ใครๆก็(ไม่)ชอบสื่อ
มิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault) นักคิดทฤษฎีผู้มีชื่อเสียงชาวเมืองไวน์ฝรั่งเศส กล่าวว่า สื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างอำนาจอันได้ผลชะงัด ผู้ใดครอบครองสื่อ ผู้นั้นก็เป็นเจ้าของอำนาจ หากพูดถึงอำนาจแล้ว ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คืออำนาจทางการเมือง ดังนั้น จึงปรากฏอยู่เสมอว่า ใครๆที่เป็นนักการเมืองจึงชอบสื่อ
โลกของสื่อกับโลกของนักการเมือง จึงต้องผู้ติดอยู่ด้วยกันอย่างแยกไม่ออก ไม่ว่าจะในสังคมไทยหรือต่างประเทศ ไม่ว่าในประเทศร่ำรวยหรือยากจน ในหลายประเทศเจ้าของสื่อเข้าไปเป็นผู้มีอำนาจทางการเมือง หรือผู้มีอำนาจทางการเมืองหาทางเข้าครอบครองสื่อ เพื่อใช้ประโยชน์ทางการเมือง หรือไม่ก็ใช้อำนาจควบคุมสื่อไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เพื่อไม่ให้สื่อบ่อนเซาะอำนาจของตน
นักการเมืองทั้งหลายชอบสื่อ เพราะสื่อเป็นเวทีสำคัญที่ทำให้สามารถแสดงตนต่อสาธารณชนได้อย่างกว้างขวาง รวดเร็ว เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายคือประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ที่มีอิทธิพลเป็นอย่างสูงในปัจจุบัน จนอาจกล่าวได้ว่า โทรทัศน์คือผู้มีอิทธิพลตัวจริงต่อผู้คน เป็นผู้กำหนดเวลาทำกิจกรรมต่างๆในชีวิต ทั้งเวลาตื่น เวลานอน เวลาออกจากบ้าน เวลากลับบ้าน เรื่องราวทั้งหลายที่เสนอผ่านจอโทรทัศน์ล้วนส่งผลต่อผู้คนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ตัวอย่างง่ายๆก็คือแม้แต่นักแสดงเป็นตัวร้ายในละครน้ำเน่ายังถูกมองด้วยความเกลียดชังจากคนดูผู้สงสารนางเอก เมื่อนักแสดงคนนั้นไปเดินซื้อของในตลาด
จึงไม่ต้องสงสัยว่า เหตุใดเมื่อมีกิจกรรมทางการเมือง อย่างเช่น การประชุมสภาก็ดี หรือการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลก็ดี เมื่อมีการถ่ายทอดผ่านสื่อ บรรดานักการเมืองทั้งหลายไม่ว่าฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลต่างก็พยายามเสนอหน้าผ่านอภปรายเพื่อให้ได้ปรากฎในสื่อ ส่งสารไปถึงประชาชนในเขตเลือกตั้งของตนว่ากำลังทำหน้าที่ผู้แทนอย่างขันแข็ง
แต่ถ้าหากในอีกกรณีตรงกันข้าม นั่นคือ การที่สื่อขุดคุ้ยเรื่องไม่ดีไม่งามที่ตนมีส่วนหรือจะเกิดความเสียหายแก่ตน นักการเมืองทั้งหลายมักจะโยนความผิดไปให้สื่อ ซึ่งหนีไม่พ้นข้อหาบิดเบือน ลงข่าวไม่หมด หรือสื่อพูดไปเอง เขียนไปเอง เป็นต้น เมื่อเกิดกรณีนี้ขึ้น ใครๆที่เกี่ยวข้องก็ไม่ชอบสื่อ ดังนั้นจึงปรากฏเสมอมาว่า นักการเมืองผู้ที่อยู่กับอำนาจจึงทั้งรกและทั้งเกลียดสื่อ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์นั้นๆ ว่าสื่อจะส่งผลเช่นใดแก่ตน ในกรณีที่รู้จักใช้สื่อให้เป็นประโยชน์พอเหมาะ ก็จะทำให้สามารถอยู่ในอำนาจนานได้เช่นกัน
