หลักการเบื้องต้นการสื่อสารมวลชนออนไลน์ ตอนที่ 1

สกุลศรี  ศรีสารคาม : เปิดเรียนเป็นสัปดาห์ที่สองในวิชา RT359 และ CA351 การสื่อสารมวลชนออนไลน์ ซึ่งเปิดเป็นพิเศษปีแรกที่คณะ เนื่องจากว่า เราเห็นถึงความสำคัญของการสื่อสารออนไลน์ และการต่อยอดองค์ความรู้ด้านการผลิตรายการวิทยุและโทรทัศน์มาสู่สื่อออนไลน์
อย่าง ที่อาจทราบกันว่า สื่อออนไลน์นั้นกำลังเติบโต และ มีความสำคัญมาก ใครที่มีความรู้ความสามรถด้านนี้ ก็เหมือนเป็นอาวุธเสริมในการทำงานสื่อสารมวลชน แต่ในเมื่อเราเป็นคนสื่อ จะเพียงแค่ใช้เทคโนโลยีเป็นไม่ได้ จำเป็นต้องรู้ว่า การสื่อสารรูปแบบนี้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพควรทำอย่างไร และนั่นคือเป้าหมายของวิชานี้
Thai Share This

หลักการเบื้องต้นการสื่อสารมวลชนออนไลน์ ตอนที่ 2

สกุลศรี  ศรีสารคาม : สื่อออนไลน์ จะทำสื่อให้ดี มีเรื่องต้องคำนึงหลักๆ อยู่ 5 ข้อ ได้แก่ ทำยังไงให้กระชับ รับง่าย เข้าใจดี, ทั้งตัวคนผลิตและสื่อที่ทำต้องสามารถดัดแปลง ปรับเปลี่ยนเพื่อตอบสนองความต้องการของคนใช้อินเตอร์เน็ตได้, จะเขียนอะไรก็ควรให้อ่านได้ง่าย แค่สแกนตาผ่านก็รู้อะไรคืออะไร, อย่าลืมการสื่อสารสองทาง สร้างปฏิสัมพันธ์ และเปิดโอกาสให้ผู้รับสารมีอำนาจควบคุมสิ่งที่ต้องการรับด้วย, และสุดท้าย ให้ความสำคัญกับชุมชนให้มีส่วนร่วมในการสื่อสารร่วมกัน ตลอดจนเป็นช่องทางในการสร้างการสนทนาที่ต่อเนื่องในเรื่องต่างๆ
Thai Share This

หลักการเบื้องต้นการสื่อสารมวลชนออนไลน์ ตอนที่ 3

สกุลศรี ศรีสารคาม : สองตอนที่แล้ว พูดถึงหลักของการสื่อสารออนไลน์ ทั้งลักษณะของผู้รับสาร ผู้ส่งสาร สาร รวมถึงธรรมชาติของสื่อออนไลน์ในลักษณะ “Brevity” และ “Adapability” กันไปแล้ว คราวนี้มาดูหลักการของการสื่อสารมวลชนออนไลน์กันต่อในเรื่อง “Scannability”หรือ “การกวาดสายตาอ่านได้”
เนื่องจากสื่อออนไลน์มีธรรมชาติที่คนอ่านไม่ชอบอ่านอะไรยาวๆ หรือต้องใช้เวลากับสิ่งหนึ่งนานๆ ดังนั้น เมื่อเข้ามาเพื่ออ่านข้อความสักหนึ่งข้อความ ผู้อ่านต้องการทราบโดยรวดเร็วว่า บทความหรือเนื้อหาที่นำเสนอเกี่ยวกับอะไร มีเรื่องอะไรที่เขาจะอ่านในบทความได้บ้าง โดยลักษณะการอ่านก็คือ “การกวาดสายตา”
Thai Share This

