This
Written on May 20, 2009 | Posted in
สื่อสารมวลชน
สื่อมวลชนเป็นดัชนีชี้วัดสภาพของสังคมได้อย่างหนึ่ง เพราะสื่อมวลชนเป็นทั้งด่านหน้าในการต่อสู้เพื่อความชอบธรรมของสาธารณชนและเป็นทั้งกระจกเงาสะท้อนภาพความเป็นจริงของสังคมอย่างตรงไปตรงมา ทั้งนี้ ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า สื่อมวลชนมีความกล้าหาญทางจริยธรรม โดยยึดมั่นในจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพของตน
สื่อมวลชนมีส่วนอย่างสำคัญในการสร้างมติมหาชนผ่านข้อมูลข่าวสารที่เผยแพร่ออกไปอย่างกว้างขวางทำให้เกิดการรับรู้ร่วมกันของสาธารณชน โดยสื่อมวลชนกระแสหลักในปัจจุบันอันได้แก่ สื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ ยังคงมีบทบาทอันสำคัญยิ่งในการถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารไปสู่สาธารณชน ทั้งยังมีมีอิทธิพลต่อการรับรู้ และสร้างความเชื่อถือแก่ผู้รับข่าวสาร จนนำไปสู่การสร้างมติมหาชนต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้
เมื่อเป็นเช่นนี้ สื่อจึงกลายเป็นเครื่องมือที่บุคคล กลุ่มคน องค์กรทั้งหลาย ใช้เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่เอื้อประโยชน์แก่ตน ซึ่งในหลายกรณีกระทำโดยการครอบงำการทำงานของสื่อในรูปแบบต่างๆ ทั้งเพื่อให้สื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ตนเองต้องการให้เผยแพร่ หรือไม่ให้เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่จะส่งผลในทางที่ไม่ดีแก่ตนเอง ซึ่งเรียกพฤติกรรมเช่นนี้ว่าเป็นการแทรกแซงสื่อ และการแทรกแซงสื่อที่ชัดเจนที่สุดก็คือจากผู้กุมอำนาจรัฐอันได้แก่รัฐบาล ดังปรากฏมาแล้วทั่วโลกทั้งในอดีตและปัจจุบัน
Thai Share This
Written on May 20, 2009 | Posted in
สื่อสารมวลชน
องค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งของ Web2.0 ก็คือ การเปิดโอกาสให้ผู้อ่านมีส่วนในการสร้างหรือเพิ่มเติมเนื้อหา (Content) ได้ อันเป็นการสื่อสารสองทางระหว่างผู้จัดทำเว็บไซต์หรือบล็อกกับผู้อ่าน ซึ่งต่างจากเว็บยุค 1.0 ที่เป็นการสื่อสารทางเดียว โดยผู้จัดทำเป็นผู้กำหนดเนื้อหาข่าวสาร ส่วนผู้อ่านก็รับรู้ข่าวสารได้เพียงอย่างเดียว ไม่มีส่วนในการสร้างหรือเพิ่มเติมเนื้อหาแต่อย่างใด
การสื่อสารทางเดียวในยุคเว็บ 1.0 ถึงจุดอิ่มตัว ได้มีการพัฒนาการสื่อสารเพื่อให้ผู้จัดทำเนื้อหากับผู้อ่านได้มีช่องทางสื่อสารกันโดยตรง โดยการสร้างกระดานสนทนา ( Web Board) ขึ้นมา มีการตั้งประเด็นเพื่อสนทนากันระหว่างผู้จัดทำเว็บไซต์กับผู้อ่าน และระหว่างผู้อ่านกับผู้อ่านด้วยกัน ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ กันอย่างกว้างขวาง จนพัฒนามาสู่เว็บ 2.0 ดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งผู้อ่านมีส่วนร่วมในการสร้างและเพิ่มเติมเนื้อหาอย่างกว้างขวาง หลายรูปแบบ และมีอิสระอย่างเต็มที่
Thai Share This
Written on December 16, 2008 | Posted in
บล็อกศาสตร์
ภาพจาก thaiinsider.info
…………………
