<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>BlogologyNet.com &#187; บล็อกศาสตร์</title>
	<atom:link href="http://blogologynet.com/category/blogology-case/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://blogologynet.com</link>
	<description>บล็อกศาสตร์และสื่อมวลชนออนไลน์,ทฤษฎีบล็อก,การเขียนบล็อก,บล็อกเกอร์,สื่อมวลชนออนไลน์,นิเทศศาสตร์ออนไลน์,สื่อสารมวลชนออนไลน์</description>
	<lastBuildDate>Sun, 11 Jul 2010 03:32:48 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>8 ข้อผิดพลาดที่บล็อกเกอร์ทำบ่อย</title>
		<link>http://blogologynet.com/blogger-do-mistake</link>
		<comments>http://blogologynet.com/blogger-do-mistake#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 19 Sep 2009 13:41:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[บล็อกศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[การเขียนบล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[ความผิดพลาดของบล็อกเกอร์]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งที่บล็อกเกอร์ไม่ควรทำ]]></category>
		<category><![CDATA[หลักการทำบล็อก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://blogologynet.com/?p=970</guid>
		<description><![CDATA[บล็อกมีองค์ประกอบหลายอย่าง ซึ่งนอกจากเนื้อหาแล้วยังมีเครื่องมือจัดวางเนื้อหาเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้อ่าน บล็อกใดที่จัดวางเครื่องมือได้ดี มีความเหมาะสม ก็มีโอกาสที่จะยึดกุมจิตใจผู้อ่านให้ติดตามได้มากขึ้น บล็อกใดที่จัดวางเครื่องมือไม่เหมาะสม ผิดที่ผิดทาง ก็อาจจะทำให้ผู้อ่านไม่หวนกลับมาอ่านก็เป็นได้
บล็อเกอร์ทุกคนมีโอกาสที่จะทำผิดพลาด จนไม่สามารถดึงดูดผู้อ่านให้อยู่กับเนื้อหาได้ตามต้องการ ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นบล้อกเกอร์อาจมองไม่เห็น หรือนึกไม่ถึงว่าจะเป็นข้อผิดพลาด ในเรื่องนี้ บล็อกเกอร์ผู้มีชื่อเสียงเข้าขั้น &#8220;กูรูบล็อก&#8221; ได้แนะนำไว้แตกต่างกันไปตามประสบการณ์ของตน หนึ่งในนั้นก็คือ แดเนียล สก็อกโก (Daniel Scocco) ผู้เขียนหนังสืออีบุคเรื่อง Make Money Blogging และเป็นเจ้าของบล็อก dailyblogtips.com

สก็อกโก (ขอเรียกว่า สก็อกโก ก็แล้วกัน ออกเสียงถูกต้องหรือไม่ก็ไม่อาจทราบได้) ชี้ให้เห็นถึงข้อผิดพลาดที่บล็อกเกอร์มักจะทำกันบ่อยๆเอาไว้ 8 ข้อ ได้แก่
1.ไม่มีกล่องค้นหา  กล่องค้นหาเป็นเครื่องอำนวยความสะดวกอย่างหนึ่ง ช่วยให้ผู้อ่านใช้ค้นหาเรื่องที่ตนเองสนใจในบล็อกได้ทันที  ทั้งยังเป็นประตูพาท่องเที่ยว สำรวจตรวจตราเนื้อหาในบล็อกได้เป็นอย่างดี ซึ่งทุกคนก็คงเคยใช้งานกล่องค้นหานี้เป็นประจำอยู่แล้ว  หากขาดเจ้ากล่องนี้ไปการค้นเรื่องต่างๆต้องใช้เวลา  ในที่สุดก็คลิกไปหาที่บล็อกอื่น
2.ไม่มีบัญชีเรื่องย้อนหลัง ข้อนี้ก็เป็นเครื่องมือที่จำเป็นเช่นเดียวกัน ส่วนมากแล้วบัญชีเรื่องย้อนหลังจะจัดเรียงไว้ตามเดือนที่เผยแพร่ ทำให้สามารถค้นดูได้ว่าแต่ละเดือนมีเรื่องใดบ้างที่น่าสนใจ  ที่สำคัยก็คือ สก็อกโกบอกว่ามีประโยชน์ในเรื่องเสิร์ชเอ็นจิ้นหรือ SEO ด้วย เพราะบัญชีเรื่องรายเดือนนี้เป็นเสมือนแผนที่บล็อก (Site [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;">บล็อกมีองค์ประกอบหลายอย่าง ซึ่งนอกจากเนื้อหาแล้วยังมีเครื่องมือจัดวางเนื้อหาเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้อ่าน บล็อกใดที่จัดวางเครื่องมือได้ดี มีความเหมาะสม ก็มีโอกาสที่จะยึดกุมจิตใจผู้อ่านให้ติดตามได้มากขึ้น บล็อกใดที่จัดวางเครื่องมือไม่เหมาะสม ผิดที่ผิดทาง ก็อาจจะทำให้ผู้อ่านไม่หวนกลับมาอ่านก็เป็นได้</p>
<p style="text-align: justify;">บล็อเกอร์ทุกคนมีโอกาสที่จะทำผิดพลาด จนไม่สามารถดึงดูดผู้อ่านให้อยู่กับเนื้อหาได้ตามต้องการ ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นบล้อกเกอร์อาจมองไม่เห็น หรือนึกไม่ถึงว่าจะเป็นข้อผิดพลาด ในเรื่องนี้ บล็อกเกอร์ผู้มีชื่อเสียงเข้าขั้น &#8220;กูรูบล็อก&#8221; ได้แนะนำไว้แตกต่างกันไปตามประสบการณ์ของตน หนึ่งในนั้นก็คือ<strong> แดเนียล สก็อกโก</strong> (Daniel Scocco) ผู้เขียนหนังสืออีบุคเรื่อง <strong>Make Money Blogging</strong> และเป็นเจ้าของบล็อก <a href="http://www.dailyblogtips.com/">dailyblogtips.com</a></p>
<p><span id="more-970"></span></p>
<p style="text-align: justify;">สก็อกโก (ขอเรียกว่า สก็อกโก ก็แล้วกัน ออกเสียงถูกต้องหรือไม่ก็ไม่อาจทราบได้) ชี้ให้เห็นถึงข้อผิดพลาดที่บล็อกเกอร์มักจะทำกันบ่อยๆเอาไว้ 8 ข้อ ได้แก่</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>1.ไม่มีกล่องค้นหา </strong> กล่องค้นหาเป็นเครื่องอำนวยความสะดวกอย่างหนึ่ง ช่วยให้ผู้อ่านใช้ค้นหาเรื่องที่ตนเองสนใจในบล็อกได้ทันที  ทั้งยังเป็นประตูพาท่องเที่ยว สำรวจตรวจตราเนื้อหาในบล็อกได้เป็นอย่างดี ซึ่งทุกคนก็คงเคยใช้งานกล่องค้นหานี้เป็นประจำอยู่แล้ว  หากขาดเจ้ากล่องนี้ไปการค้นเรื่องต่างๆต้องใช้เวลา  ในที่สุดก็คลิกไปหาที่บล็อกอื่น</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>2.ไม่มีบัญชีเรื่องย้อนหลัง</strong> ข้อนี้ก็เป็นเครื่องมือที่จำเป็นเช่นเดียวกัน ส่วนมากแล้วบัญชีเรื่องย้อนหลังจะจัดเรียงไว้ตามเดือนที่เผยแพร่ ทำให้สามารถค้นดูได้ว่าแต่ละเดือนมีเรื่องใดบ้างที่น่าสนใจ  ที่สำคัยก็คือ สก็อกโกบอกว่ามีประโยชน์ในเรื่องเสิร์ชเอ็นจิ้นหรือ SEO ด้วย เพราะบัญชีเรื่องรายเดือนนี้เป็นเสมือนแผนที่บล็อก (Site Map) กลายๆ ทำให้แมงมุมจากเสิร์ชเอ็นจิ้นเก็บข้อมูลของบล็อกได้ง่ายขึ้น</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>3.ไม่มีหน้าติดต่อ </strong>หน้าที่เป็นช่องทางสื่อสารระหว่างผู้อ่านกับบล็อกเกอร์ หากผู้อ่านมีเรื่องจะบอกกล่าว หรือแจ้งข้อขัดข้อง หรือความต้องการใดๆ อันเป็นเสมือนเสียงสะท้อนที่มีต่อบล็อก ก็สามารถใช้หน้าติดต่อเป็นช่องทางการสื่อสารได้ อาจจะเป็นเบอร์โทรศัพท์ หรือ อีเมล์ หรือที่กรอกข้อความ ตามแต่จะบล็อกเกอร์จะเห็นสมควร ข้อนี้คนไทยเราอาจจะไม่ค่อยใช้ แต่มีไว้ก็คงไม่เสียหาย</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>4.มีระบบเชื่อมโยงซับซ้อนยุ่งยาก</strong> ได้แก่ป้ายบอกทางและลิงก์ต่างๆ สก้อกโกแนะนำว่าให้ทำระบบการเชื่อมโยงให้ง่ายที่สุด เช่น ใช้แถบเมนูเพียงแถบเดียว มีลิงก์ชี้ไปที่หน้าหลักจากหน้าในทุกหน้า หลีกเลี่ยงการใช้เมนูแบบห้อยย้อย (Drop-down Menu) เป็นต้น</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>5.ใช้ตัวอีกษรไม่เหมาะสม </strong> การใช้ตัวอักษรก็เป็นเรื่องสำคัญ เขาบอกว่าต้องทำให้ผู้อ่านๆแล้วรูสึกสบาย ขนาดตัวอักษร ช่องไฟ ระยะห่างระหว่างบรรทัด ต้องให้พอเหมาะ ถ้าตัวอักษรเล็กไปหรือใหญ่ไป อาจทำให้ผู้อ่านรำคาญจนหนีไปที่บล็อกอื่นได้</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>6.ไม่ทำลิงก์ให้ชัดเจน</strong> เมื่อมีลิงก์เชื่อมดยงไปที่ใดก็ตาม ต้องเน้นให้สังเกตุเห้นได้ง่าย โดยการขีดเส้นใต้ หรือเปลี่ยนสี หรือทำตัวหนา หรือทำทั้งหมดให้ชัดเจนไปเลย การทำเช่นนี้จะทำให้ผู้อ่านรู้ว่ามีลิงก์ที่นำไปสู่ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในหน้าอื่นๆ ทำให้ใช้เวลาอยู่กับบล็อกของเราเพื่อรับรู้ข้อมูลข่าวสารนานขึ้น แต่ถ้าไม่เน้นลิงก์ให้เด่นชัด ก็ไม่มีประโยชน์อะไร</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>7.มีโฆษณามากเกินไป </strong>ข้อนี้เป็นสิ่งที่บรรดากูรูบล้อกทั้งหลายพูดตรงกัน สก็อกโกก็บอกไว้ว่า บล็อกเกอร์เป็นจำนวนมากคิดว่าการมีโฆษณาเป็นจำนวนมากจะช่วยทำให้ได้เงินเพิ่มขึ้น เขาบอกว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด เพราะโฆษณามากเกินไปทำให้ผู้อ่านรำคาญได้ แทนที่จะได้ทราฟิคดีๆมีคุณภาพกลับจะทำให้ไม่มีใครอยากเข้าบล็อก เมื่อพิจารณาแล้วเห็นจะจริง เพราะลองนึกตัวเราดู ถ้าเจอบล็อกไหนมีแต่โฆษณา ทุกมุมเต็มไปด้วยแบนเนอร์โฆษณาเราก็เผ่นเหมือนกัน</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>8.มีปุ่มและป้ายมากเกินไป</strong> ลองสำรวจที่ไซด์บาร์ของบล็อกเราดูบ้าง ว่ามีปุ่มและป้ายต่างๆมากเกินไปหรือไม่ ถ้ามีมากจะให้คนอ่านสับสนงุนงงและรำคาญ คงเป็นประเภทเดียวกับที่เกิดความรู้สึกต่อป้ายโฆษณา อาจจะทำให้เผ่นแน่บไม่เหลี่ยวหลังไปเลยก็ได้</p>
<p style="text-align: justify;">นี่เป็นข้อผิดพลาดที่บล็อกกูรูระดับโลกแนะนำไว้ว่าอย่าทำ ใครคิดเห็นประการใดก็ลองพิจารณาดู จะนำไปใช้ประโยชน์เช่นไรก็สุดแท้แต่ความต้องการของท่านทั้งหลาย หากอยากอ่านข้อคิดเห็นของเดเนียล สก็อกโกให้หนำใจก็คลิกไปที่  <a href="http://www.dailyblogtips.com/">dailyblogtips.com</a> ได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง.</p>
<p><script type="text/javascript"><!--
google_ad_client = "pub-1054503077643492";
/* 300x250, created 1/7/10 */
google_ad_slot = "2351659827";
google_ad_width = 300;
google_ad_height = 250;
//-->
</script><br />
<script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js">
</script></p>
<p class="akst_link"><a href="http://blogologynet.com/?p=970&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_970" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://blogologynet.com/interiorsiamcom-as-a-citizen-journal-blog" title="interiorsiam.com กับการเป็น Citizen Journal ของ “ช่างแบบ” (21 September 2008)">interiorsiam.com กับการเป็น Citizen Journal ของ “ช่างแบบ”</a> (6)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/how-many-entry-in-a-day-on-your-blog" title="เขียนบล็อกบ่อยแค่ไหนจึงดี (26 March 2009)">เขียนบล็อกบ่อยแค่ไหนจึงดี</a> (2)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/why-you-write-blog" title="เขียนบล็อกทำไม เขียนเพื่ออะไร (14 September 2008)">เขียนบล็อกทำไม เขียนเพื่ออะไร</a> (10)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/theprinciple-of-blog-content-writing" title="หลักการเขียนบล็อกเบื้องต้น (27 March 2009)">หลักการเขียนบล็อกเบื้องต้น</a> (6)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/down-load-free-ebook-blog-and-arts-of-blog" title="สวัสดีปีใหม่ เชิญรับ eBook บล็อกและศาสตร์แห่งบล็อกแทน ส.ค.ส. 2552 (1 January 2009)">สวัสดีปีใหม่ เชิญรับ eBook บล็อกและศาสตร์แห่งบล็อกแทน ส.ค.ส. 2552</a> (12)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogologynet.com/blogger-do-mistake/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เขียนบล็อกอย่างไรจึงจะดี</title>
		<link>http://blogologynet.com/how-to-write-the-good-contents-of-your-blog</link>
		<comments>http://blogologynet.com/how-to-write-the-good-contents-of-your-blog#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 27 Mar 2009 08:00:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator></dc:creator>
				<category><![CDATA[บล็อกศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[การเขียนบล็อกที่ดี]]></category>
		<category><![CDATA[การเขียนเนื้อหาบล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[หลักการเขียนบล็อก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.blogologynet.com/?p=800</guid>
		<description><![CDATA[การเขียนบล็อกคือการสื่อสารอย่างหนึ่ง ที่ผู้เขียนหรือบล็อกเกอร์ (Blogger) ต้องการให้ผู้อื่นรับรู้ความคิด ความเชื่อ ความรู้ ข้อมูล ข่าวสารของตน ดังนั้น จึงมีปัญหาอยู่ว่า เขียนอย่างไรจึงจะทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ได้ นั่นคือ ให้คนสนใจอ่านเรื่องที่อยู่ในบล็อก ด้วยความเข้าใจและยอมรับในข้อเขียนนั้นๆ จนนำไปใช้ประโยชน์ได้ เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องที่ฝรั่งเรียกว่า Blogology  หรือ บล็อกศาสตร์ คือหลักของการทำบล็อก
วิธีการเขียนเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว มีผู้แนะนำไว้เป็นอันมาก ทั้งนี้ การนำไปใช้นั้น ย่อมต้องขึ้นอยู่กับแนวคิดหลักของบล็อกว่าต้องการนำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องใดและวัตถุประสงค์ในการนำเสนอของผู้เขียนด้วย ดังนั้น คำแนะนำหนึ่งๆอาจจะเหมาะกับบล็อกบางบล็อก แต่ไม่เหมาะกับบล็อกอื่นๆ เพราะแนวคิดของแต่ละบล็อกย่อมมีวิธีการสื่อสารที่แตกต่างกัน
ต่อไปนี้จะขอยกคำแนะนำที่บรรดาผู้รู้ทั้งหลายให้ไว้ในที่ต่างๆมาอภิปราย เพื่อเป็นแนวทางในการนำไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ ในการเขียนบล็อกของท่านทั้งหลาย ดังนี้
