หลุมพรางดักสื่อของสมัคร สุนทรเวช

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีไทยคนปัจจุบัน (มิถุนายน 2551) เป็นนักการเมืองเพียงไม่กี่คน หรืออาจเป็นคนเดียวด้วยซ้ำที่ประกาศชัดถ้อยชัดคำว่า “ไม่ชอบสื่อ” จึง “ไม่กลัวสื่อ” สิ่งที่ยืนยันได้เป็นอย่างดีก็คือ นายสมัคร สุนทรเวช โต้ตอบสื่ออยู่เสมอๆ
การเป็นคนไม่ชอบสื่อและไม่กลัวสื่อของ นายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช ก่อให้เกิดข้อขัดแย้งกับสื่ออยู่เสมอๆ การให้สัมภาษณ์แต่ละครั้ง นายสมัคร สุนทรเวช ไม่ยอมให้สื่อถามตนอยู่แต่ฝ่ายเดียว หลายๆครั้งได้โยนคำถามกลับไปที่สื่อ ในกรณีที่มีการถามคำถามที่เป็นลักษณะชี้นำ หรือเป็นคำถามที่ผู้ตอบไม่ต้องการตอบ
นายสมัคร สุนทรเวช นั้นก็เป็นคนทำสื่อมาก่อน นั่นคือ เป็นนักเขียนคอลัมน์และเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์เดลิมิเร่อซึ่งปิดตัวลงไปนานหลายปีแล้ว ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า เป็นคนที่รู้เท่าทันสื่อ เป็นนักการเมืองที่รู้จักใช้สื่อให้เกิดประโยชน์ อย่างน้อยก็อยู่ใน “พื้นที่ข่าว” ได้ตลอดเวลา
สิ่งที่เราเห็นอยู่เสมอก็คือ นักการเมืองมักถูกสื่อใช้คำถามแบบชี้นำเพื่อให้ได้คำตอบตามที่ตนต้องการ หรือถูกตะล่อมให้พูด หรือแม้กระทั่งเรียกได้ว่าถูก “ต้อน” จนต้องตอบในสิ่งที่สื่อต้องการคำตอบ แต่สำหรับนายสมัคร สุนทรเวช แล้วหลายครั้งหลายหนภาพมักออกมาตรงกันข้าม นั่นคือ สื่อถูกนายสมัคร สุนทรเวช โยนคำถามกลับบ้าง ตำหนิบ้าง แม้กระทั่ง “ด่ากลับ” ก็หลายหน ด้วยอาการที่ไม่เกลงใจหรือเกรงกลัวสื่อ ใช้ความเหนือกว่าทั้งเรื่องคำพูดและความรู้ทันข่มสื่อจนทำให้สื่อคือผู้สื่อข่าวรุ่นลูกหลานกระเจิดกระเจิงมาก็หลายครั้ง
แต่การที่นายสมัคร สุนทรเวช สามารถเอาชนะสื่อได้นั้น ในทางกลับกัน ถ้อยคำหรือสารที่ถูกส่งออกมาจากผู้ส่งสารในฐานะนายกรัฐมนตรีกลับล้มเหลวแทบจะสิ้นเชิง นั้นคือ เนื้อหาสาระที่ออกมาจากปากของนายกรัฐมนตรี เผยแพร่ผ่านสื่อสู่สาธารณะ มีน้อยเหลือเกินที่จะสร้างความเข้าอกเข้าใจในการทำงาน การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลที่มีนายสมัคร สุนทรเวช เป็นหัวหน้า และในทางกลับกันยังสร้างความสงสัย ความหวาดระแวง และความไม่พอใจแก่ประชาชนในส่วนที่ไม่ชอบอยู่แล้วให้ไม่ชอบมากขึ้นด้วย
แม้ในรายการ “พูดจาประสาสมัคร” วิทยุและโทรทัศน์ของกรมประชาสัมพันธ์ในทุกเช้าวันอาทิตย์ ซึ่งรายการลักษณะเดียวกันนี้ นายกรัฐมนตรีคนก่อนๆ ทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้ใช้เป็นเวทีในการชี้แจงการทำงานของรัฐบาล ให้ข้อมูลข่าวสารเรื่องนโยบายที่กำลังดำเนินการอยู่ และเรื่องอื่นๆที่เป็นงานของรัฐบาลเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบ เข้าใจ และติดตามความก้าวหน้าทุกสัปดาห์ ถึงแม้จะเป็นรายการที่มีลักษณะเป็นการโฆษณาประชาสัมพันธ์ โดยหัวหน้ารัฐบาล แต่เนื้อหาสาระที่เผยแพร่นั้น นับว่าเป็นประโยชน์แก่ผู้ฟังคือประชาชนทั่วไป ทำให้เห็นภาพการทำงานโดยรวมของรัฐบาลตามภาระหน้าที่ที่มีต่อประเทศชาติและประชาชน ซึ่งประชาชนสามารถนำไปเทียบเคียงเพื่อตรวจสอบสิ่งนายกรัฐมนตรีบอกเล่า กับสิ่งที่ประชาชนเห็น เพื่อประเมินหาความจริงด้วยตัวเองได้
