“นักรบนักรัก” : สื่อภาคพลเมืองกับการเลือกข้างอย่างมีสติปัญญา
ในช่วงเวลาที่สถานการณ์ทางการเมืองตรึงเครียดเขม็งเกลียวในช่วงเดือนสิงหาคม-ต้นเดือนธันวาคม 2551 สังคมไทยแบ่งเป็นฝักฝ่ายที่พร้อมจะปะทะกันแบบแตกหัก สองฝ่ายที่เผชิญหน้ากันคือฝ่ายต่อต้านรัฐบาลซึ่งก็คือต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นำหน้าโดย พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พันธมิตรฯ –คนเสื้อเหลือง) กับฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลซึ่งก็คือสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นำหน้าโดย แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.-คนเสื้อแดง) ทั้งสองฝ่ายต่างเรียกร้องให้คนที่ไม่ได้เลือกข้างฝ่ายใดให้หันมาอยู่ฝ่ายเดียวกับพวกตน ในที่สุดก็เกิดเป็น 3 ฝ่าย คือฝ่ายพันธมิตรฯ ฝ่าย นปช. และฝ่ายไม่เลือกข้างใด ดังที่ทราบกันดีอยู่แล้ว
การเลือกข้างที่เกิดขึ้น แม้ส่วนหนึ่งเกิดจากความคิด ความเชื่อด้วยใจอันบริสุทธิ์ ทั้งฝ่าย พันธมิตรฯและฝ่าย นปช. แต่อีกส่วนหนึ่งเกิดจากการรับรู้ข่าวสารผ่านสื่อที่ทั้งสองฝ่ายใช้เป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของตน มีการปลุกเร้าอารมณ์ให้เกิดความโน้มเอียงไปในทางเกลียดชังอีกฝ่ายหนึ่ง จนเกิดการปะทะทำร้ายกันถึงบาดเจ็บและเสียชีวิต
นอกจากประชาชนทั่วไปจะถูกเรียกร้องให้เลือกข้างแล้ว สื่อมวลชนก็ถูกเรียกร้องให้เลือกข้างด้วยเช่นกัน วิกฤตการเมืองที่เกิดขึ้นในครั้งนี้จึงเป็นเสมือนเกิดวิกฤตการณ์สื่อมวลชนด้วย เพราะได้ถูกดึงเข้าไปสู่ความขัดแย้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยสื่อเองแม้จะมีความโน้มเอียงไปในทางใดทางหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่ก็รักษาสถานะความเป็นกลางที่พยายามนำเสนอข่าวสารอย่างซื่อสัตย์และเคารพต่อข้อเท็จจริงเอาไว้ได้ในระดับที่น่าชื่นชม
สื่อมวลชนกระแสหลักอันได้แก่ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อวิทยุ และโทรทัศน์นั้น แม้จะมีความโน้มเอียงเข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดแต่อย่างน้อยก็คงสถานะของความเป็นสื่อมวลชน คือต้องนำเสนอข้อเท็จจริงของทั้งสองฝ่าย ต่างกันเพียงจะให้น้ำหนักแก่ฝ่ายที่ตนมีความโน้มเอียงสนับสนุน แต่สื่อสมัยใหม่ที่มีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร คือสื่อภาคพลเมือง ( Citizen Journal) อันได้แก่บล็อก (Blog) ที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก โดยนักข่าวภาคพลเมือง ( Citizen Reporter) หรือบล็อกเกอร์ มีอิสระในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารอย่างเต็มที่ จึงปรากฏว่า มีบล็อกเกอร์เป็นจำนวนมากนำเสนอข้อมูลข่าวสารในมุมมอง ความคิด ความเชื่อ และความโน้มเอียงของตนแบบสุดโต่ง จนถึงขั้นบริภาษด่ากราดอีกฝ่ายหนึ่งอย่างรุนแรง