๑. การตั้งชื่อเรื่อง บรรดาผู้รู้ทั้งหลายล้วนบอกตรงกันว่า เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง หากตั้งชื่อเรื่องดีก็มีโอกาสที่ผู้อ่านจะให้ความสนใจคลิกเข้าอ่านเนื้อหา การตั้งชื่อนั้นมีคำแนะนำกว้างๆดังนี้

(๑) ตั้งชื่อเรื่องสั้นๆ การตั้งชื่อเรื่องสั้นๆโดยยึดโยงกับประเด็นที่นำเสนอเพียงประโยคเดียว หรือเป็นกลุ่มคำหรือกลุ่มวลี มีข้อดีคือ สามารถจดจำได้ง่าย หากใช้ถ้อยคำที่สามารถดึงดูดใจคนอ่านก็จะชักนำให้เข้าสู่เนื้อหาได้โดยง่าย แต่สำหรับเนื้อหาบางประเภท เช่น บทความ รายงาน บทวิเคราะห์ การตั้งชื่อสั้นๆอาจไม่ครอบคลุมประเด็นหลักที่ต้องการนำเสนอ เพราะมีหลายประเด็นร่วมกัน ย่อมมีความจำเป็นต้องตั้งให้ยาวขึ้น เพื่อบอกเล่าเนื้อความเบื้องต้นแก่ผู้อ่านให้สามารถเข้าใจเนื้อหาโดยย่อได้ ทั้งนี้ การตั้งชื่อเรื่องไม่ว่าสั้นหรือยาวต้องให้บ่งบอกเนื้อหาโดยชัดเจน
(๒) ตั้งชื่อเรื่องด้วยคำถาม [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://blogologynet.com/wp-content/uploads/2009/03/blogcatsleep.jpg"><img class="alignleft size-full wp-image-799" style="border: 0pt none; margin: 15px;" title="blogcatsleep" src="http://blogologynet.com/wp-content/uploads/2009/03/blogcatsleep.jpg" alt="blogcatsleep" width="221" height="210" /></a>การเขียนบล็อกคือการสื่อสารอย่างหนึ่ง ที่ผู้เขียนหรือบล็อกเกอร์ (Blogger) ต้องการให้ผู้อื่นรับรู้ความคิด ความเชื่อ ความรู้ ข้อมูล ข่าวสารของตน ดังนั้น จึงมีปัญหาอยู่ว่า<span style="color: #0000ff;"><a href="http://www.blogologynet.com/theprinciple-of-blog-content-writing/"> เขียนอย่างไร</a></span>จึงจะทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ได้ นั่นคือ ให้คนสนใจอ่านเรื่องที่อยู่ในบล็อก ด้วยความเข้าใจและยอมรับในข้อเขียนนั้นๆ จนนำไปใช้ประโยชน์ได้ เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องที่ฝรั่งเรียกว่า<span style="color: #0000ff;"><a href="http://www.blogologynet.com"> Blogology</a><span style="color: #0000ff;"> </span></span><span style="color: #0000ff;"> </span>หรือ <span style="color: #0000ff;"><a href="http://www.blogologynet.com/theprinciple-of-blog-content-writing/">บล็อกศาสตร์ </a></span>คือหลักของการทำบล็อก</p>
<p>วิธีการเขียนเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว <a href="http://www.blogologynet.com/category/art-of-blog/"><span style="color: #0000ff;">มีผู้แนะนำไว้เป็นอันมาก</span> </a>ทั้งนี้ การนำไปใช้นั้น ย่อมต้องขึ้นอยู่กับแนวคิดหลักของบล็อกว่าต้องการนำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องใดและวัตถุประสงค์ในการนำเสนอของผู้เขียนด้วย ดังนั้น คำแนะนำหนึ่งๆอาจจะเหมาะกับบล็อกบางบล็อก แต่ไม่เหมาะกับบล็อกอื่นๆ เพราะแนวคิดของแต่ละบล็อกย่อมมีวิธีการสื่อสารที่แตกต่างกัน</p>
<p>ต่อไปนี้จะขอยกคำแนะนำที่บรรดาผู้รู้ทั้งหลายให้ไว้ในที่ต่างๆมาอภิปราย เพื่อเป็นแนวทางในการนำไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ ในการเขียนบล็อกของท่านทั้งหลาย ดังนี้</p>
<p><strong>๑. การตั้งชื่อเรื่อง</strong> บรรดาผู้รู้ทั้งหลายล้วนบอกตรงกันว่า เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง หากตั้งชื่อเรื่องดีก็มีโอกาสที่ผู้อ่านจะให้ความสนใจคลิกเข้าอ่านเนื้อหา การตั้งชื่อนั้นมีคำแนะนำกว้างๆดังนี้<br />
<span id="more-800"></span><br />
<strong>(๑) ตั้งชื่อเรื่องสั้นๆ </strong>การตั้งชื่อเรื่องสั้นๆโดยยึดโยงกับประเด็นที่นำเสนอเพียงประโยคเดียว หรือเป็นกลุ่มคำหรือกลุ่มวลี มีข้อดีคือ สามารถจดจำได้ง่าย หากใช้ถ้อยคำที่สามารถดึงดูดใจคนอ่านก็จะชักนำให้เข้าสู่เนื้อหาได้โดยง่าย แต่สำหรับเนื้อหาบางประเภท เช่น บทความ รายงาน บทวิเคราะห์ การตั้งชื่อสั้นๆอาจไม่ครอบคลุมประเด็นหลักที่ต้องการนำเสนอ เพราะมีหลายประเด็นร่วมกัน ย่อมมีความจำเป็นต้องตั้งให้ยาวขึ้น เพื่อบอกเล่าเนื้อความเบื้องต้นแก่ผู้อ่านให้สามารถเข้าใจเนื้อหาโดยย่อได้ ทั้งนี้ การตั้งชื่อเรื่องไม่ว่าสั้นหรือยาวต้องให้บ่งบอกเนื้อหาโดยชัดเจน</p>
<p><strong>(๒) ตั้งชื่อเรื่องด้วยคำถาม</strong> การตั้งชื่อเรื่องลักษณะนี้ เป็นการดึงความสนใจของผู้อ่านให้เข้าสู่เนื้อหา อาจตั้งคำถามลักษณะท้าทาย ท้าพิสูจน์ หรือเป็นคำถามที่ชวนให้สงสัยใคร่รู้ เหมาะสำหรับเนื้อหาประเภทโฆษณา ประชาสัมพันธ์ หรือแนะนำบริการและสถานที่ต่างๆ ที่มุ่งสร้างความประทับใจตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้อ่าน (ดูตัวอย่างบทความนี้ก็ตั้งชื่อเรื่องด้วยคำถามเช่นกัน)</p>
<p><strong>(๓) ตั้งชื่อเรื่องด้วยสุภาษิตและคำคม </strong>การตั้งชื่อเรื่องลักษณะเป็นการนำเอาถ้อยคำที่คนส่วนมากคุ้นเคยอยู่แล้วมาเป็นเครื่องมือดึงความสนใจของผู้อ่านให้เข้าสู่เนื้อหา โดยนำเอาสุภาษิต คำพังเพยโบราณ หรือ คำคม ข้อคิด ของบุคคลสำคัญมาเป็นชื่อเรื่อง หรือนำมาเป็นส่วนหนึ่งของชื่อเรื่อง การตั้งชื่อเรื่องลักษณะนี้ เหมาะสำหรับเนื้อหาที่ชักชวนโน้มน้าวให้ผู้อ่านทำการสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือการณรงค์เรื่องใดเรื่องหนึ่ง เพื่อให้เห็นคล้อยตาม</p>
<p>ทั้งสามประการข้างต้นคือแนวคิดในการตั้งชื่อเรื่อง ที่บรรดาผู้รู้ทั้งหลายได้แนะนำไว้มากที่สุด และปรากฏให้เห็นในบล็อกโดยทั่วไป ซึ่งน่าจะเป็นวิธีตั้งชื่อเรื่องที่ได้ผลตามผู้รู้ทั้งหลายแนะนำไว้</p>
<p><strong>๒. การเขียนเนื้อหา</strong> เนื้อหาเป็นส่วนสำคัญที่สุด ถึงแม้องค์ประกอบของบล็อกจะสวย และชื่อเรื่องจะดี เพียงใด แต่ถ้าเนื้อหาไม่ดีแล้ว ก็ไม่มีประโยชน์ หรือประโยชน์มีน้อย บล็อกเกอร์มืออาชีพทั้งหลายจึงบอกไว้ตรงกันว่า<strong> “เนื้อหาคือราชาในบล็อก”</strong> (Content is King) ดังนั้น จึงมีคำถามเกิดขึ้นมาว่า<strong> “เขียนอย่างไรจึงจะถูกใจคนอ่าน”</strong> ซึ่งปัญหานี้ไม่เพียงแต่เกิดกับบล็อกเกอร์เท่านั้น ไรเตอร์ (Writer) และ ออร์เธอร์ (Author) หรือนักเขียนทุกแนวก็มีปัญหานี้เช่นกัน</p>
<p>การเขียนเนื้อหาบล็อก บล็อกเกอร์มืออาชีพมีคำแนะนำไว้คล้ายๆกัน คือ</p>
<p><strong><em>(๑) เปิดเรื่องให้ดี</em> </strong>อาจใช้คำคม สุภาษิต อ้างอิงคำพูดบุคคลสำคัญ หรือสถิติที่น่าสนใจซึ่งเกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องมาเป็นตัวเปิดเรื่อง การนำสิ่งเหล่านี้มาใช้ในย่อหน้าแรก จะช่วยดึงดูดความสนใจของผู้อ่านได้มาก แต่ข้อควรระวังคือ ต้องไม่ให้ซ้ำกับชื่อเรื่อง เพราะจะทำให้เฝือ อาจใช้วิธีตั้งชื่อเรื่องด้วยคำถาม แล้วเปิดเรื่องด้วยสุภาษิตคำคมที่เป็นคำตอบของชื่อเรื่อง เป็นต้น จะช่วยส่งเสริมกันและกันให้น่าสนใจมากขึ้น</p>
<p><em><strong>(๒) เขียนเนื้อหาให้สั้น</strong></em> คำแนะนำนี้มีพื้นฐานมาจากความเชื่อที่ว่า คนอ่านบล็อกไม่มีเวลามาก และเป็นคนที่ไม่ต้องการอ่านอะไรยาวๆและใช้เวลานาน จึงแนะนำให้เขียนสั้นๆเข้าไว้ ไม่ต้องขยายความมาก เข้าประเด็นเลย ข้อนี้ก็ใช้ได้กับเนื้อหาที่เป็นลักษณะข่าว หรือเป็นการแนะนำเรื่องราวต่างๆที่ใช้ไปสืบค้นต่อ เช่น การแนะนำโปรแกรมหรือซอฟท์แวร์ใหม่ๆ ที่ไม่ต้องอธิบายรายละเอียดมาก บอกถึงประโยชน์ ข้อเด่น ข้อด้อย และแหล่งข้อมูลในการค้นคว้าเพิ่มเติม เป็นต้น</p>
<p>แต่สำหรับบล็อกที่ให้ข้อมูล ความรู้ ข่าวสารในทางวิชาการและการปฏิบัติในเรื่องต่างๆ ย่อมต้องการรายละเอียดที่จำเป็นตามความเหมาะสม ดังนั้น การเขียนสั้นๆย่อมไม่ครอบคลุมเนื้อหาที่ต้องการนำเสนอ จึงจำเป็นต้องเขียนยาวเท่าที่จะสามารถบรรจุเนื้อหาที่ต้องการนำเสนอได้หมด สำหรับคนที่สนใจในเรื่องนั้นอย่างแท้จริง หากเห็นว่ามีประโยชน์ได้ ก็ย่อมต้องอ่านให้จนจบโดยไม่เกี่ยงว่าเนื้อหาจะสั้นหรือยาวเพียงใด</p>
<p><em><strong>(๓) เขียนให้ตรงประเด็น</strong></em> ไม่เยิ่นเย้อ ข้อนี้เป็นความจริงที่ไม่มีข้อโต้แย้ง การเขียนเรื่องใดๆก็ตามจำเป็นจะต้องเขียนให้ตรงประเด็น ชัดเจน ไม่ออกนอกเรื่อง ไม่เยิ้นเย้อ การเขียนเยิ่นเย้อนั้นคือการพรรณนาในเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่นำเสนอ หรือบรรยายซ้ำๆซากๆวกวน ต่างจากการเขียนยาวๆเพราะความจำเป็นเพื่ออธิบายขยายความให้รายละเอียดเพื่อสร้างความเข้าใจให้ถูกต้องตรงกัน ดังนั้นบล็อกเกอร์จึงต้องแยกให้ออกระหว่าง <strong>“การเขียนเยิ่นเย้อเกินความจำเป็น”</strong> กับ <strong>“การเขียนยาวๆเพราะความจำเป็น” </strong>เพื่อให้เนื้อหาที่นำเสนอมีความสมบูรณ์</p>
<p><strong>๓. การเขียนบทสรุป</strong> ความสำคัญบทสรุปคือสร้างความประทับใจและความทรงจำที่ดีให้แก่ผู้อ่าน บทสรุปไม่ควรจะยาวกว่าหนึ่งย่อหน้าและไม่ควรจะเป็นย่อหน้าที่ยาวเกินไป จงสรุปประเด็นทั้งหมดไว้ในย่อหน้าสุดท้ายนี้ พร้อมกับจบลงด้วยข้อคิด คำคม หรือถ้อยคำที่ทำให้ผู้อ่านรู้สึกว่าได้ประโยชน์อย่างยิ่งจากการอ่านเนื้อหาทั้งหมด อาจทิ้งคำถามให้คิดต่อ หรือ ท้าทายให้ผู้อ่านกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งที่สัมพันธ์กับชื่อเรื่องก็ได้ อันจะทำให้ผู้อ่านไม่ลืมสิ่งที่ไอ้อ่านไปทั้งหมด ทั้งยังจะได้คิดค้นต่อไปเพื่อสร้างสติปัญญาให้งอกงามหรือนำประโยชน์ที่ได้จากการอ่านไปใช้ตามความสามารถของแต่ละคน</p>
<p>ทั้งหมดนี้คือคำตอบของคำถามที่ว่า<strong> “เขียนบล็อกอย่างไรจึงจะดี”</strong> โดยบรรดาผู้รู้คือบล็อกเกอร์มืออาชีพทั้งหลายได้แนะนำไว้ในที่ต่างๆ ผู้เขียนได้รวบรวมและสรุปมานำเสนอไว้ ณ ที่นี้ พร้อมอภิปรายขยายความเพิ่มเติมเท่าที่สติปัญญาจะพึงทำได้ หากท่านทั้งหลายได้อ่านแล้วมีความเห็นต่าง มีประสบการณ์นอกเหนือจากที่ได้กล่าวมานี้ ขอเชิญได้ร่วมกันอภิปรายเพื่อเพิ่มพูนสติปัญญาให้แก่กัน และเพื่อประโยชน์ในการนำไปปรับใช้พัฒนาการเขียนบล็อกให้มีคุณภาพยิ่งๆขึ้นไป เชิญแบ่งปันความคิดเห็นปละประสบการณ์อันมีค่าของท่านที่ช่องแสดงความคิดเห็นด้านล่างเลยครับ.</p>
<p><script type="text/javascript"><!--
google_ad_client = "pub-1054503077643492";
/* 336x280, created 12/2/08 */
google_ad_slot = "5908219593";
google_ad_width = 336;
google_ad_height = 280;
// --></script><br />
<script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript"></script></p>
<p><strong><span style="color: #0000ff;">[หากท่านใดเห็นว่าบทความนี้มีประโยชน์ สามารถนำไปเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆได้ โดยขอให้ทำลิงค์กลับมายังบทความนี้ แต่ขอความกรุณาอย่านำไปผลิตหรือจำหน่ายไม่ว่ารูปแบบใดๆเลยนะครับ]</span></strong></p>
<p class="akst_link"><a href="http://blogologynet.com/?p=800&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_800" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://blogologynet.com/theprinciple-of-blog-content-writing" title="หลักการเขียนบล็อกเบื้องต้น (27 March 2009)">หลักการเขียนบล็อกเบื้องต้น</a> (6)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/why-you-write-blog" title="เขียนบล็อกทำไม เขียนเพื่ออะไร (14 September 2008)">เขียนบล็อกทำไม เขียนเพื่ออะไร</a> (10)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/blogger-and-bublic-communication" title="บล็อกเกอร์ ( Blogger) กับการสื่อสารสาธารณะ (Public Communication) (6 December 2008)">บล็อกเกอร์ ( Blogger) กับการสื่อสารสาธารณะ (Public Communication)</a> (1)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/blogology-introductory-1-what-is-blog" title="บล็อกศาสตร์เบื้องต้น (1) บล็อกคืออะไร (21 December 2008)">บล็อกศาสตร์เบื้องต้น (1) บล็อกคืออะไร</a> (3)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/blog-and-communication-theory" title="บล็อกกับทฤษฎีการสื่อสาร (20 September 2008)">บล็อกกับทฤษฎีการสื่อสาร</a> (5)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogologynet.com/how-to-write-the-good-contents-of-your-blog/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หลักการเขียนบล็อกเบื้องต้น</title>
		<link>http://blogologynet.com/theprinciple-of-blog-content-writing</link>
		<comments>http://blogologynet.com/theprinciple-of-blog-content-writing#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 26 Mar 2009 21:05:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator></dc:creator>
				<category><![CDATA[บล็อกศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[การเขียนบล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[การเขียนเนื้อหาบล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[ทฤษฎีการเขียนบล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[หลักการเขียนบล็อก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.blogologynet.com/?p=791</guid>
