<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>BlogologyNet.com &#187; สื่อสารมวลชน</title>
	<atom:link href="http://blogologynet.com/category/mass-communication/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://blogologynet.com</link>
	<description>บล็อกศาสตร์และสื่อมวลชนออนไลน์,ทฤษฎีบล็อก,การเขียนบล็อก,บล็อกเกอร์,สื่อมวลชนออนไลน์,นิเทศศาสตร์ออนไลน์,สื่อสารมวลชนออนไลน์</description>
	<lastBuildDate>Sun, 11 Jul 2010 03:32:48 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>หลักการเบื้องต้นการสื่อสารมวลชนออนไลน์ ตอนที่ 1</title>
		<link>http://blogologynet.com/the-principle-of-online-journalism-01</link>
		<comments>http://blogologynet.com/the-principle-of-online-journalism-01#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 26 Aug 2009 04:25:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[สื่อสารมวลชน]]></category>
		<category><![CDATA[นิเทศศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[นิเทศศาสตร์ออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[สกุลศรี ศรีสารคาม]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อสารมวลชนออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[หลักการเบื้องต้นการสื่อสารออนไลน์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blogologynet.com/?p=937</guid>
		<description><![CDATA[สกุลศรี  ศรีสารคาม : เปิดเรียนเป็นสัปดาห์ที่สองในวิชา RT359 และ CA351 การสื่อสารมวลชนออนไลน์ ซึ่งเปิดเป็นพิเศษปีแรกที่คณะ เนื่องจากว่า เราเห็นถึงความสำคัญของการสื่อสารออนไลน์ และการต่อยอดองค์ความรู้ด้านการผลิตรายการวิทยุและโทรทัศน์มาสู่สื่อออนไลน์
อย่าง ที่อาจทราบกันว่า สื่อออนไลน์นั้นกำลังเติบโต และ มีความสำคัญมาก ใครที่มีความรู้ความสามรถด้านนี้ ก็เหมือนเป็นอาวุธเสริมในการทำงานสื่อสารมวลชน แต่ในเมื่อเราเป็นคนสื่อ จะเพียงแค่ใช้เทคโนโลยีเป็นไม่ได้ จำเป็นต้องรู้ว่า การสื่อสารรูปแบบนี้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพควรทำอย่างไร และนั่นคือเป้าหมายของวิชานี้

เปิดเรียนเป็นสัปดาห์ที่สองในวิชา RT359 และ CA351 การสื่อสารมวลชนออนไลน์ ซึ่งเปิดเป็นพิเศษปีแรกที่คณะ เนื่องจากว่า เราเห็นถึงความสำคัญของการสื่อสารออนไลน์ และการต่อยอดองค์ความรู้ด้านการผลิตรายการวิทยุและโทรทัศน์มาสู่สื่อออนไลน์
อย่างที่อาจทราบกันว่า สื่อออนไลน์นั้นกำลังเติบโต และ มีความสำคัญมาก ใครที่มีความรู้ความสามรถด้านนี้ ก็เหมือนเป็นอาวุธเสริมในการทำงานสื่อสารมวลชน แต่ในเมื่อเราเป็นคนสื่อ จะเพียงแค่ใช้เทคโนโลยีเป็นไม่ได้ จำเป็นต้องรู้ว่า การสื่อสารรูปแบบนี้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพควรทำอย่างไร และนั่นคือเป้าหมายของวิชานี้
หลักการเบื้องต้นการสื่อสารมวลชนออนไลน์

เริ่ม ต้นเรียนกันด้วยเรื่องพื้นฐานให้เข้าใจความแตกต่างของสื่อออนไลน์ ลักษณะพิเศษเฉพาะตัวของการสื่อสารรูปแบบนี้ คือ นอกจาก จะสามารถเป็นเชิงลึกได้เหมือนที่หนังสือพิมพ์ทำ เพราะมีเนื้อที่ไม่จำกัดและมีลักษณะของการเชื่อมต่อข้อมูลไม่มีวันจบ ทำให้สามารถให้ข้อมูลที่ลึก กว้าง และรอบด้านได้ ในขณะเดียวกันก็มีคุณสมบัติที่สามารถสร้างสื่อที่น่าสนใจ น่าติดตามได้ไม่แพ้กับวิทยุและโทรทัศน์ เพราะมีความสามารถในเรื่องของ multimedia และมีคุณสมบัติของการเป็นสื่อที่ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft" style="border: 0pt none; margin: 10px;" src="http://i688.photobucket.com/albums/vv242/ajarnice/books.jpg" alt="" width="249" height="240" /><strong><span style="color: #993300;"><span style="text-decoration: underline;">สกุลศรี  ศรีสารคาม</span></span> : </strong>เปิดเรียนเป็นสัปดาห์ที่สองในวิชา RT359 และ CA351 <a href="http://blogologynet.com/online-journal">การสื่อสารมวลชนออนไลน์ </a>ซึ่งเปิดเป็นพิเศษปีแรกที่คณะ เนื่องจากว่า เราเห็นถึงความสำคัญของการสื่อสารออนไลน์ และการต่อยอดองค์ความรู้ด้านการผลิตรายการวิทยุและโทรทัศน์มาสู่สื่อออนไลน์</p>
<p>อย่าง ที่อาจทราบกันว่า<a href="http://blogologynet.com/online-media-is-katekeeper-or-gateway"> สื่อออนไลน์นั้นกำลังเติบโต และ มีความสำคัญมาก </a>ใครที่มีความรู้ความสามรถด้านนี้ ก็เหมือนเป็นอาวุธเสริมในการทำงานสื่อสารมวลชน แต่ในเมื่อเราเป็นคนสื่อ จะเพียงแค่ใช้เทคโนโลยีเป็นไม่ได้ จำเป็นต้องรู้ว่า การสื่อสารรูปแบบนี้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพควรทำอย่างไร และนั่นคือเป้าหมายของวิชานี้</p>
<p><span id="more-937"></span></p>
<p>เปิดเรียนเป็นสัปดาห์ที่สองในวิชา RT359 และ CA351 การสื่อสารมวลชนออนไลน์ ซึ่งเปิดเป็นพิเศษปีแรกที่คณะ เนื่องจากว่า เราเห็นถึงความสำคัญของการสื่อสารออนไลน์ และการต่อยอดองค์ความรู้ด้านการผลิตรายการวิทยุและโทรทัศน์มาสู่สื่อออนไลน์</p>
<p>อย่างที่อาจทราบกันว่า สื่อออนไลน์นั้นกำลังเติบโต และ มีความสำคัญมาก ใครที่มีความรู้ความสามรถด้านนี้ ก็เหมือนเป็นอาวุธเสริมในการทำงานสื่อสารมวลชน แต่ในเมื่อเราเป็นคนสื่อ จะเพียงแค่ใช้เทคโนโลยีเป็นไม่ได้ จำเป็นต้องรู้ว่า การสื่อสารรูปแบบนี้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพควรทำอย่างไร และนั่นคือเป้าหมายของวิชานี้</p>
<h3><strong>หลักการเบื้องต้นการสื่อสารมวลชนออนไลน์</strong></h3>
<p><strong><br />
</strong>เริ่ม ต้นเรียนกันด้วยเรื่องพื้นฐานให้เข้าใจความแตกต่างของสื่อออนไลน์ ลักษณะพิเศษเฉพาะตัวของการสื่อสารรูปแบบนี้ คือ นอกจาก จะสามารถเป็นเชิงลึกได้เหมือนที่หนังสือพิมพ์ทำ เพราะมีเนื้อที่ไม่จำกัดและมีลักษณะของการเชื่อมต่อข้อมูลไม่มีวันจบ ทำให้สามารถให้ข้อมูลที่ลึก กว้าง และรอบด้านได้ ในขณะเดียวกันก็มีคุณสมบัติที่สามารถสร้างสื่อที่น่าสนใจ น่าติดตามได้ไม่แพ้กับวิทยุและโทรทัศน์ เพราะมีความสามารถในเรื่องของ multimedia และมีคุณสมบัติของการเป็นสื่อที่ &#8220;เร็ว&#8221; สามารถอัพเดทข้อมูล ข่าวสารได้ทันที ตลอดเวลา นอกจากคุณสมบัติทั้งสองเรื่องแล้ว สื่อออนไลน์</p>
<p><img src="http://i688.photobucket.com/albums/vv242/ajarnice/onlinecharactor.jpg" alt="" width="395" height="235" /></p>
<p><strong>โมเดลการส่ง-รับสารที่ต่างไป</strong></p>
<p>การสื่อสารยังคงมีช่องทางสำคัญ 4 ส่วนคือ ผู้ส่งสาร, ผู้รับสาร, สาร, และช่องทางการสื่อสาร<br />
การ สื่อสารออนไลน์นั้น ช่องทางก็คือ platform และเครื่องมือต่างๆ ที่สามารถสื่อสารได้บนอินเตอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ blog chat room forum หรือแม้แต่ e-mail</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">ผู้ส่งสาร</span> : ไม่ใช่ผู้ควบคุมเนื้อหาเพียงฝ่ายเดียวอีก ต่อไป ต้องทำาการบ้านในการหารูปแบบการนำา เสนอ และใช้ช่องทาง/สื่อที่หลาก หลาย พัฒนาประเด็นเรื่องราวให้หลายแง่มุม ทำหน้าที่รวบรวมข้อเท็จจริงมาเสนอ และ ให้พื้นที่ในการโต้ตอบแก่ผู้รับสาร</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">สาร</span>: มีความลึก มีเนื้อหารอบด้าน หลากมุม เป็น Multimedia สามารถอัพเดทได้ทันที มีลักษณะเชื่อมโยงไปสู่ขอมูลอืนๆ เว็บอื่นๆ เพื่อให้ได้รู้มากขึน ้ รวมถึงมีการเปิดให้มีปฏิสัมพันธ์ และเพื่อให้ง่ายต่อการอ่าน เรื่องไม่ควรยาวเกินไป แต่ควรย่อยเรื่องเป็นส่วนต่างๆ ให้ผู้รับสาร สามารถเลือกรับได้ตามความพอใจ</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">ผู้รับสาร</span> มีลักษณะการรับสาร ดังนี้</p>
<ul>
<li>ผู้รับสารในสื่อออนไลน์เป็นกลุ่มผู้รับที่เอาแต่ใจตัวเองมาก เป็นเพราะ ธรรมชาติในการรับสื่อที่มีความอดทนน้อยต่อการอยู่กับหน้าจอเป็นเวลานานๆ และ สามารถถูกดึงความสนใจไปที่อื่น</li>
<li>ผู้รับสารสื่อออนไลน์ก็ต้องการสารที่น่าสนใจทั้งเรื่องของเนื้อหา การใช้วิดีโอ รูปภาพ เสียง ตลอดจนการออกแบบเว็บไซด์ที่เหมาะสมน่าสนใจ</li>
<li>ส่วนใหญ่ผู้รับสาร จะคาดหวังให้ข้อมูลข่าวสารที่อยู่ในสื่อออนไลน์นั้น &#8220;มีความลึก และ รอบด้าน&#8221; เพราะส่วนมาก จะมีการรับข้อมูลมาจากสื่ออื่นแล้ว และอยากหาข้อมูลเพิ่มเติม อีกทั้งยังเป็นความคาดหวังด้วยว่า ตามธรรมชาติที่มีสื่อไม่จำกัด สามารถสร้างความหลากหลายได้ สื่อออนไลน์ก็ควรมีเนื้อหาที่นำเสนอได้ทั้งเชิงลึกและเชิงกว้างมากกว่าสื่อ อื่นๆ</li>
</ul>
<p>นักวิชาการที่ศึกษาเรื่องการสื่อสารออนไลน์ หรือ Online Journalism ในต่างประเทศ มีความพยายามในการวางแนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับสาขาวิชานี้ ซึ่งได้มีการสรุปแนวคิดที่น่าสนใจเรื่อง <strong>“BASIC Principle of Online Journalism”</strong> หรือผู้เขียนขอเรียกชื่อสั้นๆ ว่า แนวคิด <strong>“BASIC”</strong> ติดตามได้ต่อในครั้งหน้าคะ</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">อ้างอิงจาก</span></strong></p>
<p>Craig, R. 2005. <span style="text-decoration: underline;">Online Journalism</span>. Canada : Wadsworth.</p>
<p>Briggs, Mark. 2007. <span style="text-decoration: underline;">Journalism 2.0 How to survive and thrive</span>. USA : The Institute for Interactive Journalism.</p>
<p style="text-align: center;">&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;</p>
<p><img class="alignleft size-full wp-image-938" style="border: 0pt none; margin: 10px;" title="Sakulsri Srisaracam" src="http://blogologynet.com/wp-content/uploads/2009/08/Sakulsri-Srisaracam.jpg" alt="Sakulsri Srisaracam" width="77" height="77" /><strong>สกุลศรี  ศรีสารคาม</strong> อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์   ศิษย์เก่าวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน เกียรตินิยม (วิทยุและโทรทัศน์) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,M.A. Journalism (International) University of Westminster, UK</p>
<p>ดู  Slides Presentation ของ สกุลศรี ศรีสารคาม เรื่องเกี่ยวกับ สื่อสารมวลชนได้ที่ <a href="http://www.slideshare.net/ajarnice">slideshare.net/ajarnice</a></p>
<p>ดู บล็อกของ สกุลศรี ศรีสารคาม ได้ที่  <a href="http://www.oknation.net/blog/ajarnice">oknation.net/blog/ajarnice</a></p>
<p>บทความที่นำมาเผยแพร่ใน <a href="http://blogologynet.com">Blogologynet.com</a> นี้ได้รับอนุญาตจากผู้เขียนแล้ว<br />
.</p>
<p><script type="text/javascript">// <![CDATA[
 google_ad_client = "pub-1054503077643492"; /* 728x90, created 1/7/10 */ google_ad_slot = "2630146152"; google_ad_width = 728; google_ad_height = 90;
// ]]&gt;</script><br />
<script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript">
</script></p>
<p class="akst_link"><a href="http://blogologynet.com/?p=937&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_937" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://blogologynet.com/the-principle-of-online-journalism-03" title="หลักการเบื้องต้นการสื่อสารมวลชนออนไลน์ ตอนที่ 3 (26 August 2009)">หลักการเบื้องต้นการสื่อสารมวลชนออนไลน์ ตอนที่ 3</a> (0)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/the-principle-of-online-journalism-02" title="หลักการเบื้องต้นการสื่อสารมวลชนออนไลน์ ตอนที่ 2 (26 August 2009)">หลักการเบื้องต้นการสื่อสารมวลชนออนไลน์ ตอนที่ 2</a> (0)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/online-journal" title="Online Journalism : นิเทศศาสตร์ออนไลน์ คืออะไร (16 June 2009)">Online Journalism : นิเทศศาสตร์ออนไลน์ คืออะไร</a> (4)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/launching-media-blog" title="แตกบล็อกออกไปเป็น &#8220;สื่อและสาร&#8221; (21 June 2010)">แตกบล็อกออกไปเป็น &#8220;สื่อและสาร&#8221;</a> (0)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/media-rule-and-law" title="นวัตกรรมสื่อ : เทคโนโลยี พฤติกรรม และ จริยธรรมของสื่อมวลชน (1) (20 May 2008)">นวัตกรรมสื่อ : เทคโนโลยี พฤติกรรม และ จริยธรรมของสื่อมวลชน (1)</a> (0)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogologynet.com/the-principle-of-online-journalism-01/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หลักการเบื้องต้นการสื่อสารมวลชนออนไลน์ ตอนที่ 2</title>
		<link>http://blogologynet.com/the-principle-of-online-journalism-02</link>
		<comments>http://blogologynet.com/the-principle-of-online-journalism-02#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 26 Aug 2009 04:04:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[สื่อสารมวลชน]]></category>
		<category><![CDATA[นิเทศศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[นิเทศศาสตร์ออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[สกุลศรี ศรีสารคาม]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อสารมวลชนออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[หลักการเบื้องต้นการสื่อสารออนไลน์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blogologynet.com/?p=940</guid>
		<description><![CDATA[สกุลศรี  ศรีสารคาม : สื่อออนไลน์ จะทำสื่อให้ดี มีเรื่องต้องคำนึงหลักๆ อยู่ 5 ข้อ ได้แก่ ทำยังไงให้กระชับ รับง่าย เข้าใจดี, ทั้งตัวคนผลิตและสื่อที่ทำต้องสามารถดัดแปลง ปรับเปลี่ยนเพื่อตอบสนองความต้องการของคนใช้อินเตอร์เน็ตได้, จะเขียนอะไรก็ควรให้อ่านได้ง่าย แค่สแกนตาผ่านก็รู้อะไรคืออะไร, อย่าลืมการสื่อสารสองทาง สร้างปฏิสัมพันธ์ และเปิดโอกาสให้ผู้รับสารมีอำนาจควบคุมสิ่งที่ต้องการรับด้วย, และสุดท้าย ให้ความสำคัญกับชุมชนให้มีส่วนร่วมในการสื่อสารร่วมกัน ตลอดจนเป็นช่องทางในการสร้างการสนทนาที่ต่อเนื่องในเรื่องต่างๆ

สั้น กระชับ ได้ใจความ คือสื่อออนไลน์ที่ดี (Brevity)
กล่าว เช่นนี้ก็คงไม่ผิด เพราะลักษณะของผู้รับสารสื่อออนไลน์นั้นมีลักษณะที่ ต้องการหาข้อมูล หรือ หาคำตอบเรื่องใดสักอย่าง และไม่ต้องการเสียเวลาในการอยู่หน้าจอเป็นเวลานานเกินไป ดังนั้น คนทำสื่อก็ต้องคิดว่า จะทำอย่างไรให้สั้น กระชับ ได้ใจความ ไม่ใช่หมายถึงบทความ หรือ ข่าวเท่านั้น แม้แต่ Podcast หรือ Video ก็ควรยึดหลักนี้ไว้เช่นกัน
วิธีการทำให้สื่อออนไลน์สั้น กระชับ ได้ใจความนั้น สามารถทำได้ด้วยวิธี
1. แบ่งเรื่องเป็นก้อนๆ หรือที่เรียกว่า CHUCKS ถ้าเราต้องเขียนเรื่องอะไรสักอย่างที่ยาว ก็ควรซอยออกเป็นเรื่องๆ เป็นประเด็นๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong><span style="color: #993300;"><span style="text-decoration: underline;">สกุลศรี  ศรีสารคาม</span></span> : </strong>สื่อออนไลน์ จะทำสื่อให้ดี มีเรื่องต้องคำนึงหลักๆ อยู่ 5 ข้อ ได้แก่ ทำยังไงให้กระชับ รับง่าย เข้าใจดี, ทั้งตัวคนผลิตและสื่อที่ทำต้องสามารถดัดแปลง ปรับเปลี่ยนเพื่อตอบสนองความต้องการของคนใช้อินเตอร์เน็ตได้, จะเขียนอะไรก็ควรให้อ่านได้ง่าย แค่สแกนตาผ่านก็รู้อะไรคืออะไร, อย่าลืมการสื่อสารสองทาง สร้างปฏิสัมพันธ์ และเปิดโอกาสให้ผู้รับสารมีอำนาจควบคุมสิ่งที่ต้องการรับด้วย, และสุดท้าย ให้ความสำคัญกับชุมชนให้มีส่วนร่วมในการสื่อสารร่วมกัน ตลอดจนเป็นช่องทางในการสร้างการสนทนาที่ต่อเนื่องในเรื่องต่างๆ</p>
<p><span id="more-940"></span></p>
<p><img style="border: 0pt none; margin: 10px;" src="http://i25.photobucket.com/albums/c67/imice/mix1-3.jpg" alt="" width="290" height="305" /><strong><span style="color: #800000; font-size: small;">สั้น กระชับ ได้ใจความ คือสื่อออนไลน์ที่ดี (Brevity)</span></strong></p>
<p>กล่าว เช่นนี้ก็คงไม่ผิด เพราะลักษณะของผู้รับสารสื่อออนไลน์นั้นมีลักษณะที่ ต้องการหาข้อมูล หรือ หาคำตอบเรื่องใดสักอย่าง และไม่ต้องการเสียเวลาในการอยู่หน้าจอเป็นเวลานานเกินไป ดังนั้น คนทำสื่อก็ต้องคิดว่า จะทำอย่างไรให้สั้น กระชับ ได้ใจความ ไม่ใช่หมายถึงบทความ หรือ ข่าวเท่านั้น แม้แต่ Podcast หรือ Video ก็ควรยึดหลักนี้ไว้เช่นกัน</p>
<p>วิธีการทำให้สื่อออนไลน์สั้น กระชับ ได้ใจความนั้น สามารถทำได้ด้วยวิธี</p>
<p><strong>1. แบ่งเรื่องเป็นก้อนๆ หรือที่เรียกว่า CHUCKS</strong> ถ้าเราต้องเขียนเรื่องอะไรสักอย่างที่ยาว ก็ควรซอยออกเป็นเรื่องๆ เป็นประเด็นๆ เพื่อที่ว่า แต่ละเรื่องจะไม่บทความ แต่ละตอนจะไม่ยาวเกินไป แล้วใช้ link เป็นตัวเชื่อมเนื้อหาต่างๆ กลับเข้าด้วยกัน เพราะเราต้องคำนึงว่า ถ้าคนอ่านต้องอ่านยาวๆ เยอะๆ ต้องเลื่อน scroll bar ไปยาวๆ ความเบื่อ และไม่อยากติดตามก็จะเกินขึ้น แต่ถ้าแบ่งออกเป็นส่วนๆ เป็นก้อนๆ นอกจากจะอ่านง่ายแล้ว ผู้อ่านยังเลือกอ่านในสิ่งที่ต้องการรู้เฉพาะเป็นเรื่องๆ ไปได้ด้วย</p>
<p>file video หรือ podcast ก็เช่นกัน ไม่ควรมีความยาวเกินไป เพราะนอกจากจะต้องให้สั้น กระชับแล้ว ยังต้องคำนึงถึง ความเร็วของการดาวโหลด และ streaming video ที่ต่างกันของผู้ใช้ ไม่ใช่ทุกคนเข้าอินเตอร์เน็ตด้วยความเร็วสูง การใช้ file ที่หนักหรือยาวเกินไปก็ทำให้ใช้เวลาในการโหลดนานเกินไป</p>
<p>การซอย file เสียง หรือ วิดีโอออกเป็นส่วนๆ อาจเป็นตอนๆ ตามประเด็นของเรื่อง แบ่งส่วนสัมภาษณ์ออกมา เป็นต้น ผู้รับสารสามารถเลือกได้เช่นกันว่าจะดูจะฟังตรงไหน แล้วยังเลือกเอาส่วนที่ต้องการไป embed หรือเผยแพร่ต่อในสื่อของเขาได้ง่ายอีกด้วย การเผยแพร่ต่อ สุดท้ายก็จะนำกลับมาซึ่งคนที่สนใจในเว็บไซต์ของเราในอนาคต</p>
<p><strong>2. ใช้เทคนิคการเขียนที่จะทำให้อ่านได้ง่ายๆ</strong> ให้นึกไว้เสมอว่า “หนึ่งย่อหน้า หนึ่งความคิด” เขียนให้จบเป็นเรื่องๆ แล้วขึ้นย่อหน้าใหม่ เวลามองก็จะสบายตา ไม่รู้สึกว่าเต็มพืดไปด้วยข้อความ คนมองแล้วก็กวาดสายตาดูรู้ด้วยว่าอะไรอยู่ตรงไหน เกี่ยวกับอะไร ภาษาที่ใช้ก็ง่ายๆ อ่านเข้าใจได้ชัดเจน โดยไม่ยืดยาวเกินไป</p>
<p><img style="border: 0pt none; margin: 10px;" src="http://i25.photobucket.com/albums/c67/imice/susan.jpg" alt="" width="396" height="249" /></p>
<p>(capture ภาพจากเว็บ: <a title="http://www.finecooking.com/" href="http://www.bbc.co.uk/">http://www.bbc.co.uk</a>)</p>
<p><strong><span style="color: #800000; font-size: small;">คนผลิตสื่อ และ สื่อออนไลน์ควรสามารถปรับแปลงได้ (Adaptability)</span></strong></p>
<p>เพราะ โลกออนไลน์เป็นสื่อใหม่ เติบโต เปลี่ยนแปลง มีเทคนิควิธีใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย จะเลือกใช้อะไรก็ต้องรู้ว่าสิ่งไหนมีประโยชน์ต่อการสื่อสารให้มีประสิทธิภาพ ได้มากขึ้น รวมทั้ง สำหรับคนสื่อบางคน อาจกระโดดเข้ามาใช้สื่อนี้จากที่เคยเป็นคนทำหนังสือพิมพ์ คนทีวี คนวิทยุ ก็ทำกับว่า ต้องมีการปรับตัว เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้สื่อใหม่ ในแง่ของสารเองก็นิ่งๆ ไม่ยืดยุ่น และไม่สามารถตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้ใช้สื่ออนไลน์ไม่ได้เช่น กัน</p>
<p><strong>คนสื่อปรับรับเทคโนโลยี</strong></p>
<p>นักสื่อสาร ต้องใช้สื่อให้ได้หลากหลาย และเหมาะสม รูปแบบการนำเสนอทำได้มากมายหลายอย่าง ตามลักษณะของสื่อออนไลน์ที่เป็น multimedia แต่ไม่ใช่ว่า อะไรๆ ก็จะทำเป็นวิดีโอ อะไรก็ podcast อะไรก็บทความ หรือบางอย่างทำทุกอย่างปนเปกัน เพราะคิดว่า ยิ่งทำมาก ทำหลากก็จะดี แต่ในความเป็นจริง มันต้องมีการเลือกใช้แต่ละสื่อให้เหมาะสมกับเรื่องที่จะเสนอด้วย คนสื่อต้องคิดว่า</p>
<ul>
<li>ใช้สื่ออะไรให้เกิดผลกระทบมากกว่า … เลือกให้ดีว่า สื่อแบบไหนบอกเล่าเรื่องราวได้ดีกว่ากัน</li>
<li>สื่อ อะไรช่วยอธิบายความ … จะมีการใช้อุปกรณ์ สื่อ multimedia แบบไหนมาช่วยอธิบายความให้ชัดขึ้น เช่น จะทำเว็บความรู้เกี่ยวกับการทำอาหาร แทนที่จะเขียนเป็นบทความ บอกสูตรบอกวิธีทำ..ลองคิดซิว่า ถ้าใช้รูปประกอบคนเรียนจะมองภาพเห็นชัดขึ้นไหม หรือ ทำเป็นวิดีโอสอนทำอาหารขึ้นเว็บไปเลยน่าจะอธิบายได้มากกว่าหรือเปล่า</li>
</ul>
<p><img style="border: 0pt none; margin: 10px;" src="http://i25.photobucket.com/albums/c67/imice/cooking.jpg" alt="" width="301" height="215" /></p>
<p>(capture ภาพจากเว็บ: <a title="http://www.finecooking.com/" href="http://www.finecooking.com/">http://www.finecooking.com/</a>)</p>
<ul>
<li>จะ link ไปที่ไหน … สื่อออนไลน์เป็นสื่อที่กว้าง และมีลักษณะพิเศษของการเชื่อมโยง หรือ link ไปที่ต่างๆ ได้ คนผลิตสื่อ ทำเรื่องสักเรื่อง blog สักบทความขึ้นมา ถ้าคนมาอ่านเรื่องของเราเขาควรจะได้รู้อะไรเพิ่ม เขาอยากจะรู้อะไรอีก เราควรเป็นตัวกลาง link ไปที่เหล่านั้นให้เขา</li>
</ul>
