<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>BlogologyNet.com &#187; เรื่องพิเศษ</title>
	<atom:link href="http://blogologynet.com/category/special-report/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://blogologynet.com</link>
	<description>บล็อกศาสตร์และสื่อมวลชนออนไลน์,ทฤษฎีบล็อก,การเขียนบล็อก,บล็อกเกอร์,สื่อมวลชนออนไลน์,นิเทศศาสตร์ออนไลน์,สื่อสารมวลชนออนไลน์</description>
	<lastBuildDate>Sun, 11 Jul 2010 03:32:48 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>อย่าตกเป็นเหยื่อข่าวสาร</title>
		<link>http://blogologynet.com/information-consideration</link>
		<comments>http://blogologynet.com/information-consideration#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 23 Apr 2010 00:26:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[เรื่องพิเศษ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blogologynet.com/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%aa%e0%b8%b2</guid>
		<description><![CDATA[ในสภาวะบ้านเมืองที่กำลังวุ่นวายในขณะนี้  มีข้อมูลข่าวสารเป็นจำนวนมากไหลเวียนผ่านสื่อต่าง ๆ สู่การรับรู้ของผู้คน  โดยเฉพาะสื่ออินเตอร์เน็ตทั้งบล็อก เว็บไซต์ข่าว และเว็บไซต์โซเชียลมีเดีย ทั้งหลายนั้น มีข่าวสารที่ไม่มีการตรวจสอบยืนยันเผยแพร่เป็นจำนวนมาก  จึงไม่สามารถรู้ได้ว่า ข่าวสารใดเป็นจริง ข่าวสารใดเป็นเท็จ 
	สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากก็คือ มีถ้อยคำในลักษณะปลุกปั่นยุยงให้คนเกลียดชังจนพร้อมจะทำลายและทำร้ายกันเผยแพร่อย่างเสรีตามเว็บไซต์ต่าง ๆ  และนับวันแต่จะมีปริมาณมากและรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ  จนอาจเรียนได้ว่า มีการใช้ความรุนแรงผ่านสื่ออินเตอร์เน็ตกันอย่างไร้ขีดจำกัดแล้ว เหลือเพียงแต่จะเกิดขึ้นจริงบนท้องถนนเมื่อใดเท่านั้นเอง

	ณ ปัจจุบันนี้ สื่ออิเล็คโทรนิค หรือสื่อสมัยใหม่ ซึ่งก็คืออินเตอร์เน็ตเป็นแหล่งที่แพร่กระจายข้อมูลข่าวสารได้รวดเร็วที่สุดโดยไม่มีการตรวจสอบ  และผู้ใช้อินเตอร์เน็ตก็มีปริมาณเพิ่มขึ้นตลอดเวลา  ดังนั้น  อินเตอร์เน็ตจึงกลายเป็นดาบสองคม  มีทั้งคนดีและคนไม่ดีนำไปใช้  จึงมีผู้รับข่าวสารตกเป็นเหยื่อของคนไม่ดีอยู่เสมอ ๆ
วิจารณญาณของผู้รับข้อมูลข่าวสารจึงเป็นเรื่องสำคัญ  ควรจะต้องใช้ปัญญาพิจารณาอย่างรอบด้านและจริงจังก่อนจะเชื่อหรือไม่เชื่อ  หากใช้อารมณ์ก็อาจจะคล้อยตามคำชักจูง ชักชวน ไปเข้าร่วมกิจกรรมที่อาจจะเป็นอันตรายต่อตนเองและผู้อื่น
เมื่อจะรับข้อมูลข่าวสารจากสื่ออินเตอร์เน็ตเมื่อใด  ควรต้องเตือนตนทุกครั้งว่า ระวังจะตกเป็นเหยื่อข่าวสาร  ต้องพิจารณาด้วยสติปัญญาเพื่อจะได้ประโยชน์สูงสุดแก่ตนและคนอื่น.
Thai Share This

	เรื่องในหมวดเดียวกัน
	
	ไม่มีเรื่องในหมวดเดียวกัน เชิญอ่านเรื่องอื่นๆครับ
	

]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ในสภาวะบ้านเมืองที่กำลังวุ่นวายในขณะนี้  มีข้อมูลข่าวสารเป็นจำนวนมากไหลเวียนผ่านสื่อต่าง ๆ สู่การรับรู้ของผู้คน  โดยเฉพาะสื่ออินเตอร์เน็ตทั้งบล็อก เว็บไซต์ข่าว และเว็บไซต์โซเชียลมีเดีย ทั้งหลายนั้น มีข่าวสารที่ไม่มีการตรวจสอบยืนยันเผยแพร่เป็นจำนวนมาก  จึงไม่สามารถรู้ได้ว่า ข่าวสารใดเป็นจริง ข่าวสารใดเป็นเท็จ </p>
<p>	สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากก็คือ มีถ้อยคำในลักษณะปลุกปั่นยุยงให้คนเกลียดชังจนพร้อมจะทำลายและทำร้ายกันเผยแพร่อย่างเสรีตามเว็บไซต์ต่าง ๆ  และนับวันแต่จะมีปริมาณมากและรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ  จนอาจเรียนได้ว่า มีการใช้ความรุนแรงผ่านสื่ออินเตอร์เน็ตกันอย่างไร้ขีดจำกัดแล้ว เหลือเพียงแต่จะเกิดขึ้นจริงบนท้องถนนเมื่อใดเท่านั้นเอง<br />
<span id="more-1005"></span><br />
	ณ ปัจจุบันนี้ สื่ออิเล็คโทรนิค หรือสื่อสมัยใหม่ ซึ่งก็คืออินเตอร์เน็ตเป็นแหล่งที่แพร่กระจายข้อมูลข่าวสารได้รวดเร็วที่สุดโดยไม่มีการตรวจสอบ  และผู้ใช้อินเตอร์เน็ตก็มีปริมาณเพิ่มขึ้นตลอดเวลา  ดังนั้น  อินเตอร์เน็ตจึงกลายเป็นดาบสองคม  มีทั้งคนดีและคนไม่ดีนำไปใช้  จึงมีผู้รับข่าวสารตกเป็นเหยื่อของคนไม่ดีอยู่เสมอ ๆ</p>
<p>วิจารณญาณของผู้รับข้อมูลข่าวสารจึงเป็นเรื่องสำคัญ  ควรจะต้องใช้ปัญญาพิจารณาอย่างรอบด้านและจริงจังก่อนจะเชื่อหรือไม่เชื่อ  หากใช้อารมณ์ก็อาจจะคล้อยตามคำชักจูง ชักชวน ไปเข้าร่วมกิจกรรมที่อาจจะเป็นอันตรายต่อตนเองและผู้อื่น</p>
<p><strong>เมื่อจะรับข้อมูลข่าวสารจากสื่ออินเตอร์เน็ตเมื่อใด  ควรต้องเตือนตนทุกครั้งว่า ระวังจะตกเป็นเหยื่อข่าวสาร  ต้องพิจารณาด้วยสติปัญญาเพื่อจะได้ประโยชน์สูงสุดแก่ตนและคนอื่น.</strong></p>