สื่อมวลชนออนไลน์: จะเป็น Gatekeeper หรือ Gateway ของข้อมูลข่าวสาร

บทบาทของสื่อออนไลน์คือเว็บไซต์ข่าวต่างๆในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารนับวันแต่จะเพิ่มมากขึ้น และมีอิทธิพลต่อการรับรู้ของผู้คนที่เข้าถึงสื่อชนิดนี้เป็นจำนวนมาก จนเรียกได้ว่าสื่อออนไลน์ในปัจจุบันนี้ ได้กลายเป็นสื่อสารมวลชนแขนงหนึ่ง คือ สื่อสารมวลชนออนไลน์ (Online Journal) โดยสมบูรณ์แล้ว
ความรวดเร็วของข้อมูลข่าวสารเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนนิยมรับรู้ข่าวสารจากสื่อออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเว็บไซต์ข่าวที่เปิดให้ผู้อ่านมีส่วนร่วมในการเสนอข่าวสารในลักษณะเป็น ผู้สื่อข่าวภาคพลเมือง (Citizen Reporter) ที่สามารถส่งข่าวหรือข้อมูลได้โดยอิสระนั้น ยิ่งทำให้การไหลเวียนของข้อมูลข่าวสารเพิ่มความรวดเร็วขึ้น
แต่การเพิ่มขึ้นของข้อมูลข่าวสารในลักษณะดังกล่าว แม้จะมีความรวดเร็วตอบสนองความต้องการในการรับรู้ข่าวสารใหม่ล่าสุดทันเหตุการณ์ของผู้อ่านได้ แต่ข้อเสียก็คือ ข้อมูลข่าวสารเหล่านั้นขาดการกลั่นกรอง ตรวจสอบ ว่ามีความเป็นจริงเพียงใดหรือไม่ ทำให้เสี่ยงต่อการคลาดเคลื่อนของข้อมูลข่าวสาร ซึ่งทำให้เกิดความเข้าใจผิด จนอาจนำไปสู่ความเสียหายอย่างหนึ่งอย่างใดขึ้นได้ ซึ่งเท่าที่ผ่านมา ก็เกิดความเสียหายจากข้อมูลข่าวสารที่ไม่ตรงความเป็นจริงขึ้นมาแล้ว ซึ่งจะขอยกตัวอย่างมาประกอบสัก 2 กรณี คือ

Thai Share This

Online Journalism : นิเทศศาสตร์ออนไลน์ คืออะไร

นิเทศศาสตร์ออนไลน์ หรือ Online Journalism (อาจเรียกได้ว่า วารสารศาสตร์ออนไลน์ หรือ สื่อมวลชนออนไลน์ โดยมีความหมายนัยเดียวกัน) อาจจะเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนไทย แต่เป็นเรื่องที่ฝรั่งชาติตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐอเมริการู้จักกันอย่างแพร่หลายแล้ว
นิเทศศาสตร์ออนไลน์ หรือสื่อสารมวลชนออนไลน์ ศึกษาเรื่องการสื่อสารผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ที่มีเว็บไซต์และบล็อกเป็นแหล่งเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร เช่นเดียวกับสื่อมวลชนกระแสหลักคือ สื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ และ โทรทัศน์ โดยหลักการแล้ว กระบวนการสื่อสารของนิเทศศาสตร์ออนไลน์หรือสื่อสารมวลชนออนไลน์ ก็เป็นเช่นเดียวกับการสื่อสารผ่านสื่ออื่นๆ คือ มีผู้ส่งสาร ผู้รับสาร สาร และช่องทางการสื่อสาร นั่นเอง
แต่การสื่อสารแต่ละประเภทมีองค์ประกอบเฉพาะของตน มีรายละเอียดปลีกย่อยแตกต่างกัน นิเทศศาสตร์ออนไลน์ก็เช่นกัน ดังนั้น การศึกษากระบวนการสื่อสารของนิเทศศาสตร์ออนไลน์จึงเป็นศาสตร์อีกแขนงหนึ่งที่เกิดมาพร้อมกับนวัตกรรมการสื่อสารที่เรียกกันว่าอินเตอร์เน็ต ซึ่งประกอบด้วยเว็บไซต์และบล็อกจำนวนนับไม่ถ้วน เป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดสารสู่ผู้ เช่นเดียวกับหนังสือพิมพ์ สถานีวิทยุ หรือสถานีโทรทัศน์
Thai Share This