<p><img style="border: 0pt none; margin: 10px;" src="http://i25.photobucket.com/albums/c67/imice/diving.jpg" alt="" width="400" height="316" /></p>
<ul>
<li>ให้ คนอ่านมีส่วนร่วมไหม ต้องอย่าปล่อยให้คนเข้ามา แล้วก็จากไป โดยไม่มีส่วนร่วม ไม่มีปฏิสัมพันธ์ และไม่มีช่องทางให้เขาอยากกลับมาอีก การแลกเปลี่ยนความเห็น การพูดคุย สร้างความน่าสนใจให้ blog / website ของเราได้ อาจใช้ระบบของการ comment, share เรื่องราวผ่าน e-mail, RSS feed สมัครเป็นสมาชิก feed ของเราเพื่อเตือนการรับเรื่องราว, มี function ให้เผยแพร่บทความต่อผ่าน <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Social_bookmarking" target="_blank">social bookmarking</a> รวมถึงการสร้าง forum, chatroom และการเขียนเพื่อให้คิด เปิดประเด็นกระตุ้นให้คนตอบโต้คุยกัน และ การส่งเสริมให้มีกิจกรรม มีการส่งเรื่องราว ส่งความคิดของผู้อ่านมาร่วมกับเรา</li>
</ul>
<p><strong>สื่อปรับตัวได้..ตามความต้องการ</strong></p>
<p>นอก จากคนผลิตจะต้องปรับตัวได้แล้ว สื่อก็ควรมีลักษณะของความยืดยุ่น ปรับให้เหมาะสมกับลักษณะการรับสาร หรือ ความต้องการของผู้รับสารได้ด้วย ได้แก่</p>
<ul>
<li>มีการ tag : จะเห็นเวลาเราเขียน blog จะมีตอนท้าย ให้เราเขียน tag…tag คือ ป็นคำที่บ่งบอกเกี่ยวกับเนื้อหา หรืออะไรก็ตามที่จะตามมาที่จะตามมาที่ บทความ เป็นการจัดหมวดหมู่ของเรื่องที่เขียนเหมือนๆ กัน ให้อยู่รวมกัน ทำให้ค้นหาข้อมูลสะดวก เจ้าของบลอค ก็สามารถเผยแพร่เรื่องราวที่เขียน ได้ง่ายขึ้น คนหาก็หาง่ายขึ้น สามารถหาเป็นเรื่องๆ ไปได้ด้วย</li>
<li>Database-driven เว็ยไซต์ควรมี data base ให้สามารถค้นภายในเว็บ ทำให้คนอยากหาอะไรก็ search จากข้อมูลได้ หรือ เลือกที่จะกรองข้อมูลที่จะรับตามที่ต้องการได้ ก็จะง่ายขึ้นสำหรับผู้ที่เข้ามาหาข้อมูลในเว็บ</li>
<li><a href="http://en.wikipedia.org/wiki/RSS_%28file_format%29" target="_blank">RSS Feed</a> จะเห็นเจ้า icon สีส้มๆ บอกว่า RSS หรือ feed พวกนี้เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้อ่าน สมัครสมาชิกกับเว็บ / blog ที่ตัวเองสนใจ เพื่อติดตาม update จากเว็บนั้นได้ โดยไม่จำเป็นต้องเข้ามาเช็คที่หน้าเว็บ เพียงสมัครไว้ เปิด feed reader แล้วก็จะมี update บทความ ข่าวสารใหม่ๆ ที่เว็บนั้นทำการอัพเดทขึ้นมาให้</li>
</ul>
<p><img src="http://i25.photobucket.com/albums/c67/imice/_41437241_new_rss_location_416.gif" alt="" width="300" height="107" /> <img src="http://i25.photobucket.com/albums/c67/imice/feed.jpg" alt="" width="298" height="153" /></p>
<p>(capture ภาพจาก <a href="http://www.bbc.co.uk/">http://www.bbc.co.uk</a>)</p>
<ul>
<li>ควรทำเนื้อหาในบางเรื่องให้<strong>สามารถ download ได้ / นำไป embed</strong> ที่อื่นได้ การ download ได้ ทำให้ผู้รับมีโอกาสเลือกเวลาที่จะรับได้ เขาอาจเข้ามาเจอเรื่องของเราแล้วสนใจ แต่ไม่มีเวลาดู หรือ ฟัง ถ้าสามารถ download เก็บไว้อ่านในเวลาใดก็ได้ ก็จะทำให้เรื่องน่าสนใจ และคนอยากติดตามสื่อของเราเพราะง่ายต่อเขา นอกจากนี้ การทำสื่อเช่น podcast / video ให้สามารถ ไป embed ที่อื่นนั้น เป็นอีกหนึ่งทางในการเผยแพร่ แบ่งปัน และดึงคนกลับมาสู่เว็บของเรา</li>
</ul>
<p><img style="border: 0pt none; margin: 10px;" src="http://i25.photobucket.com/albums/c67/imice/download.jpg" alt="" width="312" height="221" /></p>
<p>(capture ภาพจาก <a title="http://www.timesonline.co.uk/tol/tools_and_services/podcasts/" href="http://www.timesonline.co.uk/tol/tools_and_services/podcasts/">http://www.timesonline.co.uk/tol/tools_and_services/podcasts/</a>, และ <a href="http://www.youtube.com/">http://www.youtube.com</a>)</p>
<p><strong>Link เพิ่มเติมที่น่าสนใจ</strong></p>
<p><a title="http://onlinejournalismblog.com/" href="http://onlinejournalismblog.com/">http://onlinejournalismblog.com/</a> : ข่าวสาร ความรู้เกี่ยวกับ Online Journalism</p>
<p><a title="http://www.ojr.org/" href="http://www.ojr.org/">http://www.ojr.org/</a> : Online Journalism Review ข้อมูลน่าสนใจเกี่ยวกับการสื่อสารออนไลน์</p>
<p style="text-align: center;">
<p style="text-align: center;">
<p style="text-align: center;">———————–</p>
<p><img class="alignleft" style="border: 0pt none; margin: 10px;" title="Sakulsri Srisaracam" src="../wp-content/uploads/2009/08/Sakulsri-Srisaracam.jpg" alt="Sakulsri Srisaracam" width="77" height="77" /> <strong>สกุลศรี  ศรีสารคาม</strong> อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์   ศิษย์เก่าวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน เกียรตินิยม (วิทยุและโทรทัศน์) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,M.A. Journalism (International) University of Westminster, UK</p>
<p>ดู  Slides Presentation ของ สกุลศรี ศรีสารคาม เรื่องเกี่ยวกับ สื่อสารมวลชนได้ที่ <a href="http://www.slideshare.net/ajarnice">slideshare.net/ajarnice</a></p>
<p>ดู บล็อกของ สกุลศรี ศรีสารคาม ได้ที่  <a href="http://www.oknation.net/blog/ajarnice">oknation.net/blog/ajarnice</a></p>
<p>บทความที่นำมาเผยแพร่ใน <a href="../">Blogologynet.com</a> นี้ได้รับอนุญาตจากผู้เขียนแล้ว</p>
<p class="akst_link"><a href="http://blogologynet.com/?p=940&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_940" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://blogologynet.com/the-principle-of-online-journalism-03" title="หลักการเบื้องต้นการสื่อสารมวลชนออนไลน์ ตอนที่ 3 (26 August 2009)">หลักการเบื้องต้นการสื่อสารมวลชนออนไลน์ ตอนที่ 3</a> (0)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/the-principle-of-online-journalism-01" title="หลักการเบื้องต้นการสื่อสารมวลชนออนไลน์ ตอนที่ 1 (26 August 2009)">หลักการเบื้องต้นการสื่อสารมวลชนออนไลน์ ตอนที่ 1</a> (0)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/online-journal" title="Online Journalism : นิเทศศาสตร์ออนไลน์ คืออะไร (16 June 2009)">Online Journalism : นิเทศศาสตร์ออนไลน์ คืออะไร</a> (4)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/launching-media-blog" title="แตกบล็อกออกไปเป็น &#8220;สื่อและสาร&#8221; (21 June 2010)">แตกบล็อกออกไปเป็น &#8220;สื่อและสาร&#8221;</a> (0)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/media-rule-and-law" title="นวัตกรรมสื่อ : เทคโนโลยี พฤติกรรม และ จริยธรรมของสื่อมวลชน (1) (20 May 2008)">นวัตกรรมสื่อ : เทคโนโลยี พฤติกรรม และ จริยธรรมของสื่อมวลชน (1)</a> (0)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogologynet.com/the-principle-of-online-journalism-02/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หลักการเบื้องต้นการสื่อสารมวลชนออนไลน์ ตอนที่ 3</title>
		<link>http://blogologynet.com/the-principle-of-online-journalism-03</link>
		<comments>http://blogologynet.com/the-principle-of-online-journalism-03#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 26 Aug 2009 03:54:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[สื่อสารมวลชน]]></category>
		<category><![CDATA[นิเทศศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[นิเทศศาสตร์ออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[สกุลศรี ศรีสารคาม]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อสารมวลชนออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[หลักการเบื้องต้นการสื่อสารออนไลน์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blogologynet.com/?p=949</guid>
		<description><![CDATA[
สกุลศรี ศรีสารคาม : สองตอนที่แล้ว พูดถึงหลักของการสื่อสารออนไลน์ ทั้งลักษณะของผู้รับสาร  ผู้ส่งสาร สาร รวมถึงธรรมชาติของสื่อออนไลน์ในลักษณะ “Brevity” และ “Adapability”  กันไปแล้ว คราวนี้มาดูหลักการของการสื่อสารมวลชนออนไลน์กันต่อในเรื่อง  “Scannability”หรือ “การกวาดสายตาอ่านได้”
เนื่องจากสื่อออนไลน์มีธรรมชาติที่คนอ่านไม่ชอบอ่านอะไรยาวๆ  หรือต้องใช้เวลากับสิ่งหนึ่งนานๆ ดังนั้น  เมื่อเข้ามาเพื่ออ่านข้อความสักหนึ่งข้อความ ผู้อ่านต้องการทราบโดยรวดเร็วว่า  บทความหรือเนื้อหาที่นำเสนอเกี่ยวกับอะไร มีเรื่องอะไรที่เขาจะอ่านในบทความได้บ้าง  โดยลักษณะการอ่านก็คือ “การกวาดสายตา”

กวาดตา..ฉันก็เจอว่าจะอ่านอะไร
วิธีการทำให้อ่านง่านหรือ Scannability นั้น ก็สามารถทำได้ด้วย  วิธีการเขียน (รออ่านต่อได้ในเรื่อง  “หลักการเขียนเพื่อสื่อออนไลน์ ซึ่งจะเขียนอธิบายต่อโดยละเอียดใน Blog ต่อไป)
เช่น การเขียนหนึ่งความคิดต่อหนึ่งย่อหน้า การมีหัวข้อย่อยเพื่อแบ่งความคิด  แบ่งเนื้อหาเป็นส่วนๆ มีรูปภาพประกอบ การใช้ keyword และการเน้นข้อความ  ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้อ่านได้ง่าย …. ต้องคิดเสมอว่า 10 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" style="border: 0pt none; margin: 10px;" src="http://i688.photobucket.com/albums/vv242/ajarnice/text2.jpg" alt="" width="270" height="240" /></p>
<p><span style="color: #993300;"><span style="text-decoration: underline;"><strong>สกุลศรี ศรีสารคาม</strong></span> </span>: สองตอนที่แล้ว พูดถึงหลักของการสื่อสารออนไลน์ ทั้งลักษณะของผู้รับสาร  ผู้ส่งสาร สาร รวมถึงธรรมชาติของสื่อออนไลน์ในลักษณะ “Brevity” และ “Adapability”  กันไปแล้ว คราวนี้มาดูหลักการของการสื่อสารมวลชนออนไลน์กันต่อในเรื่อง  “Scannability”หรือ “การกวาดสายตาอ่านได้”</p>
<p>เนื่องจากสื่อออนไลน์มีธรรมชาติที่คนอ่านไม่ชอบอ่านอะไรยาวๆ  หรือต้องใช้เวลากับสิ่งหนึ่งนานๆ ดังนั้น  เมื่อเข้ามาเพื่ออ่านข้อความสักหนึ่งข้อความ ผู้อ่านต้องการทราบโดยรวดเร็วว่า  บทความหรือเนื้อหาที่นำเสนอเกี่ยวกับอะไร มีเรื่องอะไรที่เขาจะอ่านในบทความได้บ้าง  โดยลักษณะการอ่านก็คือ “การกวาดสายตา”</p>
<p><span id="more-949"></span></p>
<h3>กวาดตา..ฉันก็เจอว่าจะอ่านอะไร</h3>
<p>วิธีการทำให้อ่านง่านหรือ Scannability นั้น ก็สามารถทำได้ด้วย  <strong>วิธีการเขียน</strong> (รออ่านต่อได้ในเรื่อง  “หลักการเขียนเพื่อสื่อออนไลน์ ซึ่งจะเขียนอธิบายต่อโดยละเอียดใน Blog ต่อไป)</p>
<p>เช่น การเขียนหนึ่งความคิดต่อหนึ่งย่อหน้า การมีหัวข้อย่อยเพื่อแบ่งความคิด  แบ่งเนื้อหาเป็นส่วนๆ มีรูปภาพประกอบ การใช้ keyword และการเน้นข้อความ  ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้อ่านได้ง่าย …. ต้องคิดเสมอว่า <span style="text-decoration: underline;">10 วินาทีแรก  คุณต้องดึงดูดคนเข้ามาอ่านไว้ให้ได้</span> ซึ่งรูปลักษณ์ของการเขียนช่วยได้</p>
<p>จำไว้ว่า….วางรูปแบบการเขียนให้เขารู้ว่า “มีอะไร” “จะไปตรงไหนต่อ”  “จะอ่านอะไรดี” ให้รู้ตั้งแต่แรกที่เข้ามากวาดสายตา….จะทำให้เขาอยากอ่านต่อ</p>
<p>อย่าวางเนื้อหาจนแน่นเกินไป…ไม่มีใครอยากอ่านสิ่งที่หนัก และ  รกสายตา…มันเหนื่อยง่ายไป</p>
<p>มีรูปประกอบบ้าง เพื่อดึงดูดความสนใจ และ ช่วยอธิบายเรื่องให้ชัดเจนขึ้น</p>
<p><span style="color: #0000ff; font-size: small;"><strong>เขียนแล้ว … ต้องหาเจอ</strong></span></p>
<p>หาเจอในที่นี้หมายถึง….</p>
<p>คนเข้ามาแล้ว <strong>หาเจอว่าจะอ่านอะไร</strong>..สามารถทำได้ด้วยการมี</p>
<ul>
<li>keyword คำสำคัญๆ เป็นระยะ กวาดสายตาไปก็จะเห็นว่า  โดยรวมแล้วเรื่องของเราเกี่ยวกับอะไร</li>
<li>มีการเน้นคำ หรือ ใช้สีที่แตกต่าง ในสิ่งที่ต้องการเน้น..หรือ  คำเด่น..คำสำคัญต่างๆ เพื่อจะได้มองแล้วก็เจอโดยคร่าวๆ ก็จะรู้ว่า  เรื่องเกี่ยวกับอะไร หรือถ้ากำลังหาหัวข้ออะไร  ก็จะได้หาเจอว่าอยู่ตรงไหนง่ายๆ</li>
</ul>
<p>ต่อจากนั้นก็คิดด้วยว่า…เขียนอย่างไรให้<strong> คนอื่นหาเราเจอ</strong></p>
<ul>
<li>ตั้งชื่อเรื่องให้น่าสนใจ สะดุดตา และบอกเรื่องราวได้โดยสรุป</li>
<li>นำไปฝาก link ใน social bookmarking บ้าง จะได้มีคนเจอเรา</li>
<li>การมี keyword ในเรื่อง และ มี link ที่มีคุณภาพ ก็ช่วยให้ search engine  หาเราเจอได้</li>
<li>ฝาก link ใน web directory ต่างๆ</li>
</ul>
<p>(รออ่านเพิ่มเติมเรื่องเทคนิคการเขียนเพื่อสื่อออนไลน์ อย่างละเอียดได้ใน  “การเขียนเพื่อสื่อออนไลน์”…เร็วๆ นี้)</p>
<p>หลักของการสื่อสารออนไลน์ที่ผู้สร้างสื่อเป็นโลกอินเตอร์เน็ตต้องคำนึงถึงอีกเรื่องคือ  “Interactivity”</p>
<p><strong> </strong></p>
<p><span style="color: #000000;"><strong><span style="font-size: medium;">สื่อสารออนไลน์ คือ การมีปฏิสัมพันธ์  (Interactivity)</span></strong></span></p>
<p>การมีปฏิสัมพันธ์ในที่นี้ หมายความถึง 2 ประการคือ  <strong>“ให้อำนาจแก่ผู้รับสาร”</strong> และ <strong>“ทำให้เกิดการโต้ตอบ  แลกเปลี่ยนความคิดความเห็น”</strong></p>
<p>1. <strong><span style="color: #ff8040; font-size: small;">คนอ่านต้องมีอำนาจควบคุม</span></strong> ไม่ใช่เป็นเพียงผู้รับอย่างเดียว ใครป้อนอะไร ยังไง ก็รอรับอย่างนั้น  แต่ผู้รับสื่อออนไลน์สามารถเป็นผู้ “เลือก” ว่าจะรับอะไร อย่างไร และ เมื่อไรได้  ดังนั้น ผู้สื่อสารออนไลน์ ก็ต้องคำนึงถึงการสร้างสื่อ หรือ  ชิ้นงานที่ต้องการนำเสนอ ให้ตอบสนองลักษณะการเลือกได้นี้ เช่น</p>
<ul>
<li>Link ทำให้คนสามารถเลือกได้ว่า จะรับสารอะไร เพียงแค่ click  ไปสู่สิ่งที่เขาอยากอ่าน</li>
<li>การทำ Podcast เปิดโอกาสให้คนสามารถเลือกได้ว่า  จะฟังเรื่องอะไรที่ต้องกับความสนใจ และ ไม่จำเป็นต้องฟังออนไลน์เท่านั้น แต่สามารถ  download เก็บไว้ และ ฟังได้เมื่อเวลาที่ต้องการ</li>
<li>การนำเสนอ Video สามารถที่จะซอย Video ทั้งเรื่องออกเป็นประเด็นย่อยๆ  เพื่อให้ผู้รับสารเลือกที่จะดูในสิ่งที่ต้องการดูได้เป็นส่วนๆ  โดยอาจไม่ต้องดูทั้งเรื่อง หรือ แม้แต่จะทำให้ Download เพื่อเก็บไว้ดูภายหลังก็ได้  หรือ แม้แต่การชมออนไลน์ก็มี function ให้สามารถเลือก foward หรือ reply / play  back ได้</li>
<li>ความสามารถในการจัดเก็บสารหรือสิ่งที่ต้องการรับตามความสนใจ เช่น การมี RSS  Feed ที่เมื่อสมัครสมาชิก Feed ที่ต้องการรับข่าวสาร เนื้อหา หรือ สื่อนั้น  ก็จะมีการอัพเดทให้ทราบ และ สามารถติดตามรับสารนั้นได้อย่างสม่ำเสมอ  โดยไม่จำเป็นต้องเข้าไปที่หน้าเว็บไซด์ต้นทางทุกครั้งก็ได้ สร้างความสะดวก และ  ให้อำนาจในการควบคุมการรับมากขึ้น</li>
</ul>
<p><img src="http://i25.photobucket.com/albums/c67/imice/downloadable.jpg" alt="" width="411" height="343" /></p>
<p><img style="margin: 0px 0px 0px 8px; display: inline; width: 259px; height: 188px;" src="http://i25.photobucket.com/albums/c67/imice/share.jpg" alt="" align="right" />2. <span style="color: #ff8000; font-size: small;"><strong>สร้างการโต้ตอบ แลกเปลี่ยน และ  สร้างเนื้อหาของตัวเอง</strong></span> จากเดิมที่การสื่อสารออนไลน์มีลักษณะของการที่ผู้ใช้รับสาร หรือ  รับข้อมูลจากสิ่งที่เจ้าของเว็บไซด์จัดไว้ให้เท่านั้น ปัจจุบันในยุคของ Web 2.0  การสื่อสารออนไลน์เปลี่ยนไปในลักษณะการสื่อสารสองทางมากขึ้น  คนสามารถเข้ามาแสดงความเห็น ตอบโต้ แลกเปลี่ยนเรื่องราวระหว่างกันได้ ผ่านระบบ การ  Comment, Webboard, Chatroom สิ่งนี้ทำให้เกิดการพูดคุย การตอบโต้ และ การรวมกลุ่ม</p>
<p>นอกจากนั้น ผู้ใช้ ยังสามารถสร้างเนื้อหาของตัวเองตามที่ต้องการ หรือ ที่สนใจ  เข้าไปในอินเตอร์เน็ตได้ด้วย เพราะฉะนั้น ผู้รับสาร ไม่ใช่ Passive User  แต่กลายเป็น Active User ไป ผ่านเครื่องมืออย่าง Blog, Podcast, Youtube,  Wikipedia, Social Networking เป็นต้น</p>
<p>ต้องนั้น จำไว้ว่า ในการจะทำให้คนสามารถ “ควบคุมการรับและสร้างสื่อ” รวมทั้ง  “สร้างการโต้ตอบ” ในการสื่อสารออนไลน์นั้น การสร้างสื่อ  จำเป็นต้องคำนึงว่าจะต้องสามารถ</p>
<p><strong><span style="color: #ff0080;">download ได้ / email ได้ / blog ได้ / comment ได้  /</span></strong></p>
<p><strong><span style="color: #ff0080;">คนทำสื่อต้องคิดว่า เราจะตอบสนองสิ่งนี้ได้อย่างไร  เช่น</span></strong></p>
<ul>
<li><span style="color: #ff0080;"><span style="color: #000040;">เอาสื่อของเราไปไว้ในที่ที่คนจะดู  จะหาเจอ เช่น วิดีโอ ก็ไว้ใน youtube เป็นต้น</span></span></li>
<li><span style="color: #000040;">สื่อมวลชนอาจให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึง วัตถุดิบ (raw  material) ของงานสื่อตัวเองได้ เพื่อก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิด อภิปราย  นำเสนอเรื่องที่เกี่ยวข้อง รวมถึงร่วมกันตรวจสอบความถูกต้อง  ซึ่งอาจนำไปสู่การพัฒนาเรื่องที่สมบูรณ์มากขึ้นได้ด้วย</span></li>
<li><span style="color: #000040;">การผลิตสื่อของสื่อมวลชนไม่ใช่เพียงการสร้างสื่อเดียวอีกต่อไป  แต่เพื่อตอบสนองความต้องการของ user ในรูปแบบที่ต่างไป  สื่อมวลชนควรสร้างสื่อในลักษณะ multimedia ในเรื่องๆ หนึ่งที่ทำ อาจทำเป็นทั้ง  บทความ video, podcast, รูปภาพ  และเปิดโอกาสให้คนรับสารเลือกรับในรูปแบบที่เขาต้องการได้</span></li>
<li><span style="color: #000040;">รวมถึง คนผลิตสื่อออนไลน์ต้องคิดค้นวิธีที่จะ “ดึงดูด”  ผู้ใช้ให้เกาะติดสิ่งที่ต้องการนำเสนอ และ ติดตามเรื่องอื่นๆ ของเราให้ได้ เช่น  การสร้างการมีส่วนร่วม ให้ส่งเรื่องราวของเขา ให้ร่วมตั้งคำถาม ให้ร่วมหาคำตอบ  เป็นต้น</span></li>
</ul>
<p>เมื่อคนควบคุมการสื่อสารได้ โดยสามารถแสดงความเห็น แลกเปลี่ยนความคิด พูดคุย และ  สร้างเนื้อหาของตัวเองให้คนอื่นอ่านได้ ก็นำไปสู่  หลักสุดท้ายของการสื่อสารออนไลน์นั่นคือ “Community &amp; Converstation”</p>
<p><span style="color: #000000;"><strong><span style="font-size: medium;">สื่อสารออนไลน์ ชวนสนทนา (Conversation)  สู่การสร้างชุมชน (Community)</span></strong></span></p>
<p>ในเมื่อลักษณะของการสื่อสารออนไลน์ สามารถสร้างบนสนทนา เช่น ให้ comment  ให้แลกเปลี่ยนความเห็น หรือ เสนอเรื่องของตัวเองให้คนอื่นได้  ก็ทำให้มีการสื่อสารกันอย่างกว้างขวาง บางครั้ง บางเรื่อง  ยังนำไปสู่การสนทนาได้ทั้งในระดับตัวต่อตน เป็นกลุ่มเล็ก หรือ  ขยายวงไปสู่การสร้างชุมชนออนไลน์ของคนที่ชอบอะไรๆ เหมือนกันได้ด้วย</p>
<p>ดังนั้น  ในการสร้างสื่ออะไรก็ตามบนอินเตอร์เน็ตก็ต้องคำนึงถึงการเปิดโอกาสให้มีการสนทนาด้วย  เพราะนั่นเป็นลักษณะพิเศษของการสื่อสารออนไลน์ รวมถึงสามารถขยายวงความรู้  ความสนใจให้กว้างขวางได้</p>
<p><strong>คนบนเน็ตไม่ใช่แค่ผู้รับ แต่คือผู้ส่ง และ แหล่งข้อมูล</strong></p>
<p>การสื่อสารบนอินเตอร์เน็ตทำให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆ  ได้ใกล้เคียงกับสื่อมวลชน เขาสามารถสร้างสื่อได้ด้วยตัวเอง ดังนั้น  การเข้าถึงข้อมูล อำนาจในการผลิตสื่อ ของสื่อมวลชนเป็นข้อได้เปรียบที่น้อยลง  คนทั่วไปมีบทบาทมากขึ้น และ  อาจมีข้อมูลหรือสร้างสื่อที่ดีได้มากกว่าสื่อมวลชนด้วยซ้ำในบางเรื่อง</p>
<p>ดังนั้น การปรับตัวของคนสื่อก็คือ ต้องเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่าง “สื่อมวลชน”  กับ “ชุมชนออนไลน์” ให้ได้  ทำได้ทั้งตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของการสนทนาร่วมกับชุมชนออนไลน์ เช่น การเขียน blog  ร่วมใน forum, webboard อัพเดทข้อมูลผ่าน twitter สร้างเครือข่ายผ่าน Social  Network ต่างๆ …….</p>
<p>การขยายเครือข่ายเช่นนี้ จะมีประโยชน์ทำให้ มิติ ในการเข้าถึงข้อมูล และ  การมองหาประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่องานสื่อสารมวลชนทำได้กว้าง และ  หลากหลายมากขึ้นด้วย</p>
<p>อย่าลืมว่า การสื่อสารที่ดีควรทำสองทาง ถ้าสร้างสื่อให้มีคนมาตอบโต้เรา  เราเองก็ต้องร่วมในการสนทนานั้น ถ้าให้คนมาแลกเปลี่ยนข้อมูล  เราก็ต้องมีการตอบโต้กับเขา เพื่อให้การสนทนานั้นดำเนินต่อไป  เป็นเครือข่ายที่ไม่จบสิ้น</p>
<p>ลักษณะนี้ สื่อมวลชนต้อง comment, respond, link, open up (อ้างจาก <a title="http://onlinejournalismblog.com/2008/09/18/basic-principles-of-online-journalism-c-is-for-community-conversation-pt2-conversation/" href="http://onlinejournalismblog.com/2008/09/18/basic-principles-of-online-journalism-c-is-for-community-conversation-pt2-conversation/">http://onlinejournalismblog.com/2008/09/18/basic-principles-of-online-journalism-c-is-for-community-conversation-pt2-conversation/</a>)  หากทำเช่นนี้ จะทำให้</p>
<ul>
<li>เรื่องที่จะทำได้มาซึ่งข้อมูลที่หลากหลาย รวมถึง  อาจได้ข้อมูลเชิงลึกจากคนในพื้นที่อย่างที่คุณอาจคิดไม่ถึง</li>