<p class="akst_link"><a href="http://blogologynet.com/?p=1005&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_1005" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li>ไม่มีเรื่องในหมวดเดียวกัน เชิญอ่านเรื่องอื่นๆครับ</li>
	</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogologynet.com/information-consideration/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>นิเทศศาสตร์ มสธ. เรียนและสอนปริญญาเอกผ่านสื่ออินเตอร์เน็ต</title>
		<link>http://blogologynet.com/stou-phd-learning-program</link>
		<comments>http://blogologynet.com/stou-phd-learning-program#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 22 Apr 2010 15:56:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[เรื่องพิเศษ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blogologynet.com/?p=1000</guid>
		<description><![CDATA[ปัจจุบันอินเตอร์เน็ตกลายเป็นเครื่องมือสารพัดประโยชน์ไปแล้ว  คงไม่เกินความจริงหากจะชี้ชัดลงไปว่า อินเตอร์เน็ตกลายเป็นสื่อกระแสหลักอีกประเภทหนึ่ง เพิ่มเติมจากสื่อกระแสหลักดั้งเดิม คือ หนังสือพิมพ์ วิทยุ  ภาพยนตร์ และโทรทัศน์  หากจะพูดกันจริง ๆ แล้ว อินเตอร์เน็ตได้รวมเอาสื่อกระแสหลักดั้งเดิมทั้งสี่ประเภทเข้าไว้ด้วยกัน กลายเป็น “สื่อผสม” (Multimedia) ที่สมบูรณ์แบบไปแล้ว
ระบบการศึกษาก็ได้ใช้ประโยชน์จากอินเตอร์เน็ตในทุกระดับ  การเรียนการสอนทางไกลที่เคยใช้วิทยุและโทรทัศน์เป็นเครื่องมือได้หันมาใช้อินเตอร์เน็ตเสริมหรือทดแทนกันได้  มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช หรือ มสธ. ซึ่งเปิดสอนระบบทางไกลมาตั้งแต่เริ่มแรก  ปัจจุบันก็ใช้อินเตอร์เน็ตเป็นสื่อในการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับปริญญาตรีถึงระดับปริญญาเอกแล้ว

ผู้เขียนเคยศึกษาปริญญาโทนิเทศศาสตร์  ของสาขานิเทศศาสตร์ มสธ. รุ่นแรกเมื่อปี 2546 (มีเหตุจำเป็นหลายประการทำให้ต้องละการเรียนซึ่งเหลือแต่การทำวิทยานิพนธ์) ได้เห็นการใช้ประโยชน์ของอินเตอร์เน็ตในการช่วยค้นคว้าข้อมูล ความรู้ และการติดต่อสื่อสารระหว่างนักศึกษาและอาจารย์ อย่างได้ผลยิ่ง  เมื่อทางสาขานิเทศศาสตร์ได้เปิดการสอนระดับปริญญาเอกขึ้น  จึงมีความสนใจใคร่รู้ว่า  ทางมหาวิทยาลัยมีการจัดการเรียนการสอนอย่างไรบ้าง  จึงได้ค้นหาข้อมูลผ่านเว็บไซต์ของสาขาวิชานิเทศศาสตร์นั้นเอง
หลักสูตรปริญญาเอกดังกล่าว ออกแบบมาสำหรับการศึกษาทางไกล โดยกำหนดไว้ในหลักการและเหตุผลของหลักสูตรว่า “มุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญเพื่อสร้างให้เป็นผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญทางการสื่อสาร (Communication Expert) และตอบสนองการเรียนรู้เพื่อสังคมส่วนรวม ทั้งระดับท้องถิ่นและโลก รวมทั้งตนเอง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ปัจจุบันอินเตอร์เน็ตกลายเป็นเครื่องมือสารพัดประโยชน์ไปแล้ว  คงไม่เกินความจริงหากจะชี้ชัดลงไปว่า อินเตอร์เน็ตกลายเป็นสื่อกระแสหลักอีกประเภทหนึ่ง เพิ่มเติมจากสื่อกระแสหลักดั้งเดิม คือ หนังสือพิมพ์ วิทยุ  ภาพยนตร์ และโทรทัศน์  หากจะพูดกันจริง ๆ แล้ว อินเตอร์เน็ตได้รวมเอาสื่อกระแสหลักดั้งเดิมทั้งสี่ประเภทเข้าไว้ด้วยกัน กลายเป็น “สื่อผสม” (Multimedia) ที่สมบูรณ์แบบไปแล้ว</p>
<p>ระบบการศึกษาก็ได้ใช้ประโยชน์จากอินเตอร์เน็ตในทุกระดับ  การเรียนการสอนทางไกลที่เคยใช้วิทยุและโทรทัศน์เป็นเครื่องมือได้หันมาใช้อินเตอร์เน็ตเสริมหรือทดแทนกันได้  มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช หรือ มสธ. ซึ่งเปิดสอนระบบทางไกลมาตั้งแต่เริ่มแรก  ปัจจุบันก็ใช้อินเตอร์เน็ตเป็นสื่อในการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับปริญญาตรีถึงระดับปริญญาเอกแล้ว<br />
<span id="more-1000"></span><br />
<img class="alignleft" style="border: 0pt none; margin: 10px;" src="http://www.stou.ac.th/Information/congratulations/images/201011731461.jpg" alt="" width="301" height="222" />ผู้เขียนเคยศึกษาปริญญาโทนิเทศศาสตร์  ของสาขานิเทศศาสตร์ มสธ. รุ่นแรกเมื่อปี 2546 (มีเหตุจำเป็นหลายประการทำให้ต้องละการเรียนซึ่งเหลือแต่การทำวิทยานิพนธ์) ได้เห็นการใช้ประโยชน์ของอินเตอร์เน็ตในการช่วยค้นคว้าข้อมูล ความรู้ และการติดต่อสื่อสารระหว่างนักศึกษาและอาจารย์ อย่างได้ผลยิ่ง  เมื่อทางสาขานิเทศศาสตร์ได้เปิดการสอนระดับปริญญาเอกขึ้น  จึงมีความสนใจใคร่รู้ว่า  ทางมหาวิทยาลัยมีการจัดการเรียนการสอนอย่างไรบ้าง  จึงได้ค้นหาข้อมูลผ่านเว็บไซต์ของสาขาวิชานิเทศศาสตร์นั้นเอง</p>