บทสำรวจจรรยาบรรณของสื่อมวลชนไทยและคำถามเรื่องจริยธรรม

สื่อมวลชนมีหน้าที่ในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ให้ความรู้ สร้างความบันเทิง เผยแพร่เหตุการณ์ต่างๆให้ประชาชนได้รับรู้ ภายใต้กรอบแห่งจรรยาบรรณและจริยธรรม ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชนหรือสาธารณชนได้ประโยชน์สูงสุด จากข้อมูลข่าวสารที่สื่อได้เผยแพร่ออกมานั้น
บทความนี้มุ่งสำรวจข้อกำหนดเรื่องจรรยาบรรณของสื่อมวลชน รวมไปถึงจริยธรรม และการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ซึ่งจำกัดขอบเขตไว้ที่สื่อ 3 ประเภท คือ หนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ เพราะเป็นสื่อที่เข้าถึงการรับรู้ของสาธารณชนอย่างกว้าง มีอิทธิพลต่อการรับรู้ข่าวสารของประชาชน และเป็นที่ยอมรับกันว่าเป็นสื่อกระแสหลักในปัจจุบัน แม้จะมีสื่อสมัยใหม่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก เช่น สื่ออินเตอร์เน็ต วิทยุชุมชน โทรทัศน์ดาวเทียม เคเบิลทีวี เป็นต้น แต่ก็ยังไม่สามารถเข้าถึงการรับรู้ของประชาชนอย่างกว้างขวางเท่าสื่อกระแสหลัก จึงไม่นำมาเป็นส่วนหนึ่งของศึกษา เว้นแต่จะกล่าวถึงบ้างในบางกรณีที่เกี่ยวข้องกัน
Thai Share This

ก้าวที่กล้าของสื่อมวลชนไทย : บทพิสูจน์การเป็นสื่อมวลชนที่แท้

สื่อมวลชนเป็นดัชนีชี้วัดสภาพของสังคมได้อย่างหนึ่ง เพราะสื่อมวลชนเป็นทั้งด่านหน้าในการต่อสู้เพื่อความชอบธรรมของสาธารณชนและเป็นทั้งกระจกเงาสะท้อนภาพความเป็นจริงของสังคมอย่างตรงไปตรงมา ทั้งนี้ ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า สื่อมวลชนมีความกล้าหาญทางจริยธรรม โดยยึดมั่นในจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพของตน
สื่อมวลชนมีส่วนอย่างสำคัญในการสร้างมติมหาชนผ่านข้อมูลข่าวสารที่เผยแพร่ออกไปอย่างกว้างขวางทำให้เกิดการรับรู้ร่วมกันของสาธารณชน โดยสื่อมวลชนกระแสหลักในปัจจุบันอันได้แก่ สื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ ยังคงมีบทบาทอันสำคัญยิ่งในการถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารไปสู่สาธารณชน ทั้งยังมีมีอิทธิพลต่อการรับรู้ และสร้างความเชื่อถือแก่ผู้รับข่าวสาร จนนำไปสู่การสร้างมติมหาชนต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้
เมื่อเป็นเช่นนี้ สื่อจึงกลายเป็นเครื่องมือที่บุคคล กลุ่มคน องค์กรทั้งหลาย ใช้เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่เอื้อประโยชน์แก่ตน ซึ่งในหลายกรณีกระทำโดยการครอบงำการทำงานของสื่อในรูปแบบต่างๆ ทั้งเพื่อให้สื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ตนเองต้องการให้เผยแพร่ หรือไม่ให้เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่จะส่งผลในทางที่ไม่ดีแก่ตนเอง ซึ่งเรียกพฤติกรรมเช่นนี้ว่าเป็นการแทรกแซงสื่อ และการแทรกแซงสื่อที่ชัดเจนที่สุดก็คือจากผู้กุมอำนาจรัฐอันได้แก่รัฐบาล ดังปรากฏมาแล้วทั่วโลกทั้งในอดีตและปัจจุบัน
Thai Share This

สงครามข่าวสารของเอเอสทีวีกับพีทีวี

ภาพจาก thaiinsider.info
…………………
หลังจากพรรคไทยรักไทย โดยการนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ชนะการเลือกตั้งเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเมื่อปี 2544 ด้วยการนำเสนอนโยบายประชานิยมภายใต้แนวคิด “คิดใหม่ ทำใหม่” ที่ถูกใจคนไทยในขณะนั้น ซึ่งเพิ่งฟื้นตัวจากวิกฤตการณ์เศรษฐกิจปี 2540 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลายเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่และได้รับจับตามองว่าจะเป็นผู้นำคนใหม่ของเอเชีย เทียบชั้นเดียวกับนายลีกวนยู อดีตนายกรัฐมนตรีแห่งสิงคโปร์ และ ดร.มหาธีร์ โมฮัมเหม็ด นายกรัฐมนตรีมาเลเซียในขณะนั้น แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องการบริหารประเทศไม่โปร่งใส มีผลประโยชน์ทับซ้อน มีการคอรัปชั่นโครงการต่างๆ ใช้อำนาจทางรัฐสภาโดยอาศัยเสียงข้างมากดำเนินการทางการเมืองเพื่อผลประโยชน์ของตนและพวกพ้อง แม้การขึ้นดำรงตำแหน่งสมัยที่สอง จากการเลือกตั้งปี 2548 พร้อมด้วยคะแนนเสียงในสภาท่วมท้นจนจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ แต่ข้อสงสัยในเรื่องการใช้อำนาจเผด็จการทางรัฐสภาเพื่อสร้างประโยชน์แก่ตนเองก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น นำไปสู่การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนเพื่อต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพรรคไทยรักไทย โดยกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่มีการเคลื่อนไหวอย่างเป็นขบวนการ และมีประชาชนเป็นจำนวนมากสนับสนุน
Thai Share This