		<description><![CDATA[
บล็อก (Blog) ก็เป็นเช่นเดียวกับหนังสือเล่มหนึ่ง หรือนิตยสารฉบับหนึ่ง หรือหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง สถานีวิทยุและโทรทัศน์แห่งหนึ่ง อันเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร ต่างกันที่ หนังสือ นิตยสาร หนังสือพิมพ์ สถานีวิทยุและโทรทัศน์ มีกระบวนการคัดสรร กลั่นกรอง ตรวจสอบ โดยคณะทำงานที่เรียกว่าคณะบรรณาธิการก่อนจะเผยแพร่สู่สาธารณะ ส่วนบล็อกนั้นผู้เขียนคือบล็อกเกอร์ (Blogger) เป็นผู้จัดการทั้งหมด ตั้งแต่การเขียน การคัดสรร กลั่นกรอง ตรวจสอบ และเผยแพร่สู่สาธารณะ ดังนั้น บล็อกเกอร์จึงต้องรับผิดชอบโดยตรงต่อผลใดๆที่เกิดขึ้นจากข้อเขียนในบล็อก
ด้วยเหตุที่บล็อกทำหน้าที่เดียวกับหนังสือ นิตยสาร และหนังสือพิมพ์ซึ่งเป็นสื่อมวลชน ดังนั้นแนวคิดทางนิเทศศาสตร์จึงจึงมีการจัดให้บล็อกเป็นสื่อชนิดหนึ่ง เรียกว่า Citizen Journal หรือ สื่อภาคพลเมือง,สื่อภาคประชาชน ผู้เขียนหรือบล็อกเกอร์จึงเป็น Citizen Reporter หรือ นักข่าวภาคพลเมือง,นักข่าวภาคประชาชน เมื่อบล็อกเป็นสื่อชนิดหนึ่ง ข้อมูลข่าวสารที่เผยแพร่ผ่านบล็อก ย่อมมีผลต่อความรู้สึกนึกคิดของผู้คน คือสาธารณชนเช่นเดียวกับสื่อชนิดอื่น ดังนั้น ผู้เขียนหรือบล็อกเกอร์ จึงต้องมีความรับผิดชอบ มีจรรยาบรรณ เช่นเดียวกับสื่อมวลชนทั่วไปที่มีจรรยาบรรณของตน

เมื่อเป็นสื่อชนิดหนึ่ง บล็อกเกอร์ก็ย่อมควรจะมีหลักในการเขียนบล็อก เพื่อให้ประพฤติปฏิบัติไปในทางที่จะเกิดประโยชน์แก่ตนและผู้อื่น ไม่ใช่สร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นแก่ใครๆแม้กระทั่งตัวเอง แต่ปัจจุบันยังไม่มีองค์กรหรือหน่วยงานใดเป็นผู้กำหนดหลักการการเขียนบล็อกจนเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง รวมถึงยังไม่มีองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการใช้บล็อกอย่างเป็นทางการ เช่นสมาคมวิชาชีพสื่อต่างๆ ดังนั้น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://blogologynet.com/wp-content/uploads/2009/03/blogrespon.jpg"><img class="alignleft" style="border: 0pt none; margin: 1px 15px;" src="http://blogologynet.com/wp-content/uploads/2009/03/blogrespon.jpg" alt="" width="250" height="201" /></a><br />
<strong>บล็อก</strong> (Blog) ก็เป็นเช่นเดียวกับหนังสือเล่มหนึ่ง หรือนิตยสารฉบับหนึ่ง หรือหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง สถานีวิทยุและโทรทัศน์แห่งหนึ่ง อันเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร ต่างกันที่ หนังสือ นิตยสาร หนังสือพิมพ์ สถานีวิทยุและโทรทัศน์ มีกระบวนการคัดสรร กลั่นกรอง ตรวจสอบ โดยคณะทำงานที่เรียกว่าคณะบรรณาธิการก่อนจะเผยแพร่สู่สาธารณะ ส่วนบล็อกนั้นผู้เขียนคือบล็อกเกอร์ (Blogger) เป็นผู้จัดการทั้งหมด ตั้งแต่การเขียน การคัดสรร กลั่นกรอง ตรวจสอบ และเผยแพร่สู่สาธารณะ ดังนั้น บล็อกเกอร์จึงต้องรับผิดชอบโดยตรงต่อผลใดๆที่เกิดขึ้นจากข้อเขียนในบล็อก</p>
<p>ด้วยเหตุที่บล็อกทำหน้าที่เดียวกับหนังสือ นิตยสาร และหนังสือพิมพ์ซึ่งเป็นสื่อมวลชน ดังนั้นแนวคิดทางนิเทศศาสตร์จึงจึงมีการจัดให้บล็อกเป็นสื่อชนิดหนึ่ง เรียกว่า <a href="http://www.blogologynet.com/blog-and-communication-theory/"><span style="color: #0000ff;">Citizen Journal </span></a>หรือ สื่อภาคพลเมือง,สื่อภาคประชาชน ผู้เขียนหรือบล็อกเกอร์จึงเป็น <a href="http://www.blogologynet.com/interiorsiamcom-as-a-citizen-journal-blog/"><span style="color: #0000ff;">Citizen Reporter</span> </a>หรือ นักข่าวภาคพลเมือง,นักข่าวภาคประชาชน เมื่อบล็อกเป็นสื่อชนิดหนึ่ง ข้อมูลข่าวสารที่เผยแพร่ผ่านบล็อก ย่อมมีผลต่อความรู้สึกนึกคิดของผู้คน คือสาธารณชนเช่นเดียวกับสื่อชนิดอื่น ดังนั้น ผู้เขียนหรือบล็อกเกอร์ จึงต้องมีความรับผิดชอบ มีจรรยาบรรณ เช่นเดียวกับสื่อมวลชนทั่วไปที่มี<a href="http://www.blogologynet.com/media-rule-and-law/"><span style="color: #0000ff;">จรรยาบรรณ</span></a>ของตน<br />
<span id="more-791"></span><br />
เมื่อเป็นสื่อชนิดหนึ่ง บล็อกเกอร์ก็ย่อมควรจะมีหลักในการเขียนบล็อก เพื่อให้ประพฤติปฏิบัติไปในทางที่จะเกิดประโยชน์แก่ตนและผู้อื่น ไม่ใช่สร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นแก่ใครๆแม้กระทั่งตัวเอง แต่ปัจจุบันยังไม่มีองค์กรหรือหน่วยงานใดเป็นผู้กำหนดหลักการการเขียนบล็อกจนเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง รวมถึงยังไม่มีองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการใช้บล็อกอย่างเป็นทางการ เช่นสมาคมวิชาชีพสื่อต่างๆ ดังนั้น จึงขอเสนอหลักการเขียนบล็อกเบื้องต้นไว้ ณ ที่นี้ คือ</p>
<p><strong>๑.หลักความจริง</strong> เมื่อเขียนถึงเหตุการณ์ ข้อมูล ข่าวสารความรู้ จะต้องยึดถือข้อเท็จจริง ไม่บิดเบือน หรือแต่งเติมเพื่อประโยชน์ของตน เพราะข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ที่นำมาเผยแพร่นั้น ย่อมจะถูกอ้างอิงหรือนำไปใช้ประโยชน์โดยคนอื่น หากไม่ยึดหลักความจริงแล้วย่อมจะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดและเสียหายได้</p>
<p><strong>๒.หลักความเป็นกลาง </strong>เมื่อเขียนถึงความขัดแย้งระหว่างคนกลุ่มคน หรือองค์กร ต้องมีความเป็นกลาง ไม่เอียงเข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดโดยไม่มีเหตุผลและการอธิบายความที่เพียงพอ ไม่สมเหตุสมผล การเลือกที่จะยืนอยู่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดย่อมสามารถทำได้ แต่ต้องมีการอธิบายเหตุผลให้กระจ่าง เพื่อให้ผู้อ่านมีข้อมูลเพียงพอต่อการพิจารณาว่าจะเชื่อหรือไม่ และทำอย่างไรต่อไป</p>
<p><strong>๓.หลักความถูกต้อง</strong> ข้อความที่เผยแพร่ผ่านบล็อก ต้องไม่ผิดกฎหมาย ศีลธรรม ชักนำไปในทางที่ผิด อันจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น สังคม และประเทศชาติ</p>
<p><strong>๔.หลักแห่งประโยชน์ </strong>ข้อความที่เผยแพร่ในบล็อก ต้องเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ ซึ่งมีอยู่หลายด้าน ได้แก่ ให้ความรู้ ให้ข่าวสาร ให้ความบันเทิง ให้การศึกษา แก่ผู้อ่าน</p>
<p><strong>๕.หลักแห่งความรับผิดชอบ</strong> การจะเขียนข้อความใดเพื่อเผยแพร่ในบล็อก ทั้งเรื่องจริงและเรื่องแต่ง บล็อกเกอร์พึงระลึกเสมอว่า มีผลกระทบต่อความคิด ความเชื่อ และประโยชน์ของผู้อ่านเสมอไม่มากก็น้อย ดังนั้นจึงต้องมีความรับชอบ โดยยึดถือหลักการทั้ง ๔ ข้อข้างต้นอย่างเคร่งครัด</p>
<p>หลักการเบื้องต้นทั้ง ๕ ประการที่กล่าวมานี้ เป็นหลักการพื้นฐานของสื่อมวลชนทุกแขนงที่จะต้องยึดถืออย่างเคร่งครัด บล็อกเป็นสื่อชนิดหนึ่งจึงสมควรจะต้องยึดหลักดังกล่าวนั้นด้วย</p>
<p>ถึงแม้บล็อกจะเป็นบันทึกส่วนตัวของคนๆหนึ่ง แต่เป็นบันทึกที่เผยแพร่สู่สาธารณะ มีผลต่อผู้อ่าน ดังนั้นผู้เขียนจึงต้องมีความรับผิดชอบต่อการกระทำของตน เว้นไว้แต่ว่าบล็อกนั้นไม่ได้เปิดให้คนทั่วไปอ่าน เป็นแต่เพียงเขียนเพื่ออ่านเอง <a href="http://www.blogologynet.com/seo-book/"><span style="color: #0000ff;">เสิร์ชเอ็นจิ้น</span> </a>(Search Engine) ไม่สามารถเข้าไปเก็บข้อความไว้ในฐานข้อมูลเพื่อให้คนค้นหาได้ หากเป็นเช่นนี้ก็ถือเป็นข้อยกเว้นได้</p>
<p>ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า บล็อกเป็นเสมือนหนังสือ นิตยสาร หนังสือพิมพ์ สถานีโทรทัศน์และวิทยุ ดังนั้นจึงต้องมีความรับผิดชอบในการเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสาร ข้อความในบล็อก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายแก่บุคคล กลุ่มบุคคล องค์กร สังคมและประเทศชาติ ซึ่งนับว่าเป็นความรับผิดชอบอันใหญ่หลวง ดังนั้น ขอให้บล็อกเกอร์ทั้งหลายได้รับผิดชอบเต็มความสามารถ ตามหลัก ๕ ประการข้างต้น.</p>
<p><script type="text/javascript"><!--
google_ad_client = "pub-1054503077643492";
/* 336x280, created 12/2/08 */
google_ad_slot = "5908219593";
google_ad_width = 336;
google_ad_height = 280;
// --></script><br />
<script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript"></script></p>
<p><strong><span style="color: #0000ff;">[หากท่านใดเห็นว่าบทความนี้มีประโยชน์ สามารถนำไปเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆได้ โดยขอให้ทำลิงค์กลับมายังบทความนี้ แต่ขอความกรุณาอย่านำไปผลิตหรือจำหน่ายไม่ว่ารูปแบบใดๆเลยนะครับ]</span></strong></p>
<p class="akst_link"><a href="http://blogologynet.com/?p=791&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_791" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://blogologynet.com/how-to-write-the-good-contents-of-your-blog" title="เขียนบล็อกอย่างไรจึงจะดี (27 March 2009)">เขียนบล็อกอย่างไรจึงจะดี</a> (0)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/interiorsiamcom-as-a-citizen-journal-blog" title="interiorsiam.com กับการเป็น Citizen Journal ของ “ช่างแบบ” (21 September 2008)">interiorsiam.com กับการเป็น Citizen Journal ของ “ช่างแบบ”</a> (6)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/how-many-entry-in-a-day-on-your-blog" title="เขียนบล็อกบ่อยแค่ไหนจึงดี (26 March 2009)">เขียนบล็อกบ่อยแค่ไหนจึงดี</a> (2)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/why-you-write-blog" title="เขียนบล็อกทำไม เขียนเพื่ออะไร (14 September 2008)">เขียนบล็อกทำไม เขียนเพื่ออะไร</a> (10)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/down-load-free-ebook-blog-and-arts-of-blog" title="สวัสดีปีใหม่ เชิญรับ eBook บล็อกและศาสตร์แห่งบล็อกแทน ส.ค.ส. 2552 (1 January 2009)">สวัสดีปีใหม่ เชิญรับ eBook บล็อกและศาสตร์แห่งบล็อกแทน ส.ค.ส. 2552</a> (12)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogologynet.com/theprinciple-of-blog-content-writing/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>6</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สวัสดีปีใหม่ เชิญรับ eBook บล็อกและศาสตร์แห่งบล็อกแทน ส.ค.ส. 2552</title>
		<link>http://blogologynet.com/down-load-free-ebook-blog-and-arts-of-blog</link>
		<comments>http://blogologynet.com/down-load-free-ebook-blog-and-arts-of-blog#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 31 Dec 2008 22:43:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator></dc:creator>
				<category><![CDATA[บล็อกศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[การเขียนบล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[บล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[สวัสดีปีใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[eBook ฟรี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.blogologynet.com/?p=689</guid>
		<description><![CDATA[ในวาระปีใหม่นี้ ผมได้จัดทำหนังสือ eBook โดยรวบรวมบทความที่เผยแพร่ในบล็อกทำเป็นหนังสือ ตั้งชื่อว่า บล็อกและศาสตร์แห่งบล็อก โดยเนื้อหาเกี่ยวกับบล็อกล้วนๆ แบ่งเป็น 3 ส่วน ประกอบด้วย
ภาคที่ 1 บล็อกศาสตร์และบล็อกศึกษา เป็นการศึกษารูปแบบ เนื้อหา และอิทธิพลของบล็อก โดยใช้แนวคิดทฤษฎีนิเทศศาสตร์และการสื่อสาร
ภาคที่ 2 ศิลปะและกลยุทธ์บล็อก เป็นการแนะนำเรื่องกลยุทธ์ การสร้าง การเขียน ปรับแต่งเนื้อหาบล็อก ในส่วนนี้ได้เก็บความจากข้อแนะนำของบล็อกเกอร์ฝรั่งและชาวเอเชียเป็นหลัก
ภาคที่ 3 วิเคราะห์เจาะบล็อก เป็นการศึกษา วิเคราะห์ วิจารณ์เนื้อหาของบล็อกไทย เพื่อเป็นกรณีตัวอย่างในการสร้างเนื้อหาของบล็อก ตามกรอบแนวคิดสื่อภาคพลเมือง ที่อิงอยู่กับทฤษฎีนิเทศศาสตร์และการสื่อสาร
ขอเชิญท่านทั้งหลายที่ผ่านมาและตั้งใจมาดาวโหลดไปอ่านกันครับ ถ้าเห็นว่าดีก็ส่งต่อๆกันไปได้ ไม่สงวนสิทธิ์ ขอเพียงแต่อย่านำไปแสวงหารายได้หรือผลประโยชน์ก็พอครับ
ดาวน์โหลด บล็อกและศาสตร์แห่งบล็อก
Thai Share This

	เรื่องในหมวดเดียวกัน
	
	เขียนบล็อกทำไม เขียนเพื่ออะไร (10)
	วิธีผูกใจคนอ่านของบล็อกเกอร์มืออาชีพ (7)
	บล็อกศาสตร์เบื้องต้น (1) บล็อกคืออะไร (3)
	บล็อก : ทางเลือกในการเผยแพร่ผลงานของนักเขียน (2)
	interiorsiam.com กับการเป็น Citizen Journal ของ “ช่างแบบ” (6)


]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ในวาระปีใหม่นี้ ผมได้จัดทำหนังสือ eBook โดยรวบรวมบทความที่เผยแพร่ในบล็อกทำเป็นหนังสือ ตั้งชื่อว่า <strong>บล็อกและศาสตร์แห่งบล็อก</strong> โดยเนื้อหาเกี่ยวกับบล็อกล้วนๆ แบ่งเป็น 3 ส่วน ประกอบด้วย</p>