<p>หลักสูตรปริญญาเอกดังกล่าว ออกแบบมาสำหรับการศึกษาทางไกล โดยกำหนดไว้ในหลักการและเหตุผลของหลักสูตรว่า <strong>“มุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญเพื่อสร้างให้เป็นผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญทางการสื่อสาร (Communication Expert) และตอบสนองการเรียนรู้เพื่อสังคมส่วนรวม ทั้งระดับท้องถิ่นและโลก รวมทั้งตนเอง บนรากฐานการสร้างความเชี่ยวชาญและมีความสามารถเชิงบูรณาการใช้องค์ความรู้อย่างแข็งแกร่ง มีความเป็นเลิศทางวิชาการ และมีจิตสำนึกสาธารณะอันจะนำไปสู่ความมีจริยธรรมคุณธรรม ดังนั้นจึงเป็นหลักสูตรแบบ Customized Program มุ่งเน้นการสื่อสารบูรณาการ บนรากฐานความรับผิดชอบต่อสาธารณะ (Public Responsibility Based-Communication Study) เป็นแผนการศึกษาเน้นการวิจัย  และเป็นหลักสูตรที่มีความยืดหยุ่น ผู้เรียนและผู้สอนร่วมกันออกแบบบทเรียนและมีความยืดหยุ่น เรื่องสถานที่ เวลา เพื่อการเรียนรู้ทุกแห่งหนในโลก และทุกเวลาด้วยระบบการศึกษาทางไกล”</strong></p>
<p>ส่วนวิธีการเรียนการสอนนั้น ผสมผสานระหว่างการใช้สื่อหลายประเภท ทั้งใช้เอกสารการศึกษา ตำราต่าง ๆ  การสัมมนาพิเศษกับคณาจารย์ และที่สำคัญคือ <strong>“การเรียนผ่านเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ (E-learning) เป็นการเรียนผ่านสื่อออนไลน์ที่สามารถสร้างการมีปฏิสัมพันธ์ในกลุ่มผู้เรียน และปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนและคณาจารย์ได้ มีระบบการบริหารจัดการในการเรียนการสอน การติดต่อสื่อสาร การสร้างกิจกรรม ค้นคว้า แลกเปลี่ยนและจัดการความรู้ ฯลฯ โดยกระทำผ่านเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเป็นการลดข้อจำกัดด้านเวลาและสถานที่ใช้สื่ออิเล็คโทรนิค”</strong></p>
<p>สำหรับคุณสมบัติของผู้สมัครเรียนนั้น กำหนดไว้ว่า</p>
<p>1.สำเร็จการศึกษาขั้นปริญญาตรีหรือเทียบเท่าจากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชรับรองในสาขาวิชานิเทศศาสตร์หรือสาขาอื่นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีผลการเรียนระดับดีมาก โดยมีคะแนนเฉลี่ยในระดับปริญญาตรีไม่ต่ำกว่า 3.25 จากระบบ 4 แต้ม หรือเทียบเท่า หรือ</p>
<p>2.สำเร็จการศึกษาขั้นปริญญาโทหรือเทียบเท่าจากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชรับรองในสาขาวิชานิเทศศาสตร์หรือสาขาอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยมีคะแนนเฉลี่ยในระดับปริญญาโทไม่ต่ำกว่า 3.25 จากระบบ 4 แต้ม หรือเทียบเท่า หรือ</p>
<p>3. เป็นผู้ที่สภาวิชาการพิจารณาแล้วเห็นสมควรรับเข้าศึกษาได้ และ</p>
<p>4. มีความรู้ภาษาอังกฤษตามเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยกำหนด ทั้งนี้ นักศึกษาอาจขอใช้คะแนนการสอบ TOEFL 500 หรือ 173 คะแนน ด้วยวิธี Computer Based Test (CBT) หรือ 62 คะแนน ด้วยวิธี Internet Based Test หรือ IELTS 5.5 หรือคะแนนสอบอื่นที่เทียบเท่าแทนก็ได้ และ</p>
<p>5. มีโครงการในการทำดุษฎีนิพนธ์ที่ชัดเจน และ</p>
<p>6. มีข้อมูลเกี่ยวกับประสบการณ์ ผลงาน และโครงการที่เด่นชัดและเหมาะสมในศาสตร์ที่ศึกษา และมีแผนการที่ชัดเจนเกี่ยวกับการนำความรู้ตามหลักสูตรที่เรียนไปปฏิบัติภายหลังสำเร็จการศึกษา</p>
<p>เมื่ออ่านคุณสมบัติแล้ว หลายคนอาจสงสัยคุณสมบัติข้อที่ 3  ซึ่งในข้อนี้ได้สอบถามไปยังสาขาวิชานิเทศศาสตร์ แล้วได้รับคำชี้แจงจาก <strong>รองศาสตราจารย์ ดร.วิทยาธร ท่อแก้ว  ประธานกรรมการบริหารหลักสูตรปริญญาเอก</strong> ว่า <strong>“เป็นผู้ที่ไม่อยู่ในเงื่อนไข ข้อ 1 หรือ 2 หรือทั้งสองข้อ แต่มีการพิจารณาด้วยคุณสมบัติอื่นที่เทียบเคียงได้ หรือมีความเป็นเลิศ  เช่น ได้รับรางวัลระดับโลกทางด้านวิชาการนั้น ๆ หรือ มีผลงานเป็นเลิศที่ประจักษ์ ยอมรับ ขั้นตอนการนำเสนออย่างนี้ขั้นตอนสุดท้ายอยู่ที่สภาวิชาการพิจารณา รวมทั้งขึ้นกับนโยบายที่ละมหาวิทยาลัยด้วยที่กำหนดหลักเกณฑ์ เขียนเปิกไว้ไม่ให้มีทางตันเมื่อต้องใช้ ในสายวิทยาศาสตร์ เป็นนักวิจัยที่ได้รางวัลระดับโลก จบปริญญาตรี ต่อปริญญาเอกได้เลย”</strong></p>
<p>หากผู้อ่านท่านที่กำลังหาที่เรียนปริญญาเอกโดยไม่ต้องเข้าเรียนในห้องเรียนเต็มเวลา  และเป็นผู้ที่สนใจหรือทำงานเกี่ยวกับอินเตอร์เน็ต หรือเป็นผู้ใช้อินเตอร์เน็ตอยู่แล้ว  หลักสูตรปริญญาเอกนิเทศศาสตร์ของ มสธ. น่าจะตอบสนองความต้องการได้  และเป็นการใช้ประโยชน์จากสื่ออินเตอร์เน็ตให้เกิดประโยชน์สูงสุดอีกด้วย</p>