หลุมพรางดักสื่อของสมัคร สุนทรเวช

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีไทยคนปัจจุบัน (มิถุนายน 2551) เป็นนักการเมืองเพียงไม่กี่คน หรืออาจเป็นคนเดียวด้วยซ้ำที่ประกาศชัดถ้อยชัดคำว่า “ไม่ชอบสื่อ” จึง “ไม่กลัวสื่อ” สิ่งที่ยืนยันได้เป็นอย่างดีก็คือ นายสมัคร สุนทรเวช โต้ตอบสื่ออยู่เสมอๆ
การเป็นคนไม่ชอบสื่อและไม่กลัวสื่อของ นายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช ก่อให้เกิดข้อขัดแย้งกับสื่ออยู่เสมอๆ การให้สัมภาษณ์แต่ละครั้ง นายสมัคร สุนทรเวช ไม่ยอมให้สื่อถามตนอยู่แต่ฝ่ายเดียว หลายๆครั้งได้โยนคำถามกลับไปที่สื่อ ในกรณีที่มีการถามคำถามที่เป็นลักษณะชี้นำ หรือเป็นคำถามที่ผู้ตอบไม่ต้องการตอบ
นายสมัคร สุนทรเวช นั้นก็เป็นคนทำสื่อมาก่อน นั่นคือ เป็นนักเขียนคอลัมน์และเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์เดลิมิเร่อซึ่งปิดตัวลงไปนานหลายปีแล้ว ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า เป็นคนที่รู้เท่าทันสื่อ เป็นนักการเมืองที่รู้จักใช้สื่อให้เกิดประโยชน์ อย่างน้อยก็อยู่ใน “พื้นที่ข่าว” ได้ตลอดเวลา

Thai Share This

“ไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้” การสื่อสารผ่านถ้อยคำสะท้อนอารมณ์ร่วมเรื่องความรัก

ในช่วงปี 2550 ถึงต้นปี 2551 เพลงลูกทุ่งที่ชื่อ “ไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้” ผลงานประพันธ์ของ สลา คุณวุฒิ ขับร้องโดยนักร้องสาว ตั๊กแตน ชลดา เป็นเพลงที่โด่งดังโดนใจคอเพลงลูกทุ่ง และคงมีคอเพลงประเภทอื่นๆโดนใจไปด้วยไม่น้อย
ทำไมเพลงนี้จึงโด่งดัง นับเป็นเรื่องที่น่าคิด เพราะหากจะบอกว่ามีความไพเราะเพียงอย่างเดียวคงไม่ใช่ เป็นเพราะชื่อเสียงของนักร้องและนักแต่งเพลง ก็คงไม่ใช่อีก
ก่อนที่จะวิเคราะห์กันถึงสาเหตุที่ทำให้เพลงนี้โด่งดัง ขอยกแนวคิดเรื่องการสื่อสารขึ้นมาเป็นแนวทางในการวิเคราะห์ก่อน นั่นคือ เพลงลูกทุ่งเป็นสื่อชนิดหนึ่ง ที่สะท้อนความมีอยู่และความเป็นไปของสังคม เป็นช่องทางการสื่อสารที่ผู้แต่งเพลงซึ่งก็คือคนในสังคมใช้ในการส่งสาร โดยสารที่ส่งออกมานั้น เกิดมาจากความคิด ความเห็น ทัศนคติที่ได้รับการหล่อหลอมจากสังคม ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า สารที่ส่งผ่านเพลงลูกทุ่งออกมานั้น จึงเป็นภาพสะท้อนอย่างหนึ่งของสังคมนั่นเอง
ลองฟัง (อ่าน) เนื้อเพลงประกอบ
Thai Share This

Sponsors

Advertisement Advertisement Advertisement gafire Flu2009 Thailand.com

บล็อกรายเดือน

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

คนร่วมคุย

eXTReMe Tracker
Free counter and web stats