<p><strong>ภาคที่ 1 </strong>บล็อกศาสตร์และบล็อกศึกษา เป็นการศึกษารูปแบบ เนื้อหา และอิทธิพลของบล็อก โดยใช้แนวคิดทฤษฎีนิเทศศาสตร์และการสื่อสาร</p>
<p><strong>ภาคที่ 2 </strong>ศิลปะและกลยุทธ์บล็อก เป็นการแนะนำเรื่องกลยุทธ์ การสร้าง การเขียน ปรับแต่งเนื้อหาบล็อก ในส่วนนี้ได้เก็บความจากข้อแนะนำของบล็อกเกอร์ฝรั่งและชาวเอเชียเป็นหลัก</p>
<p><strong>ภาคที่ 3 </strong>วิเคราะห์เจาะบล็อก เป็นการศึกษา วิเคราะห์ วิจารณ์เนื้อหาของบล็อกไทย เพื่อเป็นกรณีตัวอย่างในการสร้างเนื้อหาของบล็อก ตามกรอบแนวคิดสื่อภาคพลเมือง ที่อิงอยู่กับทฤษฎีนิเทศศาสตร์และการสื่อสาร</p>
<p>ขอเชิญท่านทั้งหลายที่ผ่านมาและตั้งใจมาดาวโหลดไปอ่านกันครับ ถ้าเห็นว่าดีก็ส่งต่อๆกันไปได้ ไม่สงวนสิทธิ์ ขอเพียงแต่อย่านำไปแสวงหารายได้หรือผลประโยชน์ก็พอครับ</p>
<p>ดาวน์โหลด <strong><span style="color: #0000ff;"><a href="http://blogologynet.com/wp-content/uploads/2009/01/Blog-and-Arts-of-Blog.pdf">บล็อกและศาสตร์แห่งบล็อก</a></span></strong></p>
<p class="akst_link"><a href="http://blogologynet.com/?p=689&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_689" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://blogologynet.com/why-you-write-blog" title="เขียนบล็อกทำไม เขียนเพื่ออะไร (14 September 2008)">เขียนบล็อกทำไม เขียนเพื่ออะไร</a> (10)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/how-to-make-your-visitors-impress-your-blog" title="วิธีผูกใจคนอ่านของบล็อกเกอร์มืออาชีพ (6 October 2008)">วิธีผูกใจคนอ่านของบล็อกเกอร์มืออาชีพ</a> (7)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/blogology-introductory-1-what-is-blog" title="บล็อกศาสตร์เบื้องต้น (1) บล็อกคืออะไร (21 December 2008)">บล็อกศาสตร์เบื้องต้น (1) บล็อกคืออะไร</a> (3)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/blog-as-a-printing-issue" title="บล็อก : ทางเลือกในการเผยแพร่ผลงานของนักเขียน (25 March 2009)">บล็อก : ทางเลือกในการเผยแพร่ผลงานของนักเขียน</a> (2)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/interiorsiamcom-as-a-citizen-journal-blog" title="interiorsiam.com กับการเป็น Citizen Journal ของ “ช่างแบบ” (21 September 2008)">interiorsiam.com กับการเป็น Citizen Journal ของ “ช่างแบบ”</a> (6)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogologynet.com/down-load-free-ebook-blog-and-arts-of-blog/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>12</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>บล็อกศาสตร์เบื้องต้น (1) บล็อกคืออะไร</title>
		<link>http://blogologynet.com/blogology-introductory-1-what-is-blog</link>
		<comments>http://blogologynet.com/blogology-introductory-1-what-is-blog#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 21 Dec 2008 00:01:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator></dc:creator>
				<category><![CDATA[บล็อกศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[การเขียนบล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[บล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[บล็อกคืออะไร]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Blogology]]></category>
		<category><![CDATA[What is blog?]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.blogologynet.com/?p=663</guid>
		<description><![CDATA[
บล็อก (Blog) เป็นที่นิยมแพร่หลายเป็นอย่างมากในปัจจุบัน ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตจำนวนมากนิยมสร้างบล็อกขึ้นมาเพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร โดยมีวัตถุประสงค์ในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารดังกล่าวแตกต่างกันไป จำนวนบล็อกที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่มีใครสามารถคำนวณได้ เพราะมีการสร้างบล็อกเกิดขึ้นตลอดเวลา ตราบใดที่ยังมีคนใช้อินเตอร์เน็ตเพิ่มขึ้น บล็อกก็จะถูกสร้างเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ความเป็นมาของบล็อก
เว็บไซต์ไซแม็ก (cimage.co.th) ได้ให้ข้อมูลความเป็นมาว่า บล็อก (Blog) มาจากคำว่า เว็บล็อก (Weblog) เริ่มใช้ครั้งแรกเมื่อ เดือนธันวาคม ปี พ.ศ. 2543 (ค.ศ.1997) โดย จอห์น บอร์เจอร์ (Jorn Barger) เป็นผู้ใช้คำว่า “Weblog” ขึ้นก่อน ต่อมา ปีเตอร์ มาร์ฮอลซ์ (Peter Merholz) ได้เรียกสั้นๆว่า “Blog&#8221; แทนเมื่อเดือนเมษายน ปี พ.ศ.2545 (ค.ศ. 1999) ต่อมาในวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ.2549 (ค.ศ.2003) Oxford Dictionary ได้บรรจุคำว่า Blog ในพจนานุกรมอย่างเป็นทางการ โดยตัดตัว &#8220;We&#8221; ด้านหน้าออกไป [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong></strong></p>
<p><strong>บล็อก</strong> (Blog) เป็นที่นิยมแพร่หลายเป็นอย่างมากในปัจจุบัน ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตจำนวนมากนิยมสร้างบล็อกขึ้นมาเพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร โดยมีวัตถุประสงค์ในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารดังกล่าวแตกต่างกันไป จำนวนบล็อกที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่มีใครสามารถคำนวณได้ เพราะมีการสร้างบล็อกเกิดขึ้นตลอดเวลา ตราบใดที่ยังมีคนใช้อินเตอร์เน็ตเพิ่มขึ้น บล็อกก็จะถูกสร้างเพิ่มขึ้นตามไปด้วย</p>
<p><strong>ความเป็นมาของบล็อก</strong></p>
<p><strong>เว็บไซต์ไซแม็ก</strong> (cimage.co.th) ได้ให้ข้อมูลความเป็นมาว่า <strong>บล็อก</strong> (Blog) มาจากคำว่า เว็บล็อก (Weblog) เริ่มใช้ครั้งแรกเมื่อ เดือนธันวาคม ปี พ.ศ. 2543 (ค.ศ.1997) โดย จอห์น บอร์เจอร์ (Jorn Barger) เป็นผู้ใช้คำว่า “Weblog” ขึ้นก่อน ต่อมา ปีเตอร์ มาร์ฮอลซ์ (Peter Merholz) ได้เรียกสั้นๆว่า “Blog&#8221; แทนเมื่อเดือนเมษายน ปี พ.ศ.2545 (ค.ศ. 1999) ต่อมาในวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ.2549 (ค.ศ.2003) Oxford Dictionary ได้บรรจุคำว่า Blog ในพจนานุกรมอย่างเป็นทางการ โดยตัดตัว &#8220;We&#8221; ด้านหน้าออกไป และหมายถึงหน้าเว็บที่ใครๆ ก็เข้าไปอ่านเรื่องที่คนเขียนเรื่องต่างๆเอาไว้ได้ จนถึงปัจจุบันนี้ (ธันวาคม พ.ศ.2551) บล็อกกลายเป็นสิ่งผู้ใช้อินเตอร์เน็ตรู้จักคุ้นเคยเป็นอย่างดี</p>
<p><strong>บล็อกคืออะไร</strong></p>
<p>มีผู้อธิบายความหมายของบล็อกไว้เป็นจำนวนมากในที่ต่างๆ โดยผู้ให้ความหมายเหล่านี้ประกอบไปด้วยผู้เขียนบล็อกหรือบล็อกเกอร์ (Blogger) ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาหรือปัจเจกบุคคล ได้ให้ความหมายเอาไว้ในหนังสือและตามบล็อกของตน ซึ่งจะขอยกบางส่วนมาพิจารณาเพื่อทำความเข้าในที่นี้ ดังนี้</p>
<p><span id="more-663"></span></p>
<p><strong>เว็บไซต์เก่งดอตคอม </strong>(Keng.com) ได้ให้ความหมายบล็อกเอาไว้ว่า บล็อกคือการบันทึกบทความของตนเอง (Personal Journal) ลงบนเว็บไซต์ โดยมีเนื้อหาครอบคลุมได้ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวส่วนตัว หรือเป็นบทความเฉพาะด้านต่าง ๆ เช่น เรื่องการเมือง เรื่องกล้องถ่ายรูป เรื่องกีฬา เรื่องธุรกิจ เป็นต้น โดยจุดเด่นที่ทำให้บล็อกเป็นที่นิยมก็คือ ผู้เขียนบล็อก จะมีการแสดงความคิดเห็นของตนเอง ใส่ลงไปในบทความนั้น ๆ โดยบล็อกบางแห่ง จะมีอิทธิพลในการโน้มน้าวจิตใจผู้อ่านสูงมาก แต่ในขณะเดียวกัน บางบล็อกก็จะเขียนขึ้นมาเพื่อให้อ่านกันในกลุ่มเฉพาะ เช่นกลุ่มเพื่อน ๆ หรือครอบครัวตนเอง</p>
<p><strong>ผศ.ประชิด ทิณบุตร</strong> ได้ให้ความหมายว่า บล็อกคือหน้าเว็บเพจที่เป็นเหมือนวารสารส่วนตัว ที่เปิดเป็นเวทีสาธารณะให้ทุกคนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมกระทำได้หรือใช้เฉพาะส่วนตัว โดยทั่วไปแล้วจะมีการปรับปรุงเพิ่มเติมเข้าทุกวัน และแต่ละบล็อกมักจะสะท้อนถึงความเป็นปัจเจกของผู้เขียนแต่ละคน</p>
<p><strong>เว็บไซต์ไทยบล็อกเกอร์</strong> (Thaiblogger.org) ได้อธิบายความหมายว่า บล็อกเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ปฏิรูปเว็บ จากเว็บธรรมดาให้กลายเป็นเว็บที่มีปฏิสัมพันธ์ (interactive) มากขึ้น เปลี่ยนชุมชนคนเล่นเว็บ จากสังคมที่มีคนเขียนกลุ่มเล็กๆกับผู้อ่านจำนวนมาก (passive) ให้กลายมาเป็นชุมชนที่มีสมาชิกเป็นทั้งคนสร้าง content ด้วยการเขียน และเป็นนักอ่านไปพร้อมกัน (active) นอกจากนี้ มันยังช่วยลับคมความคิด แลกเปลี่ยนความรู้ และเป็นเครื่องมืออันมหัศจรรย์สำหรับนักการศึกษา ที่จะนำมาใช้ในการศึกษาของสังคมด้วย</p>
<p><strong>สารานุกรมออนไลน์วิกิพีเดีย</strong> (Wikipedia.org) ให้ความหมายว่า บล็อกเป็นเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาหลากหลายขึ้นอยู่กับเจ้าของบล็อก โดยสามารถใช้เป็นเครื่องมือสื่อสาร การประกาศข่าวสาร การแสดงความคิดเห็น การเผยแพร่ผลงาน ในหลายด้านไม่ว่า อาหาร การเมือง เทคโนโลยี หรือข่าวปัจจุบัน</p>
<p><strong>เว็บไซต์บล็อกเกอร์</strong>(Blogger.com) ผู้ให้บริการบล็อกฟรีรายใหญ่ภายใต้ชื่อ Blogspot.com ได้ให้คำอธิบายว่า บล็อกเป็นไดอารีส่วนบุคคล ห้องฟังเทศน์ พื้นที่สำหรับความร่วมมือ เวทีแสดงออกทางการเมือง ห้องกระจายข่าว การเก็บรวบรวมลิงก์ ความคิดส่วนตัว สามารถเขียนเรื่องต่างๆ ได้อย่างต่อเนื่อง เรื่องใหม่จะปรากฏด้านบนสุด เพื่อให้ผู้เยี่ยมชมสามารถอ่านสิ่งที่มาใหม่ จากนั้นจะสามารถแสดงความคิดเห็นหรือสร้างลิงก์ หรือส่งอีเมล์ถึงผู้เขียนบล็อก หรือไม่ทำอะไรเลย</p>
<p>จากความหมายของบล็อกดังกล่าว จึงสรุปได้ว่า บล็อกคือ สื่อส่วนบุคคลบนอินเตอร์เน็ตที่ใช้เผยแพร่ข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ ข้อคิดเห็น บันทึกส่วนตัว เพื่อเผยแพร่และแบ่งปันให้คนอื่นๆได้อ่าน โดยผู้อ่านสามารถแสดงความคิดเห็น หรือให้ข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ และการแสดงเนื้อหาของบล็อกนั้นเรียงลำดับจากเนื้อหาใหม่ไปสู่เนื้อหาเก่า ผู้เขียนและผู้อ่านสามารถค้นหาเนื้อหาย้อนหลังเพื่ออ่านและแก้ไขเพิ่มเติมได้ตลอดเวลานั่นเอง</p>
<p><strong>วัตถุประสงค์ของการสร้างบล็อก </strong></p>
<p>บล็อกคือสื่อส่วนบุคคล หรือสื่อภาคพลเมือง (Citizen Journal) ประเภทหนึ่ง วัตถุประสงค์ของการสร้างบล็อกก็เพื่อเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสาร ความคิด ความเห็น ความรู้ ของผู้สร้างบล็อก (Blogger) หรือ ผู้สื่อข่าวพลเมือง (Citizen Reporter) ดังนั้น วัตถุประสงค์ของการทำบล็อกจึงเกี่ยวพันกับหลักและทฤษฎีการสื่อสาร ไม่ว่าผู้สร้างบล็อกจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม โดยทฤษฎีการสื่อสารมวลชนได้กำหนดหน้าที่ของสื่อไว้เป็นเบื้องต้น 4 ประการ ดังนั้น วัตถุประสงค์ของการสร้างบล็อกจึงน่าจะจัดอยู่ใน 4 ประการนี้ได้แก่</p>
<p>1. เพื่อให้ข้อมูลข่าวสาร ผู้ส่งสารให้ข้อมูล ข่าวสารที่ตนมีอยู่แก่ผู้รับสาร ซึ่งเราปฏิบัติกันอยู่ในชีวิตประจำวัน</p>
<p>2. เพื่อให้ความรู้ ผู้ส่งสาร ให้ความรู้แก่ผู้รับสาร เพื่อพัฒนาการรับรู้ สติปัญญา เรียกว่าการศึกษานั่นเอง</p>
<p>3. เพื่อให้ความบันเทิง ผู้ส่งสารให้ความบันเทิงด้านต่างๆแก่ผู้รับสาร</p>
<p>4. สร้างความพึงพอใจ ผู้ส่งสาร เสนอสารให้แก่ผู้รับอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายๆอย่าง เพื่อให้ผู้รับเกิดความพึงพอใจ คล้อยตาม เห็นดีเห็นงามกับผู้ส่งสาร</p>
<p>บล็อกทั้งหลายที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ แม้จะมีเนื้อหาหลากหลาย ผู้สร้างบล็อกหรือบล็อกเกอร์กระจายอยู่ทุกประเทศทั่วโลก แต่เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นได้ว่า เนื้อหาที่มีอยู่หลากหลายแล้ว หากจัดเป็นหมวดหมู่ก็จะสามารถสังเคราะห์เข้าไว้ในข้อใดข้อหนึ่ง ของทั้ง 4 ข้อข้างต้น ซึ่งเป็นหน้าที่หลักของสื่อทุกชนิด</p>
<p>ดังนั้น บล็อกจึงเป็นสื่อชนิดหนึ่งที่สร้างและดำเนินงานโดยปัจเจกบุคคล ที่เสนอเนื้อหาตามความรู้และความถนัดของตนเอง มีอิสระที่จะเสนอรูปแบบและเนื้อหาตามสิทธิ์และเสรีภาพในการแสดงออก ที่รับรองโดยหลักแห่งสิทธิมนุษยชน กฎหมายและศีลธรรม ซึ่งการกำกับควบคุมเนื้อหาที่นำเสนออกสู่สาธารณะนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับความสำนึกและความรับผิดชอบของผู้สร้างบล็อกหรือบล็อกเกอร์เป็นสำคัญนั่นเอง.</p>
<p><strong>บันทึกท้ายเรื่อง </strong></p>