หลังจากพรรคไทยรักไทย โดยการนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ชนะการเลือกตั้งเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเมื่อปี 2544 ด้วยการนำเสนอนโยบายประชานิยมภายใต้แนวคิด “คิดใหม่ ทำใหม่” ที่ถูกใจคนไทยในขณะนั้น ซึ่งเพิ่งฟื้นตัวจากวิกฤตการณ์เศรษฐกิจปี 2540 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลายเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่และได้รับจับตามองว่าจะเป็นผู้นำคนใหม่ของเอเชีย เทียบชั้นเดียวกับนายลีกวนยู อดีตนายกรัฐมนตรีแห่งสิงคโปร์ และ ดร.มหาธีร์ โมฮัมเหม็ด นายกรัฐมนตรีมาเลเซียในขณะนั้น แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องการบริหารประเทศไม่โปร่งใส มีผลประโยชน์ทับซ้อน มีการคอรัปชั่นโครงการต่างๆ ใช้อำนาจทางรัฐสภาโดยอาศัยเสียงข้างมากดำเนินการทางการเมืองเพื่อผลประโยชน์ของตนและพวกพ้อง แม้การขึ้นดำรงตำแหน่งสมัยที่สอง จากการเลือกตั้งปี 2548 พร้อมด้วยคะแนนเสียงในสภาท่วมท้นจนจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ แต่ข้อสงสัยในเรื่องการใช้อำนาจเผด็จการทางรัฐสภาเพื่อสร้างประโยชน์แก่ตนเองก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น นำไปสู่การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนเพื่อต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพรรคไทยรักไทย โดยกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่มีการเคลื่อนไหวอย่างเป็นขบวนการ และมีประชาชนเป็นจำนวนมากสนับสนุน
Thai Share This
Written on July 14, 2008 | Posted in
สื่อสารมวลชน
นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีไทยคนปัจจุบัน (มิถุนายน 2551) เป็นนักการเมืองเพียงไม่กี่คน หรืออาจเป็นคนเดียวด้วยซ้ำที่ประกาศชัดถ้อยชัดคำว่า “ไม่ชอบสื่อ” จึง “ไม่กลัวสื่อ” สิ่งที่ยืนยันได้เป็นอย่างดีก็คือ นายสมัคร สุนทรเวช โต้ตอบสื่ออยู่เสมอๆ
การเป็นคนไม่ชอบสื่อและไม่กลัวสื่อของ นายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช ก่อให้เกิดข้อขัดแย้งกับสื่ออยู่เสมอๆ การให้สัมภาษณ์แต่ละครั้ง นายสมัคร สุนทรเวช ไม่ยอมให้สื่อถามตนอยู่แต่ฝ่ายเดียว หลายๆครั้งได้โยนคำถามกลับไปที่สื่อ ในกรณีที่มีการถามคำถามที่เป็นลักษณะชี้นำ หรือเป็นคำถามที่ผู้ตอบไม่ต้องการตอบ
นายสมัคร สุนทรเวช นั้นก็เป็นคนทำสื่อมาก่อน นั่นคือ เป็นนักเขียนคอลัมน์และเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์เดลิมิเร่อซึ่งปิดตัวลงไปนานหลายปีแล้ว ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า เป็นคนที่รู้เท่าทันสื่อ เป็นนักการเมืองที่รู้จักใช้สื่อให้เกิดประโยชน์ อย่างน้อยก็อยู่ใน “พื้นที่ข่าว” ได้ตลอดเวลา
Thai Share This
Written on June 26, 2008 | Posted in
สื่อสารมวลชน