<li>การมีส่วนร่วม และ อัพเดทข้อมูล สื่อสารกันตลอดเวลา  จะทำให้เราได้รับการแจ้งเรื่อง ณ  เวลาที่เกิดบางสิ่งบางอย่างขึ้นจากแหล่งข่าวของเราในชุมชนออนไลน์อย่างรวดเร็วด้วย  รวมถึงสามารถเข้าใจเรื่องราวของมันได้ชัดเจน เพราะว่ามีคนที่เกี่ยวข้องโดยตรง หรือ  คนในพื้นที่ ถ่ายทอดสิ่งนั้นให้เรารู้ด้วยตัวเขาเอง</li>
<li>ในการอภิปรายเกี่ยวกับงานของขึ้น ก็เป็นการ ทำให้คนได้อ่าน ได้รู้สิ่งที่คุณทำ  คุณเขียนไปพร้อมๆ กันด้วย</li>
</ul>
<p>ทั้งหมดนี้คือหลักเบื้องต้นของสื่อออนไลน์ที่ “สื่อมวลชน” น่าจะรู้ไว้  เพื่อปรับตัวเองให้ตอบรับสื่อนี้ได้ และ ใช้เพื่อการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ  และเกิดประโยชน์ต่อสังคมมากที่สุด</p>
<p><strong>Link เพิ่มเติมที่น่าสนใจ</strong></p>
<p><a href="http://onlinejournalismblog.com/">http://onlinejournalismblog.com/</a> :  ข่าวสาร ความรู้เกี่ยวกับ Online Journalism</p>
<p><a href="http://www.ojr.org/">http://www.ojr.org/</a> : Online Journalism  Review ข้อมูลน่าสนใจเกี่ยวกับการสื่อสารออนไลน์</p>
<p style="text-align: center;">&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;</p>
<p><img class="alignleft" style="border: 0pt none; margin: 10px;" title="Sakulsri Srisaracam" src="http://blogologynet.com/wp-content/uploads/2009/08/Sakulsri-Srisaracam.jpg" alt="Sakulsri Srisaracam" width="77" height="77" /><strong>สกุลศรี  ศรีสารคาม</strong> อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์   ศิษย์เก่าวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน เกียรตินิยม (วิทยุและโทรทัศน์) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,M.A. Journalism (International) University of Westminster, UK</p>
<p><strong>ดู  Slides Presentation</strong> ของ สกุลศรี ศรีสารคาม เรื่องเกี่ยวกับ สื่อสารมวลชนได้ที่ <a href="http://www.slideshare.net/ajarnice">slideshare.net/ajarnice</a></p>
<p><strong>ดู บล็อก</strong> ของ สกุลศรี ศรีสารคาม ได้ที่  <a href="http://www.oknation.net/blog/ajarnice">oknation.net/blog/ajarnice</a></p>
<p>บทความ ที่นำมาเผยแพร่ใน <a href="http://blogologynet.com">Blogologynet.com</a> นี้ได้รับอนุญาตจากผู้เขียนแล้ว</p>
<p><script type="text/javascript">
<!--
ad_partner="200808194329222";
ad_website="200808198734149";
ad_zone="200808191268251";
ad_format="200804224875250250";
ad_type="tm";
ad_color_border="FFFFFF";
ad_color_bg="FFFFFF";
ad_background="";
ad_color_title="0000CC";
ad_color_text="000000";
ad_color_url="22608F";
//-->
</script><br />
<script type="text/javascript" src="http://ads.bumq.com/ad_show2.js"></script></p>
<p class="akst_link"><a href="http://blogologynet.com/?p=949&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_949" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://blogologynet.com/the-principle-of-online-journalism-02" title="หลักการเบื้องต้นการสื่อสารมวลชนออนไลน์ ตอนที่ 2 (26 August 2009)">หลักการเบื้องต้นการสื่อสารมวลชนออนไลน์ ตอนที่ 2</a> (0)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/the-principle-of-online-journalism-01" title="หลักการเบื้องต้นการสื่อสารมวลชนออนไลน์ ตอนที่ 1 (26 August 2009)">หลักการเบื้องต้นการสื่อสารมวลชนออนไลน์ ตอนที่ 1</a> (0)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/online-journal" title="Online Journalism : นิเทศศาสตร์ออนไลน์ คืออะไร (16 June 2009)">Online Journalism : นิเทศศาสตร์ออนไลน์ คืออะไร</a> (4)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/launching-media-blog" title="แตกบล็อกออกไปเป็น &#8220;สื่อและสาร&#8221; (21 June 2010)">แตกบล็อกออกไปเป็น &#8220;สื่อและสาร&#8221;</a> (0)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/media-rule-and-law" title="นวัตกรรมสื่อ : เทคโนโลยี พฤติกรรม และ จริยธรรมของสื่อมวลชน (1) (20 May 2008)">นวัตกรรมสื่อ : เทคโนโลยี พฤติกรรม และ จริยธรรมของสื่อมวลชน (1)</a> (0)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogologynet.com/the-principle-of-online-journalism-03/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สื่อมวลชนออนไลน์: จะเป็น Gatekeeper หรือ Gateway ของข้อมูลข่าวสาร</title>
		<link>http://blogologynet.com/online-media-is-katekeeper-or-gateway</link>
		<comments>http://blogologynet.com/online-media-is-katekeeper-or-gateway#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 21 Jun 2009 04:00:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[สื่อสารมวลชน]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้รักษาประตู]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อมวลชนออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[Gatekeeper]]></category>
		<category><![CDATA[iReport.com]]></category>
		<category><![CDATA[Wikipedia.org]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.blogologynet.com/?p=907</guid>
		<description><![CDATA[
บทบาทของสื่อออนไลน์คือเว็บไซต์ข่าวต่างๆในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารนับวันแต่จะเพิ่มมากขึ้น  และมีอิทธิพลต่อการรับรู้ของผู้คนที่เข้าถึงสื่อชนิดนี้เป็นจำนวนมาก  จนเรียกได้ว่าสื่อออนไลน์ในปัจจุบันนี้ ได้กลายเป็นสื่อสารมวลชนแขนงหนึ่ง คือ สื่อสารมวลชนออนไลน์ (Online Journal) โดยสมบูรณ์แล้ว
ความรวดเร็วของข้อมูลข่าวสารเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนนิยมรับรู้ข่าวสารจากสื่อออนไลน์   โดยเฉพาะอย่างยิ่งเว็บไซต์ข่าวที่เปิดให้ผู้อ่านมีส่วนร่วมในการเสนอข่าวสารในลักษณะเป็น ผู้สื่อข่าวภาคพลเมือง (Citizen Reporter) ที่สามารถส่งข่าวหรือข้อมูลได้โดยอิสระนั้น  ยิ่งทำให้การไหลเวียนของข้อมูลข่าวสารเพิ่มความรวดเร็วขึ้น
แต่การเพิ่มขึ้นของข้อมูลข่าวสารในลักษณะดังกล่าว แม้จะมีความรวดเร็วตอบสนองความต้องการในการรับรู้ข่าวสารใหม่ล่าสุดทันเหตุการณ์ของผู้อ่านได้  แต่ข้อเสียก็คือ  ข้อมูลข่าวสารเหล่านั้นขาดการกลั่นกรอง ตรวจสอบ  ว่ามีความเป็นจริงเพียงใดหรือไม่  ทำให้เสี่ยงต่อการคลาดเคลื่อนของข้อมูลข่าวสาร ซึ่งทำให้เกิดความเข้าใจผิด จนอาจนำไปสู่ความเสียหายอย่างหนึ่งอย่างใดขึ้นได้  ซึ่งเท่าที่ผ่านมา ก็เกิดความเสียหายจากข้อมูลข่าวสารที่ไม่ตรงความเป็นจริงขึ้นมาแล้ว ซึ่งจะขอยกตัวอย่างมาประกอบสัก 2 กรณี คือ

กรณีแรก  ข่าวการเสียชีวิตของสตีฟ จ็อบส์ (Steve Jobs) ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทแอปเปิล ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ทางด้านคอมพิวเตอร์ของสหรัฐเสียชีวิต  โดยข่าวนี้ถูกเผยแพร่ในเว็บไซต์ข่าวไอรีพอร์ต (iReport.com) ซึ่งเป็นเว็บไซต์ข่าวในลักษณะเป็นสื่อภาคพลเมือง (Citizen Journal) โดยนักข่าวพลเมืองซึ่งก็คือสมาชิกของเว็บไซต์ส่งข่าวเผยแพร่ได้ด้วยตัวเอง  เหตุเกิดขึ้นเมื่อช่วงกลางปี [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://blogologynet.com/wp-content/uploads/2009/06/news-online.jpg"><img class="alignleft size-full wp-image-908" style="border: 0pt none; margin: 10px;" title="news-online" src="http://blogologynet.com/wp-content/uploads/2009/06/news-online.jpg" alt="news-online" width="268" height="227" /></a></p>
<p style="text-align: justify;">บทบาทของสื่อออนไลน์คือเว็บไซต์ข่าวต่างๆในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารนับวันแต่จะเพิ่มมากขึ้น  และมีอิทธิพลต่อการรับรู้ของผู้คนที่เข้าถึงสื่อชนิดนี้เป็นจำนวนมาก  จนเรียกได้ว่าสื่อออนไลน์ในปัจจุบันนี้ ได้กลายเป็นสื่อสารมวลชนแขนงหนึ่ง คือ<span style="color: #0000ff;"> <strong><a href="http:/online-journal/">สื่อสารมวลชนออนไลน์ (Online Journal)</a></strong> </span>โดยสมบูรณ์แล้ว</p>
<p style="text-align: justify;">ความรวดเร็วของข้อมูลข่าวสารเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนนิยมรับรู้ข่าวสารจากสื่อออนไลน์   โดยเฉพาะอย่างยิ่งเว็บไซต์ข่าวที่เปิดให้ผู้อ่านมีส่วนร่วมในการเสนอข่าวสารในลักษณะเป็น<span style="color: #0000ff;"><a href="http:/blog-and-communication-theory/"> <strong>ผู้สื่อข่าวภาคพลเมือง (Citizen Reporter)</strong></a></span><strong> </strong>ที่สามารถส่งข่าวหรือข้อมูลได้โดยอิสระนั้น  ยิ่งทำให้การไหลเวียนของข้อมูลข่าวสารเพิ่มความรวดเร็วขึ้น</p>
<p style="text-align: justify;">แต่การเพิ่มขึ้นของข้อมูลข่าวสารในลักษณะดังกล่าว แม้จะมีความรวดเร็วตอบสนองความต้องการในการรับรู้ข่าวสารใหม่ล่าสุดทันเหตุการณ์ของผู้อ่านได้  แต่ข้อเสียก็คือ  ข้อมูลข่าวสารเหล่านั้นขาดการกลั่นกรอง ตรวจสอบ  ว่ามีความเป็นจริงเพียงใดหรือไม่  ทำให้เสี่ยงต่อการคลาดเคลื่อนของข้อมูลข่าวสาร ซึ่งทำให้เกิดความเข้าใจผิด จนอาจนำไปสู่ความเสียหายอย่างหนึ่งอย่างใดขึ้นได้  ซึ่งเท่าที่ผ่านมา ก็เกิดความเสียหายจากข้อมูลข่าวสารที่ไม่ตรงความเป็นจริงขึ้นมาแล้ว ซึ่งจะขอยกตัวอย่างมาประกอบสัก 2 กรณี คือ</p>
<p style="text-align: justify;"><span id="more-907"></span></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>กรณีแรก </strong> ข่าวการเสียชีวิตของสตีฟ จ็อบส์ (Steve Jobs) ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทแอปเปิล ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ทางด้านคอมพิวเตอร์ของสหรัฐเสียชีวิต  โดยข่าวนี้ถูกเผยแพร่ในเว็บไซต์ข่าว<span style="color: #0000ff;"><a href="http://www.ireport.com"><strong>ไอรีพอร์ต</strong> (iReport.com)</a></span> ซึ่งเป็นเว็บไซต์ข่าวในลักษณะเป็นสื่อภาคพลเมือง (Citizen Journal) โดยนักข่าวพลเมืองซึ่งก็คือสมาชิกของเว็บไซต์ส่งข่าวเผยแพร่ได้ด้วยตัวเอง  เหตุเกิดขึ้นเมื่อช่วงกลางปี 2551 โดยฝีมือเด็กหนุ่มชาวอเมริกันอายุ 18 ปี  ข่าวดังกล่าวทำให้หุ้นของบริษัทแอปเปิลที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ตกลงถึง 10 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นมูลค่านับพันล้านเหรียญสหรัฐ</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>กรณีที่สอง</strong> การเผยแพร่ข้อมูลปลอมในเว็บไซต์<span style="color: #0000ff;"><a href="www.wikipedia.org/ "><strong>สารานุกรมเสรีวิกิพีเดีย </strong>(wikipedia.org) </a></span>โดยนักศึกษาชาวไอริชชื่อเชน ฟิตเจอรัลด์ (Shane Fitzgerald) อายุ 22 ปี ที่วิจัยเรื่อง&#8221;โลกาภิวัฒน์&#8221; (globalization) ด้วยการใส่ข้อมูลปลอมลงในเว็บไซต์สารานุกรมวิกิพีเดีย โดยข้อมูลปลอมที่ใส่ไว้คือคำพูดของนักประพันธ์เพลงชาวฝรั่งเศสนาม Maurice Jarre ซึ่งเป็นนักแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลออสการ์ 3 ครั้งจากภาพยนตร์เรื่อง Lawrence of Arabia (1962) Doctor Zhivago (1965) ละ A Passage to India (1984) และเพิ่งเสียชีวิตด้วยวัย 84 ปี เมื่อเดือนมีนาคม 2552  มาปรากฏว่าข้อความปลอมที่นักศึกษาคนนี้ใส่เข้าไปนั้น หนังสือพิมพ์หลงเชื่อว่าเป็นเรื่องจริงจึงนำข้อความดังกล่าวไปตีพิมพ์เผยแพร่ และถูกนำไปเผยแพร่บนเว็บไซต์หลายภาษาทั่วโลกอีกด้วย  จนนักศึกษาคนดังกล่าวต้องออกมาเผยความจริงว่าตนเป็นคนใส่ข้อมูลปลอมเข้าไป เพื่อให้คนที่หลงเชื่อว่าเป็นความจริงได้เข้าใจและแก้ไขให้ถูกต้อง</p>
<p style="text-align: justify;">เหตุการณ์ทั้งสองเหตุการณ์ดังกล่าว  ได้ก่อเกิดความเสียหายขึ้นอย่างชัดเจน ในกรณีของสตีฟ จ็อบส์ นั้น  ความเสียหายก็คือมูลค่าหุ้นของบริษัทแอปเปิลลดลง 10 เปอร์เซ็น เป็นเงินนับพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ย่อมทำให้ผู้ถือหุ้นสูญเสียประโยชน์อย่างชัดเจน  แม้ว่าเว็บไซต์ดังกล่าวทางเจ้าของคือสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น (CNN) ได้ประกาศหลักการไว้ก่อนแล้วว่า ไม่รับประกันความถูกต้องของข้อมูลข่าวสารที่เผยแพร่ผ่าน iReport.com จนกว่าจะตรวจสอบความถูกต้องแล้วนำไปเผยแพร่ผ่าน CNN จึงจะถือว่าเป็นข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องสมบูรณ์ (iReport.com is a user-generated site. That means the stories submitted by users are not edited, fact-checked or screened before they post. Only stories marked &#8220;On CNN&#8221; have been vetted for use in CNN news coverage) ก็ตาม  แต่ในฐานะที่เป็นสื่อ CNN ไม่น่าที่จะปัดความรับผิดชอบไปได้  และสมควรหรือไม่ที่ประกาศหลักการเช่นนั้น ไม่ว่าเว็บไซต์นั้นจะเป็นเว็บไซต์ข่าวสารประเภทใดก็ตาม</p>
<p style="text-align: justify;">ส่วนในกรณีของเว็บไซต์สารานุกรมวิกิพีเดีย ที่นักศึกษาชาวไอริชใส่ข้อมูลปลอมเข้าไปโยอ้างว่าเป็นการทดลองการวิจัยนั้น  หากพิจารณาให้ลึกซึ้งแล้ว ย่อมเห็นได้ว่า กรณีนี้ก่อให้เกิดความเสียหายได้มากกว่ากรณีของสตีฟ      จ็อบส์  เพราะเป็นความเสียหายที่เกี่ยวข้องกับปัญญาความรู้  หากข้อมูลปลอมที่ใส่เข้าไปเป็นข้อมูลความรู้ในเรื่องสำคัญ อันจะมีผลต่อการรับรู้ ทัศนคติ ความเชื่อของคนเป็นอย่างมาก  และถูกนำไปอ้างอิงเผยแพร่ในวงกว้างจนไม่อาจที่จะแก้ไขได้หมด  ย่อมต้องก่อให้เกิดความเสียหายติดตามมาอย่างแน่นอน</p>
<p style="text-align: justify;">สื่อไม่ว่าจะเป็นสื่อประเภทใดย่อมมีหน้าที่เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่มีความเที่ยงตรง ถูกต้องและเป็นประโยชน์แก่ผู้รับ  นี่เป็นหลักการอันสำคัญที่สุดของสื่อ  ด้วยการกลั่นกรอง ตรวจสอบ พิจารณาอย่างรอบคอบก่อนจะเผยแพร่สู่สาธารณะ  ด้วยเหตุนี้จึงเกิดแนวคิดการทำหน้าที่กลั่นกรองข้อมูลข่าวสารของสื่อก่อนจะเผยแพร่สู่สาธารณะว่าเป็น “ผู้รักษาประตู”  (Gatekeeper) มีหน้าที่ตรวจสอบว่าใคร (ข้อมูลข่าวสาร) คนใดบ้างที่ควรจะผ่านประตูเข้าไปในสถานที่ที่ตนเฝ้ารักษา (เผยแพร่สู่สาธารณะ) นั้นบ้าง  แต่ทั้งสองกรณีที่ยกมาข้างต้นนั้น สื่อออนไลน์กลับไม่ได้ทำหน้าที่นั้น</p>
<p style="text-align: justify;">คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ สื่อออนไลน์จะทำหน้าที่เป็น “ผู้รักษาประตู” (Gatekeeper) ซึ่งจะต้องคอยกลั่นกรองข้อมูลข่าวสารก่อนการเผยแพร่เหมือนสื่ออื่นๆ หรือจะทำหน้าที่เป็นเพียง “ทางผ่านของข้อมูลข่าวสาร”  (Gateway) เท่านั้น  ซึ่งทั้ง ireport.com และ wikipedia.org ต่างก็ทำหน้าที่เป็นทางผ่านของข้อมูลข่าวสารมากว่าจะเป็นผู้รักษาประตูตามหลักการของสื่อมวลชน</p>
<p style="text-align: justify;">จากคำถามข้างต้นนั้น ย่อมเกิดคำถามต่อเนื่องตามมาอย่างน้อย 2 คำถาม คือ</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>1.หากสื่อออนไลน์เลือกทำหน้าที่เป็นผู้รักษาประตู </strong>จะมีมาตรการใดบ้างที่ใช้ในการตรวจสอบ กลั่นกรองข้อมูลให้เที่ยงตรงเป็นที่น่าเชื่อถือได้  สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง  โดยเฉพาะสื่อออนไลน์ที่มีลักษณะเป็นสื่อภาคพลเมืองที่มีนักข่าวพลเมืองรายงานข่าวโดยอิสระอย่างเช่น ireport.com รวมถึงสารานุกรมออนไลน์วิกิพีเดียด้วย ซึ่งเปิดให้สมาชิกสามารถเขียนและแก้ไขข้อมูลข่าวสารได้อย่างเสรี ซึ่งไม่ต่างจากสื่อภาคพลเมืองอย่าง ireport.com แต่อย่างใด</p>
<p><strong><br />
2.หากสื่อออนไลน์เลือกทำหน้าที่เป็นทางผ่านข้อมูลข่าวสาร</strong> จะเป็นเรื่องที่เหมาะสมหรือไม่  ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น หากข้อมูลข่าวสารที่เผยแพร่นั้นก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคล องค์กร หรือสาธารณชน  ดังทั้งสองกรณีที่ยกมาเป็นตัวอย่าง มีการแก้ไขบรรเทาความเสียหายอย่างเหมาะสมแล้วหรือไม่</p>
<p style="text-align: justify;">นี่ย่อมเป็นคำถามที่สำคัญ ซึ่งทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งสื่อเอง องค์กรวิชาชีพสื่อ องค์กรกำกับควบคุมสื่อ  รวมถึงนักวิชาการทางด้านสื่อ  เห็นควรจะต้องตั้งคำถามและหาคำตอบในเรื่องนี้เป้นอย่างยิ่ง เพื่อที่จะได้ใช้สื่อออนไลน์ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด เพราะสื่อชนิดนี้นับวันแต่จะมีบทบาทเพิ่มมากขึ้นและมีอิทธิพลต่อการรับรู้ข่าวสารของผู้คนในวงกว้างมากขึ้น  เพราะในปัจจุบันนี้ อินเตอร์เน็ตได้กระจายสู่ชุมชนห่างไกล  เข้าถึงผู้คนในเกือบทุกพื้นที่  หากได้รับข้อมูลข่าวสารที่ไม่ต้องถูกต้องในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง อาจจะเกิดความเสียหายขึ้นได้</p>
<p style="text-align: justify;">สึนามิเกิดและก่อความเสียหายอย่างมหันต์ต่อประชาชนไทยมาแล้วทั้งๆที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ ดังนั้น อย่าให้สื่อออนไลน์กลายเป็นบ่อเกิดของสึนามิข้อมูลข่าวสารขึ้นเลย  เพราะหากเกิดขึ้นแล้วความเสียหายย่อมมีตามมาไม่น้อยอย่างแน่นนอน</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>คำถามข้างต้นไม่ได้ส่งถึงแค่เฉพาะสังคมไทยเท่านั้น ขอส่งไปถึงสังคมโลกทั้งมวล.</strong></p>
<p><script type="text/javascript"><!--
google_ad_client = "pub-1054503077643492";
/* 468x60, created 1/8/10 */
google_ad_slot = "0843510397";
google_ad_width = 468;
google_ad_height = 60;
//-->
</script><br />
<script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js">
</script></p>
<p class="akst_link"><a href="http://blogologynet.com/?p=907&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_907" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li>ไม่มีเรื่องในหมวดเดียวกัน เชิญอ่านเรื่องอื่นๆครับ</li>
	</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogologynet.com/online-media-is-katekeeper-or-gateway/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Online Journalism : นิเทศศาสตร์ออนไลน์ คืออะไร</title>
		<link>http://blogologynet.com/online-journal</link>
		<comments>http://blogologynet.com/online-journal#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 15 Jun 2009 17:15:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[สื่อสารมวลชน]]></category>
		<category><![CDATA[นิเทศศาสตร์ออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อมวลออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อสารออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[Online Journalism]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.blogologynet.com/?p=885</guid>
		<description><![CDATA[
นิเทศศาสตร์ออนไลน์ หรือ Online Journalism (อาจเรียกได้ว่า วารสารศาสตร์ออนไลน์ หรือ สื่อมวลชนออนไลน์ โดยมีความหมายนัยเดียวกัน)  อาจจะเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนไทย แต่เป็นเรื่องที่ฝรั่งชาติตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐอเมริการู้จักกันอย่างแพร่หลายแล้ว
นิเทศศาสตร์ออนไลน์ หรือสื่อสารมวลชนออนไลน์  ศึกษาเรื่องการสื่อสารผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ที่มีเว็บไซต์และบล็อกเป็นแหล่งเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร  เช่นเดียวกับสื่อมวลชนกระแสหลักคือ สื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ และ โทรทัศน์  โดยหลักการแล้ว  กระบวนการสื่อสารของนิเทศศาสตร์ออนไลน์หรือสื่อสารมวลชนออนไลน์  ก็เป็นเช่นเดียวกับการสื่อสารผ่านสื่ออื่นๆ  คือ มีผู้ส่งสาร ผู้รับสาร สาร และช่องทางการสื่อสาร นั่นเอง
แต่การสื่อสารแต่ละประเภทมีองค์ประกอบเฉพาะของตน  มีรายละเอียดปลีกย่อยแตกต่างกัน  นิเทศศาสตร์ออนไลน์ก็เช่นกัน  ดังนั้น การศึกษากระบวนการสื่อสารของนิเทศศาสตร์ออนไลน์จึงเป็นศาสตร์อีกแขนงหนึ่งที่เกิดมาพร้อมกับนวัตกรรมการสื่อสารที่เรียกกันว่าอินเตอร์เน็ต ซึ่งประกอบด้วยเว็บไซต์และบล็อกจำนวนนับไม่ถ้วน  เป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดสารสู่ผู้ เช่นเดียวกับหนังสือพิมพ์ สถานีวิทยุ หรือสถานีโทรทัศน์

ในประเทศตะวันตกมีการใช้ประโยชน์จากอินเตอร์เน็ตอย่างกว้างขวาง  ทั้งด้านความบันเทิง การศึกษา การค้นคว้า  อินเตอร์เน็ตเป็นแหล่งเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสาร [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://blogologynet.com/wp-content/uploads/2009/06/online-journal00.jpg"><img class="alignleft size-full wp-image-886" style="border: 0pt none; margin: 10px 15px;" title="online-journal00" src="http://blogologynet.com/wp-content/uploads/2009/06/online-journal00.jpg" alt="online-journal00" width="261" height="318" /></a></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>นิเทศศาสตร์ออนไลน์</strong> หรือ <strong>Online Journalism </strong>(อาจเรียกได้ว่า วารสารศาสตร์ออนไลน์ หรือ สื่อมวลชนออนไลน์ โดยมีความหมายนัยเดียวกัน)  อาจจะเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนไทย แต่เป็นเรื่องที่ฝรั่งชาติตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐอเมริการู้จักกันอย่างแพร่หลายแล้ว</p>