<p>1. บทความชุดบล็อกศาสตร์เบื้องต้น เขียนขึ้นจากการศึกษา ค้นคว้า วิเคราะห์ วิจารณ์ การสร้างบล็อกที่มีผู้เขียนไว้ และจากประสบการณ์การสร้างบล็อกในรูปแบบและวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันของผู้เขียน โดยตั้งใจจะทำเป็นหลักฐานทางวิชาการ โดยใช้ทฤษฎีสื่อสารมวลชนเป็นกรอบในการศึกษา เพราะผู้เขียนตระหนักว่า บล็อกคือสื่อชนิดหนึ่งซึ่งในปัจจุบันยังเป็นสื่อกระแสรอง แต่นับวันจะมีบทบาทมากขึ้น จนกลายเป็นสื่อกระแสหลักในอนาคตอย่างแน่นอน การศึกษาเกี่ยวกับเรื่องบล็อก โดยใช้ชื่อว่าบล็อกศาสตร์ เป็นเบื้องต้นก่อน โดยนำมาจากคำภาษาอังกฤษคือ Blogology น่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจ โดยเฉพาะนักเรียนด้านการสื่อสารไม่น้อย</p>
<p>2. บทความรวมทั้งบทความอื่นๆของผู้เขียนคือ โกศล อนุสิม นี้ไม่สงวนลิขสิทธิ์ในการนำไปเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆทุกชนิด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษา เผยแพร่ความรู้ หากท่านใดเห็นว่าบทความนี้มีประโยชน์ สามารถนำไปเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆได้ โดยขอช่วยอ้างอิงหรือให้ทำลิงค์กลับมายังบทความนี้ด้วย แต่ขอความกรุณาอย่านำไปผลิตหรือจำหน่ายไม่ว่ารูปแบบใดๆเลยนะครับ</p>
<p>ดูไฟล์ PDF ของบทความนี้ที่นี่  <a href="http://awxp3g.bay.livefilestore.com/y1p9oD4JcX_s-oCIUjb3_ZvsDHkO7EC_9A5vAcHeGDeMLrA2-sUvNgTQJcqI8lSdf7FNwyVZv4GfoM/Blogology1%20-%20What%20is%20blog.pdf?download"><span style="color: #0000ff;">An Introductory Blogology (1) What is Blog?</span></a></p>
<p>เอกสารอ้างอิง :</p>
<p><strong>เว็บไซต์ไซแม็ก </strong>: http://www.cimage.co.th/blog/blog.php<br />
<strong>เว็บไซต์เก่งดอตคอม: </strong>http://keng.com/2005/09/30/what-is-blog/<br />
ผศ.ประชิด ทิณบุตร: http://chandraonline.chandra.ac.th/chandrablog/?p=6<br />
เว็บไซต์ไทยบล็อกเกอร์: http://www.thaiblogger.org/2006/03/22/what-blog-is.html<br />
สารานุกรมออนไลน์วิกิพีเดีย: http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9A%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%AD%E0%B8%81<br />
เว็บไซต์บล็อกเกอร์: http://www.blogger.com/tour_start.g</p>
<p class="akst_link"><a href="http://blogologynet.com/?p=663&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_663" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://blogologynet.com/blogger-and-bublic-communication" title="บล็อกเกอร์ ( Blogger) กับการสื่อสารสาธารณะ (Public Communication) (6 December 2008)">บล็อกเกอร์ ( Blogger) กับการสื่อสารสาธารณะ (Public Communication)</a> (1)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/why-you-write-blog" title="เขียนบล็อกทำไม เขียนเพื่ออะไร (14 September 2008)">เขียนบล็อกทำไม เขียนเพื่ออะไร</a> (10)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/blog-as-a-printing-issue" title="บล็อก : ทางเลือกในการเผยแพร่ผลงานของนักเขียน (25 March 2009)">บล็อก : ทางเลือกในการเผยแพร่ผลงานของนักเขียน</a> (2)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/down-load-free-ebook-blog-and-arts-of-blog" title="สวัสดีปีใหม่ เชิญรับ eBook บล็อกและศาสตร์แห่งบล็อกแทน ส.ค.ส. 2552 (1 January 2009)">สวัสดีปีใหม่ เชิญรับ eBook บล็อกและศาสตร์แห่งบล็อกแทน ส.ค.ส. 2552</a> (12)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/how-to-make-your-visitors-impress-your-blog" title="วิธีผูกใจคนอ่านของบล็อกเกอร์มืออาชีพ (6 October 2008)">วิธีผูกใจคนอ่านของบล็อกเกอร์มืออาชีพ</a> (7)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogologynet.com/blogology-introductory-1-what-is-blog/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การสร้างเนื้อหาโดยผู้อ่าน : การสื่อสารสองทางในเว็บ 2.0</title>
		<link>http://blogologynet.com/blog-content-created-by-readers</link>
		<comments>http://blogologynet.com/blog-content-created-by-readers#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 16 Dec 2008 07:59:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator></dc:creator>
				<category><![CDATA[บล็อกศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[การสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[การสื่อสารสองทาง]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อภาคพลเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[เว็บ 2.0]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.blogologynet.com/?p=649</guid>
		<description><![CDATA[องค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งของ Web2.0 ก็คือ การเปิดโอกาสให้ผู้อ่านมีส่วนในการสร้างหรือเพิ่มเติมเนื้อหา (Content) ได้ อันเป็นการสื่อสารสองทางระหว่างผู้จัดทำเว็บไซต์หรือบล็อกกับผู้อ่าน ซึ่งต่างจากเว็บยุค 1.0 ที่เป็นการสื่อสารทางเดียว โดยผู้จัดทำเป็นผู้กำหนดเนื้อหาข่าวสาร ส่วนผู้อ่านก็รับรู้ข่าวสารได้เพียงอย่างเดียว ไม่มีส่วนในการสร้างหรือเพิ่มเติมเนื้อหาแต่อย่างใด
การสื่อสารทางเดียวในยุคเว็บ 1.0 ถึงจุดอิ่มตัว ได้มีการพัฒนาการสื่อสารเพื่อให้ผู้จัดทำเนื้อหากับผู้อ่านได้มีช่องทางสื่อสารกันโดยตรง โดยการสร้างกระดานสนทนา ( Web Board) ขึ้นมา มีการตั้งประเด็นเพื่อสนทนากันระหว่างผู้จัดทำเว็บไซต์กับผู้อ่าน และระหว่างผู้อ่านกับผู้อ่านด้วยกัน ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ กันอย่างกว้างขวาง จนพัฒนามาสู่เว็บ 2.0 ดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งผู้อ่านมีส่วนร่วมในการสร้างและเพิ่มเติมเนื้อหาอย่างกว้างขวาง หลายรูปแบบ และมีอิสระอย่างเต็มที่

การสร้างและเพิ่มเติมเนื้อหาของผู้อ่านในเว็บ 2.0 นั้นมีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับการออกแบบของผู้จัดทำเว็บไซต์ว่ามีจุดประสงค์อะไร ดังนั้น การมีส่วนร่วมในเว็บไซต์ที่เป็นชุมชนออนไลน์ ( Social Networking) ย่อมแตกต่างจากเว็บไซต์ขององค์กรต่างๆ การมีส่วนร่วมในเว็บไซต์ขององค์กรก็แตกต่างจากบล็อก (Blog) ที่ปัจเจกบุคคลเป็นเจ้าของ หรือที่เรียกว่าสื่อภาคพลเมือง (Citizen Journal) ในบทความนี้จะได้รวบรวมรูปแบบการมีส่วนร่วมของผู้อ่านในการสร้างเนื้อหาของเว็บ 2.0 เท่าที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน โดยแยกเป็นประเภทต่างๆเป็นเบื้องต้น มีดังนี้
1.ประเภทการอัพโหลด (Upload) เนื้อหาที่ผู้อ่านร่วมสร้างและเพิ่มเติมในเว็บไซต์ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>องค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งของ Web2.0 ก็คือ การเปิดโอกาสให้ผู้อ่านมีส่วนในการสร้างหรือเพิ่มเติมเนื้อหา (Content) ได้ อันเป็นการสื่อสารสองทางระหว่างผู้จัดทำเว็บไซต์หรือบล็อกกับผู้อ่าน ซึ่งต่างจากเว็บยุค 1.0 ที่เป็นการสื่อสารทางเดียว โดยผู้จัดทำเป็นผู้กำหนดเนื้อหาข่าวสาร ส่วนผู้อ่านก็รับรู้ข่าวสารได้เพียงอย่างเดียว ไม่มีส่วนในการสร้างหรือเพิ่มเติมเนื้อหาแต่อย่างใด</p>
<p>การสื่อสารทางเดียวในยุคเว็บ 1.0 ถึงจุดอิ่มตัว ได้มีการพัฒนาการสื่อสารเพื่อให้ผู้จัดทำเนื้อหากับผู้อ่านได้มีช่องทางสื่อสารกันโดยตรง โดยการสร้างกระดานสนทนา ( Web Board) ขึ้นมา มีการตั้งประเด็นเพื่อสนทนากันระหว่างผู้จัดทำเว็บไซต์กับผู้อ่าน และระหว่างผู้อ่านกับผู้อ่านด้วยกัน ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ กันอย่างกว้างขวาง จนพัฒนามาสู่เว็บ 2.0 ดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งผู้อ่านมีส่วนร่วมในการสร้างและเพิ่มเติมเนื้อหาอย่างกว้างขวาง หลายรูปแบบ และมีอิสระอย่างเต็มที่</p>
<p><span id="more-649"></span></p>
<p>การสร้างและเพิ่มเติมเนื้อหาของผู้อ่านในเว็บ 2.0 นั้นมีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับการออกแบบของผู้จัดทำเว็บไซต์ว่ามีจุดประสงค์อะไร ดังนั้น การมีส่วนร่วมในเว็บไซต์ที่เป็นชุมชนออนไลน์ ( Social Networking) ย่อมแตกต่างจากเว็บไซต์ขององค์กรต่างๆ การมีส่วนร่วมในเว็บไซต์ขององค์กรก็แตกต่างจากบล็อก (Blog) ที่ปัจเจกบุคคลเป็นเจ้าของ หรือที่เรียกว่าสื่อภาคพลเมือง (Citizen Journal) ในบทความนี้จะได้รวบรวมรูปแบบการมีส่วนร่วมของผู้อ่านในการสร้างเนื้อหาของเว็บ 2.0 เท่าที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน โดยแยกเป็นประเภทต่างๆเป็นเบื้องต้น มีดังนี้</p>
<p><strong>1.ประเภทการอัพโหลด</strong> (Upload) เนื้อหาที่ผู้อ่านร่วมสร้างและเพิ่มเติมในเว็บไซต์ ได้แก่ ข้อเขียน บทความ รูปภาพ คลิปวีดิโอ เพลง ฯลฯ เพื่อแบ่งปันให้แก่คนอื่นๆได้ร่วมใช้ประโยชน์ เช่น เว็บไซต์ที่ให้บริการซับมิต (Submit) บทความต่างๆ เว็บไซต์ที่ให้บริการแบ่งปันวีดิโอคลิป อาทิ Youtube.com เป็นต้น เว็บไซต์ที่ให้บริการแบ่งปันเพลง อาทิ Esnipes.com, Imeem.com, Ijigg.com เป็นต้น ประเภทแบ่งปันรูปภาพ อาทิ Photobucket.com เป็นต้น</p>
<p><strong>2.ประเภทแสดงความคิดเห็น </strong>(Comment) เนื้อหาประเภทนี้เป็นที่นิยมโดยทั่วไปจนกลายเป็นคุณสมบัติที่ขาดไม่ได้ของเว็บไซต์ 2.0 ที่จะต้องเปิดโอกาสให้ผู้อ่านร่วมแสดงความคิดเห็นในเรื่องต่างๆที่นำเสนอ โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่นำเสนอข่าวสารประจำวันของสื่อต่างๆนั้น ได้เปิดให้ผู้อ่านได้แสดงความคิดเห็นต่อข่าวสารที่นำเสนอกันทั้งสิ้น</p>
<p><strong>3.ประเภทสร้างบัญชีผู้ใช้ </strong>(Account) โดยเว็บไซต์เปิดให้ผู้อ่านสร้างบัญชีใช้งานของตนขึ้น เพื่อสร้างเนื้อหาตามความต้องการของเจ้าของบัญชี แล้วเปิดให้คนอื่นๆร่วมใช้ประโยชน์เนื้อนั้นร่วมกัน ประเภทนี้เป็นที่นิยมในเว็บไซต์ประเภทชุมชนออนไลน์ (Social Networking) ทั้งหลาย อาทิ HI5, Face Book, Tagged เป็นต้น</p>
<p>การมีส่วนร่วมในการสร้างเนื้อหาของผู้อ่านในเว็บ 2.0 ที่กล่าวมาทั้ง 3 ประเภทนั้น ได้ก่อให้เกิดการกระจายข้อมูล ข่าวสาร ในรูปแบบต่างๆออกสู่สาธารณะอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะเมื่อการเกิดขึ้นของบล็อก (Blog) อันเป็นรูปแบบที่สมบูรณ์ของเว็บ 2.0 ทำให้ผู้อ่านที่เคยเป็นเพียงผู้มีส่วนร่วมในการเพิ่มเติมเนื้อหาด้วยการอัพโหลดและแสดงความคิดเห็นภายใต้กฎเกณฑ์ของเว็บไซต์ ได้กลายเป็นผู้สร้างเนื้อหาได้เองโดยอิสระผ่านบล็อกของตน ทั้งยังคงดำรงความเป็นผู้มีส่วนร่วมในการสร้างเนื้อหาประเภท 1-3 ในเว็บไซต์อื่นด้วย ยิ่งทำให้การแพร่กระจายข่าวสารเพิ่มมากขึ้น เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกันอย่างกว้างขวาง ทำให้โลกก้าวเข้าสู่ยุคข้อมูลข่าวสารอย่างสมบูรณ์</p>
<p>เว็บ 2.0 ที่เปิดโอกาสให้ผู้อ่านมีส่วนร่วมในการสร้างและเพิ่มเติมเนื้อหาอันเป็นการสื่อสารสองทางนั้น ได้ก่อให้เกิดพัฒนาการการรับรู้ข่าวสารที่เป็นอิสระมากขึ้น การไหลเวียนของมูลข่าวสารเป็นไปอย่างอิสระ (Free Flow) และมีความรวดเร็วคล่องตัว ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า เว็บ 2.0 มีส่วนอันสำคัญในการทำลายกำแพงการรับรู้ข่าวสารของมนุษย์ลงไปโดยแทบจะสิ้นเชิง</p>
<p>อย่างไรก็ตาม บทความนี้เป็นเพียงการสำรวจเบื้องต้นเท่านั้น หากนักวิชาการด้านการสื่อสารหรือผู้สนใจนำไปต่อยอดศึกษาวิจัยอย่างเป็นกระบวนการตามหลักวิชาการ ก็น่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการพัฒนาคุณภาพของเว็บ 2.0 ให้มีคุณภาพยิ่งขึ้นในอนาคต.</p>
<p><span style="color: #800000;">[หากท่านใดเห็นว่าบทความนี้มีประโยชน์ สามารถนำไปเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆได้ โดยขอให้ทำลิงค์กลับมายังบทความนี้ด้วย และขอความกรุณาอย่านำไปผลิตหรือจำหน่ายไม่ว่ารูปแบบใดๆเลยนะครับ]</span></p>
<p class="akst_link"><a href="http://blogologynet.com/?p=649&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_649" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://blogologynet.com/natayaa-blog-thai-citizen-journal-in-england" title="Natayaa Blog : Citizen Journal ปากเสียงของคนไทยในต่างแดน (22 November 2008)">Natayaa Blog : Citizen Journal ปากเสียงของคนไทยในต่างแดน</a> (0)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/media-and-communications" title="ใครๆก็(ไม่)ชอบสื่อ (29 February 2008)">ใครๆก็(ไม่)ชอบสื่อ</a> (2)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/launching-media-blog" title="แตกบล็อกออกไปเป็น &#8220;สื่อและสาร&#8221; (21 June 2010)">แตกบล็อกออกไปเป็น &#8220;สื่อและสาร&#8221;</a> (0)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/jakkapop-and-communication-fail" title="เหยื่อโอฐภัยจากการสื่อสารของ จักรภพ เพ็ญแข (21 May 2008)">เหยื่อโอฐภัยจากการสื่อสารของ จักรภพ เพ็ญแข</a> (4)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/samak-and-media" title="หลุมพรางดักสื่อของสมัคร สุนทรเวช (26 June 2008)">หลุมพรางดักสื่อของสมัคร สุนทรเวช</a> (0)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogologynet.com/blog-content-created-by-readers/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>บล็อกเกอร์ ( Blogger) กับการสื่อสารสาธารณะ (Public Communication)</title>