<p>มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เคยได้รับรางวัลมหาวิทยาลัยเปิดที่สอนด้วยระบบทางไกลดีเด่นระดับโลกมาแล้ว  การเปิดสอนปริญญาเอกผ่านระบบทางไกลโดยใช้สื่ออินเตอร์เน็ตในรูปแบบ e-Learning นับเป็นเรื่องที่น่าทดสอบ ทดสอง และสนับสนุนเป็นอย่างยิ่ง  เป็นการเปิดประตูของการศึกษาสู่ยุคใหม่อย่างแท้จริง.</p>
<p><strong>อ่านรายละเอียดหลักสูตรตามลิงก์ด้านล่าง</strong><br />
<a href="http://www.stou.ac.th/Schools/Sca/ScaNew/doctor_program.html">http://www.stou.ac.th/Schools/Sca/ScaNew/doctor_program.html</a><br />
<a href="http://www.stou.ac.th/thai/grad_stdy/master_52/comarts_52.asp">http://www.stou.ac.th/thai/grad_stdy/master_52/comarts_52.asp</a></p>
<p class="akst_link"><a href="http://blogologynet.com/?p=1000&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_1000" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li>ไม่มีเรื่องในหมวดเดียวกัน เชิญอ่านเรื่องอื่นๆครับ</li>
	</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogologynet.com/stou-phd-learning-program/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การป้องกันดาบคมที่สองของสื่ออินเตอร์เน็ต</title>
		<link>http://blogologynet.com/protecting-people-from-internet-injury</link>
		<comments>http://blogologynet.com/protecting-people-from-internet-injury#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 11 Jun 2008 21:46:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator></dc:creator>
				<category><![CDATA[เรื่องพิเศษ]]></category>
		<category><![CDATA[การป้องกันภัยจากอินเตอร์เน็ต]]></category>
		<category><![CDATA[ผลกระทบของอินเตอร์เน็ต]]></category>
		<category><![CDATA[อินเตอร์เน็ต]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kosoltalk.com/?p=169</guid>
		<description><![CDATA[
“ดาบสองคม” เป็นคำเปรียบเทียบให้เห็นด้านตรงกันข้ามของสิ่งต่างๆ ซึ่งเป็นความฉลาดหลักแหลมของบรรพบุรุษไทยที่คิดค้นคำนี้ขึ้นมา เพื่อเตือนสติให้เราระมัดระวังในการพิจารณาสิ่งต่างๆ ให้เห็นทั้งประโยชน์และโทษ เพื่อที่จะเลือกใช้หรือเลือกไม่ใช้ตามความเหมาะสม
แน่นอนว่า สิ่งทั้งหลายล้วนมีสองด้าน คือด้านที่เป็นประโยชน์และโทษ หากรู้จักใช้ ของที่เป็นโทษอย่างเช่นยาพิษก็มีประโยชน์ได้ ยาเสพติดอย่างมอร์ฟีนยังเกิดประโยชน์ในการทางการแพทย์เมื่อใช้อย่างเหมาะสม และยารักษาโรคก็กลายเป็นยาพิษได้หากใช้อย่างไม่ถูกวิธี
ฉันใดก็ฉันนั้น สื่ออินเตอร์เน็ตที่กลายเป็นปัจจัยจำเป็นของคนที่อยู่ในสังคมยุคข่าวสาร ก็มีทั้งด้านดีและด้านร้าย มีทั้งประโยชน์และโทษ ขึ้นอยู่กับผู้ใช้งาน
และบัดนี้ สื่ออินเตอร์เน็ตที่สร้างประโยชน์ได้อย่างมากมายนั้น เริ่มถูกมองเป็นจำเลยมากขึ้นทุกขณะ ว่าเป็นมูลเหตุที่ทำให้เกิดเรื่องร้ายๆแก่ผู้คน โดยเฉพาะวัยรุ่น ทั้งในลักษณะถูกกระทำจากบุคคลอื่น และในลักษณะที่กระทำการโดยตัวเอง

การถูกกระทำจากบุคคลอื่น โดยถูกล่อลวงจากคนร้าย นำไปสู่การสูญเสียชีวิต ทรัพย์สิน หรือถูกทำร้ายทางด้านร่างกายและจิตใจ อันสืบเนื่องมาจากการติดต่อสื่อสารกันผ่านอินเตอร์เน็ต นำไปสู่การพบปะกันแบบตัวต่อตัว และนำไปสู่การล่อลวงทำร้ายกันในที่สุด โดยผู้ที่ตกเป็นเหยื่อมักเป็นเพสหญิง และผู้กระทำก็เป็นเพศชาย ดังที่ปรากฏเป็นข่าวครึกโครมอยู่เสมอ
ส่วนการกระทำโดยตัวเองนั้น มีทั้งการแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น การเผยแพร่ภาพที่ไม่เหมาะสม เข้าข่ายลามกอนาจารของตนเอง การทำร้ายร่างกายตัวเองจนถึงขั้นเสียชีวิต เพราะได้รับอิทธิพลข่าวสารผ่านทางอินเตอร์เน็ต แม้ข้อนี้จะยังไม่สามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจน แต่แนวโน้มที่จะมีความเชื่อว่า อินเตอร์เน็ตเป็นมูลเหตุสร้างแรงจูงใจให้เยาวชนกระทำการดังกล่าว ก็มีมากขึ้นในหมู่ชน
นั่นคือความจริงที่เกิดขึ้นจากผลพวงของการใช้อินเตอร์เน็ต อันเป็นสื่อสมัยใหม่ที่ให้ปัจเจกชนสามารถกำหนดเงื่อนไขการใช้งานได้อย่างเสรี อันเป็นการทะลวงข้อจำกัดของสื่อยุคเก่าคือหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ อย่างสิ้นเชิง
ความสะดวกในการใช้งานอินเตอร์เน็ตมากขึ้นเพียงใด แนวโน้มที่อินเตอร์เน็ตจะตกเป็นจำเลยในเรื่องการสร้างอันตรายแก่ผู้คนก็มีมากขึ้นเพียงนั้น หรือว่า ดาบคมที่สองของอินเตอร์เน็ตเริ่มหันมาบาดผู้ใช้อย่างจริงจังแล้ว