<p style="text-align: justify;">นิเทศศาสตร์ออนไลน์ หรือสื่อสารมวลชนออนไลน์  ศึกษาเรื่องการสื่อสารผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ที่มีเว็บไซต์และบล็อกเป็นแหล่งเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร  เช่นเดียวกับสื่อมวลชนกระแสหลักคือ สื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ และ โทรทัศน์  โดยหลักการแล้ว  กระบวนการสื่อสารของนิเทศศาสตร์ออนไลน์หรือสื่อสารมวลชนออนไลน์  ก็เป็นเช่นเดียวกับการสื่อสารผ่านสื่ออื่นๆ  คือ มีผู้ส่งสาร ผู้รับสาร สาร และช่องทางการสื่อสาร นั่นเอง</p>
<p>แต่การสื่อสารแต่ละประเภทมีองค์ประกอบเฉพาะของตน  มีรายละเอียดปลีกย่อยแตกต่างกัน  นิเทศศาสตร์ออนไลน์ก็เช่นกัน  ดังนั้น การศึกษากระบวนการสื่อสารของนิเทศศาสตร์ออนไลน์จึงเป็นศาสตร์อีกแขนงหนึ่งที่เกิดมาพร้อมกับนวัตกรรมการสื่อสารที่เรียกกันว่าอินเตอร์เน็ต ซึ่งประกอบด้วยเว็บไซต์และบล็อกจำนวนนับไม่ถ้วน  เป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดสารสู่ผู้ เช่นเดียวกับหนังสือพิมพ์ สถานีวิทยุ หรือสถานีโทรทัศน์</p>
<p><span id="more-885"></span></p>
<p>ในประเทศตะวันตกมีการใช้ประโยชน์จากอินเตอร์เน็ตอย่างกว้างขวาง  ทั้งด้านความบันเทิง การศึกษา การค้นคว้า  อินเตอร์เน็ตเป็นแหล่งเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสาร ความรู้แบบไม่มีขีดจำกัดทั้งด้านเวลาและสถานที่  ดังนั้น  จึงเป็นเครื่องมือสื่อสารที่สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่เคยมีมา</p>
<p>ความสมบูรณ์แบบของการสื่อสารผ่านอินเตอร์เน็ต เห็นได้จากการที่มันสามารถทำหน้าที่สื่อทุกประเภทในตัวเอง  นั่นคือ เป็นได้ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ ทั้งวิทยุ และโทรทัศน์  โดยผสมผสานวิธีการและคุณสมบัติของสื่อทุกแขนงเข้าไว้ในเครือข่ายให้สามารถเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสม  ดังนั้น เว็บไซต์และบล็อกหนึ่งๆ จึงเป็นได้ทุกสื่อในเวลาเดียวกัน หากผู้ใช้งานมีความประสงค์เช่นนั้น</p>
<p>เมื่อมีการใช้งานอินเตอร์เน็ตหรือสื่อสารมวลชนออนไลน์ หรือนิเทศศาสตร์ออนไลน์อย่างกว้าง สิ่งที่ตามมาก็คือ การศึกษาค้นคว้าถึงวีการที่ทำให้การสื่อสารผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น มีการศึกษา วิเคราะห์ วิจัย รวบรวมข้อมูลเป็นองค์ความรู้เกี่ยวกับนิเทศศาสตร์ออนไลน์หรือสื่อมวลชนออนไลน์ขึ้น  เปิดการเรียนการสอนในระดับมหาวิทยาลัย  มีงานวิจัยและตำราเกี่ยวกับสื่อมวลชนออนไลน์เผยแพร่เป็นจำนวนมาก  ทั้งในรูปสื่อสิ่งพิมพ์และในรูปสื่อออนไลน์  เช่น มหาวิทยาลัยเท็กซัสแห่งออสติน (University of Texas at Austin) มีงานวิจัยเกี่ยวกับสื่อสารมวลชนออนไลน์เผยแพร่อยู่เป็นอันมาก ซึ่งงานวิจัยดังกล่าวได้รวบรวมผลงานของนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยต่างๆมารวมไว้ให้ศึกษา</p>
<p>หากมีการเรียนการสอนในเรื่องสื่อสารมวลชน หรือนิเทศศาสตร์ออนไลน์ขึ้นในประเทศไทย ย่อมจะเป็นคุณอันใหญ่หลวงที่จะเป็นแรงผลักดันให้คนไทยเห็นความสำคัญและเรียนรู้เพื่อใช้งานสื่อออนไลน์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น Blogologynet.com เป็นสื่อออนไลน์อีกแห่งหนึ่งที่มีเป้าหมายในการสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับบล็อกอันเป็นหนึ่งในเครื่องมือของนิเทศศาสตร์ออนไลน์ขึ้นมา  จึงตั้งใจไว้ว่า  ค้นคว้าข้อมูลเพื่อนำมาเผยแพร่ให้ได้รับรู้และศึกษากันเท่าที่จะสามารถทำได้  ซึ่งจะได้นำเสนอในโอกาสต่อไป</p>
<p>การเรียนรู้อย่างเป็นระบบในสถานศึกษาย่อมมีประโยชน์เป็นอันมากทั้งต่อผู้เรียนและต่อประเทศชาติ  แต่เมื่อยังไม่มีการศึกษาที่เป็นระบบก็ต้องช่วยกันเกื้อหนุนส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้นอกระบบให้มากที่สุด  การเผยแพร่ความรู้ผ่านเว็บไซต์หรือบล็อกจึงเป็นสิ่งสำคัญ  ขอเชิญท่านทั้งหลายช่วยกันคนละนิดคนละหน่อย เท่านี้ก็จะเกิดประโยชน์ยิ่งแล้ว.</p>
<p>&#8230;</p>
<p><strong>เพิ่มเติม :</strong> เป็นที่น่ายินดีสำหรับผู้สนใจเรื่องนี้ ที่มีอาจารย์ทางด้านนิเทศศาสตร์ ได้เปิดบล็อกเผยแพร่ความรู้เรื่อง Online Journal แล้ว โดยใช้ชื่อบล็อกว่า &#8220;บันทึกอาจารย์นิเทศศาสตร์&#8221; อ่านได้ที่  <a href="http://www.oknation.net/blog/ajarnice/"><span style="color: #0000ff;">http://www.oknation.net/blog/ajarnice/</a></span></p>
<p><script type="text/javascript"><!--
google_ad_client = "pub-1054503077643492";
/* 468x60, created 1/8/10 */
google_ad_slot = "8533796720";
google_ad_width = 468;
google_ad_height = 60;
//-->
</script><br />
<script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js">
</script></p>
<p class="akst_link"><a href="http://blogologynet.com/?p=885&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_885" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://blogologynet.com/the-principle-of-online-journalism-03" title="หลักการเบื้องต้นการสื่อสารมวลชนออนไลน์ ตอนที่ 3 (26 August 2009)">หลักการเบื้องต้นการสื่อสารมวลชนออนไลน์ ตอนที่ 3</a> (0)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/the-principle-of-online-journalism-02" title="หลักการเบื้องต้นการสื่อสารมวลชนออนไลน์ ตอนที่ 2 (26 August 2009)">หลักการเบื้องต้นการสื่อสารมวลชนออนไลน์ ตอนที่ 2</a> (0)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/the-principle-of-online-journalism-01" title="หลักการเบื้องต้นการสื่อสารมวลชนออนไลน์ ตอนที่ 1 (26 August 2009)">หลักการเบื้องต้นการสื่อสารมวลชนออนไลน์ ตอนที่ 1</a> (0)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogologynet.com/online-journal/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>บทสำรวจจรรยาบรรณของสื่อมวลชนไทยและคำถามเรื่องจริยธรรม</title>
		<link>http://blogologynet.com/thai-mass-media-responsibility</link>
		<comments>http://blogologynet.com/thai-mass-media-responsibility#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 20 May 2009 03:33:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator></dc:creator>
				<category><![CDATA[สื่อสารมวลชน]]></category>
		<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[จรรยาบรรณสื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[จริยธรรมสื่อมวลชน]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.blogologynet.com/?p=848</guid>
		<description><![CDATA[
สื่อมวลชนมีหน้าที่ในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ให้ความรู้  สร้างความบันเทิง เผยแพร่เหตุการณ์ต่างๆให้ประชาชนได้รับรู้  ภายใต้กรอบแห่งจรรยาบรรณและจริยธรรม  ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชนหรือสาธารณชนได้ประโยชน์สูงสุด  จากข้อมูลข่าวสารที่สื่อได้เผยแพร่ออกมานั้น
บทความนี้มุ่งสำรวจข้อกำหนดเรื่องจรรยาบรรณของสื่อมวลชน รวมไปถึงจริยธรรม และการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ซึ่งจำกัดขอบเขตไว้ที่สื่อ 3 ประเภท คือ หนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์  เพราะเป็นสื่อที่เข้าถึงการรับรู้ของสาธารณชนอย่างกว้าง  มีอิทธิพลต่อการรับรู้ข่าวสารของประชาชน  และเป็นที่ยอมรับกันว่าเป็นสื่อกระแสหลักในปัจจุบัน  แม้จะมีสื่อสมัยใหม่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก เช่น สื่ออินเตอร์เน็ต  วิทยุชุมชน  โทรทัศน์ดาวเทียม เคเบิลทีวี  เป็นต้น แต่ก็ยังไม่สามารถเข้าถึงการรับรู้ของประชาชนอย่างกว้างขวางเท่าสื่อกระแสหลัก  จึงไม่นำมาเป็นส่วนหนึ่งของศึกษา  เว้นแต่จะกล่าวถึงบ้างในบางกรณีที่เกี่ยวข้องกัน

ก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหาของการสำรวจข้อกำหนดเรื่องจรรยาบรรณและจริยธรรมของสื่อมวลชน จะขอทำความเข้าใจเรื่องความหมายของจรรยาบรรณและจริยธรรมเพื่อความเข้าใจร่วมกันก่อน  ดังนี้
จรรยาบรรณ  พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525  ให้ความหมายว่า  “ประมวลความประพฤติที่ผู้ประกอบอาชีพการงานแต่ละอย่างกำหนดขึ้น เพื่อรักษาและส่งเสริมเกียรติคุณชื่อเสียงและฐานะของสมาชิก อาจเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ก็ได้” [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://blogologynet.com/wp-content/uploads/2009/05/media.jpg"><img class="alignleft size-full wp-image-849" style="border: 0pt none; margin: 10px 20px;" title="media" src="http://blogologynet.com/wp-content/uploads/2009/05/media.jpg" alt="media" width="178" height="207" /></a></p>
<p>สื่อมวลชนมีหน้าที่ในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ให้ความรู้  สร้างความบันเทิง เผยแพร่เหตุการณ์ต่างๆให้ประชาชนได้รับรู้  ภายใต้กรอบแห่งจรรยาบรรณและจริยธรรม  ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชนหรือสาธารณชนได้ประโยชน์สูงสุด  จากข้อมูลข่าวสารที่สื่อได้เผยแพร่ออกมานั้น</p>
<p>บทความนี้มุ่งสำรวจข้อกำหนดเรื่องจรรยาบรรณของสื่อมวลชน รวมไปถึงจริยธรรม และการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ซึ่งจำกัดขอบเขตไว้ที่สื่อ 3 ประเภท คือ หนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์  เพราะเป็นสื่อที่เข้าถึงการรับรู้ของสาธารณชนอย่างกว้าง  มีอิทธิพลต่อการรับรู้ข่าวสารของประชาชน  และเป็นที่ยอมรับกันว่าเป็นสื่อกระแสหลักในปัจจุบัน  แม้จะมีสื่อสมัยใหม่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก เช่น สื่ออินเตอร์เน็ต  วิทยุชุมชน  โทรทัศน์ดาวเทียม เคเบิลทีวี  เป็นต้น แต่ก็ยังไม่สามารถเข้าถึงการรับรู้ของประชาชนอย่างกว้างขวางเท่าสื่อกระแสหลัก  จึงไม่นำมาเป็นส่วนหนึ่งของศึกษา  เว้นแต่จะกล่าวถึงบ้างในบางกรณีที่เกี่ยวข้องกัน</p>
<p><span id="more-848"></span></p>
<p>ก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหาของการสำรวจข้อกำหนดเรื่องจรรยาบรรณและจริยธรรมของสื่อมวลชน จะขอทำความเข้าใจเรื่องความหมายของจรรยาบรรณและจริยธรรมเพื่อความเข้าใจร่วมกันก่อน  ดังนี้</p>
<p>จรรยาบรรณ  พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525  ให้ความหมายว่า  “ประมวลความประพฤติที่ผู้ประกอบอาชีพการงานแต่ละอย่างกำหนดขึ้น เพื่อรักษาและส่งเสริมเกียรติคุณชื่อเสียงและฐานะของสมาชิก อาจเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ก็ได้” ดังนั้น จรรยาบรรณของสื่อมวลชน จึงหมายถึงข้อบังคับหรือข้อตกลงร่วมกันของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนร่วมกันกำหนดขึ้น เพื่อเป็นแนวทางในการทำงาน  ในอันที่จะรักษาและส่งเสริมเกียรติคุณชื่อเสียงและฐานะของสมาชิก นั่นเอง</p>
<p>จริยธรรม  พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525  ให้ความหมายว่า  “ธรรมที่เป็นข้อประพฤติ ปฏิบัติ,ศีลธรรม,กฎศีลธรรม”  ดังนั้น จริยธรรมของสื่อมวลชนจึงหมายถึง ธรรมที่เป็นข้อประพฤติปฏิบัติของสื่อมวลชน ซึ่งก็คือ จรรยาบรรณของสื่อมวลชนนั่นเอง</p>
<p>จรรยาบรรณของสื่อมวลชนมีเจตนารมณ์เพื่อควบคุมให้สื่อมวลชน ทำงานอย่างเที่ยงตรงต่อข้อเท็จจริง ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ และยึดถือประโยชน์ของสาธารณชนเป็นใหญ่  ดังจะเห็นได้จากข้อกำหนดแห่งจรรยาบรรณของ สื่อมวลชนประเภทต่างๆที่ตราไว้อย่างละเอียด  ซึ่งหากสื่อมวลชนสามารถรักษาจริยธรรมของตนคือการปฏิบัติตามหลักแห่งจรรยาบรรณได้อย่างเต็มที่แล้ว  ย่อมจะหวังได้ว่า สาธารณชนคือคนรับข้อมูลข่าวสารย่อมจะได้ประโยชน์อย่างสูงสุดจากการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน</p>
<p>จรรยาบรรณของสื่อมวลชนไทยมีกำหนดไว้อย่างไรบ้างนั้น จะได้สำรวจโดยละเอียดในหัวข้อถัดไป</p>
<p><strong>จรรยาบรรณของสื่อมวลชนไทย</strong></p>
<p>ในเรื่องจริยธรรมของสื่อมวลชนไทยนี้  แต่ละประเภทมีองค์กรกำกับดูแลกันเองและมีการกำหนดจรรยาบรรณขึ้นไว้ให้สมาชิกปฏิบัติตาม  ดังนั้น จึงขอยกจรรยาบรรณของสื่อมวลชนประเภทต่างๆมาไว้โดยละเอียด ดังนี้</p>
<p><strong>1. จรรยาบรรณหนังสือพิมพ์</strong></p>
<p>กำหนดโดย สมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้กำหนด “จริยธรรมของสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย” เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2510 ไว้ดังนี้</p>
<p>(1) ความรับผิดชอบ (Responsibility) ได้แก่ ความรับผิดชอบต่อผลประโยชน์อันชอบธรรมของปัจเจกชน สถาบัน ประเทศชาติ ศาสนา และราชบัลลังก์ (ตรงกับหลักพุทธศาสนาคือ กิจญาณ)</p>
<p>(2) ความมีเสรีภาพ (Freedom) ได้แก่ เสรีภาพที่มีความรับผิดชอบกำกับ (ตรงกับหลักธรรมในพุทธสาสนาคือ ปวารณา หรือ ธรรมาธิปไตย)</p>
<p>(3) ความเป็นไท (Independence) ได้แก่ ความไม่ตกเป็นทาสของใครทั้งกายและจิตใจ โดยอามิสสินจ้างอื่นใด(ตรงกับหลักธรรมในพุทธศาสนาคือ ความไม่ตกเป็นทาสของอกุศลมูล)</p>
<p>(4) ความจริงใจ (Sincerity) ได้แก่ ความไม่มีเจตนาบิดเบือน ผิดพลาดต้องรีบแก้ไข (ตรงกับหลักธรรมในพุทธศาสนา คือ สัจจะ)</p>
<p>(5) ความเที่ยงธรรม (Impartiality) ได้แก่ ความไม่ลำเอียง หรือความไม่เข้าใครออกใคร (ตรงกับหลักธรรมในพุทธศาสนา คือ ความไม่มีอคติ 4 ประการ หมายถึง “ฉันทาคติ” ลำเอียงเพราะรัก “โทสาคติ” ลำเอียงเพราะชัง “ภยาคติ” ลำเอียงเพราะกลัว “โมหาคติ” ลำเอียงเพราะหลง)</p>
<p>(6) ความมีน้ำใจนักกีฬา (Fair Play) ได้แก่ การปฏิบัติดีงาม ไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล เว้นแต่จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะ (ตรงกับหลักธรรมในพุทธศาสนา คือ สุปฏิบัติ)</p>
<p>(7) ความมีมารยาท (Decency) ได้แก่ การใช้ภาษาและภาพที่ไม่หยาบโลนและลามกอนาจาร หรือส่อไปในทางดังกล่าว (ตรงกับหลักพุทธศาสนาคือ โสเจยยะ หรืออาจารย์สมบัติ)</p>
<p>นอกจาก “จริยธรรมของสามาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย” แล้ว ยังกำหนด “จรรยาบรรณหนังสือพิมพ์” ไว้อีก 7 ข้อ คือ</p>
<p>(1๑) การส่งเสริมและรักษาไว้ซึ่งเสรีภาพของหนังสือพิมพ์ เป็นภารกิจอันมีความสำคัญเหนืออื่นใดสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์</p>
<p>(2) การเสนอข่าว ภาพ หรือการแสดงความคิดเห็น ต้องเป็นไปด้วยความสุภาพ สุจริต ปราศจากความมุ่งหวังในประโยชน์ส่วนตนหรืออามิสสินจ้างใดๆ</p>
<p>(3) การเสนอข่าว ต้องเสนอแต่ความจริง พึงละเว้นการต่อเติมเสริมแต่ง หากปรากฏว่าข่าวใดๆไม่ตรงต่อความจริงต้องรีบแก้ไขโดยเร็ว</p>
<p>(4) การที่จะให้ได้ข่าว ภาพ หรือข้อมูลอย่างใดๆมาเป็นของตน ต้องใช้วิธีการที่สุภาพและซื่อสัตย์</p>
<p>(5) ต้องเคารพต่อความไว้วางใจที่ได้รับมอบหมายจากการปฏิบัติหน้าที่ในวิชาชีพของตน</p>
<p>(6) ต้องปฏิบัติหน้าที่ของตนโดยถือเอาสาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ ไม่ใช้ตำแหน่งหน้าที่แสวงหาประโยชน์ส่วนตน หรือหมู่คณะโดยมิชอบ</p>
<p>(7) ต้องไม่กระทำการใดๆอันเป็นการบั่นทอนเกียรติคุณของวิชาชีพหรือความสามัคคีของเพื่อนร่วมวิชาชีพ</p>
<p>(อ้างอิงจาก “ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสื่อมวลชน” เอกสารการสอน สาขาวิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช หน่วยที่ 9-15 )</p>
<p>ในส่วนของหนังสือพิมพ์นี้ นอกจาก จริยธรรมหรือจรรยาบรรณที่กำหนดโดย สามาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ดังข้างต้นแล้ว สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย ก็มี จรรยาบรรณของสามคมฯ ให้สมาชิกได้ยึดถือปฏิบัติเป็นหลักเดียวกัน ซึ่งใจความก็ไม่ต่างจากจรรยาบรรณของสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จึงไม่ได้ยกมาไว้ในที่นี้</p>
<p><strong>2. จรรยาบรรณสื่อวิทยุและโทรทัศน์</strong></p>
<p>กำหนดโดยสมาคมนักวิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ได้ตราประมวลจรรยาบรรณวิชาชีพนักจัดรายวิทยุและโทรทัศน์ เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2538 แบ่งเป็น 5 หมวด คือ หมวดทั่วไป หมวดจรรยาบรรณในการเสนอข่าว หมวดจรรยาบรรณในการแสดงความเห็นและการวิพากษ์วิจารณ์ หมวดจรรยาบรรณในการประกาศโฆษณา หมวดความประพฤติ ในที่นี้จะยกหมวดว่าด้วยการเสนอข่าว มาเป็นหลักในการพิจารณา คือ</p>
<p>(1) ไม่เสนอข่าวและภาพซึ่งรู้อยู่แก่ใจว่าเป็นเท็จ ไม่ว่าลักษณะใดๆ</p>
<p>(2)ไม่เสนอข่าวและภาพซึ่งทำให้ประชาชนเสียขวัญ เกิดการแตกแยกกระทบกระเทือนความมั่นคงแห่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และสัมพันธไมตรีอันดีระหว่างประเทศ</p>
<p>(3) ไม่เสนอข่าวและภาพลามกอนาจาร ซึ่งขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน</p>
<p>(4) ไม่เสนอข่าวลือและภาพไร้สาระ ชวนให้หลงเชื่องมงาย</p>
<p>(5)ไม่เสนอข่าวลือและภาพไร้สาระ</p>
<p>(6) ไม่สอดแทรกความเห็นใดๆของตนลงไปในข่าว</p>
<p>(7)ในกรณีคัดลอกข้อความจากหนังสือพิมพ์ หรือหนังสืออื่น ต้องแจ้งให้ทราบถึงแหล่งที่มาของข้อความนั้น</p>
<p>(8)  ภาษาที่ใช้ในการเสนอข่าวและการบรรยายภาพต้องสุภาพ ปราศจากความหมายในเชิงเหยียดหยาม กระทบกระเทียบ เปรียบเปรย เสียดสี</p>
<p>(9) ไม่ใช้การเสนอข่าวและภาพเป็นไปในทางโฆษณาตนเอง</p>
<p>(10) ไม่เสนอข่าวและภาพซึ่งขัดกับสาธารณประโยชน์ของประชาชน และสังคมประเทศชาติ</p>
<p>(11) ไม่เสนอข่าวและภาพซ้ำเติม ระบายสี บุคคล องค์กร สถาบัน ซึ่งตกเป็นข่าว</p>
<p>(12) ไม่เสนอข่าวและภาพ ในเชิงดูหมิ่นเหยียดหยามลัทธิความเชื่อศาสนาใดๆ</p>
<p>(13) พึงให้ความเคารพต่อสิทธิของบุคคล องค์กร และสถาบันอื่นตามกฎหมาย</p>
<p>(14) พึงรับผิดและแก้ไขโดยเปิดเผยและไม่ชักช้าถ้าเกิดความเสียหายแก่บุคคล องค์กร หรือสถาบัน ในการเสนอข่าวผิดพลาด คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง</p>
<p>(15) พึงละเว้นจากการรับอามิสสินจ้างใดๆ ให้ทำหรือละเว้นการกระทำเกี่ยวกับการเสนอข่าวตรงไปตรงมา</p>
<p>(อ้างอิงจาก “ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสื่อมวลชน” เอกสารการสอน สาขาวิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช หน่วยที่ 9-15 )</p>
<p><strong>3. จรรยาบรรณของทีวีสาธารณะไทย (TPBS)</strong></p>
<p>ทีวีสาธารณะไทย หรือ ชื่อเต็มว่า องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณแห่งประเทศไทย (Thai Public Broadcasting Services &#8211; TPBS) จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณแห่งประเทศไทย พ.ศ.2551 ได้กำหนดหลักแห่งจรรยาบรรณไว้ใน หมวด 3 ข้อบังคับจริยธรรมด้านวิชาชีพ  มาตรา 42 กำหนดให้คณะกรรมการนโยบายจัดทำข้อบังคับด้านจริยธรรมของวิชาชีพเกี่ยวกับการผลิตและการเผยแพร่รายการ โดยให้ครอบคลุมเนื้อหาสาระดังนี้</p>
<p>1. ความเที่ยงตรง ความเป็นกลางและความเป็นธรรม</p>
<p>2. ความเป็นอิสระของวิชาชีพ และความรับผิดชอบต่อสาธารณชน</p>
<p>3. การเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์  ความเป็นส่วนตัว และกาคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคล</p>
<p>4. การคุ้มครองเด็กและเยาวชนจารายการที่แสดงออกถึงความรุนแรง การกระทำอันผิดกำหมายหรือศีลธรรม อบายมุขและภาอันหยาบคาย</p>
<p>5. การปฏิบัติต่อเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายและผู้ที่อยู่ในภาวะเศร้าโศก</p>
<p>6. การจ่ายเงินแก่แหล่งข่าว การรับรางวัลหรือผลประโยชน์ตอบแทนเพื่อให้เสมอข่าว หรือมีส่วนร่วมในการกระทำใดอันกระทำให้ขาดความเป็นธรรมและความเป็นอิสระของวิชาชีพ</p>
<p>7. การปกป้องและปฏิบัติต่อแหล่งข่าวอย่างเป็นธรรม</p>
<p>ในวรรคสุดท้ายของมาตรา 42 นี้กำหนดให้คณะกรรมการนโยบายเผยแพร่ข้อบังคับด้านจริยธรรมที่จัดทำขึ้นตามมาตรานี้ต่อสาธารณชน</p>
<p>(ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 125 ตอน 8 ก  14 มกราคม 2551 หน้า 17)</p>
<p>ต่อมาคณะกรรมการนโยบายองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณแห่งประเทศไทย ได้ออกข้อบังคับเรื่องจริยธรรมตามมา 3 ฉบับ คือ</p>
<p>1.) ข้อบังคับองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณแห่งประเทศไทยว่าด้วยจริยธรรมของกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงาน พ.ศ.2551 ลงวันที่ 25 ธันวาคม 2551  มีสาระสังเขปคือ กำหนดจริยธรรมขององค์กร ให้กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานทุกคนต้องปฏิบัติหน้าที่ตามกที่กำหนดขึ้น คือ หลักผลประโยชน์สาธารณะ  หลักความเป็นอิสระ หลักสิทธิมนุษยชน หลักความสุจริต หลักความโปร่งใส หลักการยอมรับการตรวจสอบ หลักคุณธรรมของผู้นำ หลักความคุ้มค่า  และยังได้กำหนด จริยธรรมของกรรมการและผู้บริหารองค์กร  จริยธรรมของพนักงาน  มีเนื้อหาขยายความเพิ่มเติมจากจริยธรรมขององค์กรและกำหนดรายละเอียดการปฏิบัติงานให้แก่กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงาน</p>