		<link>http://blogologynet.com/blogger-and-bublic-communication</link>
		<comments>http://blogologynet.com/blogger-and-bublic-communication#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 06 Dec 2008 01:19:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator></dc:creator>
				<category><![CDATA[บล็อกศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[การสื่อสารสาธารณะ]]></category>
		<category><![CDATA[การเขียนบล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[จริยธรรมการสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[บล็อกศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[หลัการเขียนบล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[เนื้อหาบล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[Blogology]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.blogologynet.com/?p=536</guid>
		<description><![CDATA[การสื่อสารสาธารณะ คือการส่งสื่อสารไปสู่คนเป็นจำนวนมาก ซึ่งสารที่ถูกส่งออกไปนั้นก่อให้เกิดผลต่อความคิด ความเชื่อ ทัศนคติของผู้รับสาร เช่น การพูด การปราศรัยของผู้นำทางการเมือง ผู้นำทางสังคม หรือบุคคลสาธารณะอื่นๆ ที่มีอิทธิพลต่อผู้คนในสังคม เป็นต้น เมื่อการสื่อสารสาธารณะมีผลต่อผู้รับสาร ดังนั้น ผู้ที่สื่อสารหรือเรียกว่านักสื่อสารสาธารณะต้องมีกฎในการควบคุมการสื่อสารของตนเอง กฎดังกล่าวนี้เรียกอาจว่า “จริยธรรม” ก็ได้ “คุณธรรม” หรือ “จรรยาบรรณ” ก็ได้
ดร.บุญรักษ์ บุญญะเขตมาลา นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนคนสำคัญคนหนึ่งของไทย ได้เสนอแนวคิด “ไวยากรณ์ทางจริยธรรม” สำหรับ “การสื่อสารสาธารณะ (Public Communication)” ไว้ในหนังสือ “ระหว่างกระจกกับตะเกียง” (หน้า 218-220) ไว้ 4 ประการ คือ

1. นักสื่อสารสาธารณะ จะต้องตระหนักว่า ณ นาทีที่เขาส่งสารสาธารณะออกไปนั้น เขาคือผู้ผูกขาดการนำเสนอข้อมูลและข้อคิดเห็นนั้นๆโดยไร้การแข่งขันใดๆ ดังนั้น สารของเขาควรจะเป็นอะไรที่บ่งบอกได้ว่า เขา (1) มีความรู้ในเรื่องนั้นๆดีเพียงพอ (2) เข้าใจประเด็นและนัยต่างๆของเนื้อสารที่เขานำเสนออย่างเหมาะสมกับกาลเทศะนั้นๆ (3) ตระหนักถึงระดับแห่งความน่าเชื่อถือของแหล่งอันเป็นที่มาของข้อมูลและบทสรุปในข้อคิดเห็นที่เขานำเสนอ และ (4) ยอมรับว่าเรื่องราวที่เขานำเสนออาจจะมีมุมมองอื่นๆได้อีกหลายด้านตามหลักของความหลากหลายทางความคิด [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>การสื่อสารสาธารณะ </strong>คือการส่งสื่อสารไปสู่คนเป็นจำนวนมาก ซึ่งสารที่ถูกส่งออกไปนั้นก่อให้เกิดผลต่อความคิด ความเชื่อ ทัศนคติของผู้รับสาร เช่น การพูด การปราศรัยของผู้นำทางการเมือง ผู้นำทางสังคม หรือบุคคลสาธารณะอื่นๆ ที่มีอิทธิพลต่อผู้คนในสังคม เป็นต้น เมื่อการสื่อสารสาธารณะมีผลต่อผู้รับสาร ดังนั้น ผู้ที่สื่อสารหรือเรียกว่านักสื่อสารสาธารณะต้องมีกฎในการควบคุมการสื่อสารของตนเอง กฎดังกล่าวนี้เรียกอาจว่า “จริยธรรม” ก็ได้ “คุณธรรม” หรือ “จรรยาบรรณ” ก็ได้</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>ดร.บุญรักษ์ บุญญะเขตมาลา</strong> นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนคนสำคัญคนหนึ่งของไทย ได้เสนอแนวคิด “ไวยากรณ์ทางจริยธรรม” สำหรับ “การสื่อสารสาธารณะ (Public Communication)” ไว้ในหนังสือ <strong>“ระหว่างกระจกกับตะเกียง”</strong> (หน้า 218-220) ไว้ 4 ประการ คือ</p>
<p style="text-align: justify;"><span id="more-536"></span></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>1. นักสื่อสารสาธารณะ </strong>จะต้องตระหนักว่า ณ นาทีที่เขาส่งสารสาธารณะออกไปนั้น เขาคือผู้ผูกขาดการนำเสนอข้อมูลและข้อคิดเห็นนั้นๆโดยไร้การแข่งขันใดๆ ดังนั้น สารของเขาควรจะเป็นอะไรที่บ่งบอกได้ว่า เขา (1) มีความรู้ในเรื่องนั้นๆดีเพียงพอ (2) เข้าใจประเด็นและนัยต่างๆของเนื้อสารที่เขานำเสนออย่างเหมาะสมกับกาลเทศะนั้นๆ (3) ตระหนักถึงระดับแห่งความน่าเชื่อถือของแหล่งอันเป็นที่มาของข้อมูลและบทสรุปในข้อคิดเห็นที่เขานำเสนอ และ (4) ยอมรับว่าเรื่องราวที่เขานำเสนออาจจะมีมุมมองอื่นๆได้อีกหลายด้านตามหลักของความหลากหลายทางความคิด ไม่ใช่อะไรที่มีด้านเดียว แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกมุมมองมีความถูกต้องเท่าๆกัน</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>2. นักสื่อสารสาธารณะ</strong> ควรจะคัดเลือกและนำเสนอสารของตนอย่างเป็นธรรม และอย่างเคารพความเที่ยงตรง โดยจะต้องซึมซับการใฝ่หาความยุติธรรมจนกลายเป็นนิสัย (habit of justice) ฉะนั้นเขาจะไม่เจาะจงตกแต่งหรือบิดเบือนความคิดตามลีลาของนักโฆษณาชวนเชื่อ ด้วยการตั้งใจหรือปกปิดหรือซ่อนเร้นจุดสำคัญๆ ซึ่งผู้รับสารจำเป็นต้องทราบในอันที่จะใช้เป็นหลักในการประเมินข้อมูลและข้อคิดเห็นของเขาได้อย่างถูกต้อง ภารกิจตลอดกาลของเขาคือการสร้างความเสมอภาคแห่งโอกาสของความคิดต่างๆ (equality of opportunity among ideas)</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>3. นักสื่อสารสาธารณะ </strong>ควรจะมีนิสัยที่ชอบตริตรองเรื่องราวเกี่ยวกับสาธารณะประโยชน์ ให้มากๆ จนกระทั่งเห็นว่าเรื่องส่วนรวมเป็นเรื่องใหญ่โตกว่าเรื่องส่วนตัว ในกรณีที่การนำเสนอของเขาจำเป็นต้องมีมุมมองเฉพาะของตนเอง เขาควรอยู่ในฐานะที่พร้อมจะเปิดเผยที่มาของข้อมูล และการก่อรูปของความคิดเห็นของตนอย่างตรงไปตรงมา รวมทั้งความพร้อมที่จะเปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบเจตนารมณ์ที่แท้จริงของตนได้ตามหลักของความโปร่งใสด้วย</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>4. เต็มใจที่จะรับฟังข้อมูลและข้อคิดเห็นอื่นๆ</strong> ที่ไม่เหมือนกับของตน ทว่าในท้ายที่สุด การสื่อสารของเขาเองจะต้องไม่ยินยอมสูญเสียหลักการที่เขาเชื่อมั่นว่าได้ผ่านการตริตรองมาเป็นอย่างดีแล้ว โดยไม่ประนีประนอมง่ายๆ นอกจากนี้ นักสื่อสารสาธารณะที่ทำงานของตนมาอย่างเต็มที่แล้ว จะต้องยินดีที่จะประจันหน้ากับการท้าทายใดๆมากกว่าการสมยอมอย่างผิดๆ</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>“นักสื่อสารสาธารณะ” </strong>ในความหมายของ ดร.บุญรักษ์ บุญญะเขตมาลา ในที่นี้ ไม่ใช่เพียงแค่สื่อสารมวลชน แต่รวมถึงบุคคลสาธารณะทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ผู้บริหารของรัฐและเอกชน ข้าราชการ นักวิชาชีพต่างๆ ที่จำเป็นต้องสื่อสารข้อความทางสังคมกับสาธารณชน ยกเว้นกิจกรรมที่เป็นความบันเทิงโดยตรงล้วนๆ ดังนั้น &#8220;บล็อกเกอร์&#8221; ที่จัดเป็น “ผู้สื่อข่าวภาคพลเมือง” ที่ใช้บล็อกซึ่งเป็น “สื่อภาคพลเมือง” เป็นช่องทางในการสื่อสาร ย่อมสังเคราะห์เข้าเป็นหนึ่งในบรรดานักสื่อสารสาธารณะด้วยเช่นกัน</p>
<p style="text-align: justify;">เมื่อบล็อกเกอร์เป็นหนึ่งในนักสื่อสารสาธารณะ ย่อมมีความรับผิดชอบในการสื่อสารของตน เพราะสารที่บล็อกเกอร์ส่งออกไปสู่สาธารณะนั้น มีผลต่อการรับรู้ของผู้คน ส่งผลต่อความคิด ความเชื่อ ทัศนคติของผู้รับสารไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอน ดังนั้น จริยธรรมของนักสื่อสารสาธารณะ ย่อมต้องเกี่ยวพันกับบล็อกเกอร์ด้วย</p>
<p style="text-align: justify;">เมื่อพิจารณาตามแนวคิดของ ดร.บุญรักษ์ บุญญะเขตมาลา ทั้ง 4 ข้อก็จะเห็นได้ว่า บล็อกเกอร์ที่สื่อสารกับสาธารณะผ่านบล็อกของตนนั้น สมควรที่จะต้องมีจริยธรรมและความรับผิดชอบเป็นอย่างยิ่ง เพราะบล็อกเกอร์มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการตัดสินใจว่าจะเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารใดออกไปสู่สาธารณะ แม้บล็อกจะเป็นสื่อส่วนบุคคล แต่ขอบเขตของการเผยแพร่นั้นกว้างขวาง เป้าหมายคือผู้อ่านที่เป็นสาธารณชนทั่วไป โดยการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารนั้นบล็อกเกอร์คือผู้ตัดสินใจทั้งรูปแบบและเนื้อหาของการสื่อสารทั้งสิ้น ตรงกับที่ ดร.บุญรักษ์ บุญญะเขตมาลากล่าวไว้ว่านักสื่อสารสาธารณะเป็น “ผู้ผูกขาดการนำเสนอข้อมูลและข้อคิดเห็นนั้นๆโดยไร้การแข่งขันใดๆ” บล็อกเกอร์ก็เช่นเดียวกัน เพราะเป็นผู้ผูกขาดการนำเสนอข้อมูลและข้อคิดเห็นผ่านบล็อกของตน</p>
<p style="text-align: justify;">บล็อกเกอร์จึงต้องมีจริยธรรมและความรับผิดชอบในการนำเสนอข้อมูล ข่าวสาร และความคิดเห็น ผ่านบล็อกของตน โดยสำนึกอยู่เสมอว่า สิ่งที่ตนนำเสนอนั้นจะเกิดผลกระทบต่อความคิด ความเชื่อ และทัศนคติของผู้คนอย่างแน่นอนไม่มากก็น้อย หากนำเสนอข้อมูลผิดๆ ย่อมเกิดความเข้าใจผิด นำไปสู่ความคิด ความเชื่อ และการกระทำที่ผิดๆด้วย เช่นเดียวกับสื่อประเภทอื่นๆ</p>
<p style="text-align: justify;">ในการนำเสนอข้อมูลและความคิดแต่ละครั้ง อย่างน้อยบล็อกเกอร์ควรจะพิจารณาให้ถ่องแท้ ตามแนวคิดที่ ดร.บุญรักษ์ บุญญะเขตมาลา ได้ให้ไว้ คือ</p>
<p style="text-align: justify;">1.คัดเลือกและนำเสนอสารอย่างเป็นธรรมและเคารพความเที่ยงตรง นั่นคือ เสนอข้อมูลและความคิดตามข้อเท็จจริง ไม่บิดเบือนตกแต่งข้อมูลให้คนอ่านเข้าใจผิดไปจากข้อเท็จจริง เพื่อประโยชน์ที่ซ่อนเร้นเอาไว้</p>
<p style="text-align: justify;">2.คิดถึงเรื่องประโยชน์ของสาธารณะให้มาก ก่อนที่จะเผยแพร่ข้อมูลและความคิดของตน นั่นคือ ประโยชน์ของผู้รับรู้ข้อมูลข่าวสาร คือผู้อ่านบล็อกนั่นเอง</p>
<p style="text-align: justify;">3.พร้อมที่จะรับฟังข้อโต้แย้งของผู้อ่าน และพร้อมที่จะอธิบายข้อสงสัยต่างๆอย่างเที่ยงตรง แม้ในที่สุดจะยืนยันสิ่งที่ตนนำเสนอต่อผู้อ่าน ก็กระทำด้วยเหตุผลที่น่าเชื่อถือ ตรวจสอบได้</p>
<p style="text-align: justify;">หากบล็อกเกอร์เชื่อว่าตนคือนักสื่อสารสาธารณะ ตามความหมายที่เสนอไว้ข้างต้นแล้ว การพิจารณาถึงจริยธรรม คุณธรรม จรรยาบรรณของนักสื่อสารธารณะเอาไว้ก็จะเป็นประโยชน์แก่ทั้งสาธารณะชนและตนเองเป็นอย่างยิ่ง แม้ในหมู่ผู้ที่ใช้บล็อกเป็นเครื่องมือในการแสวงหารายได้ ที่เรียกว่า Make Money Online ก็ดี Blog Marketing ก็ดี ย่อมต้องมีจริยธรรมของนักสื่อสารกำกับการทำงาน โดยซื่อตรงข้อมูล ข่าวสาร ของสินค้าและบริการที่นำเสนอแก่ผู้ใช้บริการของตน.</p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH"><span style="color: #993300;">[หากท่านใดเห็นว่าบทความนี้มีประโยชน์ สามารถนำไปเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆได้<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>โดยขอให้ทำลิงค์กลับมายังบทความนี้<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>แต่ขอความกรุณาอย่านำไปผลิตหรือจำหน่ายไม่ว่ารูปแบบใดๆเลยนะครับ]</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"> </p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH"><span style="color: #993300;"><span style="color: #000000;">อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้องกันเพิ่มเติม </span> : <a href="http://www.blogologynet.com/?p=304"><span style="color: #00658d;">บล็อกกับทฤษฎีการสื่อสาร</span></a></span></span></p>
<p class="akst_link"><a href="http://blogologynet.com/?p=536&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_536" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://blogologynet.com/blogology-introductory-1-what-is-blog" title="บล็อกศาสตร์เบื้องต้น (1) บล็อกคืออะไร (21 December 2008)">บล็อกศาสตร์เบื้องต้น (1) บล็อกคืออะไร</a> (3)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/why-you-write-blog" title="เขียนบล็อกทำไม เขียนเพื่ออะไร (14 September 2008)">เขียนบล็อกทำไม เขียนเพื่ออะไร</a> (10)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/blog-as-a-printing-issue" title="บล็อก : ทางเลือกในการเผยแพร่ผลงานของนักเขียน (25 March 2009)">บล็อก : ทางเลือกในการเผยแพร่ผลงานของนักเขียน</a> (2)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/nakrobnakrak-citizen-journal-takes-side" title="“นักรบนักรัก” : สื่อภาคพลเมืองกับการเลือกข้างอย่างมีสติปัญญา (9 December 2008)">“นักรบนักรัก” : สื่อภาคพลเมืองกับการเลือกข้างอย่างมีสติปัญญา</a> (4)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/interiorsiamcom-as-a-citizen-journal-blog" title="interiorsiam.com กับการเป็น Citizen Journal ของ “ช่างแบบ” (21 September 2008)">interiorsiam.com กับการเป็น Citizen Journal ของ “ช่างแบบ”</a> (6)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogologynet.com/blogger-and-bublic-communication/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กลภาษา : กลวิธีสื่อสารของ ทรงชัย ณะอำภัย ณ songchaiblog.com</title>