อันที่จริงแล้วจะโยนความผิดไปให้อินเตอร์เน็ตล้วนๆก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นธรรม เพราะอินเตอร์เน็ตเป็นเพียงเครื่องมือสื่อสารเช่นเดียวกับสื่ออื่นๆ และที่ผ่านมา สื่อทุกสื่อ คือ วิทยุ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft" style="float: left; margin: 10px 15px; border: 0px;" src="http://tbn0.google.com/images?q=tbn:dqPMyDZncPj99M:http://www.biolawcom.de/Image/article_1034_18_11_05_pic9.jpg" alt="" width="145" height="135" /></p>
<p>“ดาบสองคม” เป็นคำเปรียบเทียบให้เห็นด้านตรงกันข้ามของสิ่งต่างๆ ซึ่งเป็นความฉลาดหลักแหลมของบรรพบุรุษไทยที่คิดค้นคำนี้ขึ้นมา เพื่อเตือนสติให้เราระมัดระวังในการพิจารณาสิ่งต่างๆ ให้เห็นทั้งประโยชน์และโทษ เพื่อที่จะเลือกใช้หรือเลือกไม่ใช้ตามความเหมาะสม</p>
<p>แน่นอนว่า สิ่งทั้งหลายล้วนมีสองด้าน คือด้านที่เป็นประโยชน์และโทษ หากรู้จักใช้ ของที่เป็นโทษอย่างเช่นยาพิษก็มีประโยชน์ได้ ยาเสพติดอย่างมอร์ฟีนยังเกิดประโยชน์ในการทางการแพทย์เมื่อใช้อย่างเหมาะสม และยารักษาโรคก็กลายเป็นยาพิษได้หากใช้อย่างไม่ถูกวิธี</p>
<p>ฉันใดก็ฉันนั้น สื่ออินเตอร์เน็ตที่กลายเป็นปัจจัยจำเป็นของคนที่อยู่ในสังคมยุคข่าวสาร ก็มีทั้งด้านดีและด้านร้าย มีทั้งประโยชน์และโทษ ขึ้นอยู่กับผู้ใช้งาน</p>
<p>และบัดนี้ สื่ออินเตอร์เน็ตที่สร้างประโยชน์ได้อย่างมากมายนั้น เริ่มถูกมองเป็นจำเลยมากขึ้นทุกขณะ ว่าเป็นมูลเหตุที่ทำให้เกิดเรื่องร้ายๆแก่ผู้คน โดยเฉพาะวัยรุ่น ทั้งในลักษณะถูกกระทำจากบุคคลอื่น และในลักษณะที่กระทำการโดยตัวเอง</p>
<p><span id="more-169"></span></p>
<p>การถูกกระทำจากบุคคลอื่น โดยถูกล่อลวงจากคนร้าย นำไปสู่การสูญเสียชีวิต ทรัพย์สิน หรือถูกทำร้ายทางด้านร่างกายและจิตใจ อันสืบเนื่องมาจากการติดต่อสื่อสารกันผ่านอินเตอร์เน็ต นำไปสู่การพบปะกันแบบตัวต่อตัว และนำไปสู่การล่อลวงทำร้ายกันในที่สุด โดยผู้ที่ตกเป็นเหยื่อมักเป็นเพสหญิง และผู้กระทำก็เป็นเพศชาย ดังที่ปรากฏเป็นข่าวครึกโครมอยู่เสมอ</p>
<p>ส่วนการกระทำโดยตัวเองนั้น มีทั้งการแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น การเผยแพร่ภาพที่ไม่เหมาะสม เข้าข่ายลามกอนาจารของตนเอง การทำร้ายร่างกายตัวเองจนถึงขั้นเสียชีวิต เพราะได้รับอิทธิพลข่าวสารผ่านทางอินเตอร์เน็ต แม้ข้อนี้จะยังไม่สามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจน แต่แนวโน้มที่จะมีความเชื่อว่า อินเตอร์เน็ตเป็นมูลเหตุสร้างแรงจูงใจให้เยาวชนกระทำการดังกล่าว ก็มีมากขึ้นในหมู่ชน</p>
<p>นั่นคือความจริงที่เกิดขึ้นจากผลพวงของการใช้อินเตอร์เน็ต อันเป็นสื่อสมัยใหม่ที่ให้ปัจเจกชนสามารถกำหนดเงื่อนไขการใช้งานได้อย่างเสรี อันเป็นการทะลวงข้อจำกัดของสื่อยุคเก่าคือหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ อย่างสิ้นเชิง</p>
<p>ความสะดวกในการใช้งานอินเตอร์เน็ตมากขึ้นเพียงใด แนวโน้มที่อินเตอร์เน็ตจะตกเป็นจำเลยในเรื่องการสร้างอันตรายแก่ผู้คนก็มีมากขึ้นเพียงนั้น หรือว่า ดาบคมที่สองของอินเตอร์เน็ตเริ่มหันมาบาดผู้ใช้อย่างจริงจังแล้ว</p>
<p>อันที่จริงแล้วจะโยนความผิดไปให้อินเตอร์เน็ตล้วนๆก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นธรรม เพราะอินเตอร์เน็ตเป็นเพียงเครื่องมือสื่อสารเช่นเดียวกับสื่ออื่นๆ และที่ผ่านมา สื่อทุกสื่อ คือ วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ ก็มีอิทธิพลต่อผู้คนด้วยกันทั้งสิ้น สร้างทั้งผลดีและผลร้ายแก่ผู้รับข่าวสารได้เช่นกัน ดาบคมที่สองของสื่อทั้งสามชนิดก็ล้วนแต่เคยทำร้ายผู้คนมาแล้วทั้งสิ้น ดังนั้น การที่สื่ออินเตอร์เน็ตทำให้เกิดผลร้ายแก่ผู้คนจริง ก็นับเป็นเรื่องที่ไม่เกินความคาดหมาย หรือเป็นเรื่องที่จะต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว ตราบใดที่ผู้ใช้ไม่มีความรับผิดชอบ</p>
<p>เมื่อเป็นเช่นนี้ ควรหรือไม่ที่จะโยนความผิดให้แก่อินเตอร์เน็ต ทั้งๆที่ความเสียหายไม่ได้เกิดจากอินเตอร์เน็ต หากแต่เกิดจากผู้ใช้งาน ทำนองเดียวกับเครื่องมือเครื่องใช้ทั้งหลาย แม้แต่สากกะเบือที่ใช้ตำน้ำพริกทำอาหารก็กลายเป็นอาวุธได้ เมื่อภรรยาขี้หึงเอาไปฟาดกระบาลสามีเจ้าชู้ หากฟาดแรงก็อาจถึงตายได้ การป้องกันไม่ให้สากกะเบือกลายเป็นอาวุธ จึงต้องกระทำโดยการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้ใช้ หาใช่เปลี่ยนแปลงที่สากกะเบือไม่</p>
<p>สื่อทั้งหลายรวมถึงอินเตอร์เน็ตก็เช่นกัน การที่จะป้องกันอันตรายจากสื่อดังกล่าว ย่อมต้องควบคุมดูแลผู้ใช้สื่อ ซึ่งสื่อวิทยุ โทรทัศน์ สิ่งพิมพ์ ล้วนมีจรรยาบรรณในการเสนอข่าวสาร มีกฎหมายควบคุม มีการให้ความรู้ข่าวสารในการรับสื่อแก่ผู้คนในสังคมอย่างกว้างขวาง เมื่อเกิดผลที่ไม่ดีขึ้น สังคมก็มีการตรวจสอบ ควบคุม และเอาผิด จึงทำให้อันตรายที่เกิดจากสื่อโดยตรงลดน้อยลง ประโยชน์ที่เกิดจากสื่อจึงมีมาก</p>