เช้าวันที่ 21 พฤษภาคม 2551 หนังสือพิมพ์และสื่อออนไลน์ ต่างพร้อมใจกันลงข่าวนายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มีโอกาสที่จะถูกลอยแพจากพรรคพลังประชาชน เนื่องจากการพูดจาจาบจ้วงหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ซึ่งมีการวิพากษ์วิจารณ์กันมานับสัปดาห์แล้ว รวมถึงถูกยื่นถอดถอนจากตำแหน่งในวุฒิสภาโดย พรรคประชาธิปัตย์
ข่าวที่นำมาซึ่งการตีความของสื่อว่านายจักรภพ เพ็ญแข จะถูกลอยแพนั้น อ้างอิงมาจากคำให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ต่อเรื่องที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เข้าเยี่ยมอวยพรวันเกิด และ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เปิดเผยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความห่วงใยในเรื่องที่นายจักรภพ เพ็ญแข กล่าวจาบจ้วงล่วงเกินสถาบัน ทั้งยังสำทับว่า นายจักรภพ เพ็ญแข ต้องรับผิดชอบคำพูดของตัวเอง และปฏิเสธข่าวที่นายจักรภพ เพ็ญแข กล่าวมาก่อนหน้านี้ว่า ตนจะช่วยเคลียร์ปัญหานี้ให้
Thai Share This
Written on May 21, 2008 | Posted in
สื่อสารมวลชน
ในตอนที่แล้ว ได้ยกเอาจรรยาบรรณของสื่อมวลชนที่กำหนดโดยสมาคมวิชาชีพหนังสือพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์ ที่ตราขึ้นเพื่อให้สมาชิกยึดถือเป็นหลักปฏิบัติ โดยพร้อมเพรียงและเท่าเทียมกัน
แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า หลักแห่งจริยธรรมหรือจรรยาบรรณดังกล่าว มักถูกละเมิดโดยสื่ออยู่เสมอ เมื่อมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมในการกระทำของสื่อ ข้ออ้างที่สื่อหยิบหยกขึ้นมาโต้แย้งก็คือ เรื่องเสรีภาพในการเผยแพร่ข่าวสาร หากมีการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งทางกฎหมายหรือทางสังคมต่อสื่อ ถือก็มักโต้ตอบกลับว่าเป็นการคุกคามสื่อ
แต่ในมุมมองของผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำของสื่อ ก็มองได้ว่า ตนถูกสื่อคุกคามสิทธิและเสรีภาพเช่นกัน ดังนั้น จึงมีข้อที่จะต้องพิจารณาต่อว่า สื่อได้ใช้ข้ออ้างในเรื่องเสรีภาพการเสนอข่าวสารโดยเกินขอบเขตจนละเมิดผู้อื่นหรือไม่ เพราะในจริยธรรมหรือจรรยาบรรณนั้น แม้จะรับรองสิทธิเสรีภาพของสื่อ แต่ก็ต้องไม่ละเมิดผู้อื่น
การละเมิดจริยธรรมหรือจรรยาบรรณของสื่อ หรือหมิ่นเหม่ต่อการละเมิดมีอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งสิ่งพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์ ตัวอย่างมีให้เห็นอยู่เสมอๆ เช่น
Thai Share This
Written on May 20, 2008 | Posted in
สื่อสารมวลชน
ผมคิดอยู่นานว่าจะเขียนเรื่องนี้ดีหรือไม่ โดยเฉพาะเขียนในบล็อก Kosolanusim ของผมที่ mBlog อันเป็นหนึ่งในสื่อออนไลน์ของเครือผู้จัดการ ในที่สุดผมก็ตัดสินใจเขียนและโพสต์ที่ mBlog
เหตุผลที่ผมเขียนเรื่องนี้ โดยเผยแพร่ที่เครือผู้จัดการ ก็เพราะ