		<link>http://blogologynet.com/chongchai-and-his-writing-tactic</link>
		<comments>http://blogologynet.com/chongchai-and-his-writing-tactic#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 01 Oct 2008 22:07:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator></dc:creator>
				<category><![CDATA[บล็อกศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[การเขียนบล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[ทรงชัย ณะอำภัย]]></category>
		<category><![CDATA[Chongchai blog]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kosoltalk.com/?p=333</guid>
		<description><![CDATA[ 
ภาษาหนังสือ (Letter) เป็นเครื่องมือสื่อสารที่เป็นสัญลักษณ์ที่อธิบายสิ่งที่เป็นนามธรรมอันได้แก่ความคิดที่สื่อสารผ่านภาษาพูด (Oral) ให้มีรูปธรรมคือตัวตนขึ้น นำไปสู่การทำความเข้าใจได้ง่ายขึ้น ทั้งยังมีความคงทน แม้กาลเวลาผ่านไปนานแล้วนับจากที่ได้สื่อสารขึ้นครั้งแรก แต่ก็ยังสามารถรับรู้ได้เช่นเดิม ผิดจากภาษาพูดที่สูญหายไปในทันที ต้องอาศัยการจดจำ ซึ่งความจำของคนเรานั้นมีข้อจำกัด ไม่นานก็อาจลืมเลือน หรือตกหล่นไป ทำให้เกิดข้อผิดพลาดขึ้นได้หากนำไปสื่อสารต่อหลายๆชั้น ในที่สุดความหมายอาจเปลี่ยนไปจากจุดเริ่มต้น ชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ
ทุกคนคงเคยเล่นเกมส์ในโรงเรียนเมื่อตอนเด็กๆ โดยครูจะให้ถ่ายทอดคำพูดจากหัวแถวไปที่ท้ายแถว โดยให้พุดประโยคที่มีคำใกล้เคียงกันทั้งประโยค เช่น “หัวหินเป็นถิ่นมีหอย อุตส่าห์นั่งคอยจนหอยติดหิน” เป็นต้น ซึ่งผลปรากฏว่า ถ้อยคำที่คนหัวแถวกระซิบให้คนถัดไปฟังแล้วให้กระซิบต่อกันไปเรื่อยๆนั้น พอถึงคนสุดท้ายปลายแถว “หอยติดหิน” มักจะกลายเป็นติดอย่างอื่นไปทุกครั้ง
ภาษาหนังสือหรือตัวอักษร จึงเป็นเครื่องมือสื่อสารที่ช่วยลดความคลาดเคลื่อนของภาษาพูดและรักษาสภาพสารที่สื่อออกไปไว้เป็นหลักฐาน ให้สามารถกลับมาทบทวนใหม่ได้ จนในที่สุดก็กลายเป็นเครื่องมือสื่อสารอันเยี่ยมยอดที่สุดของวัฒนธรรมมนุษย์
คนแต่ละคนมีเอกลักษณ์และรูปแบบการสื่อสารของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นภาษาพูด ภาษาท่าทาง หรือภาษาหนังสือ ซึ่งสะท้อนความคิด พฤติกรรม หรือตัวตนของตนออกมา ดังนั้น หากสังเกตให้ดี จะเห็นความเป็นเอกลักษณ์หรือรูปแบบเฉพาะตัวของแต่ละคน
ข้อสังเกตที่ง่ายที่สุดก็คือ การเปรียบเทียบวิธีการสื่อสารในเรื่องเดียวกัน เช่น เรื่อง Google Adsense สนับสนุนเว็บไซต์ภาษาไทย ระหว่าง Kosoltalk.com กับ Songchaiblog.com และ Redtor.com  จะเห็นวิธีสื่อสารที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
ผมอ่านบล็อกของ ทรงชัย ณะอำภัย (สังเกตให้ดี [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignright" style="float: right; margin: 5px; border: 0px;" src="http://www.logomaker.com/logo-images/2d13af92da34b26c.gif" alt="" width="100" height="100" /> </p>
<p style="text-align: justify;">ภาษาหนังสือ (Letter) เป็นเครื่องมือสื่อสารที่เป็นสัญลักษณ์ที่อธิบายสิ่งที่เป็นนามธรรมอันได้แก่ความคิดที่สื่อสารผ่านภาษาพูด (Oral) ให้มีรูปธรรมคือตัวตนขึ้น นำไปสู่การทำความเข้าใจได้ง่ายขึ้น ทั้งยังมีความคงทน แม้กาลเวลาผ่านไปนานแล้วนับจากที่ได้สื่อสารขึ้นครั้งแรก แต่ก็ยังสามารถรับรู้ได้เช่นเดิม ผิดจากภาษาพูดที่สูญหายไปในทันที ต้องอาศัยการจดจำ ซึ่งความจำของคนเรานั้นมีข้อจำกัด ไม่นานก็อาจลืมเลือน หรือตกหล่นไป ทำให้เกิดข้อผิดพลาดขึ้นได้หากนำไปสื่อสารต่อหลายๆชั้น ในที่สุดความหมายอาจเปลี่ยนไปจากจุดเริ่มต้น ชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ</p>
<p style="text-align: justify;">ทุกคนคงเคยเล่นเกมส์ในโรงเรียนเมื่อตอนเด็กๆ โดยครูจะให้ถ่ายทอดคำพูดจากหัวแถวไปที่ท้ายแถว โดยให้พุดประโยคที่มีคำใกล้เคียงกันทั้งประโยค เช่น “หัวหินเป็นถิ่นมีหอย อุตส่าห์นั่งคอยจนหอยติดหิน” เป็นต้น ซึ่งผลปรากฏว่า ถ้อยคำที่คนหัวแถวกระซิบให้คนถัดไปฟังแล้วให้กระซิบต่อกันไปเรื่อยๆนั้น พอถึงคนสุดท้ายปลายแถว “หอยติดหิน” มักจะกลายเป็นติดอย่างอื่นไปทุกครั้ง</p>
<p style="text-align: justify;">ภาษาหนังสือหรือตัวอักษร จึงเป็นเครื่องมือสื่อสารที่ช่วยลดความคลาดเคลื่อนของภาษาพูดและรักษาสภาพสารที่สื่อออกไปไว้เป็นหลักฐาน ให้สามารถกลับมาทบทวนใหม่ได้ จนในที่สุดก็กลายเป็นเครื่องมือสื่อสารอันเยี่ยมยอดที่สุดของวัฒนธรรมมนุษย์</p>
<p style="text-align: justify;">คนแต่ละคนมีเอกลักษณ์และรูปแบบการสื่อสารของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นภาษาพูด ภาษาท่าทาง หรือภาษาหนังสือ ซึ่งสะท้อนความคิด พฤติกรรม หรือตัวตนของตนออกมา ดังนั้น หากสังเกตให้ดี จะเห็นความเป็นเอกลักษณ์หรือรูปแบบเฉพาะตัวของแต่ละคน</p>
<p style="text-align: justify;">ข้อสังเกตที่ง่ายที่สุดก็คือ การเปรียบเทียบวิธีการสื่อสารในเรื่องเดียวกัน เช่น เรื่อง Google Adsense สนับสนุนเว็บไซต์ภาษาไทย ระหว่าง <a href="http://www.kosoltalk.com/?p=325"><span style="color: #0000ff;">Kosoltalk.com</span></a> กับ <a href="http://www.songchaiblog.com/archives/137"><span style="color: #0000ff;">Songchaiblog.com</span> </a>และ <a href="http://www.redtor.com"><span style="color: #0000ff;">Redtor.com </span> </a>จะเห็นวิธีสื่อสารที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน</p>
<p style="text-align: justify;">ผมอ่านบล็อกของ <span style="color: #993300;">ทรงชัย ณะอำภัย</span> (สังเกตให้ดี นามสกุลของเขาก็มีรูปแบบเฉพาะ) ที่นำเสนอข้อมูล ข่าวสาร และความรู้เรื่องการทำธุรกิจ Affiliate และเรื่องทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับ Marketing Online และ SEO โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับ Hotel Affiliate นั้นเป็นสิ่งที่เขามีความรอบรู้เป็นอย่างมาก โดยมีประสบการณ์โดยตรงจากการทำธุรกิจ Hotel Affiliate จนประสบความสำเร็จ ทำให้กลายเป็นผู้หนึ่งที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องนี้ และได้นำประสบการณ์บางส่วนมาเผยแพร่ผ่านบล็อก ด้วยกลวิธีการสื่อสารที่เป็นรูปแบบเฉพาะตัว ในที่นี้จะขอเรียกว่า “กลภาษา” ไปพลางก่อน</p>
<p style="text-align: justify;"><span id="more-335"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" style="margin: 10px 15px; border: 0px;" src="http://blogologynet.com/wp-content/uploads/2008/10/songchaiblog.jpg" alt="" width="541" height="196" /></p>
<p style="text-align: justify;">“กลภาษา” ที่ว่านี้คืออะไร คำตอบก็คือ การใช้ถ้อยคำอย่างน้อยจากสองภาษามาผสมผสานกันเป็นคำ เป็นวลีหรือเป็นประโยคเพื่อสื่อสาร ซึ่งปัจจุบันนี้เป็นที่นิยมกันอย่างมาก สืบเนื่องมาจากการไหลผ่านของข้อมูลข่าวสารในลักษณะเสรี ( Free Flow) ทำให้มีการใช้ภาษาข้ามพรมแดนกันมากขึ้น เกิดการแลกเปลี่ยน หยิบยืม ภาษาเกิดขึ้นในอัตราสูง สาเหตุหนึ่งก็คือ การกำหนดความหมายหรือบัญญัติศัพท์ที่มาจากภาษาอื่นกระทำได้ไม่ทันการใช้งานนั่นเอง<br />
ทรงชัย ณะอำภัย มีความสามารถในการสื่อสารแบบ “กลภาษา” ที่ดีคนหนึ่ง นั่นก็เนื่องมาจากการที่เขาได้มีโอกาสไปศึกษาต่างประเทศหลายปี มีความคุ้ยเคยกับการใช้ภาษาอังกฤษกับเจ้าของภาษา (ข้อมูลเรื่องการศึกษาของเขานี้ อ่านจากที่เขาเขียนไว้ในเนื้อหาบล็อก) ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบกว่าคนที่รู้ภาษาอังกฤษดีแต่ไม่ได้ไปอยู่กับเจ้าของภาษาอย่างแน่นอน ประกอบกับความสามารถในการใช้ภาษาไทยในการสื่อสารของเขาก็อยู่ในระดับที่ดีเช่นกัน เมื่อทั้งสองส่วนมาผสมกันเข้าอย่างพอดี จึงทำให้กลภาษาของเขามีความลื่นไหล มีความเคลื่อนไหว และมีอารมณ์รื่นเริง บางครั้งก็มีอารมณ์สนุกแบบขบขัน (Humor) แสดงให้เห็นว่า เขาเป็นคนหนึ่งที่มีลักษณะเป็นคนอารมณ์ดี (Humorist) จึงทำให้ภาษาที่เขาสื่อสารผ่านบล็อกดึงดูดความสนใจผู้อ่านได้มากขึ้น นอกเหนือจากข้อมูลข่าวสารที่หนักแน่นอยู่แล้ว</p>
<p style="text-align: justify;">การสื่อสารแบบ “กลภาษา” ที่ว่ามานี้ หากทำได้พอดี มีส่วนผสมที่ลงตัวก็จะทำให้มี “ความกลมกล่อม” ทางภาษา อ่านสนุก ไม่เบื่อ นอกจากความรู้ ข้อมูล ข่าวสารในเรื่องที่เจ้าของสารต้องการสื่อแล้ว ยังได้ความรู้ทางด้านภาษาเพิ่มขึ้นอีกด้วย จากเหตุผลดังกล่าว สามารถประมวลสิ่งที่ได้จากการอ่านบล็อกของทรงชัย ณะอำภัย 3 ประการ คือ</p>
<p style="text-align: justify;">1. ข้อมูล ข่าวสาร ที่เข้าตั้งใจสื่อ อันได้แก่ เรื่อง Affiliate, Marketing Online, SEO และเรื่องอื่นๆซึ่งเป็นจุดประสงค์หลักในการเขียน</p>
<p style="text-align: justify;">2. คำในภาษาอังกฤษ ที่เขายกมาใช้เพื่ออธิบายความหมาย หรือเทียบเคียง หรือเป็นคำทับศัพท์ อันจะเป็น Keyword ให้ใช้เป็นเครื่องมือในการค้นหาในขั้นต่อๆไป</p>
<p style="text-align: justify;">3. ความรื่นรมย์ในการอ่าน อันเนื่องมาจากทรงชัย ณะอำภัย ได้ใส่อารมณ์แบบ Humorist ทำให้อ่านสนุก ดึงความสนใจให้อยู่กับสารที่เขานำเสนอ แม้เรื่องที่ยากแต่ก็รู้สึกว่าง่ายขึ้น เป็นกลวิธีที่ทำให้คนรับสารไม่ละทิ้งกลางคัน</p>
<p style="text-align: justify;">แต่ข้อเสียของการสื่อสารที่มีอารมณ์แบบ Humorist ก็คือ อาจทำให้คนอ่านไม่สนใจในข้อมูล ข่าวสาร ที่ต้องการนำเสนอ เพราะติดกับรูปแบบที่สนุกสนาน เมื่ออ่านจบแล้วจดจำได้เพียงอารมณ์แต่ลืมสาระ ซึ่งอาจจะทำให้การสื่อสารล้มเหลวเอาได้</p>
<p style="text-align: justify;">ภาษาคือเครื่องมือในการสื่อสารที่สำคัญที่สุด หากมีกลวิธีการใช้ภาษาสื่อสารดีย่อมสามารถส่งสารไปถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น มีความสำเร็จในการสื่อสารคือผู้รับสารสามารถรับและซึมซับสารที่ต้องการสื่อหรือเนื้อหา (อันที่ฝรั่งอังกฤษเรียกว่า Content) จนมีผลต่อพฤติกรรม คือ พึงพอใจ ชอบ เชื่อ และทำตาม หากกลวิธีการใช้ภาษาสื่อสารไม่ดี ก็จะเกิดผลในทางตรงกันข้ามนั่นแล</p>
<p style="text-align: justify;">การสื่อสารแบบ “กลภาษา” นับวันแต่จะเป็นที่นิยมขึ้นมากในหมู่คนรุ่นใหม่ ดังนั้น หากต้องการตัวอย่างในการสื่อสารแบบกลภาษาย่อมอาศัย Songchaiblog.com เป็นตัวอย่างได้ และอีกคนหนึ่งที่ใช้กลวีธีสื่อสารแบบกลภาษาที่มีเอกลักษณ์และน่าสนใจ ก็คือ จอห์น แห่ง Redtor.com (ซึ่งจะได้พิเคราะห์เจาะลึกศึกษาในโอกาสต่อไป)</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>ขอให้มีความสุขและได้สาระประโยชน์จากการอ่านครับ.</strong></p>
<p style="text-align: center;">&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;..</p>
<p style="text-align: left;"><strong><span style="color: #0000ff;">มีเรื่องอื่นอยากให้ลองอ่าน :</span></strong></p>
<p><a href="http://www.kosoltalk.com/?p=181"><span style="color: #0000ff;">*Travel Affiliate Programs เที่ยวไปรวยไป ทำตามทรงชัยแล้วได้ผล</span></a><br />
<a href="http://www.kosoltalk.com/?p=172"><span style="color: #0000ff;">*Amazing Amazon.com มหัศจรรย์เงินล้านผ่านเน็ต : คู่มือหาเงินของสาวก Amazon</span></a><br />
<a href="http://www.kosoltalk.com/?p=5"><span style="color: #0000ff;">*&#8221;สอนให้รวยด้วย amazon&#8221; หนังสือ How To แห่งปี</span></a></p>
<p class="akst_link"><a href="http://blogologynet.com/?p=335&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_335" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://blogologynet.com/travel-affiliate-programs-make-money" title="Travel Affiliate Programs เที่ยวไปรวยไป ทำตามทรงชัยแล้วได้ผล (6 July 2008)">Travel Affiliate Programs เที่ยวไปรวยไป ทำตามทรงชัยแล้วได้ผล</a> (18)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/interiorsiamcom-as-a-citizen-journal-blog" title="interiorsiam.com กับการเป็น Citizen Journal ของ “ช่างแบบ” (21 September 2008)">interiorsiam.com กับการเป็น Citizen Journal ของ “ช่างแบบ”</a> (6)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/how-many-entry-in-a-day-on-your-blog" title="เขียนบล็อกบ่อยแค่ไหนจึงดี (26 March 2009)">เขียนบล็อกบ่อยแค่ไหนจึงดี</a> (2)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/why-you-write-blog" title="เขียนบล็อกทำไม เขียนเพื่ออะไร (14 September 2008)">เขียนบล็อกทำไม เขียนเพื่ออะไร</a> (10)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/theprinciple-of-blog-content-writing" title="หลักการเขียนบล็อกเบื้องต้น (27 March 2009)">หลักการเขียนบล็อกเบื้องต้น</a> (6)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogologynet.com/chongchai-and-his-writing-tactic/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>บล็อกกับทฤษฎีการสื่อสาร</title>
