เขียนบล็อกอย่างไรจึงจะดี
การเขียนบล็อกคือการสื่อสารอย่างหนึ่ง ที่ผู้เขียนหรือบล็อกเกอร์ (Blogger) ต้องการให้ผู้อื่นรับรู้ความคิด ความเชื่อ ความรู้ ข้อมูล ข่าวสารของตน ดังนั้น จึงมีปัญหาอยู่ว่า เขียนอย่างไรจึงจะทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ได้ นั่นคือ ให้คนสนใจอ่านเรื่องที่อยู่ในบล็อก ด้วยความเข้าใจและยอมรับในข้อเขียนนั้นๆ จนนำไปใช้ประโยชน์ได้ เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องที่ฝรั่งเรียกว่า Blogology หรือ บล็อกศาสตร์ คือหลักของการทำบล็อก
วิธีการเขียนเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว มีผู้แนะนำไว้เป็นอันมาก ทั้งนี้ การนำไปใช้นั้น ย่อมต้องขึ้นอยู่กับแนวคิดหลักของบล็อกว่าต้องการนำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องใดและวัตถุประสงค์ในการนำเสนอของผู้เขียนด้วย ดังนั้น คำแนะนำหนึ่งๆอาจจะเหมาะกับบล็อกบางบล็อก แต่ไม่เหมาะกับบล็อกอื่นๆ เพราะแนวคิดของแต่ละบล็อกย่อมมีวิธีการสื่อสารที่แตกต่างกัน
ต่อไปนี้จะขอยกคำแนะนำที่บรรดาผู้รู้ทั้งหลายให้ไว้ในที่ต่างๆมาอภิปราย เพื่อเป็นแนวทางในการนำไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ ในการเขียนบล็อกของท่านทั้งหลาย ดังนี้
๑. การตั้งชื่อเรื่อง บรรดาผู้รู้ทั้งหลายล้วนบอกตรงกันว่า เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง หากตั้งชื่อเรื่องดีก็มีโอกาสที่ผู้อ่านจะให้ความสนใจคลิกเข้าอ่านเนื้อหา การตั้งชื่อนั้นมีคำแนะนำกว้างๆดังนี้
(๑) ตั้งชื่อเรื่องสั้นๆ การตั้งชื่อเรื่องสั้นๆโดยยึดโยงกับประเด็นที่นำเสนอเพียงประโยคเดียว หรือเป็นกลุ่มคำหรือกลุ่มวลี มีข้อดีคือ สามารถจดจำได้ง่าย หากใช้ถ้อยคำที่สามารถดึงดูดใจคนอ่านก็จะชักนำให้เข้าสู่เนื้อหาได้โดยง่าย แต่สำหรับเนื้อหาบางประเภท เช่น บทความ รายงาน บทวิเคราะห์ การตั้งชื่อสั้นๆอาจไม่ครอบคลุมประเด็นหลักที่ต้องการนำเสนอ เพราะมีหลายประเด็นร่วมกัน ย่อมมีความจำเป็นต้องตั้งให้ยาวขึ้น เพื่อบอกเล่าเนื้อความเบื้องต้นแก่ผู้อ่านให้สามารถเข้าใจเนื้อหาโดยย่อได้ ทั้งนี้ การตั้งชื่อเรื่องไม่ว่าสั้นหรือยาวต้องให้บ่งบอกเนื้อหาโดยชัดเจน
(๒) ตั้งชื่อเรื่องด้วยคำถาม การตั้งชื่อเรื่องลักษณะนี้ เป็นการดึงความสนใจของผู้อ่านให้เข้าสู่เนื้อหา อาจตั้งคำถามลักษณะท้าทาย ท้าพิสูจน์ หรือเป็นคำถามที่ชวนให้สงสัยใคร่รู้ เหมาะสำหรับเนื้อหาประเภทโฆษณา ประชาสัมพันธ์ หรือแนะนำบริการและสถานที่ต่างๆ ที่มุ่งสร้างความประทับใจตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้อ่าน (ดูตัวอย่างบทความนี้ก็ตั้งชื่อเรื่องด้วยคำถามเช่นกัน)