<p>2.) ข้อบังคับองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณแห่งประเทศไทย ว่าด้วยจริยธรรมของวิชาชีพเกี่ยวกับการผลิต และการเผยแพร่รายการ พ.ศ.2552 ลงวันที่ 14 มกราคม 2552  ออกตามความในวรรค 2 มาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณแห่งประเทศไทย  พ.ศ.2551  เป็นการกำหนดข้อปฏิบัติของจริยธรรมด้านต่างๆที่ตราไว้ในมาตรา 42  รวมถึงการเพิ่มเติมจริยธรรมในการเสนอข่าวในเหตุการณ์ความขัดแย้ง การชุมนุม การประท้วง  การจลาจล การปะทะ การปราบปรามที่รุนแรง การก่อการร้ายและภาวะสงครามไว้ด้วย</p>
<p>3.) แนวทางปฏิบัติเพื่อธำรงจริยธรรมวิชาชีพการผลิต การจัดหาและการเผยแพร่รายการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณแห่งประเทศไทย  เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2552  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การผลิต การจัดหา และการเผยแพร่รายการขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณแห่งประเทศไทย มีคุณภาพและมาตรฐาน ถูกต้องตามเจตนารมณ์  โดยกำหนดแนวทางการปฏิบัติงานในกรณีต่างไว้โดยละเอียด</p>
<p>(ดูรายละเอียดข้อบังคับได้ที่เว็บไซต์ของ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณแห่งประเทศไทย  คือ http://www.thaipbs.or.th )</p>
<p><strong>4. แนวคิด “ไวยากรณ์ทางจริยธรรม” สำหรับ  “การสื่อสารสาธารณะ”</strong></p>
<p>แนวคิดไวยากรณ์ทางจริยธรรม สำหรับการสื่อสารธารณะนี้ นำเสนอโดย ดร.บุญรักษ์    บุญญะเขตมาลา  นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนคนสำคัญคนหนึ่งของไทย โดยได้เสนอบทความเรื่อง “ไวยากรณ์ทางจริยธรรม” สำหรับ  “การสื่อสารสาธารณะ (Public Communication)” ไว้ในหนังสือ “ระหว่างกระจกกับตะเกียง” (หน้า 218-220) ไว้ 4 ประการ คือ</p>
<p>1. นักสื่อสารสาธารณะ จะต้องตระหนักว่า ณ นาทีที่เขาส่งสารสาธารณะออกไปนั้น เขาคือผู้ผูกขาดการนำเสนอข้อมูลและข้อคิดเห็นนั้นๆโดยไร้การแข่งขันใดๆ ดังนั้น สานของเขาควรจะเป็นอะไรที่บ่งบอกได้ว่า เขา</p>
<p>(1) มีความรู้ในเรื่องนั้นๆดีเพียงพอ</p>
<p>2) เข้าใจประเด็นและนัยต่างๆของเนื้อสารที่เขานำเสนออย่างเหมาะสมกับกาลเทศะนั้นๆ</p>
<p>3) ตระหนักถึงระดับแห่งความน่าเชื่อถือของแหล่งอันเป็นที่มาของข้อมูลและบทสรุปในข้อคิดเห็นที่เขานำเสนอ และ</p>
<p>(4) ยอมรับว่าเรื่องราวที่เขานำเสนออาจจะมีมุมมองอื่นๆได้อีกหลายด้านตามหลักของความหลากหลายทางความคิด ไม่ใช่อะไรที่มีด้านเดียว แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกมุมมองมีความถูกต้องเท่าๆกัน</p>
<p>2. นักสื่อสารสาธารณะ ควรจะคัดเลือกและนำเสนอสารของตนอย่างเป็นธรรม และอย่างเคารพความเที่ยงตรง โดยจะต้องซึมซับการใฝ่หาความยุติธรรมจนกลายเป็นนิสัย (habit of justice) ฉะนั้นเขาจะไม่เจาะจงตกแต่งหรือบิดเบือนความคิดตามลีลาของนักโฆษณาชวนเชื่อ ด้วยการตั้งใจหรือปกปิดหรือซ่อนเร้นจุดสำคัญๆ ซึ่งผู้รับสารจำเป็นต้องทราบในอันที่จะใช้เป็นหลักในการประเมินข้อมูลและข้อคิดเห็นของเขาได้อย่างถูกต้อง ภารกิจตลอดกาลของเขาคือการสร้างความเสมอภาคแห่งโอกาสของความคิดต่างๆ (equality  of opportunity among ideas)</p>
<p>3.  นักสื่อสารสาธารณะ ควรจะมีนิสัยที่ชอบตริตรองเรื่องราวเกี่ยวกับสาธารณะประโยชน์ ให้มากๆ จนกระทั่งเห็นว่าเรื่องส่วนรวมเป็นเรื่องใหญ่โตกว่าเรื่องส่วนตัว ในกรณีที่การนำเสนอของเขาจำเป็นต้องมีมุมมองเฉพาะของตนเอง เขาควรอยู่ในฐานะที่พร้อมจะเปิดเผยที่มาของข้อมูล และการก่อรูปของความคิดเห็นของตนอย่างตรงไปตรงมา รวมทั้งความพร้อมที่จะเปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบเจตนารมณ์ที่แท้จริงของตนได้ตามหลักของความโปร่งใสด้วย</p>
<p>4. เต็มใจที่จะรับฟังข้อมูลและข้อคิดเห็นอื่นๆ ที่ไม่เหมือนกับของตน ทว่าในท้ายที่สุด การสื่อสารของเขาเองจะต้องไม่ยินยอมสูญเสียหลักการที่เขาเชื่อมั่นว่าได้ผ่านการตริตรองมาเป็นอย่างดีแล้ว โดยไม่ประนีประนอมง่ายๆ นอกจากนี้ นักสื่อสารสาธารณะที่ทำงานของตนมาอย่างเต็มที่แล้ว จะต้องยินดีที่จะประจันหน้ากับการท้าทายใดๆมากกว่าการสมยอมอย่างผิดๆ</p>
<p>ในกรณีนี้ ดร.บุญรักษ์    บุญญะเขตมาลา ได้ให้คำจำกัดความของ “นักสื่อสารสาธารณะ” ว่า ไม่ใช่เพียงแค่สื่อสารมวลชน แต่รวมถึงบุคคลสาธารณะทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ผู้บริหารของรัฐและเอกชน ข้าราชการ นักวิชาชีพต่างๆ ที่จำเป็นต้องสื่อสารข้อความทางสังคมกับสาธารณชน ยกเว้นกิจกรรมที่เป็นความบันเทิงโดยตรงล้วนๆ</p>
<p>แนวความคิด แนวคิดไวยากรณ์ทางจริยธรรมสำหรับการสื่อสารสาธารณะ ของ ดร.บุญรักษ์    บุญญะเขตมาลา ดังกล่าวนี้  น่าจะเป็นบทสรุปเรื่องจรรยาบรรณและจริยธรรมของสื่อมวลชนได้อย่างชัดเจนและได้ใจความครอบคลุมที่สุด ภายใต้การรับรองสิทธิและเสรีภาพในการเสนอข่าวสารของสื่อ ที่จะต้องเคารพกฎหมาย ระเบียบแบบแผนของสังคม มีความรับผิดชอบ ไม่ละเมิดผู้อื่น ความซื่อตรงต่อผู้มูลข่าวสาร ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่และต้องยึดถือประโยชน์แห่งสาธารณะเป็นหลัก</p>
<p>โดยหลักการแห่งจรรยาบรรณและจริยธรรมของสื่อนั้น  เป็นข้อกำหนดที่บังคับให้ผู้เกี่ยวข้องในฐานะสื่อมวลชนต้องปฏิบัติตาม  แต่ปัญหาก็คือ  มีการละเมิดจรรยาบรรณและจริยธรรมของสื่อทั้งแบบชัดแจ้งและแบบคลุมเครือ  ทำให้สาธารณะชนเกิดข้องสงสัยในความเที่ยงตรงและเป็นกลางอันเป็นหัวใจในการทำหน้าที่ของสื่อ  จึงเกิดคำถามต่อการทำหน้าที่ของสื่อขึ้นมาเสมอ  ซึ่งจะได้ตั้งข้อสังเกตเป็นคำถามในเรื่องจริยธรรมของสื่อมวลชนไว้ในบทความนี้ด้วย</p>
<p style="text-align: center;"><span style="color: #333399;"><strong>คำถามเรื่องจริยธรรมของสื่อมวลชน</strong></span></p>
<p>เมื่อได้สำรวจข้อกำหนดเรื่องจรรยาบรรณและจริยธรรมของสื่อมวลชนแล้ว สิ่งที่จะต้องพิจารณาต่อไปก็คือ ข้อกำหนดเรื่องจรรยาบรรณที่ตราออกมาโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลสื่อแต่ละประเภทแล้ว สื่อให้ความสำคัญหรือไม่ ปฏิบัติตามเพียงใด</p>
<p>สาธารณชนมักจะสงสัยและตั้งคำถามอยู่เสมอๆและบ่อยๆก็คือ สื่อมวลชนเคารพจรรยาบรรณ ทำตามจรรยาบรรณ และมีจริยธรรมเพียงใด  รวมไปถึงมีการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของสื่อ  และที่สำคัญก็คือ ดูเหมือนว่าสื่อกระทำการละเมิดจรรยาบรรณและไร้จริยธรรมในสายตาของสาธารณชนอยู่เสมอๆ แต่เมื่อมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมในการกระทำของสื่อ ข้ออ้างที่สื่อหยิบหยกขึ้นมาโต้แย้งก็คือ เรื่องเสรีภาพในการเผยแพร่ข่าวสาร หากมีการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งทางกฎหมายหรือทางสังคมต่อสื่อ สื่อก็มักโต้กลับว่าเป็นการคุกคามสื่อ</p>
<p>ดังนั้นจึงมีข้อที่จะต้องพิจารณาต่อว่า สื่อได้ใช้ข้ออ้างในเรื่องเสรีภาพการเสนอข่าวสารโดยเกินขอบเขตของจรรยาบรรณและจริยธรรมหรือไม่ เพราะในข้อกำหนดของจรรยาบรรณแลจริยธรรมนั้น แม้จะรับรองสิทธิเสรีภาพของสื่อ แต่ก็ต้องมีความรับผิดชอบควบคู่กันไปด้วย</p>
<p>สิ่งที่สาธารณชนมักหยิบยกขึ้นมาตั้งข้อสงสัยต่อการทำงานของสื่อ ว่ามีการการละเมิดจรรยาบรรณหรือจริยธรรมของสื่อ หรือหมิ่นเหม่ต่อการละเมิดมีอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งในสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์ ดังเช่น</p>
<p>1. การเสนอภาพลามกอนาจาร สื่อในปัจจุบันได้เสนอภาพและเรื่องราวที่หมิ่นเหม่ต่อการละเมิดข้อนี้มากที่สุด ตัวอย่างก็คือ สื่อสิ่งพิมพ์ตีพิมพ์ภาพการแต่งตัวที่ไม่เหมาะสมของนักแสดงทั้งหลาย ทั้งภาพปกติที่นุ่งน้อยห่มน้อยพร้อมเรื่องราวการใช้ชีวิตที่เกี่ยวข้องกับเรื่องทางเพศ และภาพที่เข้าข่ายลามกอนาจารโดยตรงที่เรียกกันว่า “ภาพหลุด” นั้นเหมาะสมหรือไม่ ด้านสื่อโทรทัศน์ก็จัดทำรายการที่มีเรื่องราวทางเพศที่ไม่เหมาะสม ดังที่เคยเกิดขึ้นในรายการทอล์คโชว์รายการหนึ่ง ที่ผู้ร่วมรายการได้พูดถึงเรื่องการมีเพศสัมพันธ์อย่างสนุกปาก โดยมีผู้ดำเนินรายการคอยผสมโรงอย่างสนุกสนาน กรณีเช่นนี้จะเข้าข่ายละเมิดจรรยาบรรณหรือไม่ หากใช่ จะมีการจัดการอย่างไรกับสื่อที่ละเมิด หากไม่ใช่ ก็ต้องให้ความหมายของคำว่า “ลามกอนาจาร” ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น</p>
<p>2. ภาพการก่ออาชญกรรม ที่แสดงให้เห็นถึงการใช้ความรุนแรง หรือผลจาการใช้ความรุนแรง ดังที่เกิดขึ้น 2 กรณีที่โด่งดังคือ  กรณีแรก การฆาตกรรม พนักงานรักษาความปลอดภัยและหญิงสาวรวม 2 ศพ โดยคนร้ายที่เป็นแฟนเก่าของหญิงสาว โดยกล้องโทรทัศน์วงจรปิดบันทึกภาพไว้ได้  เหตุเกิดที่จังหวัดปราจีนบุรี เมื่อวันที่ วันที่ 8 มกราคม 2552 ต่อมาสถานีโทรทัศน์ทุกแห่งได้นำภาพจากกล้องโททัศน์วงจรปิดดังกล่าวมาเผยแพร่ผ่านรายการข่าว โดยเผยแพร่ซ้ำๆ วันละหลายเวลาเป็นเวลาวัน และสื่อสิ่งพิมพ์ก็นำภาพนิ่งไปเผยแพร่แทบทุกฉบับโดยไม่ปิดบัง กรณีต่อมาก็คือ ภาพศีรษะชาวต่างชาติห้อยอยู่ที่ราวสะพานพระราม 8 โดยในเบื้องต้นสันนิษฐานว่าถูกฆาตกรรม เหตุเกิดเมื่อวันที่  22 กุมภาพันธ์ 2552 ซึ่งสถานีโทรทัศน์และสื่อสิ่งพิมพ์นำไปเผยแพร่ในลักษณะเดียวกันกับกรณีฆาตกรรม 2 ศพที่ จังหวัดปราจีนบุรี  สองกรณีดังกล่าวนี้เกิดการตั้งคำถามอย่างกว้างขวางว่า สื่อทำเหมาะสมหรือไม่ ถูกต้องตามข้อกำหนดแห่งจรรยาบรรณหรือไม่</p>
<p>3. การไม่ใช้หน้าที่ไปในทางรับอามิสสินจ้าง เพื่อให้กระทำหรือไม่กระทำการเผยแพร่ข่าวสารอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อประโยชน์ของผู้ให้อามิส ซึ่งขัดต่อจรรยาบรรณว่าด้วยการรักษาประโยชน์แห่งสาธารณะด้วยนั้น ปัจจุบันสื่อเป็นองค์กรธุรกิจที่แสวงหารายได้เพื่อสร้างกำไร และรายได้หลักก็มาจากการโฆษณาสินค้าและบริการขององค์กรธุรกิจต่างๆ หากองค์กรนั้นทำสิ่งที่ไม่ดีไม่งาม สร้างความเสียหายแก่สาธารณะ สื่อจะกล้าเปิดโปงหรือไม่ เพราะการเปิดโปงนั้นอาจสร้างความไม่พอใจแก่องค์กรธุรกิจดังกล่าว อาจนำมาซึ่งการถอนโฆษณาในสื่อ ทำให้สื่อขาดรายได้ไป</p>
<p>ในกรณีนี้สื่อมักถูกกล่าวหาหรือตั้งข้อสงสัยอยู่เสมอ ว่าละเว้นการทำหน้าที่ของสื่อ หรือทำไปอย่างไม่เต็มใจ เพราะต้องรักษาผลประโยชน์ทางธุรกิจของตนเอาไว้ ยิ่งปัจจุบันสื่อเองก็เป็นองค์กรธุรกิจหน่วยหนึ่ง แสวงหารายได้จากการทำธุรกิจโดยมีสินค้าคือข้อมูลข่าวสาร ดังนั้น หากข้อมูลข่าวสารมีผลกระทบต่อคู่สัญญาทางธุรกิจ ที่สนับสนุนการโฆษณาในสื่อ โอกาสที่สื่อจะละเลยหน้าที่ย่อมมีมากขึ้น นำไปสู่การเสียประโยชน์ของสาธรณชน อันเป็นการละเมิดจรรยาบรรณอย่างชัดเจน เมื่อเกิดข้อสงสัยขึ้นมา ส่วนมากแล้ว เรื่องก็มักจะจางหายไปโดยไม่มีการสืบสาวราวเรื่องใดๆ</p>
<p>4. การเคารพผู้อื่น ในข้อนี้ สื่อมักจะถูกตั้งคำถามอยู่เสมอว่า ชอบเสนอข่าวในลักษณะล่วงละเมิดผู้อื่น โดยเฉพาะในสื่อบันเทิง ที่เน้นการเสนอข่าวในลักษณะหวือหวา ตื่นเต้น เร้าใจ ซึ่งข่าวที่ปรากฏนั้นมักมีผลด้านลบแก่ผู้ที่ตกเป็นข่าว เมื่อมีกรณีเช่นนี้เกิดขึ้น สื่ออื่นและองค์กรวิชาชีพทางสื่อมักไม่ให้ความสนใจ ผู้ได้รับความเสียหายต้องฟ้องร้องคดีความเพื่อขอความยุติธรรมจากศาล ผลปรากฏว่าสื่อเป็นฝ่ายพ่ายแพ้มากกว่าชนะ หรือมีการประนีประนอมยอมความในศาลโดยสื่อยอมรับผิด สื่ออื่นๆที่นอกเหนือจากสื่อบันเทิงก็มีคดีความฟ้องร้องในลักษณะเช่นนี้เสมอ ที่มากที่สุดก็คือคดีหมิ่นประมาท มีทั้งสื่อเป็นผู้แพ้และผู้ชนะ</p>
<p>การเกิดขึ้นของเหตุการณ์ดังที่กล่าวมานั้น สื่อด้วยกันเองหรือองค์กรวิชาชีพทางสื่อมักเลือกที่จะนิ่งเฉยมากกว่าการวิพากษ์วิจารณ์สื่อด้วยกัน ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า ที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะสื่อยึดมั่นในจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพข้อหนึ่ง ที่กำหนดให้สื่อ “ไม่กระทำการใดๆอันเป็นการบั่นทอนเกียรติคุณของวิชาชีพหรือความสามัคคีของเพื่อนร่วมวิชาชีพ” ตามที่กำหนดไว้ใน “จรรยาบรรณหนังสือพิมพ์” เข้ากับคำกล่าวที่มักได้ยินเสมอในหมู่คนทำสื่อว่า “แมลงวันย่อมไม่ตอมแมลงวันด้วยกัน” หากเป็นเช่นนี้จริงก็นับว่าเป็นการแปรเจตนารมณ์ของจรรยาบรรณผิดจากความเป็นจริงมากที่สุด</p>
<p>5. การเสนอข้อมูลไม่ตรงกับความเป็นจริง หรือไม่ชัดเจน หรือบิดเบือนเพื่อการณ์ใดการณ์หนึ่ง  ซึ่งมีตัวอย่างหลายกรณี อาทิ กรณีสถานีโทรทัศน์ไอทีวีเสนอรายงานเรื่องบั้งไฟพญานาคว่าเป็นสิ่งที่คนทำขึ้น ไม่ใช่เกิดจากพญานาคตามที่คนเชื่อกัน โดยบอกว่าเกิดจากการยิงปืนขึ้นฟ้าของชาวลาวเพื่อฉลองเทศกาลออกพรรษา โดยได้เสนอรายงานนี้ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2545  จึงเกิดการตั้งข้อสงสัยและวิพากษ์วิจารณ์ถึงการทำงานของสถานีโทรทัศน์ไอทีวีว่า นำเสนอข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือ ถึงขนาดมีการกล่าวหาว่าไอทีวีเรื่องขึ้นมาเอง หรือที่เรียกกันว่า “เต้าข่าว” มีการสอบสวนข้อเท็จจริงเรื่องนี้ แต่เรื่องก็เงียบหายไปในที่สุด และอีกกรณีหนึ่งก็คือ การนำเสนอข่าวของสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เมื่อคืนวันที่ 2 พฤศจิกายน 2551 โดยระบุว่า กลุ่มคนเสื้อแดงจาก จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับเงินค่าจ้างจากนักการเมืองท้องถิ่นรายละ 2,000-3,000 บาท เพื่อจูงใจให้ไปร่วมรายการ &#8220;ความจริงวันนี้&#8221; ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน กรุงเทพฯ ในวันที่ 1 พฤศจิกายน โดยแจกแจงว่า เงินจำนวนดังกล่าวแบ่งเป็นค่าเบี้ยเลี้ยงวันละ 500 บาท ค่าอาหารอีกวันละ 200 บาท เป็นเวลา 5 วัน  ซึ่งได้สร้างความไม่พอใจแก่กลุ่มคนเสื้อแดงจังหวัดเชียงใหม่  จนถึงขนาดรวมตัวกันปิดล้อมสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสเชียงใหม่ เรียกร้องให้ผู้บริหารออกมากล่าวคำขอโทษ  จนในที่สุดฝ่ายบริหารต้องทำตามข้อเรียกร้อง เหตุการณ์จึงสงบลง</p>
<p>ทั้งหมดนี้คือตัวอย่างของการละเมิดหรือหมิ่นเหม่ต่อการละเมิดจรรยาบรรณของสื่อ ซึ่งเป็นปัญหาเหล่านี้ท้าทายต่อการทำงานของสื่อในยุคปัจจุบัน  ที่จะต้องแข่งขันกันนำเสนอข่าวสารให้รวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์และนำหน้าคู่แข่ง ที่มีทั้งสื่อกระแสหลักด้วยกันและสื่อแขนงใหม่ๆเช่น  สื่ออินเตอร์เน็ต  วิทยุออนไลน์  โทรทัศน์ผ่านดาวเทียม  ทั้งยังจะต้องรักษารายได้อันเกิดจากการโฆษณาประชาสัมพันธ์ซึ่งเป็นรายได้หลัก ซึ่งจะต้องระมัดระวังไม่ให้การเสนอข่าวเกิดกระทบกระทั่งกับผู้ลงโฆษณา  ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าสื่อในยุคปัจจุบันนี้มีโอกาสที่จะละเมิดต่อจรรยาบรรณ จริยธรรมแห่งวิชาชีพของตน  และต่อแนวคิดไวยากรณ์ทางจริยธรรมอันครอบคลุมหลักแห่งจรรยาบรรณและจริยธรรมทั้งหลายทั้งปวงของสื่อมวลชน</p>
<p>แต่คำถามที่สำคัญยิ่งก็คือ เมื่อปรากฏชัดแจ้งว่าสื่อมวลชนละเมิดจรรยาบรรณและจริยธรรมแห่งวิชาชีพโดยชัดแจ้งแล้ว  ไม่ว่าจะเป็นสื่อกระแสหลัก หรือสื่อกระแสรองที่ยังเป็นสื่อแขนงใหม่ๆ  ใครหรือหน่วยงานใดจะเป็นผู้รับผิดชอบในการลงโทษ หรือจะปล่อยให้องค์กรของสื่อควบคุมกันเอง  ซึ่งเท่าที่ผ่านมา การลงโทษสื่อในกรณีละเมิดจรรยาบรรณและจริยธรรมนั้น  ไม่มีรูปธรรมที่ชัดเจน ยกเว้นในกรณีที่เป็นคดีขึ้นสู่ชั้นศาล  ซึ่งจะต้องเป็นไปตามคำพิพากษาของศาล</p>
<p>นี่นับเป็นคำถามหรือเป็นโจทย์ที่ท้าทายยิ่ง ต่อสาธารณชนที่เป็นผู้รับผลจากการกระทำของสื่อมวลชน ว่าจะจัดการกับความบกพร่องของสื่อมวลชนอย่างไร และต่อองค์กรสื่อมวลชนรวมถึงตัวสื่อมวลชนเองด้วย ว่าจะจัดการกับตัวเองอย่างไรเพื่อให้คงไว้ซึ่งจรรยาบรรณและจริยธรรมแห่งวิชาชีพของตน.</p>
<p>
<p><script type="text/javascript">
<!--
ad_partner="200808194329222";
ad_website="2009051996171953";
ad_zone="2009052026762959";
ad_format="20080422569846860";
ad_type="tm";
ad_color_border="FFFFFF";
ad_color_bg="FFFFFF";
ad_background="";
ad_color_title="0000CC";
ad_color_text="000000";
ad_color_url="22608F";
//-->
</script><br />
<script type="text/javascript" src="http://ads.bumq.com/ad_show2.js"></script></p>
<p>
<p class="akst_link"><a href="http://blogologynet.com/?p=848&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_848" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://blogologynet.com/media-and-communications" title="ใครๆก็(ไม่)ชอบสื่อ (29 February 2008)">ใครๆก็(ไม่)ชอบสื่อ</a> (2)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/media-massage-political-communications" title="ปรากฏการณ์ขาประจำ: “สื่อ” และ “สาร” ทางการเมืองของประชาชน (29 February 2008)">ปรากฏการณ์ขาประจำ: “สื่อ” และ “สาร” ทางการเมืองของประชาชน</a> (1)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/media-and-news-writing" title="บางถ้อยคำใน “ผู้จัดการ” เป็นสิ่งสมควรที่จะปรากฏใน “สื่อสาธารณะ” หรือไม่ (16 May 2008)">บางถ้อยคำใน “ผู้จัดการ” เป็นสิ่งสมควรที่จะปรากฏใน “สื่อสาธารณะ” หรือไม่</a> (0)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/media-rule-and-law-02-post" title="นวัตกรรมสื่อ : เทคโนโลยี พฤติกรรม และ จริยธรรมของสื่อมวลชน (2-จบ) (20 May 2008)">นวัตกรรมสื่อ : เทคโนโลยี พฤติกรรม และ จริยธรรมของสื่อมวลชน (2-จบ)</a> (0)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/thai-mass-media" title="ก้าวที่กล้าของสื่อมวลชนไทย : บทพิสูจน์การเป็นสื่อมวลชนที่แท้ (20 May 2009)">ก้าวที่กล้าของสื่อมวลชนไทย : บทพิสูจน์การเป็นสื่อมวลชนที่แท้</a> (0)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogologynet.com/thai-mass-media-responsibility/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ก้าวที่กล้าของสื่อมวลชนไทย : บทพิสูจน์การเป็นสื่อมวลชนที่แท้</title>
		<link>http://blogologynet.com/thai-mass-media</link>
		<comments>http://blogologynet.com/thai-mass-media#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 20 May 2009 03:08:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator></dc:creator>
				<category><![CDATA[สื่อสารมวลชน]]></category>
		<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อมวลชน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.blogologynet.com/?p=842</guid>
		<description><![CDATA[สื่อมวลชนเป็นดัชนีชี้วัดสภาพของสังคมได้อย่างหนึ่ง  เพราะสื่อมวลชนเป็นทั้งด่านหน้าในการต่อสู้เพื่อความชอบธรรมของสาธารณชนและเป็นทั้งกระจกเงาสะท้อนภาพความเป็นจริงของสังคมอย่างตรงไปตรงมา ทั้งนี้ ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า สื่อมวลชนมีความกล้าหาญทางจริยธรรม โดยยึดมั่นในจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพของตน
สื่อมวลชนมีส่วนอย่างสำคัญในการสร้างมติมหาชนผ่านข้อมูลข่าวสารที่เผยแพร่ออกไปอย่างกว้างขวางทำให้เกิดการรับรู้ร่วมกันของสาธารณชน  โดยสื่อมวลชนกระแสหลักในปัจจุบันอันได้แก่ สื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์  ยังคงมีบทบาทอันสำคัญยิ่งในการถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารไปสู่สาธารณชน  ทั้งยังมีมีอิทธิพลต่อการรับรู้ และสร้างความเชื่อถือแก่ผู้รับข่าวสาร จนนำไปสู่การสร้างมติมหาชนต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้
เมื่อเป็นเช่นนี้  สื่อจึงกลายเป็นเครื่องมือที่บุคคล กลุ่มคน องค์กรทั้งหลาย ใช้เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่เอื้อประโยชน์แก่ตน ซึ่งในหลายกรณีกระทำโดยการครอบงำการทำงานของสื่อในรูปแบบต่างๆ  ทั้งเพื่อให้สื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ตนเองต้องการให้เผยแพร่ หรือไม่ให้เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่จะส่งผลในทางที่ไม่ดีแก่ตนเอง  ซึ่งเรียกพฤติกรรมเช่นนี้ว่าเป็นการแทรกแซงสื่อ  และการแทรกแซงสื่อที่ชัดเจนที่สุดก็คือจากผู้กุมอำนาจรัฐอันได้แก่รัฐบาล  ดังปรากฏมาแล้วทั่วโลกทั้งในอดีตและปัจจุบัน

การแทรกแซงสื่อดังกล่าว หากสื่อยอมทำตามไม่ว่าจะโดยเหตุผลใดย่อมส่งผลให้สื่อทำหน้าที่บิดเบือนไปจากจรรยาบรรณและจริยธรรมแห่งวิชาชีพอย่างแน่นอน  ผลจากการกระทำเช่นนั้นย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่สาธารณชน  โดยเฉพาะเมื่อสื่อตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองหรือทำตัวรับใช้ผู้มีอำนาจทางการเมืองที่กุมอำนาจรัฐ
ในทางตรงกันข้าม หากสื่อไม่ยอมรับการครอบงำ  โดยยึดหลักจรรยาบรรณและจริยธรรมแห่งวิชาชีพ สื่อก็เป็นด่านหน้าในการสร้างและพิทักษ์ความชอบธรรม  ไม่ให้ผู้มีอำนาจใช้อำนาจไม่ชอบธรรมแก่สาธารณชน  โดยการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ความรู้ ข้อเท็จจริง อันเป็นประโยชน์ให้สาธารณชนรับรู้และเข้าใจ รวมถึงเป็นปากเป็นเสียงให้แก่สาธารณชน
ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานของสื่อมวลชน  มีทั้งสื่อที่ยึดมั่นในจรรยาบรรณและจริยธรรมแห่งวิชาชีพ โดยได้ทำหน้าที่อย่างซื่อตรง  และมีทั้งสื่อที่สมยอมต่ออำนาจที่เข้ามาแทรกแซงครอบงำ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://blogologynet.com/wp-content/uploads/2009/05/sangchaisuntornwat.jpg"><img class="alignleft size-full wp-image-843" style="border: 0pt none; margin: 10px 20px;" title="sangchaisuntornwat" src="http://blogologynet.com/wp-content/uploads/2009/05/sangchaisuntornwat.jpg" alt="sangchaisuntornwat" width="225" height="314" /></a>สื่อมวลชนเป็นดัชนีชี้วัดสภาพของสังคมได้อย่างหนึ่ง  เพราะสื่อมวลชนเป็นทั้งด่านหน้าในการต่อสู้เพื่อความชอบธรรมของสาธารณชนและเป็นทั้งกระจกเงาสะท้อนภาพความเป็นจริงของสังคมอย่างตรงไปตรงมา ทั้งนี้ ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า สื่อมวลชนมีความกล้าหาญทางจริยธรรม โดยยึดมั่นในจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพของตน</p>
<p>สื่อมวลชนมีส่วนอย่างสำคัญในการสร้างมติมหาชนผ่านข้อมูลข่าวสารที่เผยแพร่ออกไปอย่างกว้างขวางทำให้เกิดการรับรู้ร่วมกันของสาธารณชน  โดยสื่อมวลชนกระแสหลักในปัจจุบันอันได้แก่ สื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์  ยังคงมีบทบาทอันสำคัญยิ่งในการถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารไปสู่สาธารณชน  ทั้งยังมีมีอิทธิพลต่อการรับรู้ และสร้างความเชื่อถือแก่ผู้รับข่าวสาร จนนำไปสู่การสร้างมติมหาชนต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้</p>
<p>เมื่อเป็นเช่นนี้  สื่อจึงกลายเป็นเครื่องมือที่บุคคล กลุ่มคน องค์กรทั้งหลาย ใช้เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่เอื้อประโยชน์แก่ตน ซึ่งในหลายกรณีกระทำโดยการครอบงำการทำงานของสื่อในรูปแบบต่างๆ  ทั้งเพื่อให้สื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ตนเองต้องการให้เผยแพร่ หรือไม่ให้เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่จะส่งผลในทางที่ไม่ดีแก่ตนเอง  ซึ่งเรียกพฤติกรรมเช่นนี้ว่าเป็นการแทรกแซงสื่อ  และการแทรกแซงสื่อที่ชัดเจนที่สุดก็คือจากผู้กุมอำนาจรัฐอันได้แก่รัฐบาล  ดังปรากฏมาแล้วทั่วโลกทั้งในอดีตและปัจจุบัน</p>
<p><span id="more-842"></span></p>
<p>การแทรกแซงสื่อดังกล่าว หากสื่อยอมทำตามไม่ว่าจะโดยเหตุผลใดย่อมส่งผลให้สื่อทำหน้าที่บิดเบือนไปจากจรรยาบรรณและจริยธรรมแห่งวิชาชีพอย่างแน่นอน  ผลจากการกระทำเช่นนั้นย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่สาธารณชน  โดยเฉพาะเมื่อสื่อตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองหรือทำตัวรับใช้ผู้มีอำนาจทางการเมืองที่กุมอำนาจรัฐ</p>
<p>ในทางตรงกันข้าม หากสื่อไม่ยอมรับการครอบงำ  โดยยึดหลักจรรยาบรรณและจริยธรรมแห่งวิชาชีพ สื่อก็เป็นด่านหน้าในการสร้างและพิทักษ์ความชอบธรรม  ไม่ให้ผู้มีอำนาจใช้อำนาจไม่ชอบธรรมแก่สาธารณชน  โดยการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ความรู้ ข้อเท็จจริง อันเป็นประโยชน์ให้สาธารณชนรับรู้และเข้าใจ รวมถึงเป็นปากเป็นเสียงให้แก่สาธารณชน</p>
<p>ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานของสื่อมวลชน  มีทั้งสื่อที่ยึดมั่นในจรรยาบรรณและจริยธรรมแห่งวิชาชีพ โดยได้ทำหน้าที่อย่างซื่อตรง  และมีทั้งสื่อที่สมยอมต่ออำนาจที่เข้ามาแทรกแซงครอบงำ  ทำตนเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจ   ในสังคมก็เช่นเดียวกัน  แต่ละยุคสมัยที่ผ่านมา  ไม่ว่าจะปกครองโดยรัฐบาลที่มาจากการปฏิวัติรัฐประหาร หรือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง  ก็มีสื่อทั้งสองประเภทดังกล่าวอยู่เสมอ</p>
<p>แต่เป็นที่น่ายินดีว่า ในประวัติศาสตร์ของสื่อสารมวลชนไทย   มีเพียงสื่อจำนวนน้อยเท่านั้นที่โอนอ่อนผ่อนตามหรือยอมรับการครอบงำจนเสียหลักจรรยาบรรณและจริยธรรมแห่งวิชาชีพ   สื่อมวลชนส่วนมากได้ทำหน้าที่ของตนอย่างซื่อสัตย์  เป็นด่านแรกของการสร้างและปกป้องความชอบธรรมให้แก่สาธารณชน  เป็นปากเป็นเสียงและสะท้อนความเป็นจริง  นำเสนอข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นให้สาธารณชนได้รับรู้และเข้าใจ และรักษาผลประโยชน์แห่งสาธารณะ  ซึ่งก็คือผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนนั่นเอง</p>
<p>ในระยะ 10 ปีมานี้  บทบาทของสื่อมวลชนที่ทำหน้าที่อย่างกล้าหาญ ในการสืบเสาะขุดคุ้ยความไม่ชอบมาพากลที่บุคคล กลุ่มบุคคล องค์กร และผู้กุมอำนาจรัฐได้กระทำไว้หลายกรณี  ซึ่งในที่นี้จะขอยกมาเป็นตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น ดังนี้</p>
<p><strong>1.กรณีแจ้งทรัพย์สินอันเป็นเท็จของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัต</strong>ร หรือที่ทราบกันดีว่า “คดีซุกหุ้น” ขณะเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยแรกเมื่อปี พ.ศ.2544  โดยการเปิดโปงของหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ  ที่สืบสาวพบว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้โอนหุ้นมูลค่านับร้อยล้านบาทให้แก่คนรับใช้  จนนำไปสู่การขุดคุ้ยถึงความไม่ชอบมาพากลดังกล่าวของสื่อมวลชนทุกแขนง  คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ได้ชี้มูลความผิดและส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย  ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 8 ต่อ 7 ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พ้นผิด   แต่ผลจากการทำหน้าที่ของสื่อในครั้งนี้ แสดงให้เห็นบทบาทอันเด่นชัดของสื่อในการพิทักษ์รักษาและปกป้องผลประโยชน์ของสาธารณะ  การตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ  และทำให้สาธารณชนได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารเพียงพอที่จะวิเคราะห์และวินิจฉัยด้วยวิจารณญาณของตนได้</p>
<p><strong>2.กรณีทุจริตซื้อขายที่ดินบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน </strong> โดยบริษัทเอกชนนำที่ดินที่ออกโฉนดโดยมิชอบมาขายให้โครงการบำบัดน้ำเสียคลองด่าน จังหวัดสมุทรปราการ คดีนี้พัวพันกับนักการเมืองหลายคน  โดยสื่อมวลชนทุกแขนงต่างทำหน้าที่สืบเสาะข้อเท็จจริงเสนอต่อสาธารณชนอย่างต่อเนื่อง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือพิมพ์ในเครือผู้จัดการได้เกาะติดโดยรายงานข่าวเบื้องลึกเบื้องหลังอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานนับปี  ต่อมา คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ได้ยื่นฟ้อง นายวัฒนา อัศวเหม ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ว่ากระผิดต่อหน้าที่ในขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และเจ้าหน้าที่กรมที่ดิน ฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ โดยบังคับข่มขืนใจให้ราษฎรขายที่ดิน และบีบบังคับให้เจ้าหน้าที่ที่ดินออกเอกสารสิทธิในเขตหวงห้ามทับที่สาธารณประโยชน์ ในเขต ตำบลคลองด่าน อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ โดยมีการออกโฉนดโดยมิชอบจำนวน 5 โฉนดในช่วงวันที่ 21 เม.ย. 2535 จนถึงวันที่ 30 ธ.ค. 2536 เพื่อนำไปใช้ในโครงการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสีย  เป็นการออกโฉนดทับที่สาธารณะ และนำเอาหลักฐาน สค.1 จากที่อื่นมาใช้ออกโฉนดโดยมิชอบ และเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ.2551 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้พิพากษาว่า  นายวัฒนา อัศวเหม มีความผิดจริง สั่งลงโทษจำคุกเป็นเวลา 10 ปี</p>
<p><strong>3. กรณีทุจริตการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ </strong> อันนับได้ว่าเป็นการทุจริตครั้งใหญ่ในประเทศไทย มูลค่าความเสียหายนับแสนล้านบาท  โดยมีการกล่าวหาว่ามีการกระทำความผิดนับสิบคดี แต่ละคดีล้วนเกี่ยวกันกับนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่รับผิดชอบในการก่อสร้าง  ซึ่งสื่อมวลชนทุกแขนงมีบทบาทอันสำคัญในการเปิดโปงความไม่ชอบมาพากลและการทุจริตดังกล่าวอย่างไม่ลดละ  ทำให้สาธารณชนได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารอย่างละเอียด  ทำให้ประชาชนได้รับรู้พฤติกรรมอันไม่เหมาะสมของนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีส่วนพัวพันในการทุจริตนี้มากยิ่งขึ้น</p>
<p>กรณีที่กล่าวมาข้างต้นนั้น เป็นเพียงส่วนเสี้ยวหนึ่งของการทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาของสื่อมวลชน  ที่นำเสนข้อเท็จจริงและปกป้องผลประโยชน์ของสาธารณชนอย่างเข้มแข็ง   ภายใต้จรรยาบรรณและจริยธรรมแห่งวิชาชีพ</p>
<p>การทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาของสื่อมวลชนนั้น มักจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อผลประโยชน์ของผู้บุคคล กลุ่มบุคคล องค์กร และผู้กุมอำนาจรัฐไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้งหรือการปฏิวัติรัฐประหารอยู่เสมอ นำไปสู่การคุกคามสื่อมวลชนในหลายรูปแบบ  มีทั้งการใช้อำนาจตามกฎหมายเข้าควบคุม ตรวจสอบ  ปิดกิจการ   มีทั้งการใช้อำนาจนอกระบบคุกคามสวัสดิภาพ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงการทำร้ายจนบาดเจ็บและเสียชีวิต  ทั้งในอดีตและปัจจุบันสื่อมักตกอยู่ภายใต้การคุกคามโดยวิธีใดวีธีหนึ่งเสมอ</p>
<p>มีกรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นในลักษณะที่ถือได้ว่าเป็นการคุกคามสื่อ ทั้งในฐานะบุคคลและองค์กรเมื่อไม่นานมานี้  ซึ่งเป็นที่สนใจของสาธารณชน  เช่น</p>
<p>1.กรณีบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ยื่นฟ้อง นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ(คปส.) , บริษัทไทยเจอร์นัลกรุ๊ป จำกัด , นายโรจน์ งามแม้น นางกรรณิกา วิริยะกุล และ นายทวีสิน สถิตย์รัตนชีวิน โดยทั้งสามเป็นผู้บริหารของหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ในความผิดฐานร่วมกันหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาด้วยเอกสาร โดยการเผยแพร่ข่าวเรื่อง &#8220;เอ็นจีโอประจาน 5 ปีไทยรักไทย ชินคอร์ปรวย&#8221;  ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างผลประโยชน์ครอบครัวและผลประโยชน์ของประเทศ  ต่อมาเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2549 ศาลพิพากษายกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นการให้ข้อมูลเพื่อประโยชน์ต่อสาธารณะ ไม่ได้มีเจตนาใส่ความโจทก์แต่อย่างใด</p>
<p>2. กรณีหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์  สั่งปลดนายเสริมสุข กษิติประดิษฐ์ จากตำแหน่งหัวหน้าข่าวทหารและความมั่นคงและเลิกจ้างเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ.2548 โดยกล่าวหาว่า นายเสริมสุข กระทำการโดยประมาทเลินเล่อและฝ่าฝืนระเบียบ ในการนำเสนอข่าวรันเวย์สนามบินสุวรรณภูมิมีรอยร้าว เมื่อวันที่ 6-9 ส.ค. 2548 ของหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ต่อมานายเสริมสุข กษิติประดิษฐ์ ได้ฟ้องหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ต่อศาลแรงงานกลางว่า จำเลยทำผิดสัญญาจ้างแรงงานและเลิกจ้างไม่เป็นธรรม โดยเรียกค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้าง และค่าเสียหายที่ถูกเลิกจ้าง  ต่อมาศาลพิจารณาว่าการนำเสนอข่าวของโจทก์ ซึ่งเป็นผู้นำประเด็นข่าวเสนอให้ต่อกองบรรณาธิการเพื่อพิจารณาในการตีพิมพ์ เรื่องรันเวย์สนามบินสุวรรณภูมิมีรอยร้าวได้กระทำไปตามหน้าที่และได้วิเคราะห์ประเด็นข่าวก่อนตีพิมพ์ ไม่ได้เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อกำหนดในการนำเสนอข่าวของหนังสือพิมพ์บางกอก โพสต์ตามที่จำเลยทั้ง 3 ได้ใช้เป็นข้ออ้างในการเลิกจ้าง  จึงพิพากษาให้หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์รับโจทก์ให้เข้าทำงานในตำแหน่งและอัตราค่าจ้างที่ไม่ต่ำกว่าที่เคยได้รับ</p>
<p>3.กรณีห้างเทสโกโลตัส ฟ้องเรียกค่าเสียหายจาก นางนงค์นาถ ห่านวิไล บรรณาธิการข่าวธุรกิจการตลาด หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ เป็นเงิน 100 ล้านบาท และนายกมล กมลตระกูล และ เป็นเงิน 100 ล้านบาทเช่นกัน  เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ.2551  โดยกล่าวหาว่าจำเลยคือนางอนงค์นาถ ห่านวิไล ได้เขียนข่าวในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 29 ม.ค.2551 คอลัมน์สังคมธุรกิจ ใช้นามปากกา “คุณแอ๊ด” ว่า ผู้บริหารค่ายเทสโก้โลตัส เตรียมทุ่มงบประมาณขยายสาขาทุกโมเดล รวม 130 สาขา เฉลี่ยเปิดสาขาใหม่ทุกๆ 3 วัน ถือเป็นการกระทำที่ไม่รักคนไทย ซึ่งโจทก์ถือว่าเป็นการเขียนข้อความที่ไม่เป็นความจริง จงใจทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียงและภาพลักษณ์ในทางธุรกิจและสังคม  ส่วนกรณีนายกมล กมลตระกูล นั้นโจทก์อ้างถึงบทความเรื่อง “พ.ร.บ.ค้าปลีก กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้” ในคอลัมน์ “ภูมิคุ้มกันคอร์รัปชั่น” ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันจันทร์ที่ 29 ต.ค.2550 ว่า การที่เทสโก้ไต่ทะยานขึ้นเป็นบริษัทที่ร่ำรวยด้วยยอดขายรวม 79,978 ล้านดอลลาร์ เป็นยอดขายที่มาจากประเทศไทยถึงร้อยละ 37 ด้วยเทคนิคการทำบัญชีที่ซับซ้อน ไม่ต้องเสียภาษีให้ท้องถิ่น เพราะยอดขายสูง แต่กลับทำตัวเลขกำไรต่ำ ซึ่งโจทก์ถือว่าข้อเขียนทั้งหมดไม่เป็นความจริง  ทำให้เกิดความเสียหาย</p>
<p>กรณีที่ยกมาทั้งหมดนั้น ย่อมถือได้ว่า สื่อได้ทำหน้าที่ตามหลักแห่งจรรยาบรรณและจริยธรรมแห่งวิชาชีพอย่างตรงไปตรงมา  จนถูกคุกคามจากผู้เสียประโยชน์  ถึงแม้การฟ้องร้องจากผู้เสียหายเกิดขึ้นได้ในกรณีที่คิดว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรมจากสื่อ  แต่ในกรณีที่ 1 และ 3 ที่ยกมานั้น  เรียกได้ว่าเป็นการข่มขู่คุกคามการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน เพราะเป็นการเรียกค่าเสียหายเกินความเป็นจริงที่บุคคลธรรมดาจะสามารถจ่ายค่าเสียหายเป็นจำนวนเงินนับร้อยล้านบาทได้  ดังนั้นจึงไม่อาจตีความเป็นอื่นไปได้ นอกจากเป็นการข่มขู่คุกคามให้สื่อมวลชนให้หยุดนำเสมอข้อเท็จจริงที่มีผลกระทบต่อผู้ฟ้องนั่นเอง ส่วนในกรณีที่ 2 นั้นเชื่อว่า  การที่ผู้บริหารสื่อสั่งปลดพนักงานตัวเองในกรณีนี้นั้น เชื่อกันว่าเนื่องมาจากมีอิทธิพลจากภายนอกเข้ามาแทรกแซง</p>
<p>ในปัจจุบันระบบการเมืองได้พัฒนาจากการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของผู้กุมอำนาจรัฐ  มาสู่ยุคแห่งการผ่อนคลายมากขึ้น  กฎหมายควบคุมสื่อที่เป็นเครื่องมือของการเมืองยุคเผด็จการทหารคือ ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินฉบับที่ 42  (ปร.42)  ถูกยกเลิกไปแล้ว  การคุกคามสื่อโดยรัฐหรือผู้กุมอำนาจรัฐโดยตรงไม่มีให้เห็นชัดเจนเช่นดังแต่ก่อน  จะมีก็แต่การแทรกแซงหรือครอบงำโดยใช้อำนาจตามกฎหมายปฏิรูปสื่อ  ดังเช่นในรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช  ใช้อำนาจเปลี่ยนแปลงสื่อของรัฐคือสถานีโทรทัศน์กรมประชาสัมพันธ์ หรือ ช่อง 11 เปลี่ยนเป็นสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที (NBT) รวมถึงการประกาศจะยกเครื่องการปฏิรูปสื่อโดยการจัดระเบียบสื่อต่างๆตามอำนาจที่มีอยู่  ซึ่งการกระทำดังกล่าวได้รับการต่อต้านและวิพากษ์วิจารณ์จากสื่อมวลชนและสาธารณชนในทางที่ไม่เห็นด้วย</p>
<p>สิ่งที่คุกคามหรือครอบงำสื่อในปัจจุบันนี้ ได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบไปจากสมัยก่อนเป็นอันมาก รัฐไม่ได้ใช้อำนาจและข้ออ้างทางการเมืองคุกคามสื่อโดยตรง  แต่สื่อในปัจจุบันทั้งในฐานะปัจเจกชนคือคนทำงานสื่อ อันได้แก่ผู้ปฏิบัติงานในองค์กรสื่อ  เช่นผู้สื่อข่าวและบรรณาธิการข่าว เป็นต้น  และองค์กรสื่ออันได้แก่ หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์  กลับถูกคุกคามจากบุคคล กลุ่มคน หรือองค์กรที่สูญเสียประโยชน์จาการทำงานของสื่อ  ดังจะเห็นได้จาก  ผู้สื่อข่าวทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ถูกปองร้าย ทำร้ายจนบาดเจ็บและถึงแก่ชีวิตอยู่เสมอๆ เนื่องมาจากการทำงานข่าวที่เปิดโปงความไม่ชอบมาพากล ความผิด หรือการกระทำที่ไม่ดีของบุคคล กลุ่มบุคคล และองค์กรต่างๆ  หรือไม่ก็ถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายในทางแพ่ง  และให้รับโทษทางอาญาดังกรณ๊ตัวอย่างที่ได้กล่าวมาแล้ว  ซึ่งต้องใช้เวลาพิสูจน์กันค่อนข้างยาวนานาจนอาจทำให้บั่นทอนพลังและเวลาในการทำงานของสื่อมวลชนลงไป</p>
<p>กล่าวโดยสรุปแล้ว  สื่อมวลชนไทยที่ยึดมั่นในจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ มีความกล้าหาญทางจริยธรรมนำเสนอข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา ยังคงตกอยู่ภายใต้ความเสี่ยงที่จะถูกคุกคามโดยการฟ้องร้องทางแพ่งและทางอาญา  รวมทั้งคุกคามต่อสวัสดิภาพ ชีวิตและทรัพย์สินด้วยวิธีการต่างๆนานา  ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยพิสูจน์ถึงความกล้าหาญของสื่อมวลชนว่าจะซื่อสัตย์ในหน้าที่และมั่นคงในจรรยาบรรณและจริยธรรมแห่งวิชาชีพเพียงใด แต่เท่าที่ผ่านมานั้นก็ได้พิสูจน์แล้วว่า  สื่อมวลชนไทยส่วนมาก  มีความกล้าหาญในการทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา และกล้ายึดมั่นในจรรยาบรรณและจริยธรรมแห่งวิชาชีพ อันเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้สื่อมวลชนเป็นสื่อมวลชนที่แท้จริง.</p>
<p><span style="color: #333399;">บทความนี้ผมเขียนขึ้นเพื่อตีพิมพ์ในหนังสือที่ระลึก 12 ปี รางวัลแสงชัย สุทรวัฒน์ จัดพิมพ์โดยสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย เมษายน ๒๕๕๒  สนใจรับหนังสือติดต่อที่สมาคมฯ โทรศัพท์ 02 243 8479 เว็บไซต์ www.thaibja.org</span></p>
<p>[หากเห็นว่าบทความนี้มีประโยชน์สามารถนำไปเผยแพร่ตามสื่อต่างๆได้ และช่วยอ้างอิงหรือทำลิงก์มายังที่นี่ด้วย แต่ขอความกรุณาอย่านำไปจัดทำเพื่อจำหน่ายหรือหารายได้ในรูปแบบต่างๆนะครับ]</p>
<p><script type="text/javascript"><!--
ad_partner="200808194329222";
ad_website="2009051996171953";
ad_zone="2009052032002958";
ad_format="20080422569846860";
ad_type="tm";
ad_color_border="FFFFFF";
ad_color_bg="FFFFFF";
ad_background="";
ad_color_title="0000CC";
ad_color_text="000000";
ad_color_url="22608F";
// --></script><br />
<script src="http://ads.bumq.com/ad_show2.js" type="text/javascript"></script></p>
<p class="akst_link"><a href="http://blogologynet.com/?p=842&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_842" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://blogologynet.com/media-and-communications" title="ใครๆก็(ไม่)ชอบสื่อ (29 February 2008)">ใครๆก็(ไม่)ชอบสื่อ</a> (2)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/media-right" title="อภิสิทธิและเอกสิทธิของสื่อ (14 May 2008)">อภิสิทธิและเอกสิทธิของสื่อ</a> (1)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/sayan-yodrak-and-media" title="วิวาทะ สายัณห์-ยอดรัก : สื่อทำหน้าที่เป็นพนักงานส่งเอกสารเท่านั้นหรือ? (22 March 2008)">วิวาทะ สายัณห์-ยอดรัก : สื่อทำหน้าที่เป็นพนักงานส่งเอกสารเท่านั้นหรือ?</a> (0)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/media-massage-political-communications" title="ปรากฏการณ์ขาประจำ: “สื่อ” และ “สาร” ทางการเมืองของประชาชน (29 February 2008)">ปรากฏการณ์ขาประจำ: “สื่อ” และ “สาร” ทางการเมืองของประชาชน</a> (1)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/media-and-news-writing" title="บางถ้อยคำใน “ผู้จัดการ” เป็นสิ่งสมควรที่จะปรากฏใน “สื่อสาธารณะ” หรือไม่ (16 May 2008)">บางถ้อยคำใน “ผู้จัดการ” เป็นสิ่งสมควรที่จะปรากฏใน “สื่อสาธารณะ” หรือไม่</a> (0)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogologynet.com/thai-mass-media/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สงครามข่าวสารของเอเอสทีวีกับพีทีวี</title>
		<link>http://blogologynet.com/astv-and-ptv</link>
		<comments>http://blogologynet.com/astv-and-ptv#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 14 Jul 2008 16:58:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator></dc:creator>
				<category><![CDATA[สื่อสารมวลชน]]></category>
		<category><![CDATA[ASTV]]></category>
		<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[พีทีวี]]></category>
		<category><![CDATA[สงครามข่าวสาร]]></category>
		<category><![CDATA[เอเอสทีวี]]></category>
		<category><![CDATA[PTV]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://citizenjournal.kosolnet.com/?p=98</guid>
		<description><![CDATA[
ภาพจาก thaiinsider.info
&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;