1.ผมเป็นแฟนพันธุ์แท้ของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการคนหนึ่ง นับตั้งแต่เหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 ที่ถนนราชดำเนิน หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันเป็นสื่อที่ยืนอยู่ข้างประชาชน ด้วยการพิมพ์แจกจ่ายผู้เข้าร่วมชุมนุมและผู้สนใจทั่วไป อันเป็นการเสนอข้อมูลข่าวสารที่ยืนอยู่ตรงกันข้ามกับสื่อของรัฐให้ประชาชนได้รับรู้ เป็นการนำเสนอข้อเท็จจริงตามหน้าที่ของสื่อ ถึงแม้อาจมีคนบางส่วนมองว่า เป็นการ “แปลงวิกฤติให้เป็นโอกาสทางการตลาด” ก็ตาม เพราะได้พิสูจน์ในกาลต่อมาว่า หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันและสื่อในเครือ ได้ทำหน้าที่เป็น “กระจกเงา” จริงๆ
Thai Share This
Written on May 16, 2008 | Posted in
สื่อสารมวลชน
เรื่อง “ผลประโยชน์ทับซ้อน” (Conflict Interest) เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกองค์กร ทุกหน่วยงาน การเกิดขึ้นของผลประโยชน์ทับซ้อนไม่ว่ามากหรือน้อยก็สามารถก่อความเสียหายให้แก่ส่วนรวมได้
สารานุกรมวิกิพีเดีย (http://th.wikipedia.org) ได้อธิบายความหมายไว้ว่า “ผลประโยชน์ทับซ้อน คือภาวะที่บุคคลซึ่งอยู่ในสถานะที่ต้องได้รับความเชื่อถือ เช่น นักการเมือง ผู้ให้นโยบาย หรือผู้อำนวยการบริหารของบริษัท มีผลประโยชน์หรือความต้องการทั้งในทางอาชีพ ในบางครั้งรวมถึงเรื่องส่วนตัว ที่ขัดแย้งกัน ความต้องการที่ขัดแย้งกันนี้ทำให้เกิดความลำบากในการทำหน้าที่อย่างยุติธรรม แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำที่ไม่เหมาะสม ผลประโยชน์ทับซ้อนอาจจะทำให้เกิดภาพที่ทำให้ความน่าเชื่อถือของบุคคลนั้นในการกระทำที่เป็นกลางลดลง” ซึ่งเป็นการอธิบายความเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนได้ครอบคลุมทีเดียว
จำเลยที่เด่นชัดที่สุดในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนก็คือนักการเมืองที่มีอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งเป็นผู้กำหนดนโยบายด้านต่างๆเพื่อขับเคลื่อนพัฒนาสังคมให้ก้าวไปสู่ก้าวหน้า นโยบายที่กำหนดไว้นั้นจะถูกนำไปปฏิบัติผ่านหน่วยงานราชการตั้งแต่ระดับกระทรวง ทบวง ไปสู่กรมกองต่างๆ และลงไปถึงระดับล่างสุดคือการปกครองส่วนท้องถิ่น ตั้งแต่ระดับจังหวัด (อบจ.) จนถึงระดับตำบล (อบต.) ซึ่งนักการเมืองผู้กำหนดนโยบายและผู้นำนโยบายไปปฏิบัติย่อมมีเครือข่ายผลประโยชน์ที่เข้ามารับงานผ่านการประมูล การจัดซื้อจัดจ้าง ตามระเบียบของราชการ ถูกต้องตามข้อกำหนด ทำให้นักการเมืองได้รับผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมจากเครือข่ายธุรกิจของตนหรือของเครือญาติ
ผลประโยชน์ทับซ้อนจึงมีความเลวร้ายไม่ต่างจากการฉ้อราษฎร์บังหลวงหรือคอรัปชั่น (Corruption) หากจะว่าไปแล้วก็คือคอร์รัปชั่นรูปแบบหนึ่ง แต่ลดความอุกอาจลงจนยากที่จะเอาผิดได้ หรือไม่มีทางที่จะเอาผิดได้ เพราะอาศัยช่องโหว่ของกฎหมาย กฎระเบียบ หรือจรรยาบรรณ อันเป็นเครื่องมือในการรักษาความยุติธรรม ความชอบธรรม มาสร้างผลประโยชน์แก่ตนเอง ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่าบุคคลหรือนิติบุคคลมีผลประโยชน์ทับซ้อนในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่ไม่สามารถเอาผิดตามกฎหมายได้ [...]
Written on April 6, 2008 | Posted in
สื่อสารมวลชน