(๓) ตั้งชื่อเรื่องด้วยสุภาษิตและคำคม การตั้งชื่อเรื่องลักษณะเป็นการนำเอาถ้อยคำที่คนส่วนมากคุ้นเคยอยู่แล้วมาเป็นเครื่องมือดึงความสนใจของผู้อ่านให้เข้าสู่เนื้อหา โดยนำเอาสุภาษิต คำพังเพยโบราณ หรือ คำคม ข้อคิด ของบุคคลสำคัญมาเป็นชื่อเรื่อง หรือนำมาเป็นส่วนหนึ่งของชื่อเรื่อง การตั้งชื่อเรื่องลักษณะนี้ เหมาะสำหรับเนื้อหาที่ชักชวนโน้มน้าวให้ผู้อ่านทำการสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือการณรงค์เรื่องใดเรื่องหนึ่ง เพื่อให้เห็นคล้อยตาม
ทั้งสามประการข้างต้นคือแนวคิดในการตั้งชื่อเรื่อง ที่บรรดาผู้รู้ทั้งหลายได้แนะนำไว้มากที่สุด และปรากฏให้เห็นในบล็อกโดยทั่วไป ซึ่งน่าจะเป็นวิธีตั้งชื่อเรื่องที่ได้ผลตามผู้รู้ทั้งหลายแนะนำไว้
๒. การเขียนเนื้อหา เนื้อหาเป็นส่วนสำคัญที่สุด ถึงแม้องค์ประกอบของบล็อกจะสวย และชื่อเรื่องจะดี เพียงใด แต่ถ้าเนื้อหาไม่ดีแล้ว ก็ไม่มีประโยชน์ หรือประโยชน์มีน้อย บล็อกเกอร์มืออาชีพทั้งหลายจึงบอกไว้ตรงกันว่า “เนื้อหาคือราชาในบล็อก” (Content is King) ดังนั้น จึงมีคำถามเกิดขึ้นมาว่า “เขียนอย่างไรจึงจะถูกใจคนอ่าน” ซึ่งปัญหานี้ไม่เพียงแต่เกิดกับบล็อกเกอร์เท่านั้น ไรเตอร์ (Writer) และ ออร์เธอร์ (Author) หรือนักเขียนทุกแนวก็มีปัญหานี้เช่นกัน
การเขียนเนื้อหาบล็อก บล็อกเกอร์มืออาชีพมีคำแนะนำไว้คล้ายๆกัน คือ
(๑) เปิดเรื่องให้ดี อาจใช้คำคม สุภาษิต อ้างอิงคำพูดบุคคลสำคัญ หรือสถิติที่น่าสนใจซึ่งเกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องมาเป็นตัวเปิดเรื่อง การนำสิ่งเหล่านี้มาใช้ในย่อหน้าแรก จะช่วยดึงดูดความสนใจของผู้อ่านได้มาก แต่ข้อควรระวังคือ ต้องไม่ให้ซ้ำกับชื่อเรื่อง เพราะจะทำให้เฝือ อาจใช้วิธีตั้งชื่อเรื่องด้วยคำถาม แล้วเปิดเรื่องด้วยสุภาษิตคำคมที่เป็นคำตอบของชื่อเรื่อง เป็นต้น จะช่วยส่งเสริมกันและกันให้น่าสนใจมากขึ้น
(๒) เขียนเนื้อหาให้สั้น คำแนะนำนี้มีพื้นฐานมาจากความเชื่อที่ว่า คนอ่านบล็อกไม่มีเวลามาก และเป็นคนที่ไม่ต้องการอ่านอะไรยาวๆและใช้เวลานาน จึงแนะนำให้เขียนสั้นๆเข้าไว้ ไม่ต้องขยายความมาก เข้าประเด็นเลย ข้อนี้ก็ใช้ได้กับเนื้อหาที่เป็นลักษณะข่าว หรือเป็นการแนะนำเรื่องราวต่างๆที่ใช้ไปสืบค้นต่อ เช่น การแนะนำโปรแกรมหรือซอฟท์แวร์ใหม่ๆ ที่ไม่ต้องอธิบายรายละเอียดมาก บอกถึงประโยชน์ ข้อเด่น ข้อด้อย และแหล่งข้อมูลในการค้นคว้าเพิ่มเติม เป็นต้น