หลังจากพรรคไทยรักไทย โดยการนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ชนะการเลือกตั้งเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเมื่อปี 2544 ด้วยการนำเสนอนโยบายประชานิยมภายใต้แนวคิด “คิดใหม่ ทำใหม่” ที่ถูกใจคนไทยในขณะนั้น ซึ่งเพิ่งฟื้นตัวจากวิกฤตการณ์เศรษฐกิจปี 2540 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลายเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่และได้รับจับตามองว่าจะเป็นผู้นำคนใหม่ของเอเชีย เทียบชั้นเดียวกับนายลีกวนยู อดีตนายกรัฐมนตรีแห่งสิงคโปร์ และ ดร.มหาธีร์ โมฮัมเหม็ด นายกรัฐมนตรีมาเลเซียในขณะนั้น แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องการบริหารประเทศไม่โปร่งใส มีผลประโยชน์ทับซ้อน มีการคอรัปชั่นโครงการต่างๆ ใช้อำนาจทางรัฐสภาโดยอาศัยเสียงข้างมากดำเนินการทางการเมืองเพื่อผลประโยชน์ของตนและพวกพ้อง แม้การขึ้นดำรงตำแหน่งสมัยที่สอง จากการเลือกตั้งปี 2548 พร้อมด้วยคะแนนเสียงในสภาท่วมท้นจนจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ แต่ข้อสงสัยในเรื่องการใช้อำนาจเผด็จการทางรัฐสภาเพื่อสร้างประโยชน์แก่ตนเองก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น นำไปสู่การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนเพื่อต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพรรคไทยรักไทย โดยกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่มีการเคลื่อนไหวอย่างเป็นขบวนการ และมีประชาชนเป็นจำนวนมากสนับสนุน

แม้หลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้หยุดเคลื่อนไหว เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณและกลุ่มผลประโยชน์ที่เรียกว่า “ระบอบทักษิณ” ถูกโค่นล้มไปแล้ว แต่เมื่อพรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2551 จนได้เป็นรัฐบาล กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจึงกลับมาเคลื่อนไหวใหม่เพื่อโค่นล้มระบอบทักษิณอีกครั้งหนึ่ง เพราะเชื่อว่าพรรคพลังประชาชนคือตัวแทนของระบอบทักษิณ
การเคลื่อนไหวต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft" style="float: left; margin: 10px 20px; border: 0px;" src="http://thaiinsider.info/portal/images/stories/samak_grov/jakkaprob_astv_ptv.jpg" alt="" width="294" height="176" /><br />
<strong>ภาพจาก thaiinsider.info</strong><br />
&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;</p>
<p style="text-align: justify;">หลังจากพรรคไทยรักไทย โดยการนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ชนะการเลือกตั้งเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเมื่อปี 2544 ด้วยการนำเสนอนโยบายประชานิยมภายใต้แนวคิด “คิดใหม่ ทำใหม่” ที่ถูกใจคนไทยในขณะนั้น ซึ่งเพิ่งฟื้นตัวจากวิกฤตการณ์เศรษฐกิจปี 2540 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลายเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่และได้รับจับตามองว่าจะเป็นผู้นำคนใหม่ของเอเชีย เทียบชั้นเดียวกับนายลีกวนยู อดีตนายกรัฐมนตรีแห่งสิงคโปร์ และ ดร.มหาธีร์ โมฮัมเหม็ด นายกรัฐมนตรีมาเลเซียในขณะนั้น แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องการบริหารประเทศไม่โปร่งใส มีผลประโยชน์ทับซ้อน มีการคอรัปชั่นโครงการต่างๆ ใช้อำนาจทางรัฐสภาโดยอาศัยเสียงข้างมากดำเนินการทางการเมืองเพื่อผลประโยชน์ของตนและพวกพ้อง แม้การขึ้นดำรงตำแหน่งสมัยที่สอง จากการเลือกตั้งปี 2548 พร้อมด้วยคะแนนเสียงในสภาท่วมท้นจนจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ แต่ข้อสงสัยในเรื่องการใช้อำนาจเผด็จการทางรัฐสภาเพื่อสร้างประโยชน์แก่ตนเองก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น นำไปสู่การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนเพื่อต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพรรคไทยรักไทย โดยกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่มีการเคลื่อนไหวอย่างเป็นขบวนการ และมีประชาชนเป็นจำนวนมากสนับสนุน<br />
<span id="more-98"></span><br />
แม้หลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้หยุดเคลื่อนไหว เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณและกลุ่มผลประโยชน์ที่เรียกว่า “ระบอบทักษิณ” ถูกโค่นล้มไปแล้ว แต่เมื่อพรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2551 จนได้เป็นรัฐบาล กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจึงกลับมาเคลื่อนไหวใหม่เพื่อโค่นล้มระบอบทักษิณอีกครั้งหนึ่ง เพราะเชื่อว่าพรรคพลังประชาชนคือตัวแทนของระบอบทักษิณ</p>
<p style="text-align: justify;">การเคลื่อนไหวต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และการเคลื่อนไหวสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หรือที่รู้จักกันว่า “ฝ่ายไม่เอาทักษิณ” กับ “ฝ่ายเอาทักษิณ” กลายเป็นความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างเป็นรูปธรรม ตลอดช่วงระยะเวลา 5-6 ปีที่ผ่านมา ความขัดแย้งดังกล่าวได้แบ่งแยกคนไทยออกเป็นฝักฝ่ายอย่างชัดเจน<br />
ในการเคลื่อนไหวของแต่ละฝ่าย ต่างอาศัยสื่อเป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ข่าวสารของฝ่ายตนสู่ประชาชน โดยเฉพาะสื่อทีวีที่สามารถเผยแพร่ข่าวสารได้ตามเวลาที่เกิดขึ้นจริง ( Real Times) โดยข่าวสารมีทั้งภาพและเสียง ทำให้สร้างอารมณ์ร่วมและความเห็นความคล้อยตามได้เป็นอย่างดี ดังนั้น สื่อทีวีจึงเป็นเครื่องมือที่ขาดไม่ได้ และได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเคลื่อนไหวทางการเมืองไปโดยปริยาย</p>
<p style="text-align: center;"><strong>1. ASTV อาวุธของฝ่าย “ไม่เอาทักษิณ”</strong></p>
<p style="text-align: justify;">กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยมีสื่อมวลชนในเครือหนังสือพิมพ์ผู้จัดการเป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ข่าวสาร เริ่มต้นด้วยการขุดคุ้ยความไม่ชอบมาพากลของการบริหารราชการแผ่นดินของของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ทำให้ประเทศชาติสูญเสียประโยชน์ ผสานกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างเป็นขบวนการ จนนำไปสู่การรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 โดยคณะทหารที่เรียกตัวเองว่า คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) นำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลนำโดย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ จัดตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ร่างและประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ปี 2550 ตามมาด้วยการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2551 ซึ่งพรรคพลังประชาชนที่เชื่อกันว่า เป็นพรรคการเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกโค่นล้มไปเป็นฝ่ายชนะได้เสียงข้างมาก ทำให้ นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชนได้เป็นนายกรัฐมนตรี</p>
<p style="text-align: justify;">นายสมัคร สุนทรเวช เคยประกาศก่อนจะเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคพลังประชาชนในช่วงก่อนการเลือกตั้งว่า ตนจะทำงานแทน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยรับเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชน และสมาชิกพรรคพลังประชาชนก็ล้วนแต่เป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทย ซึ่งเป็นพรรคการเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ถูกยุบไปหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549</p>
<p style="text-align: justify;">ผู้นำคนหนึ่งของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย คือนายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นเจ้าของสื่อเครือผู้จัดการ มีสื่อทุกชนิดทั้งวิทยุ หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ และสื่อออนไลน์ จึงได้ใช้สื่อทุกชนิดที่มีอยู่สนับสนุนการเคลื่อนไหวของฝ่ายตน ด้วยการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของกลุ่มพันธมิตรฯผ่านสื่อเพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารที่แตกต่างจากสื่อของฝ่ายสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยเฉพาะโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเอเอสทีวี (ASTV) ถูกใช้เป็นเครื่องมืออย่างเป็นรูปธรรมที่สุด ด้วยการเปิดช่องสัญญาณถ่ายทอดการเคลื่อนไหวจากพื้นที่จริง ยิงสัญญาณผ่านดาวเทียมให้ผู้ชมได้รู้ข่าวสารอย่างทันเหตุการณ์</p>
<p style="text-align: justify;">อิทธิพลของ ASTV นั้น ทางฝ่ายพันธมิตรประชาธิปไตยเชื่อกันว่า ได้ส่งผลสะเทือนต่อการรับรู้ข่าวสาร ความคิด ความเชื่อของประชาชนในชนบทที่เลือกรับข่าวสารผ่าน ASTV เป็นอย่างมาก โดยเห็นได้จากการเคลื่อนไหวต่อต้านระบอบทักษิณครั้งใหม่ ที่มุ่งโค่นล้มรัฐบาลพรรคพลังประชาชนที่นำโดยนายสมัคร สุนทรเวช ที่เชื่อว่าเป็นตัวแทนของระบอบทักษิณนั้น มีประชาชนจากจังหวัดต่างๆที่จัดตั้งเป็นกลุ่มพันธมิตรฯประจำจังหวัด ได้เข้าร่วมชุมนุมเป็นจำนวนมาก ทั้งยังมีการเคลื่อนไหวในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมที่สุดของการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯจังหวัดก็คือ การชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยคือ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ให้ออกจากพื้นที่ โดยเกิดขึ้นที่จังวัดกระบี่เป็นครั้งแรก และต่อมาที่จังหวัดต่างๆในภาคอีสาน โดยกลุ่มพันธมิตรฯประกาศว่าจะกระทำเช่นนี้เรื่อยไป จนกว่าคณะรัฐบาลที่เป็นตัวแทนของระบบทักษิณลาออก</p>
<p style="text-align: justify;">ปรากฏการณ์พันธมิตรฯจังหวัดต่างๆดังกล่าว หากเกิดขึ้นเพราะการรับรู้ข่าวสารผ่านสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม ASTV จริง นับได้ว่า การใช้สื่อโทรทัศน์ในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ผลตามเป้าหมายเป็นอย่างยิ่ง</p>
<p style="text-align: center;"><strong>2. PTV อาวุธของฝ่าย “เอาทักษิณ”</strong></p>
<p style="text-align: justify;">ฝ่ายสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้จัดตั้งสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมพีทีวี (PTV) ขึ้นในช่วงของรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เพื่อเป็นเครื่องมือเผยแพร่ข่าวสารของกลุ่มตน ขณะเดียวกันก็เคลื่อนไหวทางการเมืองในนาม แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) โดยมองว่า ฝ่ายที่ต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นฝ่ายเผด็จการ เพราะสนับสนุนการโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งด้วยการรัฐประหารซึ่งเป็นเผด็จการ ดังนั้น ทั้ง คปค. ก็ดี รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็ดี กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็ดีล้วนแต่เป็นฝ่ายเผด็จการในมุมมองของ นปก. ทั้งสิ้น แต่การดำเนินงานของสถานีโทรทัศน์ PTV ต้องยุติลงหลังจากดำเนินการได้ไม่นาน เนื่องมาจากปัญหาด้านกฎหมาย ทางกลุ่ม นปก. จึงหันไปใช้สื่อสิ่งพิมพ์ซึ่งมีทั้งหนังสือพิมพ์รายวันและรายสัปดาห์แทน</p>
<p style="text-align: justify;">เมื่อรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช เข้าบริหารราชการแผ่นดิน ได้ปรับเปลี่ยนสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทยของกรมประชาสัมพันธ์ หรือช่อง 11 เป็นสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที (NBT) เพื่อเป็นคู่แข่งขันกับสถานีโทรทัศน์สาธารณะไทยคือทีบีเอส (PBS) ที่รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้ยึดกิจการของสถานีโทรทัศน์ไอทีวี (ITV) ซึ่งกลุ่มธุรกิจที่ตระกูลชินวัตรเป็นเจ้าของที่ทำผิดสัญญาต่อรัฐแล้วนำไปปรับเปลี่ยนเป็นสถานีโทรทัศน์สาธารณะ รัฐบาลพรรคพลังประชาชนไม่สามารถจะจัดการเปลี่ยนแปลงแทรกแซงสถานี PBS ได้เพราะติดขัดเรื่องกฎหมาย จึงจัดตั้งสถานี NBT ขึ้นมา โดยมี นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น และเป็นหนึ่งในอดีตแกนนำ นปก. เป็นผู้รับผิดชอบ และว่าจ้างพนักงานของสถานีโทรทัศน์ ITV เดิมบางส่วน มาเป็นพนักงานของ NBT โดยหวังที่จะให้เป็นคู่เปรียบเทียบกับสถานีโทรทัศน์ PBS อันเป็นการแสดงให้เห็นถึงการแสดงท่าทีของฝ่าย “เอาทักษิณ” ซึ่งมีอำนาจทางการเมืองในฐานะรัฐบาล ที่มีต่อฝ่าย “ไม่เอาทักษิณ” ที่ตนเห็นว่าเป็นเผด็จการที่ได้จัดตั้งสถานีโทรทัศน์ PBS ขึ้น<br />
สถานีโทรทัศน์ NBT หรือช่อง 11 เดิม จึงเป็นเครื่องมือของรัฐบาลที่เป็นตัวแทนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในสายตาของฝ่ายพันธมิตรฯ ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้แก่รัฐบาล ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วก็เป็นภารกิจที่สถานีโทรทัศน์ช่อง 11 เดิม ได้ดำเนินงานมาตลอดนับตั้งแต่ก่อตั้งเป็นต้นมา ไม่ว่าพรรคการเมืองใดเป็นรัฐบาล ล้วนแล้วแต่ใช้สถานีโทรทัศน์แห่งนี้เป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลทั้งสิ้น</p>
<p style="text-align: justify;">เมื่อเดือนกรกฎาคม 2551 สถานีโทรทัศน์ PTV ได้ถูกรื้อฟื้นกิจการขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง โดยกลุ่ม นปก. เดิมที่มีนายวีระ มุสิกพงศ์ อดีตหนึ่งในแกนนำ นปก. เป็นผู้นำในการดำเนินงาน PTV ครั้งใหม่ โดยกำหนดบทบาทของสถานีโทรทัศน์ PTV ให้เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารด้านตรงกันข้ามกับสถานีโทรทัศน์ ASTV ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย การกลับมาดำเนินงานของสถานีโทรทัศน์ PTV ครั้งใหม่นี้ แม้ไม่ได้ดำเนินงานเต็มรูปแบบ ไม่ได้ออกอากาศตลอด 24 ชั่วโมง แต่ก็มีนัยอันสำคัญยิ่งในการส่งผ่านความคิดสู่ฝ่าย”เอาทักษิณ” เป็นการกลับเข้าสู่ “สงครามข่าวสาร” ที่ ดูเหมือนว่า ฝ่าย นปก. เพลี่ยงพล้ำให้แก่ฝ่ายพันธมิตรฯ ตลอดมา</p>
<p style="text-align: justify;">การกลับมาดำเนินงานของสถานีโทรทัศน์ PTV ก็เป็นสัญญาณให้ฝ่าย “เอาทักษิณ” ได้ทราบว่า การต่อสู้ยังไม่จบสิ้นลงง่ายๆ เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสมแล้ว PTV ก็พร้อมที่จะกลับมาดำเนินงานอย่างเต็มรูปแบบเพื่อเป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ข่าวสารไปถึงกลุ่มผู้สนับสนุน เช่นเดียวกับ กลุ่ม นปก. ที่แม้จะไม่การเคลื่อนไหวอย่างเป็นรูปธรรมเหมือนในช่วงรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ แต่เมื่อถึงเวลา กลุ่ม นปก. ก็พร้อมที่จะกลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้งหนึ่ง โดยมี PTV และอาจมี NBT เป็นแนวร่วม เพราะผู้ปฏิบัติงาน ของ NBT ส่วนหนึ่งมาจากสถานีโทรทัศน์ ITV เดิมดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น</p>
<p style="text-align: justify;">คำถามต่อไปมีอยู่ว่า เมื่อใดจึงจะเป็นเวลาอันเหมาะสมที่ PTV กับ นปก. จะดำเนินการเคลื่อนไหวอย่างเต็มรูปแบบ คำตอบย่อมหาได้จากการเคลื่อนไหวที่ผ่านมาของทั้งสองฝ่าย เมื่อใดฝ่ายที่มีความคิดเดียวกันมีอำนาจทางการเมืองก็จะยุติบทบาทการเคลื่อนไหวลงชั่วคราว ดังเช่น กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ยุติบทบาทลงในช่วงรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ แต่ กลุ่ม นปก. ออกมาเคลื่อนไหวอย่างเต็มรูปแบบและได้จัดตั้ง PTV และสื่อสิ่งพิมพ์ขึ้นเป็นเครื่องมือสื่อสารของตน ต่อมาเมื่อรัฐบาลพรรคพลังประชาชนนำโดยนายสมัคร สุนทรเวช เข้าบริหารประเทศ กลุ่ม นปก. ก็ยุติบทบาทลง แต่กลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาเคลื่อนไหวอย่างเต็มรูปแบบอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับใช้สถานีโทรทัศน์ดาวเทียม ASTV เป็นเครื่องมือเผยแพร่ข่าวสารอย่างเต็มรูปแบบ ดังที่ปรากฏในปัจจุบัน</p>
<p style="text-align: center;"><strong>3. ประชาชนได้อะไรจากสงครามข่าวสาร</strong></p>
<p style="text-align: justify;">สงครามข่าวสารของทั้งสองฝ่ายยังดำเนินต่อไป ตราบใดที่ความขัดแย้งยังไม่ยุติ เราคงจะได้เห็นการใช้สถานีโทรทัศน์เป็นอาวุธในการต่อสู้ด้านข่าวสาร ซึ่งอาจจะไม่ใช่ ASTV หรือ PTV ตลอดไป เพราะเมื่อเหตุการณ์พัฒนาไปสู่จุดๆหนึ่งที่ไม่อาจคาดเดาได้ อาจมีการจัดตั้งสถานีโทรทัศน์อื่นที่มีลักษณะเดียวกันเป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ข่าวสาร ตามความจำเป็นในสถานการณ์นั้นๆ เพราะปัจจุบันเทคโนโลยีการสื่อสารมีการพัฒนาให้ใช้งานง่ายขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น ขนาดเล็กลง การติดตั้งไม่มีความยุ่งยากซับซ้อน และมีราคาถูกลง จึงสามารถจัดตั้งขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว</p>
<p style="text-align: justify;">หากมองข้ามความขัดแย้งทางการเมืองก็จะเห็นได้ว่า การเกิดขึ้นของสถานีโทรทัศน์ ASTV ก็ดี PTV ก็ดี หรือสถานีโทรทัศน์ลักษณะเดียวกันที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ทำให้สังคมและประชาชนมีโอกาสที่จะได้รับประโยชน์จากข้อมูลข่าวสารอยู่ไม่น้อย เพราะทั้งสองฝ่ายที่พยายามเสนอข้อมูลข่าวสารเพื่อโน้มน้าวประชาชนให้เห็นด้วยกับฝ่ายตนมากที่สุด ย่อมจะต้องเสาะหาข้อมูล ข่าวสาร หลักฐานที่หนักแน่นมานำเสนอ เพื่อให้ประชาชนผู้รับข่าวสารพิจารณา</p>
<p style="text-align: justify;">แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ การเคลื่อนไหวทางการเมืองนั้น มักมีการปลุกเร้าอารมณ์ให้ฮึกเหิม ด้วยการกล่าวโจมตีฝ่ายตรงกันข้ามโดยใช้ข้อมูลแต่เพียงด้านเดียว คือด้านที่เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายตนและเป็นโทษแก่ฝ่ายตรงกันข้าม รวมไปถึงการปลุกเร้าให้เกลียดชังฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับฝ่ายตน จนอาจนำไปการใช้ความรุนแรงต่อกัน ดังที่เคยขึ้นกับสังคมไทยในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 หรือที่เกิดขึ้นในประเทศต่างๆทั่วโลก</p>
<p style="text-align: justify;">แต่อย่างไรก็ตาม หากไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น การต่อสู้กันด้วยข้อมูลข่าวสาร แม้จะมีการใส่ร้ายป้ายสีกันไปด้วย แต่สังคมก็ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารใหม่ๆเพิ่มขึ้น สำหรับผู้ที่ไม่ได้ยืนอยู่ข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด หากรับรู้ข้อมูลข่าวสารจากทั้งสองฝ่าย แล้วนำมากลั่นกรองไตร่ตรองชั่งน้ำหนักหาความจริง ก็ย่อมจะได้ประโยชน์อย่างเต็มที่ อันจะนำไปสู่การใช้ประโยชน์แก่สังคมในทางหนึ่งทางใดได้เช่นกัน.</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>โกศล อนุสิม<br />
</strong>๑๑ กรกฎาคม ๒๕๕๑</p>
<p class="akst_link"><a href="http://blogologynet.com/?p=98&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_98" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://blogologynet.com/media-and-communications" title="ใครๆก็(ไม่)ชอบสื่อ (29 February 2008)">ใครๆก็(ไม่)ชอบสื่อ</a> (2)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/launching-media-blog" title="แตกบล็อกออกไปเป็น &#8220;สื่อและสาร&#8221; (21 June 2010)">แตกบล็อกออกไปเป็น &#8220;สื่อและสาร&#8221;</a> (0)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/jakkapop-and-communication-fail" title="เหยื่อโอฐภัยจากการสื่อสารของ จักรภพ เพ็ญแข (21 May 2008)">เหยื่อโอฐภัยจากการสื่อสารของ จักรภพ เพ็ญแข</a> (4)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/samak-and-media" title="หลุมพรางดักสื่อของสมัคร สุนทรเวช (26 June 2008)">หลุมพรางดักสื่อของสมัคร สุนทรเวช</a> (0)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/media-of-wars" title="สงครามผ่านสื่อ : ผู้บริโภคคือเหยื่อที่แท้จริง (15 March 2008)">สงครามผ่านสื่อ : ผู้บริโภคคือเหยื่อที่แท้จริง</a> (0)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogologynet.com/astv-and-ptv/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หลุมพรางดักสื่อของสมัคร สุนทรเวช</title>
		<link>http://blogologynet.com/samak-and-media</link>
		<comments>http://blogologynet.com/samak-and-media#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 26 Jun 2008 07:24:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator></dc:creator>
				<category><![CDATA[สื่อสารมวลชน]]></category>
		<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[รู้เท่าทันสื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[สมัคร สุนทรเวช]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อสารการเมือง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://citizenjournal.kosolnet.com/?p=69</guid>