แต่รายการ “พูดจาประสาสมัคร” ที่นายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช ใช้เป็นเวทีในการพูดคุยทุกเช้าวันอาทิตย์ มีความแตกต่างด้านเนื้อหาสาระแทบจะสิ้นเชิงกับนายกรัฐมนตรีสองคนก่อนที่ได้ยกมากล่าวถึงในย่อหน้าข้างบนนั้น โดยนายสมัคร สุนทรเวช มักใช้เป็นเวทีตอบโต้คำวิพากษ์วิจารณ์จากบุคคลอื่นด้วยความดุเดือด แข็งกร้าว เหน็บแนม ซึ่งยังห่างไกลจากการชี้แจงของนายกรัฐมนตรีคนก่อนๆ ที่นำข้อมูลที่สามารถจับต้องได้มาอธิบายแก้ข้อกล่าวหา ดังนั้น “การตอบโต้” ของนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช จึงแตกต่างจาก “การชี้แจง” ของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หรือ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ แม้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรจะมีการใช้คำพูดที่แข็งกร้าวอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ใช้ควบคู่ไปกับการให้ “ข้อมูล” ในเรื่องที่พูด มากกว่า
ลักษณะเช่นนี้นับเป็นเอกลักษณ์ของนายสมัคร สุนทรเวช ไม่ว่าจะดำรงตำแหน่งในฐานะใด ภาพของการตอบโต้สื่อ การสวนคำพูดของผู้สื่อข่าว หรือภาพการโต้เถียงกับผู้สื่อข่าวมีให้เห็นอยู่เสมอ ที่เป็นเช่นนี้น่าจะมาจากปัจจัยหลักๆคือ
1.นายสมัคร สุนทรเวช รู้เท่าทันสื่อว่าจะต้องทำหน้าที่ให้เสร็จสิ้นไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น การที่ตนเป็นบุคลที่เป็นข่าวทำให้มีความได้เปรียบสื่อ เพราะอย่างไรเสีย สื่อก็จำเป็นจะต้องอาศัยข้อมูลข่าวสารจากตน จึงทำให้นำข้อได้เปรียบมาใช้ข่มสื่อได้
2.ประสบการณ์ยาวนานทางการเมือง ผ่านเหตุการณ์สำคัญๆมาหลายเหตุการณ์ มีส่วนร่วมในการใช้สื่อดำเนินการทางการเมืองมาตลอด ทั้งวิทยุและหนังสือพิมพ์ ทำให้นายสมัคร สุนทรเวช สามารถรับมือกับสื่อได้ทุกสถานการณ์
3.จุดยืนกันมั่นคงทางความคิดที่มีต่อสื่อที่ประกาศอยู่เสมอว่า “ไม่ชอบสื่อ” ทำให้นายสมัคร สุนทรเวช กล้าที่จะทำตนเป็นฝ่ายตรงกันข้ามกับสื่อ ไม่แสดงความเกรงใจ เกรงกลัว หรืออ่อนข้อให้ ดังนั้น คำพูดที่แสดงออกไปจึงมักเป็นคำพูดมีลักษณะ “ข่ม” และ “ด่า” สื่อโดยตรง
4.สื่อรู้ไม่เท่าทันนายสมัคร สุนทรเวช นั่นคือ ขาดการทำความเข้าใจพื้นเพ ประสบการณ์ และความคิดของนายสมัคร สุนทรเวช จึงไม่สามารถรับมือกับท่าทีที่แสดงออกมาได้ เมื่อใดที่ไม่ต้องการให้ข้อมูลข่าวสารในเรื่องที่ถูกไล่เลียงแล้วไม่ต้องการตอบ นายสมัคร สุนทรเวช มักใช้หลุมพรางการโต้เถียงมาเบี่ยงเบนความสนใจ และสื่อก็ตกเข้าไปอยู่ในหลุมพรางที่นายสมัคร สุนทรเวช ขุดดักเอาไว้ ทำให้พลาดการได้มาซึ่งข่าวสารสำคัญอันเป็นเป้าหมายหลักในการทำหน้าที่สื่อมวลชน สิ่งที่ได้มาก็เพียงเหตุการณ์โต้เถียงระหว่างสื่อกับนายสมัคร สุนทรเวช เท่านั้น ดังปรากฏเสมอๆในช่วง 4 เดือนของการเป็นหัวหน้ารัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช
ดังนั้นสิ่งที่สื่อต้องตระหนักไว้ก็คือ การศึกษาและทำความเข้าใจในความคิดและการแสดงของบุคคลที่เป็นผู้นำทางการเมืองหรือผู้นำทางสังคมที่สื่อจะต้องเกี่ยวข้องด้วย เพื่อจะได้รับมือกับพฤติกรรมของบุคคลนั้นๆได้มากที่สุด ดังเช่น หากรู้ทันนายสมัคร สุนทรเวช ก็จะได้ไม่ตกหลุมพรางที่ขุดดักเอาไว้ การทำหน้าที่ของสื่อก็จะได้ผลมากขึ้น สื่อก็จะทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ ประโยชน์ก็จะตกแก่สังคม.

Leave a Reply