สื่อจึงมีคุณสมบัติพิเศษ ที่นักการเมืองและผู้มีอำนาจทั้งหลาย จะทั้งรักทั้งเกลียด ซึ่งสื่อแต่ละประเภทมีคุณสมบัติเฉพาะของมัน ในขณะเดียวกันก็มีคุณสมบัติร่วมในฐานะสื่อ ซึ่งจะกล่าวต่อไปอันที่จริงแล้ว คุณสมบัติที่จะเขียนถึงต่อไปนี้ เป็นเรื่องที่คนทั้งหลายทราบกันดีแล้ว แต่อาจจะลืมกันไปบ้าง จึงขอยกขึ้นมากล่าวถึงเพื่อเตือนความทรงจำ และเป็นการยืนยันถึงความสำคัญของสื่อ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอำนาจทางการเมือง คือ
เริ่มต้นจาก สื่อสิ่งพิมพ์ ซึ่งเป็นสื่อชนิดแรกที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นสื่อที่เผยแพร่ไปสู่คนหมู่มากได้รวดเร็วและในเวลาพร้อมๆกันหรือใกล้เคียงกัน อันเป็นที่มาของคำว่า สื่อมวลชน อิทธิพลของหนังสือพิมพ์ในยุคเมื่อสองร้อยปีก่อนนับว่ามีอิทธิฤทธิ์อย่างสูง เพราะทำให้เกิดมติมหาชนในเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้ บรรดาผู้ครองอำนาจรัฐยังกลัวเกรง หาทางคุมกำเนิดหนังสือพิมพ์ เจ้าของหนังสือพิมพ์ทั้งหลายก็ใช้สื่อของตนต่อสู้เพื่อคงสถานะตัวเองไว้ มาจนถึงปัจจุบันนี้ หนังสือพิมพ์ก็ยังคงสถานะอันมีอิทธิพลของตัวเองเอาไว้ได้อยู่ แม้จะเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพสังคม แต่คำว่าสื่อมวลชนก็ยังมีความศักดิ์สิทธิ์อยู่ จนพอที่จะทำให้บรรดาใครๆที่เป็นนักการเมืองยังเกรงใจหนังสือพิมพ์อยู่ เว้นเสียแต่ผู้ที่มีอำนาจต่อรองที่พอฟัดพอเหวี่ยงกัน เช่น เป็นเจ้าของบริษัทสินค้าที่ลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ด้วยมูลค่าสูงๆ หนังสือพิมพ์ก็เกรงใจอยู่ ไม่กล้าจะวิพากษ์อะไรมาก เพราะกลัวจะถูกถอนโฆษณา เป็นต้น
ต่อมาคือ สื่อวิทยุ นี่ยิ่งกระจายข่าวสารสู่ผู้ฟังได้รวดเร็วและกว้างขวางกว่าหนังสือพิมพ์อีก จึงปรากฏเสมอมาในประวัติศาสตร์ว่า วิทยุมีบทบาทสำคัญในการสร้างอำนาจทางการเมืองอย่างยิ่งยวด การประกาศความคิด อุดมการณ์ ข่าวสารอันสำคัญ ล้วนกระทำผ่านวิทยุแทบทั้งสิ้น
คงจำกันได้ว่า ในวันที่กองทัพปลดแอกประกาศตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนนั้น ท่านประธานเหมาเจ๋อตุงอ่านแถลงการณ์โดยมีไมโครโฟนอยู่เบื้องหน้า ถ่ายทอดออกอากาศทางวิทยุไปทั่วประเทศจีนและทั่วโลก ว่าบัดนี้ได้สถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนขึ้นในโลกแล้ว เป็นการจบสิ้นสาธารณรับจีนภายใต้การปกครองของพรรคก๊กมินตั๋งของเจียงไคเช็ค ซึ่งได้ถอยข้ามช่องแคบไปตั้งหลักที่เกาะไต้หวันจวบจนปัจจุบันนี้