จริงอยู่ที่บล็อกเกอร์มีสถานะเป็นปัจเจกชน มีอิสระและเสรีภาพในการพูด เขียน โฆษณาตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ แต่อย่าลืมว่า บล็อกคือสื่อประเภทหนึ่งที่เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารสู่สาธารณะ ดังนั้น บล็อกเกอร์ย่อมจะละเลยความรับผิดชอบไปไม่ได้เลยหากข้อมูลที่ตนเผยแพร่ออกไปนั้นทำให้เกิดเกิดความเสียหายต่อผู้อื่น และความจริงอีกอย่างหนึ่งก็คือ ข้อมูลข่าวสารจากบล็อกก็มีอิทธิพลต่อการรับรู้ของผู้รับสารไม่ต่างจากสื่ออื่นๆ ซึ่งก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อความคิด ทัศคติของผู้รับสารไม่มากก็น้อย หากได้รับข้อมูลข่าวสารที่มีความโน้มเอียง ก็ย่อมมีโอกาสที่ความคิดและทัศนคติ จะโน้มเอียงไปด้วย
ความรับผิดชอบของบล็อกเกอร์ที่เป็นนักข่าวภาคพลเมือง จึงไม่ต่างจากความรับผิดชอบในจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพของสื่อมวลชน คือมีความเป็นกลางในการนำเสนอข่าวสาร ต้องเคารพและซื่อสัตย์ต่อข้อเท็จจริง แม้จะมีข้อโต้แย้งต่อข้อมูลที่นำเสนอ ย่อมต้องมีเหตุผลอธิบายได้
แต่เท่าที่ปรากฏในบล็อกต่างๆ บล็อกเกอร์ส่วนมากยังคงยึดถืออิสระและเสรีภาพในฐานะปัจเจกชนของตนอย่างเหนียวแน่น โดยนำเสนอข้อมูลข่าวสารด้วยความโน้มเอียงตามความคิด ความเชื่อ และฝ่ายที่ตนเลือกแล้ว ขาดเหตุผลในการโต้แย้งฝ่ายอื่นหรืออธิบายจุดยืนของตน และกลายเป็นเวทีโจมตี ด่าว่าและบริภาษอีกฝ่ายที่คิดไม่เหมือนตนของบรรดาผู้อ่านที่เลือกยืนคนละฝ่าย กลายเป็นการใช้อารมณ์แบบเป็นความสุดโต่งทั้งสองฝ่าย
แต่เป็นที่น่ายินดีว่า ในโลกของสื่อภาคพลเมืองนั้น ยังคงมีอยู่จำนวนหนึ่งที่แม้จะเลือกข้างแต่ก็มีเหตุผลที่อธิบายได้ชัดเจน ใช้สติปัญญาในการวิพากษ์วิจารณ์ทั้งฝ่ายที่ตนเลือกและฝ่ายตรงกันข้าม ไม่ถูกครอบงำด้วยอารมณ์โกรธแค้นฝ่ายอื่นและลุ่มหลงฝ่ายตนเหมือนพวกสุดโต่ง สามารถยืนอยู่บนหลักการของความเป็นสื่อที่มีความเป็นกลางในการนำเสนอข่าวสาร เคารพและซื่อสัตย์ต่อข้อเท็จจริง เมื่อมีข้อโต้แย้งก็กระทำอย่างมีเหตุผล โดยใช้สติปัญญาเป็นเครื่องมือ
บล็อกประเภทนี้มีอยู่ เป็นจำนวนไม่มากนัก หนึ่งในนั้นที่อยากจะยกมากล่าวถึงในที่นี้ก็คือ บล็อกของบล็อกเกอร์ที่ใช้ชื่อ “นักรบนักรัก” แห่งโอเคเนชั่นบล็อก (ผมได้เขียนถึงบล็อกเกอร์แห่งโอเคเนชั่นก่อนหน้านี้แล้วคนหนึ่งคือ บล็อกเกอร์ เรือรบ เมืองมั่น ผู้เป็นนายทหารยศนายพันแห่งกองทัพไทย ในเรื่อง “บล็อก เรือรบ เมืองมั่น สื่อภาคพลเมืองกับความเป็นกลางในสถานการณ์เลือกข้างทางการเมือง” ) ที่แสดงตนอย่างชัดเจนว่าเป็นฝ่ายตรงกันข้ามกับผู้สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยสนับสนุนฝ่ายพันธมิตร ด้วยเหตุที่ไม่แตกต่างจากคนอื่นๆ นั่นคือ รังเกียจการกระทำอันสร้างความเสียหายแก่ประเทศชาติของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
แต่การยืนอยู่ข้างฝ่ายพันธมิตรฯของบล็อกเกอร์ “นักรบนักรัก” นั้นแตกต่างจากบรรดาบล็อกเกอร์ที่เป็น “แฟนพันธุ์แท้พันธมิตร” ส่วนมาก นั่นคือ คอยวิพากษ์วิจารณ์ ให้คำเสนอแนะและข้อคิดเห็นเพื่อเป็นประโยชน์ในการเคลื่อนไหว มองเห็นข้อดี ข้อด้อย ข้อผิดพลาดของฝ่ายพันธมิตรแล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ เสนอข้อคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่มีความคิดในลักษณะที่ “พันธมิตรฯไม่ผิดสักอย่าง แต่ นปช. ผิดทุกอย่าง” ดังที่พวกสุดโต่งได้กระทำ