แต่สำหรับบล็อกที่ให้ข้อมูล ความรู้ ข่าวสารในทางวิชาการและการปฏิบัติในเรื่องต่างๆ ย่อมต้องการรายละเอียดที่จำเป็นตามความเหมาะสม ดังนั้น การเขียนสั้นๆย่อมไม่ครอบคลุมเนื้อหาที่ต้องการนำเสนอ จึงจำเป็นต้องเขียนยาวเท่าที่จะสามารถบรรจุเนื้อหาที่ต้องการนำเสนอได้หมด สำหรับคนที่สนใจในเรื่องนั้นอย่างแท้จริง หากเห็นว่ามีประโยชน์ได้ ก็ย่อมต้องอ่านให้จนจบโดยไม่เกี่ยงว่าเนื้อหาจะสั้นหรือยาวเพียงใด
(๓) เขียนให้ตรงประเด็น ไม่เยิ่นเย้อ ข้อนี้เป็นความจริงที่ไม่มีข้อโต้แย้ง การเขียนเรื่องใดๆก็ตามจำเป็นจะต้องเขียนให้ตรงประเด็น ชัดเจน ไม่ออกนอกเรื่อง ไม่เยิ้นเย้อ การเขียนเยิ่นเย้อนั้นคือการพรรณนาในเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่นำเสนอ หรือบรรยายซ้ำๆซากๆวกวน ต่างจากการเขียนยาวๆเพราะความจำเป็นเพื่ออธิบายขยายความให้รายละเอียดเพื่อสร้างความเข้าใจให้ถูกต้องตรงกัน ดังนั้นบล็อกเกอร์จึงต้องแยกให้ออกระหว่าง “การเขียนเยิ่นเย้อเกินความจำเป็น” กับ “การเขียนยาวๆเพราะความจำเป็น” เพื่อให้เนื้อหาที่นำเสนอมีความสมบูรณ์
๓. การเขียนบทสรุป ความสำคัญบทสรุปคือสร้างความประทับใจและความทรงจำที่ดีให้แก่ผู้อ่าน บทสรุปไม่ควรจะยาวกว่าหนึ่งย่อหน้าและไม่ควรจะเป็นย่อหน้าที่ยาวเกินไป จงสรุปประเด็นทั้งหมดไว้ในย่อหน้าสุดท้ายนี้ พร้อมกับจบลงด้วยข้อคิด คำคม หรือถ้อยคำที่ทำให้ผู้อ่านรู้สึกว่าได้ประโยชน์อย่างยิ่งจากการอ่านเนื้อหาทั้งหมด อาจทิ้งคำถามให้คิดต่อ หรือ ท้าทายให้ผู้อ่านกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งที่สัมพันธ์กับชื่อเรื่องก็ได้ อันจะทำให้ผู้อ่านไม่ลืมสิ่งที่ไอ้อ่านไปทั้งหมด ทั้งยังจะได้คิดค้นต่อไปเพื่อสร้างสติปัญญาให้งอกงามหรือนำประโยชน์ที่ได้จากการอ่านไปใช้ตามความสามารถของแต่ละคน
ทั้งหมดนี้คือคำตอบของคำถามที่ว่า “เขียนบล็อกอย่างไรจึงจะดี” โดยบรรดาผู้รู้คือบล็อกเกอร์มืออาชีพทั้งหลายได้แนะนำไว้ในที่ต่างๆ ผู้เขียนได้รวบรวมและสรุปมานำเสนอไว้ ณ ที่นี้ พร้อมอภิปรายขยายความเพิ่มเติมเท่าที่สติปัญญาจะพึงทำได้ หากท่านทั้งหลายได้อ่านแล้วมีความเห็นต่าง มีประสบการณ์นอกเหนือจากที่ได้กล่าวมานี้ ขอเชิญได้ร่วมกันอภิปรายเพื่อเพิ่มพูนสติปัญญาให้แก่กัน และเพื่อประโยชน์ในการนำไปปรับใช้พัฒนาการเขียนบล็อกให้มีคุณภาพยิ่งๆขึ้นไป เชิญแบ่งปันความคิดเห็นปละประสบการณ์อันมีค่าของท่านที่ช่องแสดงความคิดเห็นด้านล่างเลยครับ.
[หากท่านใดเห็นว่าบทความนี้มีประโยชน์ สามารถนำไปเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆได้ โดยขอให้ทำลิงค์กลับมายังบทความนี้ แต่ขอความกรุณาอย่านำไปผลิตหรือจำหน่ายไม่ว่ารูปแบบใดๆเลยนะครับ]

Leave a Reply