คงจำกันได้ว่า ทุกครั้งที่มีกลุ่มทหารยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาล เสียงประกาศคณะปฏิวัติได้รับการถ่ายทอดผ่านคลื่นวิทยุของสถานีวิทยุแห่งใดแห่งหนึ่ง ซึ่งมักจะเป็นสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เป็นแม่ข่ายถ่ายทอดไปยังสถานีวิทยุต่างๆ เป็นสัญญาณว่า คณะปฏิวัติได้ยึดอำนาจจากรัฐบาลแล้ว โดยยึดสถานีวิทยุให้ได้ก่อน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการเผยแพร่คำสั่ง ข่าวสาร เพื่อปกครองบ้านเมือง หลายครั้งที่ฝ่ายรัฐบาลตอบโต้ด้วยคลื่นวิทยุเช่นกัน จนทำให้ฝ่ายปฏิวัติกลายเป็นฝ่ายกบฏ พ่ายแพ้ไปในที่สุด
คงคุ้นเคยกันดีว่า ปัจจุบันนี้ทุกๆเช้าวันอาทิตย์ นายกรัฐมนตรีจะพบกับประชาชนผ่านทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ซึ่งอันที่จริงแล้วน่าจะเรียกว่านายกรัฐมนตรีพบกับข้าราชการมากกว่า เพราะสิ่งที่นายกรัฐมนตรีพูดนั้น บรรดาข้าราชการทั้งหลายต่างเงี่ยหูฟัง โดยเฉพาะปลัดกระทรวง อธิบดี ผู้ว่าราชการจังหวัดที่เป็นซีอีโอและมิใช่ซีอีโอ สิ่งใดที่นายกรัฐมนตรีพูดเป็นแนวทางไว้ก็ต้องหาทางปฏิบัติ ไม่เช่นนั้นอาจกลายเป็นผู้ว่าซี้อีโอก็ได้ อันนี้ก็ย่อมถือได้ว่า สื่อเป็นเครื่องมือในการใช้อำนาจของนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้ครอบครองสื่อในนามรัฐบาล
ที่นี้ก็ต้องมาถึง สื่อโทรทัศน์ เป็นสื่อที่ใครๆที่เป็นนักการเมืองก็ต้องชอบ การรณรงค์หาเสียงก็ดี การประกาศผลงานก็ดี หรือแค่การเสนอหน้าผ่านโทรทัศน์พูดถึงเรื่องไม่เป็นโล้เป็นพายก็ดี ล้วนแต่มีประโยชน์ต่อนักการเมืองทั้งสิ้น อย่างน้อยก็เป็นที่รู้จักหน้าค่าตา ยิ่งเจอบ่อยก็ยิ่งได้รับการจดจำได้ ดังนั้น จึงมีผู้ที่ออกหน้าโทรทัศน์บ่อยๆ เช่น พิธีการ นักแสดง นักร้อง นักอ่านข่าว เป็นต้น ได้รับการเลือกตั้งเป็นนักการเมืองอยู่มากมาย จึงพิสูจน์ได้แน่ชัดว่า สื่อโทรทัศน์สร้างอำนาจแก่ผู้ที่ครอบครองหรือผู้ที่ใช้มันได้เป็นอย่างดียิ่ง แม้ในหมู่นักปฏิวัติหรือรัฐประหารในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ก็นิยมยึดสถานีโทรทัศน์ควบคู่กับสถานีวิทยุ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการประกาศข่าวสารของตน ฝ่ายที่ถูกยึดอำนาจก็ใช้สถานีโทรทัศน์ที่ไม่ได้ถูกยึดเผยแพร่ข่าวสารตอบโต้ จนฝ่ายปฏิวัติกลายเป็นกบฏก็หลายครั้งเช่นกัน