แม้ในฝ่ายที่ตนไม่เลือกข้างคือ นปช. นั้น บล็อกเกอร์ “นักรบนักรัก” ยังมองด้วยเหตุด้วยผล ใช้สติปัญญาพิจารณา แยกแยะ เพื่อทำความเข้าใจฝ่ายตรงกันข้าม เพื่อให้รู้ถึงจุดแข็ง จุดอ่อน อันจะเป็นประโยชน์ในการดำเนินการใดๆก็ตามที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายตรงกันข้าม
การนำเสนอข้อมูลข่าวสารดังที่ “นักรบนักรัก” กระทำนั้น จึงเป็นการกระทำที่เรียกได้ว่าอยู่ในหลักการของสื่อมวลชนที่ได้รับการยอมรับโดยทั่วไป นั่นคือ มีความเป็นกลาง เคารพและซื่อสัตย์ต่อข้อเท็จจริง และมีเหตุผลในการอธิบายหรือโต้แย้ง เมื่อมีการรับรู้ข่าวสารดังกล่าว ก็จะทำให้ผู้รับข่าวสารได้คิด พิจารณา โดยใช้สติปัญญาไปด้วย
นักสื่อสารมวลชนได้จัดให้บล็อกเป็นสื่อภาคพลเมือง ซึ่งบล็อกเกอร์ทั่วโลกได้ทำหน้าที่ผู้สื่อข่าวภาคพลเมืองของตนในการรายงานข้อมูล ข่าวสาร เหตุการณ์ต่างๆอย่างรวดเร็วและเที่ยงตรง จนเป็นที่ประจักษ์ในหลายๆเหตุการณ์มาแล้วทั่วโลก อาทิ การประท้วงรัฐบาลและพายุนาร์กิสในประเทศพม่า การประท้วงในทิเบต เป็นต้น ทำให้โลกได้รับรู้ข้อมูล ข่าวสารรวดเร็วก่อนที่สื่อกระแสหลักจะนำเสนอ แต่ข้อด้อยของสื่อภาคพลเมืองก็คือ ขาดกระบวนกลั่นกรองในรูปแบบการบรรณาธิการข่าว ดังนั้น ข้อมูลข่าวสารจะเท็จจริง เที่ยงตรงเพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับจุดยืนของบล็อกเกอร์ผู้ทำหน้าที่ผู้สื่อข่าวภาคพลเมืองนั่นเอง
ในสถานการณ์การทางการเมืองที่ผ่านมา ซึ่งจบลงเมื่อต้นเดือนธันวาคม 2551 เมื่อพันธมิตรฯยกเลิกการชุมนุมปิดล้อมสนามบินและทำเนียบรัฐบาล สื่อภาคพลเมืองมีบทบาทสำคัญในการรายงานข้อมูลข่าวสารสู่สาธารณชน ตามมุมมอง จุดยืน และโน้มเอียงไปในข้างที่ตนเลือกซึ่งส่วนมาเป็นไปในลักษณะสุดโต่งดังที่ได้กล่าวมาแล้ว แต่เป็นที่น่ายินดีว่า บล็อกเกอร์ “นักรบนักรัก” เป็นหนึ่งในสื่อภาคพลเมืองจำนวนน้อยที่แม้จะเลือกข้างแต่ก็ได้ทำหน้าที่สื่ออย่างตรงไปตรงมา โดยใช้สติปัญญากำกับ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการสร้างการรับรู้ข่าวสารที่ถูกต้อง นั่นคือ ทำให้ผู้รับข่าวสารได้ใช้สติปัญญาคิดตามเพื่อทำความเข้าใจโดยไม่ถูกชักจูงด้วยอคติของผู้ส่งสาร.
[หากท่านใดเห็นว่าบทความนี้มีประโยชน์ สามารถนำไปเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆได้ โดยขอให้ทำลิงค์กลับมายังบทความนี้ด้วย และขอความกรุณาอย่านำไปผลิตหรือจำหน่ายไม่ว่ารูปแบบใดๆเลยนะครับ]

ขอโทษนะครับ ผมยังไม่ได้ตอบกลับบทสัมภาษณ์ ช่วงนี้ติดเรื่องเรียนครับ
ครับ ไม่เป็นไรครับน้องเมษ ตามสะดวกครับ
ทำไมเข้าไปอ่านไม่ได้มานานเเล้วครับ.มีถามพาสเวิร์ด. เสียดายมากเเละอยากอ่านน่ะครับ.
@ คุณมิตรรักนักอ่าน ครับ เข้าใจว่า คุณนักรบนักรักคงปิดบล็อกด้วยเหตุผลบางประการ หรือไม่ก็สงวนสิทธิ์เฉพาะคนที่ต้องการให้อ่านโดยแจกรหัสให้น่ะครับ แต่อย่างไรก็ตามบล็อกการเมืองที่โอเคเนชั่นมีดีๆอีกมาก ลองหาอ่านดูนะครับ
หรืออ่านกลอนการเมืองที่บล็อกผมก็ได้ ขอโฆษณาหน่อย อิอิ
http://www.oknation.net/blog/kosol