<p>แต่สื่ออินเตอร์เน็ตเป็นสื่อเกิดใหม่ ทั้งยังพัฒนาการอย่างรวดเร็วและขยายตัวอย่างกว้างขวาง เป็นสื่อที่เผยแพร่อย่างเสรีข้ามเขตอำนาจรัฐ ดังนั้น การควบคุมโดยใช้กฎหมายและอำนาจรัฐ วิถีทางสังคม ระเบียบ ประเพณีทางสังคม จึงเป็นไปได้ยาก สิ่งที่เป็นไปได้ในทางป้องกันและแก้ไขผลกระทบจากดาบคมที่สองของสื่ออินเตอร์เน็ตก็คือ การสร้างความรู้ ความเข้าใจ จิตสำนึกที่ดีของผู้ใช้ จึงจะเป็นภูมิคุ้มกันที่ได้ผล</p>
<p>วิธีที่จะสร้างภูมิคุ้มกันให้ได้ผล ควรเริ่มต้นตั้งแต่ในสถานศึกษา อาจต้องปูพื้นฐานมาตั้งแต่ช่วงชั้นต้นๆของการศึกษา เริ่มจากช่วงชั้นแรกคือ ชั้นประถมปีที่ 1-3 ก็ได้ หรือจะเริ่มที่ช่วงชั้นที่ 2 ตั้งแต่ชั้นประถามปีที่ 4-6 แต่ไม่ควรจะช้าไปกว่านี้ โดยเริ่มให้ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับอินเตอร์เน็ต ประโยชน์การใช้งาน โทษของการใช้งานที่ไม่ถูกต้อง เป็นการสร้างความเข้าใจเบื้อต้นแก่เยาวชน อาจมีการจัดกิจกรรมค่ายอินเตอร์เน็ต เช่นเดียวกับค่ายวิชาการอื่นๆ เพื่อเตรียมความพร้อมให้เด็กเข้าสู่โลกของการใช้งานอินเตอร์เน็ตจริงเมื่อขึ้นสู่ชั้นมัธยม</p>
<p>หากมีการสร้างภูมิคุ้มกันดังกล่าวแล้ว น่าจะช่วยป้องกันดาบคมที่สองของสื่ออินเตอร์เน็ตไม่ให้ทำร้ายผู้ใช้ได้ เป็นการเตรียมความพร้อมให้เด็กๆก้าวสู้โลกความเป็นจริง เพราะในโลกสมัยใหม่ อินเตอร์เน็ตคือเครื่องมือที่สำคัญอย่างหนึ่งในการสร้างประโยชน์ด้านต่างๆ ที่จะขาดไม่ได้</p>
<p><strong>สังคมไทยควรคิดอย่างและทำอย่างจริงจังในเรื่องนี้ ไม่ใช่คอยโยนบาปให้อินเตอร์เน็ต ให้ดาบ หรือให้สากกะเบือดังเช่นที่เป็นมา.</strong></p>
<p class="akst_link"><a href="http://blogologynet.com/?p=169&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_169" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://blogologynet.com/new-generation-online-with-mobile" title="พีซีตกสมัยคนรุ่นใหม่ออนไลน์ผ่านมือถือ (2 December 2008)">พีซีตกสมัยคนรุ่นใหม่ออนไลน์ผ่านมือถือ</a> (0)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogologynet.com/protecting-people-from-internet-injury/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>6</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Web World Wars : สงครามโลกไซเบอร์</title>
		<link>http://blogologynet.com/web-world-wars</link>
		<comments>http://blogologynet.com/web-world-wars#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 10 Jun 2008 03:23:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator></dc:creator>
				<category><![CDATA[เรื่องพิเศษ]]></category>
		<category><![CDATA[กูเกิล]]></category>
		<category><![CDATA[ไมโครซอฟท์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kosoltalk.com/?p=168</guid>
		<description><![CDATA[ 

 หากมองดีลที่มีมูลค่ามหาศาลถึง 44,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐที่จบลงด้วยความล้มเหลว ระว่างสองยักษ์ใหญ่ในโลกอินเตอร์เน็ต คือ ยาฮู (Yahoo.com) กับ ไมโครซอฟท์ (Microsoft.com) สาเหตุภายนอกที่ผู้คนทั้งกลายไดรับรู้ทั่วไปก็คือ ยาฮูซึ่งเป็นฝ่ายถูกเสนอซื้อไม่ยอมรับราคาที่ไมโครซอฟท์เสนอให้ จึงเล่นชักเย่อกันพักใหญ่ ในที่สุดก็ประกาศล้มเลิกการซื้อขายกันไป
กิจกรรมที่เกิดขึ้นระหว่างไมโครซอฟท์ยักษ์ใหญ่ กับยาฮูซึ่งก็เป็นยักษ์ใหญ่ดังกล่าว หากมองแค่ผิวหน้าก็เป็นเพียงการเจรจาซื้อขายหุ้นทางธุรกิจ ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดาในโลกการค้า แต่ถ้าหากมองลงไปลึกๆแล้ว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นเหมือนสงครามแย่งชิงความเป็นใหญ่ของมหาอำนาจในโลกไซเบอร์ ซึ่งคู่ต่อสู้จริงๆแล้วก็คือ ไมโครซอฟท์กับกูเกิล (Google.com) ไม่ใช่ ไมโครซอฟท์กับยาฮู เพราะไมโครซอฟท์มีเหตุผลที่รู้ๆกันอยู่ว่า การเจรจาซื้อหุ้นยาฮูนั้นก็เพื่อควบรวมให้ไมโครซอฟท์มีความแข็งแกร่งมากขึ้นเพื่อที่จะได้ต่อกรกับกูเกิลได้ถนัดมือยิ่งขึ้นในโลกไซเบอร์

ไมโครซอฟท์กับกูเกิลถือว่าเป็นอภิมหาอำนาจเทคโนโลยี ICT เป็นผู้ครบครองพื้นที่ส่วนใหญ่ในโลกไซเบอร์ ยาฮูก็เปรียบเสมือนมหาอำนาจที่อยู่กึ่งกลางระหว่างมหาอำนาจใหญ่ทั้งสอง หากใครสามารถดึงไปเป็นพวกได้ ก็จะเพิ่มศักยภาพสงครามมากยิ่งขึ้น ดังนั้น หากฝ่ายหนึ่งมีทีท่าว่าจะดึงยาฮูไปเป็นพวกได้ อีกฝ่ายก็ต้องขัดขวางทุกวิถีทาง ดังจะเห็นจากขณะที่ไมโครซอฟท์หน้าดำคร่ำเครียดในการเจรจาต่อรองกับยาฮูอยู่นั้น กูเกิลก็ดอดเข้าทางหลังบ้านโดยร่วมทดสอบโปรแกรมโฆษณากูเกิลบนพื้นที่ของยาฮูเว็บ ทั้งๆที่ยาฮูก็มีกิจการโฆษณาเป็นของตนเองอยู่แล้ว อันเป็นเหตุหนึ่ง ที่ไมโครซอฟท์ยกมาอ้างเมื่อจะเลิกล้มการซื้อหุ้นยาฮู ในขณะเดียวกัน ยาฮูก็ประสบความสำเร็จในการต่อต้านไม่ให้ไมโครซอฟท์เข้าซื้อกิจการของตนได้ และกูเกิลก็หายใจโล่งอกที่อย่างน้อยสถานการณ์ตึงเครียดก็ลดลง (แม้ว่าอาจจะเป็นการชั่วคราวก็ตาม)