สุดท้ายขอกล่าวถึงสื่อสมัยใหม่แห่งคลื่นลูกที่สามโดยแท้ นั่นคือ โทรศัพท์มือถือ ซึ่งเป็นสื่อที่เข้าถึงผู้คนใกล้ชิดที่สุด โดยติดตามตัวผู้ใช้ไปได้ทุกหนทุกแห่งทุกเวลา เป็นเครื่องมือที่สามารถใช้เผยแพร่ข่าวสารเพื่อการครอบงำได้ดีที่สุด โดยแปลงร่างในรูปแบบต่างๆ ตั้งแต่การส่งข้อความ การโฆษณา การชักชวนให้แสดงความคิดเห็นในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ที่มักเป็นประโยชน์ต่อเจ้าของบริษัทโทรศัพท์มือถือ หรือเจ้าของธุรกิจที่ให้บริการผ่านโทรศัพท์มือถือ แม้กระทั่งเรื่องการเมือง
ลองนึกเล่นๆเถิดว่า เกิดบริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ ร่วมมือกับนายเสาไฟฟ้าผู้สมัครเป็นผู้ว่าฯ ส่งข้อความไปถึงผู้ใช้โทรศัพท์ว่า โปรดแสดงความจำนงเลือกนายเสาไฟฟ้า เป็นผู้ว่า สาระขัณฑ์นคร โดยส่ง SMS เป็นหมายเลขประจำตัวของนายเสาไฟฟ้าไปที่ศูนย์ ลุ้นรางวัล 1,000,000 เหรียญสหรัฐ จะมีผู้lj’ SMS แสดงความจำนงเลือกนายเสาไฟฟ้ากี่คน เพื่อเงินหนึ่งล้านฯ
ถึงแม้คนที่เลือกนายเสาไฟฟ้าจริงๆไม่เท่ากับจำนวนที่ส่ง SMS แต่มั่นใจได้ว่า เงินที่นายเสาไฟฟ้าได้รับเป็นส่วนแบ่งค่าบริการคงมากกว่าที่ใช้ไปในการรณรงหาเสียงเลือกตั้งเป็นแน่แท้ ถ้าเกิดได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าจริงๆก็ได้กำไรสองต่อ
ฉะนั้น อย่าประมาทโทรศัพท์มือถือ ปัจจุบันนี้ผู้ครอบครองสื่อประเภทนี้ ซึ่งหมายถึงเจ้าของบริษัทผู้ให้บริการ ยังไม่ได้ใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
นอกจากสื่อประเภทต่างๆที่กล่าวมาแล้ว ยังมีสื่อสมัยใหม่อีกหลายประเภท เช่น อินเตอร์เน็ต สื่อกลางแจ้ง ฯลฯ ที่สร้างอำนาจอย่างใดอย่างหนึ่งให้แก่ผู้ครอบครอง ซึ่งหากมีโอกาสจะได้นำมาบอกเล่าอีกครั้ง
เห็นจะต้องจบด้วยความคิดของมิเชล ฟูโกต์ ที่ว่า สื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างและรักษาอำนาจของผู้ที่ครอบครอง ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ทำไมใครๆโดยเฉพาะนักการเมืองจึงชอบสื่อกันนักหนา
ส่วนผู้ไม่ชอบสื่อก็มีเช่นกัน หากยังไม่รู้หรือจำไม่ได้ โปรดย้อนกลับไปอ่านตั้งแต่ต้นอีกรอบหนึ่งเทอญ.

สื่อก้อเปรียบเสมือนดาบสองคม ทุกวันนี้เราได้รับข่าวสารอันเป็นประโยชน์ก้อเพราะสื่อหลายๆทาง ขณะเดียวกันถ้าบางทีเราบริโภคข่าวสารจากสื่อโดยไม่พิจารณา วิเคราะห์ เราก้ออาจจะถูกชี้นำจากสื่อได้เหมือนกัน เพราะปัจจุบันนี้เรามีหลายช่องทางในการรับข่าวสารที่รวดเร็ว ซึ่งบางช่องทางไม่ได้มีการกรั่นกรองให้ละเอียดก้อมีนะ
แปลภาษาฝรั่งเศส ** รับข้อมูลจากทางใดก็ควรพิจารณาไตร่ตรองครับ ยิ่งช่องทางหลากหลาย ข้อมูลก็มากมายและคลาดเคลื่อนสูง จึงต้องใช้ปัญญาให้หนัก