ความเห็นเรื่องสื่อ : เมื่อผมไม่เห็นด้วยกับ สนธิ ลิ้มทองกุล ผมก็ไม่เห็นด้วยกับ จักรภพ เพ็ญแข

กรณีนักวิชาการอาวุโสสองท่าน คือ ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ แห่งคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กับ ดร.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ แห่งคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำจดหมายเปิดผนึก เตือนสติสื่อว่า อย่าใช้สื่อเป็นเครื่องมือทางการเมือง ยุยงให้เกลียดชังกัน ยั่งยุให้เกิดความรุนแรง โดยไม่ระบุว่าเป็นสื่อใด ดังที่สังคมได้รับรู้และเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ต่อมาอยู่ในขณะนี้นั้น

เมื่ออ่านแล้วและตีความตามเนื้อหาที่ท่านอาจารย์ทั้งสองได้กล่าวไว้ ผม (ไม่เกี่ยวกับท่านอาจารย์ทั้งสองหรือใครคนใด) เข้าใจว่า สื่อดังกล่าวก็คือสื่อในเครือผู้จัดการ ของ สนธิ ลิ้มทองกุล หนึ่งในแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่เคลื่อนไหวทางการเมืองมาตั้งแต่สมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี มาจนถึงปัจจุบันที่นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี และสื่อในเครือผู้จัดการที่มีบทบาทเป็นเครื่องมือต่อสู้ทางการเมืองของพันธมิตรฯ ก็คือ ASTV News1 และหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน รวมถึงเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ผู้จัดการด้วย

การใช้สื่อเป็นเครื่องมือในการต่อสู้ทางการเมืองนั้น สนธิ ลิ้มทองกุล ผู้เป็นเจ้าของ ได้ประกาศโดยเปิดเผยแล้วว่า ตนเลือกที่จะยืนอยู่ฝ่ายตรงกันข้ามกับรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรและพรรคไทยรักไทย ที่เว้นวรรคไปหลังการรัฐประหาร 9 กันยายน 2549 และกลับมาอีกครั้งหลังการเลือกตั้ง 23 มกราคม 2551 ในชื่อพรรคพลังประชาชนและมีนายสมัคร สุนทรเวช เป็นตัวแทน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ดังนั้น พันธมิตรประชาธิปไตย สนธิ ลิ้มทองกุล และสื่อในเครือผู้จัดการจึงกลับมาดำเนินงานทางการเมืองต่อ ดังที่ทราบกันดีอยู่แล้ว

โดยส่วนตัว แม้ผมจะไม่รู้จักกับ สนธิ ลิ้มทองกุล แต่ผมก็ชื่นชมแนวคิดในการสร้างและพัฒนาสื่อของไทย ที่ต้องการจะสร้างเครือข่ายการสื่อสารไทยให้ครอบคลุมภูมิภาคเอเชียและก้าวไปสู่ระดับโลก แม้จะพบกับปัญหาในช่วงวิกฤติปี 2540 จนต้องยุติโครงการนั้นลง แต่ความคิดความฝันของเขาได้ทิ้งร่องรอยไว้ในสังคมไทย ซึ่งต่อไปภายหน้า อาจมีคนรุ่นใหม่มาสานต่อความคิดในการสร้างเครือข่ายสื่อสารของคนไทยจนสำเร็จก็ได้

แม้ว่าผมจะชื่นชมเขาในเรื่องดังกล่าว แต่ในการที่นำสื่อเข้าไปเป็นเครื่องมือในการเคลื่อนไหวทางการเมืองนั้น ผมไม่เห็นด้วย การเลือกข้างของสื่อมีสิทธิ์ที่จะทำได้ก็จริงอยู่ แต่มันหมิ่นเหม่ต่อการเป็นเครื่องมือทางการเมืองของคนอีกกลุ่มหนึ่ง แม้จะไม่โดยตรงแต่ก็อาจจะเป็นไปโดยอ้อม และอาจทำให้ภาพสะท้อนที่ปรากฏผ่านสื่อมีความบิดเบี้ยวผิดไปจากความเป็นจริงได้ ดังที่เกิดขึ้นในกรณี วิทยุชุมชนเจ้าฟ้า เอฟเอ็ม 97.75 ที่เผยแพร่คำพูดในเชิงปลุกปั่นให้ใช้ความรุนแรงต่อ โชติศักดิ์ อ่อนสูง ที่ไม่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมีในโรงหนัง แต่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องก็ได้ออกมาแสดงความรับผิดชอบและยุติการจัดรายการวิทยุดังกล่าวแล้ว[อ่านที่นี่]

นี่กระมังที่นักวิชาการอาวุโสทั้งสองท่านได้ทำจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องและเตือนสื่อให้เลิกเป็นเครื่องมือในการยุยงให้เกิดความรุนแรง ในประเด็นนี้ ผมเห็นด้วยว่า มีความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นได้ แม้จะโดยไม่ตั้งใจก็ตาม ดังนั้น หากใครเรียกร้องให้ สนธิ ลิ้มทองกุล เลิกใช้สื่อเป็นเครื่องมือทางการเมือง ผมก็ขอร่วมเรียกร้องด้วย

เมื่อผมไม่เห็นด้วยกับ สนธิ ลิ้มทองกุล ผมก็ไม่เห็นด้วยกับ จักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และเมื่อผมเรียกร้องให้ สนธิ ลิ้มทองกุล เลิกใช้สื่อในเป็นเครื่องมือในการเคลื่อนไหวทางการเมือง ผมก็เรียกร้องให้ จักรภพ เพ็ญแข เลิกใช้อำนาจในการคุกคามสื่อ (แม้จะเป็นสื่อรัฐบาล) ด้วย