การโรมรันพันตูกันในครั้งนี้ นับว่าเป็นสถานการณ์ที่ไม่ต่างจาก “สงครามเย็น” ที่เกิดขึ้นในโลกเมื่อ 30-40 ก่อน ที่อภิมหาอำนาจใหญ่ทั้งสองอันได้แก่สหรัฐอเมริกา กับ โซเวียตรัสเซีย ต่างแย่งชิงความเป็นใหญ่ หาพันธมิตรและบริวารให้มากที่สุดเพื่อที่จะได้ครอบครองโลกแต่ผู้เดียวในโลก ประเทศมหาอำนาจรองๆทั้งหลาย เช่น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p> </p>
<p style="text-align: justify;"><img class="alignleft" style="float: left; margin: 10px 15px; border: 0px;" src="http://tbn0.google.com/images?q=tbn:4xbFdTYGYlNzNM:http://www.builtbyrobots.com/i/yahoo732.gif" alt="" width="141" height="120" /></p>
<p> หากมองดีลที่มีมูลค่ามหาศาลถึง 44,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐที่จบลงด้วยความล้มเหลว ระว่างสองยักษ์ใหญ่ในโลกอินเตอร์เน็ต คือ ยาฮู (Yahoo.com) กับ ไมโครซอฟท์ (Microsoft.com) สาเหตุภายนอกที่ผู้คนทั้งกลายไดรับรู้ทั่วไปก็คือ ยาฮูซึ่งเป็นฝ่ายถูกเสนอซื้อไม่ยอมรับราคาที่ไมโครซอฟท์เสนอให้ จึงเล่นชักเย่อกันพักใหญ่ ในที่สุดก็<img class="alignright" style="float: right; margin: 10px 15px; border: 0px;" src="http://tbn0.google.com/images?q=tbn:utMsIK_Llb2thM:http://news.bbc.co.uk/olmedia/860000/images/_862765_microsoft300.jpg" alt="" width="116" height="70" />ประกาศล้มเลิกการซื้อขายกันไป</p>
<p style="text-align: justify;">กิจกรรมที่เกิดขึ้นระหว่างไมโครซอฟท์ยักษ์ใหญ่ กับยาฮูซึ่งก็เป็นยักษ์ใหญ่ดังกล่าว หากมองแค่ผิวหน้าก็เป็นเพียงการเจรจาซื้อขายหุ้นทางธุรกิจ ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดาในโลกการค้า แต่ถ้าหากมองลงไปลึกๆแล้ว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นเหมือนสงครามแย่งชิงความเป็นใหญ่ของมหาอำนาจในโลกไซเบอร์ ซึ่งคู่ต่อสู้จริงๆแล้วก็คือ ไมโครซอฟท์กับกูเกิล (Google.com) ไม่ใช่ ไมโครซอฟท์กับยาฮู เพราะไมโครซอฟท์มีเหตุผลที่รู้ๆกันอยู่ว่า การเจรจาซื้อหุ้นยาฮูนั้นก็เพื่อควบรวมให้ไมโครซอฟท์มีความแข็งแกร่งมากขึ้นเพื่อที่จะได้ต่อกรกับกูเกิลได้ถนัดมือยิ่งขึ้นในโลกไซเบอร์</p>
<p style="text-align: justify;"><span id="more-168"></span></p>
<p style="text-align: justify;">ไมโครซอฟท์กับกูเกิลถือว่าเป็นอภิมหาอำนาจเทคโนโลยี ICT เป็นผู้ครบครองพื้นที่ส่วนใหญ่ในโลกไซเบอร์ ยาฮูก็เปรียบเสมือนมหาอำนาจที่อยู่กึ่งกลางระหว่างมหาอำนาจใหญ่ทั้งสอง หากใครสามารถดึงไปเป็นพวกได้ ก็จะเพิ่มศักยภาพสงครามมากยิ่งขึ้น ดังนั้น หากฝ่ายหนึ่งมีทีท่าว่าจะดึงยาฮูไปเป็นพวกได้ อีกฝ่ายก็ต้องขัดขวางทุกวิถีทาง ดังจะเห็นจากขณะที่ไมโครซอฟท์หน้าดำคร่ำเครียดในการเจรจาต่อรองกับยาฮูอยู่นั้น กูเกิลก็ดอดเข้าทางหลังบ้านโดยร่วมทดสอบโปรแกรมโฆษณากูเกิลบนพื้นที่ของยาฮูเว็บ ทั้งๆที่ยาฮูก็มีกิจการโฆษณาเป็นของตนเองอยู่แล้ว อันเป็นเหตุหนึ่ง ที่ไมโครซอฟท์ยกมาอ้างเมื่อจะเลิกล้มการซื้อหุ้นยาฮู ในขณะเดียวกัน ยาฮูก็ประสบความสำเร็จในการต่อต้านไม่ให้ไมโครซอฟท์เข้าซื้อกิจการของตนได้ และกูเกิลก็หายใจโล่งอกที่อย่างน้อยสถานการณ์ตึงเครียดก็ลดลง (แม้ว่าอาจจะเป็นการชั่วคราวก็ตาม)</p>
<p style="text-align: justify;">การโรมรันพันตูกันในครั้งนี้ นับว่าเป็นสถานการณ์ที่ไม่ต่างจาก “สงครามเย็น” ที่เกิดขึ้นในโลกเมื่อ 30-40 ก่อน ที่อภิมหาอำนาจใหญ่ทั้งสองอันได้แก่สหรัฐอเมริกา กับ โซเวียตรัสเซีย ต่างแย่งชิงความเป็นใหญ่ หาพันธมิตรและบริวารให้มากที่สุดเพื่อที่จะได้ครอบครองโลกแต่ผู้เดียวในโลก ประเทศมหาอำนาจรองๆทั้งหลาย เช่น จีน ฝรั่งเศส อังกฤษ เยอรมัน ก็ต่างเลือกข้างยืนอย่างชัดเจน ประเทศเล็กประเทศน้อยก็แบ่งเป็นฝักฝ่ายตามประเทศใหญ่ ทั้งโดยสันติคือการเข้าเป็นพวกโดยสมัครใจ และที่ถูกดึงเข้าเป็นพวกโดยใช้กำลัง ไม่ว่าจะเป็นการปฏิวัติโดยกองทัพประชาชน หรือการรัฐประหารโดยกองทัพชาตินั้นๆ แล้วนำประเทศไปเข้ากับมหาอำนาจที่ตนเลือกข้าง ความขัดแย้งของสองขั้วอำนาจเกือบทำให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 หลายครั้ง ส่วนสงครามร้อนย่อยๆเกิดขึ้นทุกหัวระแหง</p>