		<description><![CDATA[
นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีไทยคนปัจจุบัน (มิถุนายน 2551) เป็นนักการเมืองเพียงไม่กี่คน หรืออาจเป็นคนเดียวด้วยซ้ำที่ประกาศชัดถ้อยชัดคำว่า “ไม่ชอบสื่อ” จึง “ไม่กลัวสื่อ” สิ่งที่ยืนยันได้เป็นอย่างดีก็คือ นายสมัคร สุนทรเวช โต้ตอบสื่ออยู่เสมอๆ
การเป็นคนไม่ชอบสื่อและไม่กลัวสื่อของ นายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช ก่อให้เกิดข้อขัดแย้งกับสื่ออยู่เสมอๆ การให้สัมภาษณ์แต่ละครั้ง นายสมัคร สุนทรเวช ไม่ยอมให้สื่อถามตนอยู่แต่ฝ่ายเดียว หลายๆครั้งได้โยนคำถามกลับไปที่สื่อ ในกรณีที่มีการถามคำถามที่เป็นลักษณะชี้นำ หรือเป็นคำถามที่ผู้ตอบไม่ต้องการตอบ
นายสมัคร สุนทรเวช นั้นก็เป็นคนทำสื่อมาก่อน นั่นคือ เป็นนักเขียนคอลัมน์และเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์เดลิมิเร่อซึ่งปิดตัวลงไปนานหลายปีแล้ว ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า เป็นคนที่รู้เท่าทันสื่อ เป็นนักการเมืองที่รู้จักใช้สื่อให้เกิดประโยชน์ อย่างน้อยก็อยู่ใน “พื้นที่ข่าว” ได้ตลอดเวลา

สิ่งที่เราเห็นอยู่เสมอก็คือ นักการเมืองมักถูกสื่อใช้คำถามแบบชี้นำเพื่อให้ได้คำตอบตามที่ตนต้องการ หรือถูกตะล่อมให้พูด หรือแม้กระทั่งเรียกได้ว่าถูก “ต้อน” จนต้องตอบในสิ่งที่สื่อต้องการคำตอบ แต่สำหรับนายสมัคร สุนทรเวช แล้วหลายครั้งหลายหนภาพมักออกมาตรงกันข้าม นั่นคือ สื่อถูกนายสมัคร สุนทรเวช โยนคำถามกลับบ้าง ตำหนิบ้าง แม้กระทั่ง “ด่ากลับ” ก็หลายหน ด้วยอาการที่ไม่เกลงใจหรือเกรงกลัวสื่อ ใช้ความเหนือกว่าทั้งเรื่องคำพูดและความรู้ทันข่มสื่อจนทำให้สื่อคือผู้สื่อข่าวรุ่นลูกหลานกระเจิดกระเจิงมาก็หลายครั้ง
แต่การที่นายสมัคร สุนทรเวช สามารถเอาชนะสื่อได้นั้น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignright" style="float: right; margin: 10px 20px; border: 0px;" src="http://www.naewna.com/cgi-bin/3-2-2008/12.gif" alt="สมัคร สุนทรเวช ภาพจาก Naewna.com" width="306" height="255" /></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>นายสมัคร สุนทรเวช </strong>นายกรัฐมนตรีไทยคนปัจจุบัน (มิถุนายน 2551) เป็นนักการเมืองเพียงไม่กี่คน หรืออาจเป็นคนเดียวด้วยซ้ำที่ประกาศชัดถ้อยชัดคำว่า “ไม่ชอบสื่อ” จึง “ไม่กลัวสื่อ” สิ่งที่ยืนยันได้เป็นอย่างดีก็คือ นายสมัคร สุนทรเวช โต้ตอบสื่ออยู่เสมอๆ</p>
<p style="text-align: justify;">การเป็นคนไม่ชอบสื่อและไม่กลัวสื่อของ นายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช ก่อให้เกิดข้อขัดแย้งกับสื่ออยู่เสมอๆ การให้สัมภาษณ์แต่ละครั้ง นายสมัคร สุนทรเวช ไม่ยอมให้สื่อถามตนอยู่แต่ฝ่ายเดียว หลายๆครั้งได้โยนคำถามกลับไปที่สื่อ ในกรณีที่มีการถามคำถามที่เป็นลักษณะชี้นำ หรือเป็นคำถามที่ผู้ตอบไม่ต้องการตอบ</p>
<p style="text-align: justify;">นายสมัคร สุนทรเวช นั้นก็เป็นคนทำสื่อมาก่อน นั่นคือ เป็นนักเขียนคอลัมน์และเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์เดลิมิเร่อซึ่งปิดตัวลงไปนานหลายปีแล้ว ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า เป็นคนที่รู้เท่าทันสื่อ เป็นนักการเมืองที่รู้จักใช้สื่อให้เกิดประโยชน์ อย่างน้อยก็อยู่ใน “พื้นที่ข่าว” ได้ตลอดเวลา</p>
<p style="text-align: justify;"><span id="more-92"></span></p>
<p style="text-align: justify;">สิ่งที่เราเห็นอยู่เสมอก็คือ นักการเมืองมักถูกสื่อใช้คำถามแบบชี้นำเพื่อให้ได้คำตอบตามที่ตนต้องการ หรือถูกตะล่อมให้พูด หรือแม้กระทั่งเรียกได้ว่าถูก “ต้อน” จนต้องตอบในสิ่งที่สื่อต้องการคำตอบ แต่สำหรับนายสมัคร สุนทรเวช แล้วหลายครั้งหลายหนภาพมักออกมาตรงกันข้าม นั่นคือ สื่อถูกนายสมัคร สุนทรเวช โยนคำถามกลับบ้าง ตำหนิบ้าง แม้กระทั่ง “ด่ากลับ” ก็หลายหน ด้วยอาการที่ไม่เกลงใจหรือเกรงกลัวสื่อ ใช้ความเหนือกว่าทั้งเรื่องคำพูดและความรู้ทันข่มสื่อจนทำให้สื่อคือผู้สื่อข่าวรุ่นลูกหลานกระเจิดกระเจิงมาก็หลายครั้ง</p>
<p style="text-align: justify;">แต่การที่นายสมัคร สุนทรเวช สามารถเอาชนะสื่อได้นั้น ในทางกลับกัน ถ้อยคำหรือสารที่ถูกส่งออกมาจากผู้ส่งสารในฐานะนายกรัฐมนตรีกลับล้มเหลวแทบจะสิ้นเชิง นั้นคือ เนื้อหาสาระที่ออกมาจากปากของนายกรัฐมนตรี เผยแพร่ผ่านสื่อสู่สาธารณะ มีน้อยเหลือเกินที่จะสร้างความเข้าอกเข้าใจในการทำงาน การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลที่มีนายสมัคร สุนทรเวช เป็นหัวหน้า และในทางกลับกันยังสร้างความสงสัย ความหวาดระแวง และความไม่พอใจแก่ประชาชนในส่วนที่ไม่ชอบอยู่แล้วให้ไม่ชอบมากขึ้นด้วย</p>
<p style="text-align: justify;">แม้ในรายการ <strong>“พูดจาประสาสมัคร” </strong>วิทยุและโทรทัศน์ของกรมประชาสัมพันธ์ในทุกเช้าวันอาทิตย์ ซึ่งรายการลักษณะเดียวกันนี้ นายกรัฐมนตรีคนก่อนๆ ทั้ง <strong>พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร </strong>และ <strong>พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ </strong>ได้ใช้เป็นเวทีในการชี้แจงการทำงานของรัฐบาล ให้ข้อมูลข่าวสารเรื่องนโยบายที่กำลังดำเนินการอยู่ และเรื่องอื่นๆที่เป็นงานของรัฐบาลเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบ เข้าใจ และติดตามความก้าวหน้าทุกสัปดาห์ ถึงแม้จะเป็นรายการที่มีลักษณะเป็นการโฆษณาประชาสัมพันธ์ โดยหัวหน้ารัฐบาล แต่เนื้อหาสาระที่เผยแพร่นั้น นับว่าเป็นประโยชน์แก่ผู้ฟังคือประชาชนทั่วไป ทำให้เห็นภาพการทำงานโดยรวมของรัฐบาลตามภาระหน้าที่ที่มีต่อประเทศชาติและประชาชน ซึ่งประชาชนสามารถนำไปเทียบเคียงเพื่อตรวจสอบสิ่งนายกรัฐมนตรีบอกเล่า กับสิ่งที่ประชาชนเห็น เพื่อประเมินหาความจริงด้วยตัวเองได้</p>
<p style="text-align: justify;">แต่รายการ “พูดจาประสาสมัคร” ที่นายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช ใช้เป็นเวทีในการพูดคุยทุกเช้าวันอาทิตย์ มีความแตกต่างด้านเนื้อหาสาระแทบจะสิ้นเชิงกับนายกรัฐมนตรีสองคนก่อนที่ได้ยกมากล่าวถึงในย่อหน้าข้างบนนั้น โดยนายสมัคร สุนทรเวช มักใช้เป็นเวทีตอบโต้คำวิพากษ์วิจารณ์จากบุคคลอื่นด้วยความดุเดือด แข็งกร้าว เหน็บแนม ซึ่งยังห่างไกลจากการชี้แจงของนายกรัฐมนตรีคนก่อนๆ ที่นำข้อมูลที่สามารถจับต้องได้มาอธิบายแก้ข้อกล่าวหา ดังนั้น <strong>“การตอบโต้” </strong>ของนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช จึงแตกต่างจาก <strong>“การชี้แจง”</strong> ของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หรือ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ แม้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรจะมีการใช้คำพูดที่แข็งกร้าวอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ใช้ควบคู่ไปกับการให้ “ข้อมูล” ในเรื่องที่พูด มากกว่า</p>
<p style="text-align: justify;">ลักษณะเช่นนี้นับเป็นเอกลักษณ์ของนายสมัคร สุนทรเวช ไม่ว่าจะดำรงตำแหน่งในฐานะใด ภาพของการตอบโต้สื่อ การสวนคำพูดของผู้สื่อข่าว หรือภาพการโต้เถียงกับผู้สื่อข่าวมีให้เห็นอยู่เสมอ ที่เป็นเช่นนี้น่าจะมาจากปัจจัยหลักๆคือ</p>
<p style="text-align: justify;">1.นายสมัคร สุนทรเวช รู้เท่าทันสื่อว่าจะต้องทำหน้าที่ให้เสร็จสิ้นไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น การที่ตนเป็นบุคลที่เป็นข่าวทำให้มีความได้เปรียบสื่อ เพราะอย่างไรเสีย สื่อก็จำเป็นจะต้องอาศัยข้อมูลข่าวสารจากตน จึงทำให้นำข้อได้เปรียบมาใช้ข่มสื่อได้</p>
<p style="text-align: justify;">2.ประสบการณ์ยาวนานทางการเมือง ผ่านเหตุการณ์สำคัญๆมาหลายเหตุการณ์ มีส่วนร่วมในการใช้สื่อดำเนินการทางการเมืองมาตลอด ทั้งวิทยุและหนังสือพิมพ์ ทำให้นายสมัคร สุนทรเวช สามารถรับมือกับสื่อได้ทุกสถานการณ์</p>
<p style="text-align: justify;">3.จุดยืนกันมั่นคงทางความคิดที่มีต่อสื่อที่ประกาศอยู่เสมอว่า “ไม่ชอบสื่อ” ทำให้นายสมัคร สุนทรเวช กล้าที่จะทำตนเป็นฝ่ายตรงกันข้ามกับสื่อ ไม่แสดงความเกรงใจ เกรงกลัว หรืออ่อนข้อให้ ดังนั้น คำพูดที่แสดงออกไปจึงมักเป็นคำพูดมีลักษณะ “ข่ม” และ “ด่า” สื่อโดยตรง</p>
<p style="text-align: justify;">4.สื่อรู้ไม่เท่าทันนายสมัคร สุนทรเวช นั่นคือ ขาดการทำความเข้าใจพื้นเพ ประสบการณ์ และความคิดของนายสมัคร สุนทรเวช จึงไม่สามารถรับมือกับท่าทีที่แสดงออกมาได้ เมื่อใดที่ไม่ต้องการให้ข้อมูลข่าวสารในเรื่องที่ถูกไล่เลียงแล้วไม่ต้องการตอบ นายสมัคร สุนทรเวช มักใช้หลุมพรางการโต้เถียงมาเบี่ยงเบนความสนใจ และสื่อก็ตกเข้าไปอยู่ในหลุมพรางที่นายสมัคร สุนทรเวช ขุดดักเอาไว้ ทำให้พลาดการได้มาซึ่งข่าวสารสำคัญอันเป็นเป้าหมายหลักในการทำหน้าที่สื่อมวลชน สิ่งที่ได้มาก็เพียงเหตุการณ์โต้เถียงระหว่างสื่อกับนายสมัคร สุนทรเวช เท่านั้น ดังปรากฏเสมอๆในช่วง 4 เดือนของการเป็นหัวหน้ารัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช</p>
<p style="text-align: justify;">ดังนั้นสิ่งที่สื่อต้องตระหนักไว้ก็คือ การศึกษาและทำความเข้าใจในความคิดและการแสดงของบุคคลที่เป็นผู้นำทางการเมืองหรือผู้นำทางสังคมที่สื่อจะต้องเกี่ยวข้องด้วย เพื่อจะได้รับมือกับพฤติกรรมของบุคคลนั้นๆได้มากที่สุด ดังเช่น หากรู้ทันนายสมัคร สุนทรเวช ก็จะได้ไม่ตกหลุมพรางที่ขุดดักเอาไว้ การทำหน้าที่ของสื่อก็จะได้ผลมากขึ้น สื่อก็จะทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ ประโยชน์ก็จะตกแก่สังคม.</p>
<p class="akst_link"><a href="http://blogologynet.com/?p=92&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_92" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://blogologynet.com/media-and-communications" title="ใครๆก็(ไม่)ชอบสื่อ (29 February 2008)">ใครๆก็(ไม่)ชอบสื่อ</a> (2)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/jakkapop-and-communication-fail" title="เหยื่อโอฐภัยจากการสื่อสารของ จักรภพ เพ็ญแข (21 May 2008)">เหยื่อโอฐภัยจากการสื่อสารของ จักรภพ เพ็ญแข</a> (4)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/taksin-chinnawatra-and-media" title="พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กราบแผ่นดิน : การใช้สื่อของมือระดับเทพ (29 February 2008)">พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กราบแผ่นดิน : การใช้สื่อของมือระดับเทพ</a> (0)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/media-massage-political-communications" title="ปรากฏการณ์ขาประจำ: “สื่อ” และ “สาร” ทางการเมืองของประชาชน (29 February 2008)">ปรากฏการณ์ขาประจำ: “สื่อ” และ “สาร” ทางการเมืองของประชาชน</a> (1)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/launching-media-blog" title="แตกบล็อกออกไปเป็น &#8220;สื่อและสาร&#8221; (21 June 2010)">แตกบล็อกออกไปเป็น &#8220;สื่อและสาร&#8221;</a> (0)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogologynet.com/samak-and-media/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>“ไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้” การสื่อสารผ่านถ้อยคำสะท้อนอารมณ์ร่วมเรื่องความรัก</title>
		<link>http://blogologynet.com/thai-country-song</link>
		<comments>http://blogologynet.com/thai-country-song#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 16 Jun 2008 23:15:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator></dc:creator>
				<category><![CDATA[สื่อสารมวลชน]]></category>
		<category><![CDATA[ตั๊กแตน ชลดา]]></category>
		<category><![CDATA[ทำแทนไม่ได้]]></category>
		<category><![CDATA[วิเคราะห์เพลงลูกทุ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[สลา คุณวุฒิ]]></category>
		<category><![CDATA[เพลงลูกทุ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ไม่ใช่แฟน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mediatalkblog.wordpress.com/?p=105</guid>
		<description><![CDATA[
ในช่วงปี 2550 ถึงต้นปี 2551 เพลงลูกทุ่งที่ชื่อ “ไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้” ผลงานประพันธ์ของ สลา คุณวุฒิ ขับร้องโดยนักร้องสาว ตั๊กแตน ชลดา เป็นเพลงที่โด่งดังโดนใจคอเพลงลูกทุ่ง และคงมีคอเพลงประเภทอื่นๆโดนใจไปด้วยไม่น้อย
ทำไมเพลงนี้จึงโด่งดัง นับเป็นเรื่องที่น่าคิด เพราะหากจะบอกว่ามีความไพเราะเพียงอย่างเดียวคงไม่ใช่ เป็นเพราะชื่อเสียงของนักร้องและนักแต่งเพลง ก็คงไม่ใช่อีก
ก่อนที่จะวิเคราะห์กันถึงสาเหตุที่ทำให้เพลงนี้โด่งดัง ขอยกแนวคิดเรื่องการสื่อสารขึ้นมาเป็นแนวทางในการวิเคราะห์ก่อน นั่นคือ เพลงลูกทุ่งเป็นสื่อชนิดหนึ่ง ที่สะท้อนความมีอยู่และความเป็นไปของสังคม เป็นช่องทางการสื่อสารที่ผู้แต่งเพลงซึ่งก็คือคนในสังคมใช้ในการส่งสาร โดยสารที่ส่งออกมานั้น เกิดมาจากความคิด ความเห็น ทัศนคติที่ได้รับการหล่อหลอมจากสังคม ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า สารที่ส่งผ่านเพลงลูกทุ่งออกมานั้น จึงเป็นภาพสะท้อนอย่างหนึ่งของสังคมนั่นเอง
ลองฟัง (อ่าน) เนื้อเพลงประกอบ

ก็อยากดูแล ให้มากกว่านี้เหลือเกิน แต่กลัวจะเพลิน จนเผลอทำเกินหน้าที่ ก็ถูกให้เป็นแค่คนรู้จัก เลื่อนเป็นคนรักไม่ได้สักที จึงทำเท่าสิทธิ์ที่มี ยามเห็นเธอเป็นทุกข์ใจ
ห่วงอยู่ไกลไกล เจอะหน้ายิ้มให้ด้วยสายตา คอยเป็นธุระในเรื่องที่พอช่วยได้ ขอโทษบางคราวที่ต้องเหินห่าง และมีบางครั้งที่เคยขัดใจบางอย่างที่ขอมากไป เจ้าที่หัวใจเขาหวงแหน
คนที่ไม่ใช่แฟนทำแทนทุกเรื่องไม่ได้ เหนื่อยก็รู้ เหงาก็เข้าใจ แต่ไม่อาจให้ยืมอ้อมแขน คนที่ไม่ใช่แฟน ทำแทนทุกเรื่องไม่ได้ หน้าที่ตามฐานะใจ ห้ามเดินก้าวล้ำเส้นแฟน ภาระในเขตอ้อมแขน ไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้ (*)
ยอมอยู่ข้างใจ แต่ไม่ขอเป็นสำรอง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft" style="float: left; margin: 10px 20px; border: 0px;" src="http://tbn0.google.com/images?q=tbn:TcHsIgzkITeNMM:http://blog.sanook.com/PortalPics/_looktunginter/images/default/tuktan-1%2520.jpg" alt="" width="162" height="160" /></p>
<p>ในช่วงปี 2550 ถึงต้นปี 2551 เพลงลูกทุ่งที่ชื่อ “ไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้” ผลงานประพันธ์ของ สลา คุณวุฒิ ขับร้องโดยนักร้องสาว ตั๊กแตน ชลดา เป็นเพลงที่โด่งดังโดนใจคอเพลงลูกทุ่ง และคงมีคอเพลงประเภทอื่นๆโดนใจไปด้วยไม่น้อย</p>
<p>ทำไมเพลงนี้จึงโด่งดัง นับเป็นเรื่องที่น่าคิด เพราะหากจะบอกว่ามีความไพเราะเพียงอย่างเดียวคงไม่ใช่ เป็นเพราะชื่อเสียงของนักร้องและนักแต่งเพลง ก็คงไม่ใช่อีก</p>
<p>ก่อนที่จะวิเคราะห์กันถึงสาเหตุที่ทำให้เพลงนี้โด่งดัง ขอยกแนวคิดเรื่องการสื่อสารขึ้นมาเป็นแนวทางในการวิเคราะห์ก่อน นั่นคือ เพลงลูกทุ่งเป็นสื่อชนิดหนึ่ง ที่สะท้อนความมีอยู่และความเป็นไปของสังคม เป็นช่องทางการสื่อสารที่ผู้แต่งเพลงซึ่งก็คือคนในสังคมใช้ในการส่งสาร โดยสารที่ส่งออกมานั้น เกิดมาจากความคิด ความเห็น ทัศนคติที่ได้รับการหล่อหลอมจากสังคม ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า สารที่ส่งผ่านเพลงลูกทุ่งออกมานั้น จึงเป็นภาพสะท้อนอย่างหนึ่งของสังคมนั่นเอง</p>
<p>ลองฟัง (อ่าน) เนื้อเพลงประกอบ<br />
<span id="more-90"></span></p>
<p><strong>ก็อยากดูแล ให้มากกว่านี้เหลือเกิน แต่กลัวจะเพลิน จนเผลอทำเกินหน้าที่ ก็ถูกให้เป็นแค่คนรู้จัก เลื่อนเป็นคนรักไม่ได้สักที จึงทำเท่าสิทธิ์ที่มี ยามเห็นเธอเป็นทุกข์ใจ</strong></p>
<p>ห่วงอยู่ไกลไกล เจอะหน้ายิ้มให้ด้วยสายตา คอยเป็นธุระในเรื่องที่พอช่วยได้ ขอโทษบางคราวที่ต้องเหินห่าง และมีบางครั้งที่เคยขัดใจบางอย่างที่ขอมากไป เจ้าที่หัวใจเขาหวงแหน</p>
<p>คนที่ไม่ใช่แฟนทำแทนทุกเรื่องไม่ได้ เหนื่อยก็รู้ เหงาก็เข้าใจ แต่ไม่อาจให้ยืมอ้อมแขน คนที่ไม่ใช่แฟน ทำแทนทุกเรื่องไม่ได้ หน้าที่ตามฐานะใจ ห้ามเดินก้าวล้ำเส้นแฟน ภาระในเขตอ้อมแขน ไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้ (*)</p>
<p>ยอมอยู่ข้างใจ แต่ไม่ขอเป็นสำรอง ขออย่าได้มองความซื่อแล้วแปลว่าง่าย เมื่อเราเจอกันข้างพรหมลิขิต ก็อย่าใกล้ชิดมากเกินห้ามใจ ต้องเจียมตัวว่าเราคือใคร แค่แอบรู้ใจ ไม่ใช่แฟน</p>
<p>ร้องซ้ำ (*)</p>
<p>อ่านจากเนื้อเพลงแล้ว สิ่งที่ทำให้เพลงนี้โด่งดังในช่วงระยะเวลาหนึ่งนั้น นอกจากความไพเราะของท่วงทำนอง ดนตรี และเสียงของนักร้องแล้ว เนื้อหาเป็นส่วนสำคัญที่ผลักดันให้เพลงได้รับความนิยม เพราะเป็นภาพสะท้อนลักษณะ “อารมณ์” ของผู้คนในสังคมที่มี “ความรู้สึก” หรือไม่ก็ “ความสัมพันธ์” ต่อคนใดคนหนึ่งซึ่งเป็นเพศตรงกันข้าม(หรืออาจเพศเดียวกัน)ในลักษณะ “รักอยู่ในใจ” หรือ “รักอยู่ข้างเดียว” โดยที่อีกฝ่ายรู้หรือไม่รู้ก็ตาม ซึ่งลักษณะเช่นนี้เป็นเรื่องธรรมดาสามัญของคน โดยเฉพาะในวัยหนุ่มสาวที่มีความรู้สึกอ่อนไหวต่อความรักในเพศตรงกันข้าม ความสัมพันธ์ลักษณะเช่นนี้ จึงเป็นความสัมพันธ์ที่ “อยู่ข้างใจ” หรือ “อยู่ข้างพรหมลิขิต” ดังที่กล่าวไว้ในเพลง มีโอกาสที่จะพัฒนาไปสู่ความสัมพันธ์ที่เกินเลยกว่านี้ได้ หากไม่สามารถควบคุมอารมณ์ให้ อยู่ในจุดที่เป็นแค่ความสัมพันธ์ใน “ฐานะใจ” จนก้าวลำเส้นสู่ความเป็น “แฟน” ซึ่งอาจกลายเป็นเรื่องยุ่งยากขึ้นมาได้ เพราะอีกฝ่ายมี “เจ้าของหัวใจ” อยู่แล้ว อันจะนำไปสู่ฐานะ “สำรอง” ของความสัมพันธ์ ซึ่งข้อนี้ไม่ใช่ความปรารถนาไม่ว่าเพศหญิงหรือเพศชาย</p>
<p>เป็นที่น่าสังเกตว่า ผู้แต่งคือ สลา คุณวุฒิ ใช้กลุ่มคำที่เล่นกับอารมณ์คนได้ดีเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งพอจะแยกออกเป็นอารมณ์แบบต่างๆคือ</p>
<p>1.กลุ่มคำที่แสดงอารมณ์ความรักซ่อนเร้น ได้แก่ ฐานะใจ, อยู่ข้างใจ, ข้างพรหมลิขิต,แอบรู้ใจ เป็นต้น ซึ่งกลุ่มคำเหล่านี้เป็นถ้อยคำบรรยายฐานะอันซ่อนเร้นของคน ที่เจ้าตัวรู้สึกเองว่าตนอยู่ในฐานะนั้น เมื่อปรากฏอยู่ในเพลงแบบชนิดที่เรียกว่า “ทิ้งระเบิดถ้อยคำแบบปูพรมถล่มใจ” เช่นนี้ จึง “โดน” เป็นอย่างมาก</p>
<p>2. กลุ่มคำที่แสดงอารมณ์ความมีน้ำใจ ได้แก่ อยากดูแล,ยิ้มให้ด้วยสายตา, คอยเป็นธุระ,ทำแทน เป็นต้น ซึ่งกลุ่มคำเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความมีน้ำใจอันเป็นลักษณะเด่นของคนในสังคมไทย และเมื่อมาอยู่ในความรู้สึกของอารมณ์รักซ่อนเร้นด้วยแล้ว ทำให้ถ้อยคำเหล่านี้ฝังจิตฝังใจตอกย้ำความรู้สึกยิ่งขึ้นไปอีก เพราะแน่นอนเหลือเกินว่า ผู้ที่มีอารมณ์รักซ่อนเร้นหรือไม่ซ่อนเร้นก็ตาม มีความรู้สึกและพร้อมที่จะทำสิ่งต่างๆให้คนที่ตนรักอยู่เสมอ</p>
<p>3.กลุ่มคำที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์แบบต้องห้าม ตอกย้ำฐานะอันไม่ถูกต้อง ได้แก่ คนรู้จัก,คนไม่ใช่แฟน,สำรอง, ห้ามใจ เป็นต้น ซึ่งถ้อยคำกลุ่มนี้แสดงให้เห็นถึงการควบคุมอารมณ์และความสัมพันธ์ให้อยู่ในขอบเขตที่ควรจะเป็น ทำให้เกิดความรู้สึก เหงา เศร้า น้อยใจ ผสมปนเปกับความสุขที่เกิดจากการที่ได้ทำสิ่งต่างๆเพื่อคนที่ตนรัก อันเป็นอารมณ์ความรู้สึกปกติของบรรดาผู้ที่มีอารมณ์รักซ่อนเร้นทั้งหลาย</p>
<p>แล้วใครกันเล่าที่มีอารมณ์รักซ่อนเร้นแบบที่กล่าวไว้ในเพลงนี้ คำตอบก็คือ มีกันทุกเพศ ทุกวัย ทุกสถานะนั่นแหละ ไม่ว่าคนที่มีคู่แล้วหรือที่ยังไม่มีคู่ จะมากจะน้อยต่างกันไป แต่ที่มีมากว่าก็ย่อมเป็นคนที่อยู่ในวัยหนุ่มสาวที่มีความอ่อนไหวในความรักดังที่กล่าวมาแล้วนั่นเอง</p>
<p>ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมเพลงนี้จึงโด่ดังโดนใจของคนในช่วงเวลาหนึ่ง ก็เพราะเข้ากับอารมณ์ความรู้สึกอันเป็นธรรมดาสามัญของผู้คนนั่นเอง ลองถามใจตัวเองดูก็แล้วกันว่า อารมณ์รักซ่นเร้นนั้นมีอยู่ในใจบ้างหรือไม่ บางคนอาจจะผ่านช่วงเวลานั้นมาแล้ว แต่พอโดนสะกิดด้วยระเบิดถ้อยคำที่ปูพรมลงมาถล่มใจ ทำให้ความทรงจำแบบนั้นหวนคืนกลับมา จึงเคลิบเคลิ้มล่องลอยไปกับอารมณ์เพลง ก็เป็นได้</p>
<p>มองในแง่การสื่อสารจึงนับว่าผู้ประพันธ์เพลงทำได้สำเร็จอย่างงดงาม ที่หยิบเอากลุ่มคำดังกล่าวมากระตุ้นอารมณ์รักซ่อนเร้นที่ซุกซ่อนในใจของผู้ฟังให้โลดแล่นออกมาปรากฏตัวตนผ่านเพลง “ไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้” ซึ่งเพียงแค่ชื่อก็บ่งบอกถึงอารมณ์ดังกล่าวได้อย่างชัดเจนแล้ว ประกอบเข้ากับถ้อยคำที่ตอกย้ำแบบปูพรหม รวมถึงท่วงทำนองและเสียงร้องของ ตั๊กแตน ชลดา ที่มีส่วนผสมของความรู้สึกเหงา เศร้า สุข อย่างลงตัวด้วยแล้ว จึงทำให้เพลงนี้กลายเป็นเพลงประจำใจของผู้คน</p>
<p>แสดงให้เห็นว่า คนเรานั้น ล้วนมีอารมณ์รักแบบซ่อนเร้นด้วยกันเป็นจำนวนมาก ใช่หรือไม่?</p>
<p class="akst_link"><a href="http://blogologynet.com/?p=90&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_90" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li>ไม่มีเรื่องในหมวดเดียวกัน เชิญอ่านเรื่องอื่นๆครับ</li>
	</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogologynet.com/thai-country-song/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