โดยส่วนตัวแล้ว ผมชื่นชม จักรภพ เพ็ญแข ในช่วงกาลที่เขาทำงานด้านสื่อ โดยเฉพาะการวิเคราะห์เรื่องราวของต่างประเทศนั้น เขาได้ให้ข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ที่ลึกและกว้าง เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง การทำหน้าที่ในฐานะสื่อของเขานั้น ถือได้ว่า เป็นคนที่มีคุณภาพน่าชื่นชมคนหนึ่ง ในบรรดาสื่อทั้งหลายที่ทำหน้าที่ในสังคมไทย

เมื่อเขามาเป็นนักการเมือง ภาพที่เคยมีในสมัยเป็นคนทำสื่อได้หายวับไปในทันที เขากลายเป็นผู้ใช้อำนาจรัฐที่มีทีท่าเป็นลบกับสื่อตั้งแต่วันแรกที่รับตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คำพูดที่จะ “จัดระบบสื่อ” หรือ “จัดระเบียบสื่อ” หรือ “ปฏิรูปสื่อ” หรือพูดในลักษณะจะสั่งให้สื่อทำอย่างนั้น ไม่ให้ทำอย่างนี้ นับว่าเป็นท่าทีที่คุกคาม ล่าสุดได้พูดถึงการสั่งไม่ให้สื่อของรัฐเสนอข่าวเรื่องการปฏิวัติ จนเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่เหมาะสม เป็นการคุกคามสื่อโดยตรง เพราะแม้จะเป็นสื่อของรัฐ แต่สื่อก็ต้องทำหน้าที่ของสื่อ คือสะท้อนความเป็นจริง นำเสนอข้อเท็จจริงโดยไม่ถูกบังคับหรือสั่งการโดยอำนาจใด

เมื่อผมเรียกร้องให้ สนธิ ลิ้มทองกุล เลิกใช้สื่อเป็นเครื่องมือทางการเมือง ผมก็เรียกร้อง จักรภพ เพ็ญแข เลิกคุกคามสื่อด้วย ไม่ว่าสื่อนั้นจะเป็นสื่อของรัฐหรือสื่อที่ไม่ใช่ของรัฐก็ตาม และก็เรียกร้องอย่าได้ใช้อำนาจบังคับให้สื่อของรัฐเสนอข่าวในทางที่เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลเพียงอย่างเดียว โดยไม่เปิดให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ ติติง รัฐบาล เพราะนั่นคือหน้าที่ของสื่อ

จักรภพ เพ็ญแข พูดอยู่เสมอว่า เขามาจากการเลือกตั้ง มาโดยระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่เผด็จการ แต่การแสดงความคิดเห็นและการกระทำของเขานั้น ก่อให้เกิดความสงสัยจากสังคมว่าเขาได้กระทำสวนทางกับประชาธิปไตยที่เขาอ้างถึง ดังมีคำถาม คำวิพากษ์วิจารณ์ ปรากฏตามสื่อเป็นอันมาก มีการเปรียบเทียบกับรัฐบาลที่เขาบอกว่ามาจากเผด็จการ คือรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ ก็ยังไม่มีการใช้อำนาจเท่ากับรัฐบาลที่มาจากระบอบประชาธิปไตยที่จักรภาพ เพ็ญแข มีส่วนร่วมอยู่ในปัจจุบัน

หากจะตำหนิสนธิ ลิ้มทองกุล โดยไม่แตะต้อง จักรภพ เพ็ญแข ผมคิดว่าไม่ยุติธรรม หากเรียกร้องต่อสนธิ ลิ้มทองกุล ให้เลิกใช้สื่อเป็นเครื่องมือในทางการเมือง โดยไม่เรียกร้องต่อ จักรภพ เพ็ญแข เลิกใช้สื่อของรัฐเป็นเครื่องมือรัฐบาล ก็ไม่เป็นการยุติธรรมด้วยเช่นกัน ผมจึงเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายปล่อยให้สื่อทำหน้าที่ของสื่อโดยอิสระอย่างแท้จริง.

เรื่องในหมวดเดียวกัน

This entry was posted on Tuesday, May 13th, 2008 and is filed under สื่อสารมวลชน. You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. You can leave a response, or trackback from your own site.

One Response to “ความเห็นเรื่องสื่อ : เมื่อผมไม่เห็นด้วยกับ สนธิ ลิ้มทองกุล ผมก็ไม่เห็นด้วยกับ จักรภพ เพ็ญแข”

  1. ประทีป จิตติ on May 23rd, 2008 at 7:18 am

    อย่างน้อยก็ชัดเจนนะครับว่า สื่อ ไหน เป็นของใคร เมื่อเป็นของใครก็ย่อมมองเห็นความเอนเอียงหรือไม่

    และชัดเจน ทั้งข้อมูลทั้งสองฝ่าย
    อีกฝ่ายแฉได้ อีกฝ่ายก็แฉได้เหมือนกัน
    ลากไส้กันออกมา

    คนอ่านก็ต้องมีวิจารณญาณด้วย

Leave a Reply

ยินดีต้อนรับทุกท่าน

.

ข้อเขียนในบล็อกนี้ท่านสามารถนำไปเผยแพร่ผ่านสื่อ เพื่อประโยชน์แก่สาธารณะได้ โดยอ้างอิงผู้เขียน โกศล อนุสิม และ www.blogologynet.com หากนำไปเผยแพร่ผ่านสื่ออินเตอร์เน็ตโปรดใส่ลิงก์เชื่อมโยงกลับมาที่นี่ด้วย ห้ามนำไปแสวงหาประโยชน์ในทางการค้าใด ๆ

.

บล็อกรายเดือน

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

คนร่วมคุย

eXTReMe Tracker
Free counter and web stats