<p style="text-align: justify;">โลกไซเบอร์ก็เช่นกัน การแย่งชิงความเป็นใหญ่ของไมโครซอฟท์กับกูเกิลก็เป็นไปในลักษณะไม่แตกต่างกันนัก ทั้งสองฝ่ายพยายามหาพันธมิตรที่เป็นมหาอำนาจทางอินเตอร์เน็ตมาเป็นพวกของตน ด้วยการร่วมเป็นหุ้นส่วนในบางกิจกรรม รวมถึงการทำ “สงครามขยายอาณาเขต” ด้วยการไล่ซื้อเว็บไซต์ขนาดรองๆลงไปเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการต่อสู้ให้ตนเอง ความขัดแย้งที่เป็นการเผชิญหน้ากันอย่างชัดเจนก็คือ การแย่งชิงยาฮูเข้าเป็นพวกที่เพิ่งถอยกันไปคนละก้าวนั่นเอง</p>
<p style="text-align: justify;">การล่าถอยของไมโครซอฟท์ในครั้งนี้ ยังไม่อาจเรียกว่าเป็นความพ่ายแพ้ หรือเป็นการย่อมแพ้โดยสิ้นเชิง เพราะไมโครซอฟท์ยังหยอดยาหอมไว้เป็นเชื้อว่า แม้จะไม่ได้ควบรวมกิจการแต่ก็สามารถเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกันได้ ซึ่งมีทางที่จะเป็นไปได้ว่า ในอนาคตไมโครซอฟท์คงคิดหาหนทางที่จะดึงยาฮูไปเป็นพวกโดยวิธีที่เป็นมิตรมากกว่านี้ เพราะจะว่าไปแล้ว การเอาเงินมาทุ่มซื้อก็คือการยึดครองกิจการนั่นเอง ย่อมก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ผู้คนของยาฮู ทั้งพนักงานและผู้ถือหุ้น แม้จะมีผู้ถือหุ้นบางส่วนออกมาสนับสนุนการขายหุ้นยาฮูในครั้งนี้ แต่นั่นก็เป็นเสียงของผู้ถือหุ้นที่ลงทุนเพื่อกำไร แต่เสียงคัดค้านที่เป็น “พลังเงียบ” อันเป็นแฟนพันธุ์แท้หรือสาวกยาฮูก็มีไม่น้อยเช่นกัน ประกอบกับท่าที่การแสดงออกของเจอรี หยาง ซีอีโอของยาฮูที่ดูเหมือนว่าไม่อยากจะขายหุ้นสักเท่าไร ด้วยการโก่งราสูงจนเกินที่ไมโครซอฟท์จะรับได้ จึงประกาศเลิกล้มไป บทเรียนดังกล่าวคงจะทำให้ไมโครซอฟท์กลับไปคิดกลยุทธ์ในการหาพวกให้เนียนขึ้น เพราะรู้แล้วว่า “เงินซื้ออะไรไม่ได้ทุกอย่าง หนึ่งในสิ่งที่ซื้อไม่ได้ก็คือหุ้นของยาฮู”</p>
<p style="text-align: justify;"> </p>
<p style="text-align: justify;">ทางด้านยาฮูนั้น แม้จะไม่ใช่ยักษ์ใหญ่ที่สุดแต่ก็เป็นยักษ์เช่นกัน เป็นมหาอำนาจที่สร้างฐานรากแข็งแกร่งและเติบโตขึ้นมาด้วยการทำงานหนักของพนักงานยาฮูทุกๆคน มีวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง มีจิตวิญญาณและจิตสำนึกในเรื่องการปกป้องผลประโยชน์องค์กรเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น การที่จะมีใครสักคนเอาเงินมาฟาดหัวแล้วเอาองค์กรของตัวไปเป็นสมบัตินั้น ชาวยาฮูก็ย่อมไม่พอใจในการกระทำดังกล่าว ส่งแรงกดดันไปถึงบรรดาผู้บริหารให้มีความระมัดระวัง ละเอียดรอบคอบในการเจรจาต้าอวยกับไมโครซอฟท์ ทำอย่างไรจะทำให้ “น้ำนอก” (ไมโครซอฟท์)ยังใส และ “น้ำใน” (พนักงานยาฮู) ก็ไม่ขุ่น ในช่วงการชุลมุนวุ่นวายนั้น ซีอีโอของยาฮูคือ เจอรี่ หยาง จึงรับบทหนักที่สุด</p>
<p style="text-align: justify;">ผู้ที่สบายตัวที่สุดก็เป็นกูเกิล ได้รับประโยชน์เต็มๆจากงานนี้ นั่นคือ สามารถรักษาความเป็นอภิมหาอำนาจในโลกไซเบอร์ไว้ได้โดยไม่ต้องลงทุนลงแรงก็ว่าได้ เพียงแค่ร่วมทดสอบโปรแกรมโฆษณากับยาฮู ก็ทำให้ไมโครซอฟท์อ้างเอาไปเป็นเหตุผลหนึ่งในการถอยฉากไป อาจเรียกว่าชนะสงครามโดยไม่ต้องรบ แม้ว่าจะเป็นการชนะเพียงชั่วคราวก็ตาม</p>
<p style="text-align: justify;">เมื่อการควบรวมยังไม่เกิดขึ้น โฉมหน้าของโลกไซเบอร์จึงยังไม่เปลี่ยนแปลงไป ความตรึงเครียดลดลงแล้ว แต่การเผชิญหน้ากันยังไม่จบ คงต้องรอดูกันต่อไปว่า สงครามเพื่อการแย่งชิงความเป็นใหญ่ในโลกไซเบอร์จะเกิดขึ้นอีกเมื่อไร</p>
<p style="text-align: justify;">บรรดาประชาคมโลกคือพวกเราเจ้าท่านทั้งหลายที่อาศัยอยู่ในโลกไซเบอร์ จะได้รับผลกระทบจากสงครามของมหาอำนาจทั้งหลายมากเพียงใด โดยเฉพาะหากมีผู้ชนะเบ็ดเสร็จผู้เดียวแล้ว สามารถกำหนดกฎเกณฑ์จัดระเบียบโลกไซเบอร์ใหม่ (New Cyber World’s Order) ได้ตามใจ การทำมาหากินอย่างเสรีด้วยของฟรีทั้งหลายบรรดามีจะถูกลิดรอนลดน้อยลงหรือไม่ ก็ต้องคอยลุ้นกัน</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>หาก Web World Wars I เกิดขึ้นเมื่อไร เมื่อนั้นคงมันส์พิลึกแล.</strong></p>
<p class="akst_link"><a href="http://blogologynet.com/?p=168&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_168" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://blogologynet.com/google-adsense-support-thai-blog" title="Google Adsense บนเว็บไทย : บทพิสูจน์คนไทย(ไม่)ขี้โกง (4 October 2008)">Google Adsense บนเว็บไทย : บทพิสูจน์คนไทย(ไม่)ขี้โกง</a> (9)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/google-adsens-on-thai-blog" title="ไชยโย! Google Adsense ติดเว็บไทยได้แล้วเด้อ (30 September 2008)">ไชยโย! Google Adsense ติดเว็บไทยได้แล้วเด้อ</a> (9)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogologynet.com/web-world-wars/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