		<link>http://blogologynet.com/blog-and-communication-theory</link>
		<comments>http://blogologynet.com/blog-and-communication-theory#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 19 Sep 2008 23:42:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator></dc:creator>
				<category><![CDATA[บล็อกศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[การสื่อสารผ่านบล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[ทฤษฎีการสื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[บล็อกกับการสื่อสาร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kosoltalk.com/?p=301</guid>
		<description><![CDATA[บล็อก เป็นสื่อประเภทหนึ่ง นักทฤษฎีสื่อสารมวลชนจัดให้อยู่ในประเภทสื่อภาคพลเมือง (Citizen Journal) ผู้เขียนบล็อกหรือบล็อกเกอร์คือนักข่าวพลเมือง (Citizen Reporter) ทำหน้าที่ให้ข้อมูล ข่าวสาร แก่ผู้รับสารคือผู้อ่านบล็อก
บล็อกเกอร์ผู้เป็นหรือเคยเป็นนักเรียนการสื่อสาร คงคุ้นเคยกับวัตถุประสงค์ของการสื่อสารตามทฤษฎีการสื่อสาร ว่ามีพื้นฐานอยู่ 4 ข้อคือ
1. เพื่อให้ข้อมูลข่าวสาร ผู้ส่งสารให้ข้อมูล ข่าวสารที่ตนมีอยู่แก่ผู้รับสาร ซึ่งเราปฏิบัติกันอยู่ในชีวิตประจำวัน
2. เพื่อให้ความรู้ ผู้ส่งสาร ให้ความรู้แก่ผู้รับสาร เพื่อพัฒนาการรับรู้ สติปัญญา เรียกว่าการศึกษานั่นเอง
3. เพื่อให้ความบันเทิง ผู้ส่งสารให้ความบันเทิงด้านต่างๆแก่ผู้รับสาร
4. สร้างความพึงพอใจ ผู้ส่งสาร เสนอสารให้แก่ผู้รับอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายๆอย่าง เพื่อให้ผู้รับเกิดความพึงพอใจ คล้อยตาม เห็นดีเห็นงามกับผู้ส่งสาร

บล็อกที่สร้างขึ้นมามากมายก่ายกองในโลกนี้ หากวิเคราะห์ด้วยวัตถุประสงค์ของการสื่อสารตามทฤษฎีการสื่อสารดังกล่าว แน่นอนว่า บล็อกแต่ละแห่งย่อมมีวัตถุประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง หรือทั้ง 4 อย่างในบล็อกเดียวกัน จะมากจะน้อยก็ขึ้นอยู่กับบล็อกเกอร์ซึ่งเป็นเจ้าของบล็อกและเป็นผู้ส่งสารว่าได้เทน้ำหนักให้ข้อใดเป็นพิเศษ จะโดยรู้หรือไม่รู้ทฤษฎีการสื่อสารก็ตาม
การที่ผู้ส่งสารหรือบล็อกเกอร์ จะเทน้ำหนักไปให้ข้อใดมากเป็นพิเศษ จนเป็นปัจจัยในการกำหนดเนื้อหาของบล็อก ย่อมจะต้องเกิดจากความรู้ ความเชี่ยวชาญ ความสนใจ ที่บล็อกเกอร์มีอยู่แล้ว ตัวอย่างเช่น สิทธิศักดิ์ บุญมาก เน้นเรื่องการหารายได้จาก amazon.com ในบล็อก Makemany.com เป็นเนื้อหาหลัก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignright" style="float: right; margin: 10px; border: 0px;" src="http://blogologynet.com/wp-content/uploads/2008/09/blogology.gif" alt="" width="124" height="108" /><strong>บล็อก </strong>เป็นสื่อประเภทหนึ่ง นักทฤษฎีสื่อสารมวลชนจัดให้อยู่ในประเภท<span style="color: #993300;">สื่อภาคพลเมือง</span> (Citizen Journal) ผู้เขียนบล็อกหรือบล็อกเกอร์คือ<span style="color: #993300;">นักข่าวพลเมือง</span> (Citizen Reporter) ทำหน้าที่ให้ข้อมูล ข่าวสาร แก่ผู้รับสารคือผู้อ่านบล็อก</p>
<p>บล็อกเกอร์ผู้เป็นหรือเคยเป็นนักเรียนการสื่อสาร คงคุ้นเคยกับวัตถุประสงค์ของการสื่อสารตามทฤษฎีการสื่อสาร ว่ามีพื้นฐานอยู่ 4 ข้อคือ</p>
<p style="text-align: justify;">1. เพื่อให้ข้อมูลข่าวสาร ผู้ส่งสารให้ข้อมูล ข่าวสารที่ตนมีอยู่แก่ผู้รับสาร ซึ่งเราปฏิบัติกันอยู่ในชีวิตประจำวัน</p>
<p style="text-align: justify;">2. เพื่อให้ความรู้ ผู้ส่งสาร ให้ความรู้แก่ผู้รับสาร เพื่อพัฒนาการรับรู้ สติปัญญา เรียกว่าการศึกษานั่นเอง</p>
<p style="text-align: justify;">3. เพื่อให้ความบันเทิง ผู้ส่งสารให้ความบันเทิงด้านต่างๆแก่ผู้รับสาร</p>
<p style="text-align: justify;">4. สร้างความพึงพอใจ ผู้ส่งสาร เสนอสารให้แก่ผู้รับอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายๆอย่าง เพื่อให้ผู้รับเกิดความพึงพอใจ คล้อยตาม เห็นดีเห็นงามกับผู้ส่งสาร</p>
<p style="text-align: justify;"><span id="more-304"></span></p>
<p style="text-align: justify;">บล็อกที่สร้างขึ้นมามากมายก่ายกองในโลกนี้ หากวิเคราะห์ด้วยวัตถุประสงค์ของการสื่อสารตามทฤษฎีการสื่อสารดังกล่าว แน่นอนว่า บล็อกแต่ละแห่งย่อมมีวัตถุประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง หรือทั้ง 4 อย่างในบล็อกเดียวกัน จะมากจะน้อยก็ขึ้นอยู่กับบล็อกเกอร์ซึ่งเป็นเจ้าของบล็อกและเป็นผู้ส่งสารว่าได้เทน้ำหนักให้ข้อใดเป็นพิเศษ จะโดยรู้หรือไม่รู้ทฤษฎีการสื่อสารก็ตาม</p>
<p style="text-align: justify;">การที่ผู้ส่งสารหรือบล็อกเกอร์ จะเทน้ำหนักไปให้ข้อใดมากเป็นพิเศษ จนเป็นปัจจัยในการกำหนดเนื้อหาของบล็อก ย่อมจะต้องเกิดจากความรู้ ความเชี่ยวชาญ ความสนใจ ที่บล็อกเกอร์มีอยู่แล้ว ตัวอย่างเช่น <span style="color: #993300;">สิทธิศักดิ์ บุญมาก</span> เน้นเรื่องการหารายได้จาก amazon.com ในบล็อก Makemany.com เป็นเนื้อหาหลัก <span style="color: #993300;">ทรงชัย ณะอำภัย</span> เน้นเรื่องการหารายได้จากการเป็นตัวแทนจองห้องพักโรงแรมทั่วโลก หรือ Hotels Affiliate ในบล็อก Chongchaiblog.com <span style="color: #993300;">เดชา ไชยเมือง</span> เน้นเรื่องการใช้งานบล็อก Wordpress ในบล็อก iDayblog.com หรือ<span style="color: #993300;">นายโอแห่ง 108blog.net</span> เน้นเรื่องการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ต่างๆ เป็นต้น บล็อกที่กล่าวมานี้ต่างให้ข้อมูลข่าวสารและให้ความรู้ในเรื่องที่บล็อกเกอร์รู้และมีความเชี่ยวชาญ ขณะเดียวกันก็ใช้วิธีนำเสนอที่มุ่งให้ผู้อ่านได้รับความบันเทิงและพึงพอใจไปด้วย เมื่อผู้อ่านเกิดความพึงพอใจแล้ว สิ่งที่ตามมาก็คือ การกลับมาอ่านใหม่ต่อไปอีกครั้ง และหลายครั้ง จนกระทั่งกลายเป็นผู้อ่านประจำ เมื่อเห็นว่าได้รับประโยชน์มากจึงมีความพึงพอใจมาก ในที่สุดก็พัฒนาไปเป็นผู้ส่งสารให้อีกต่อหนึ่ง นั่นคือ แนะนำคนอื่นๆให้มาอ่านด้วย เป็นการแพร่กระจายข่าวสารออกไปในวงกว้าง</p>
<p style="text-align: justify;">ดังนั้น ในมุมของผู้ส่งสาร คือบล็อกเกอร์ สิ่งที่ต้องการที่สุดก็คือข้อสุดท้าย การสร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้อ่าน เพื่อให้กลับมาอ่านใหม่ และชักชวนคนอื่นๆให้มาอ่านด้วย จนกระทั่งช่วยแนะนำบอกต่อ หากเกิดพฤติกรรมเช่นนี้ขึ้นกับผู้อ่าน ย่อมแสดงว่า เป้าหมายของการทำบล็อกบรรลุผล ซึ่งเป้าหมายของการทำบล็อกก็คือจำนวนผู้อ่านหรือ Traffic ซึ่งเปรียบเสมือน “ยอดขาย” นั่นเอง</p>
<p style="text-align: justify;">ส่วนทำอย่างไรจึงจะทำให้ผู้อ่านเกิดความพึงพอใจนั้น ขึ้นอยู่กับวิธีนำเสนอซึ่งคงหนีไม่พ้นการเขียนและการเสนอในรูปแบบอื่นๆ ส่วนจะทำอย่างไรนั้นย่อมเป็นโจทย์ที่บล็อกเกอร์แต่ละคนต้องนำไปขบคิด ตีให้แตก และค้นคว้า ทดลองกันไป โดยอาจใช้แนวทางจากที่มีคนทดสอบ ทดลอง ศึกษาได้ผลมาแล้ว ซึ่งมีเผยแพร่ทั่วไปตามบล็อกที่เสนอเนื้อหาเกี่ยวกับการทำบล็อก หรือ Blog Tips ต่างๆ</p>
<p style="text-align: justify;">ในที่นี้ก็ขอบอกเล่าเก้าสิบในเชิงทฤษฎีสู่กันฟัง แม้มีประโยชน์น้อยไปบ้างแต่ถือเสียว่าเป็นการเพิ่มข้อมูลข่าวสารอีกเรื่องหนึ่ง อาจจะช่วยสะกิดความคิดที่ติดขัดให้ตกผลึกได้บ้าง ในกรณีของผู้ที่รู้อยู่แล้วก็ขออภัยที่เอามะพร้าวห้าวมาขายสวนท่าน ซ้ำยังเป็นมะพร้าวห้าวที่ขึ้นราแล้ว ฮาฮา</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>เจอกันในภาคทฤษฎีใหม่คราวหน้า แต่จะครั้งไหนของคราวหน้าก็ยังไม่รู้ ขอบคุณที่อ่านจนจบ สวัสดีครับ.</strong></p>
<p class="akst_link"><a href="http://blogologynet.com/?p=304&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_304" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://blogologynet.com/how-to-write-the-good-contents-of-your-blog" title="เขียนบล็อกอย่างไรจึงจะดี (27 March 2009)">เขียนบล็อกอย่างไรจึงจะดี</a> (0)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/why-you-write-blog" title="เขียนบล็อกทำไม เขียนเพื่ออะไร (14 September 2008)">เขียนบล็อกทำไม เขียนเพื่ออะไร</a> (10)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/blogger-and-bublic-communication" title="บล็อกเกอร์ ( Blogger) กับการสื่อสารสาธารณะ (Public Communication) (6 December 2008)">บล็อกเกอร์ ( Blogger) กับการสื่อสารสาธารณะ (Public Communication)</a> (1)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/blogology-introductory-1-what-is-blog" title="บล็อกศาสตร์เบื้องต้น (1) บล็อกคืออะไร (21 December 2008)">บล็อกศาสตร์เบื้องต้น (1) บล็อกคืออะไร</a> (3)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogologynet.com/blog-and-communication-theory/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>5</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เขียนบล็อกทำไม เขียนเพื่ออะไร</title>
		<link>http://blogologynet.com/why-you-write-blog</link>
		<comments>http://blogologynet.com/why-you-write-blog#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 14 Sep 2008 16:23:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator></dc:creator>
				<category><![CDATA[บล็อกศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[การเขียนบล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[บล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[หลัการเขียนบล็อก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kosoltalk.com/?p=297</guid>
		<description><![CDATA[ 
มีใครเคยนึกหรือไม่ว่า มีเหตุผลใดจึงต้องมานั่งหลังขดหลังแข็งตกแต่งและเขียนบล็อก ทั้งที่คนจำนวนไม่น้อยหรือาจจะส่วนมากในบรรดาคนที่เรียกว่าบล็อกเกอร์ ไม่รู้เรื่องการทำบล็อก ไม่รู้จักโดเมน โฮสต์ และโค้ดใดๆมาก่อน แต่เมื่อมาเป็นบล็อกเกอร์ ต่างก็ดิ้นรนเสาะหาความรู้เรื่องการทำบล็อกอย่างที่ไม่เคยนึกมาก่อนว่าตัวเองจะทำได้เช่นนี้
ผมเองก็จัดเป็นคนหนึ่งในหมู่คนส่วนเหล่านี้ หากถามถึงความคิดก่อนที่จะมาเขียนบล็อก ก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะใส่ใจให้ความสำคัญแก่บล็อกมากถึงขนาดนี้
การเขียนเขียนบล็อกนั้นแต่ละคนก็มีเหตุผลไปคนละอย่างสองอย่าง เช่นเดียวกับการทำสิ่งต่างๆในชีวิต สำหรับตัวผมเองนั้น เหตุผลที่เขียนบล็อกก็มีอยู่หลายข้อ เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงคอยสังเกตคนอื่นๆที่เขียนบล็อกว่า เขามีวัตถุประสงค์อะไรในการเขียนบล็อก ด้วยการจับใจความเอาจากเนื้อหาที่ปรากฏอยู่ในบล็อกเป็นหลัก ทั้งบล็อกไทยบล็อกฝรั่ง ซึ่งเนื้อหาที่ปรากฏในแต่ละบล็อกนั้น ก็ทำให้พอจะสรุปได้ว่า เจ้าของบล็อกหรือบล็อกเกอร์วัตถุประสงค์เช่นไรในการเขียนบล็อก ซึ่งผมพอจะประมวลออกมาเป็นข้อๆได้ดังนี้

1.เพื่อต้องการสื่อสารความคิดสู่สาธารณะ ปกติคนเรานั้น มีความต้องการที่จะสื่อสารความคิด ความรู้สึก ทัศนคติของตนเองสู่สาธารณะอยู่แล้ว แต่ช่องทางในการสื่อสารในอดีตนั้นมีอย่างจำกัด และเป็นช่องทางที่คนธรรมดาไม่สามารถจะใช้ได้อย่างสะดวกง่ายดาย อันได้แก่ สื่อสารธารณะหลักคือ หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ เมื่อเกิดบล็อกขึ้นมาทำให้เปิดช่องทางการสื่อสารให้แก่คนธรรมดาได้กว้างขวางขึ้น บล็อกจึงเป็นเวทีหรือช่องทางในการสื่อสารของคนธรรมดา (เรียกรวมว่าปัจเจกชน) ที่สามารถสื่อสารความคิด ความเชื่อ ความเห็น ทัศนะคติของตนออกไปสู่สาธารณะอย่างแทบจะไม่มีข้อจำกัด
2.เพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้สู่สาธารณะ มีบล็อกเป็นจำนวนมากที่เสนอ ข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ ด้านต่างๆโดยบล็อกเกอร์ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ในสาขาอาชีพของตน ได้อาศัยบล็อกเป็นเวทีในการเผยแพร่ภูมิปัญญาของตนสู่สาธารณะ เพื่อสร้างให้เกิดการเรียนรู้ และนำเอาความรู้ใช้ประโยชน์ บล็อกเหล่านี้ส่วนมากแล้วเป็นนักวิชาการหรือผู้เชี่ยวชาญในองค์กรต่างๆ
3.เพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ ปัจจุบันบล็อกที่มุ่งเน้นในการแสวงหาผลประโยชน์ทางธุรกิจมีเป็นจำนวนมาก เริ่มตั้งแต่การขายสินค้าที่เป็นผลผลิตของตนเอง ไปจนถึงการเป็นตัวแทนจำหน่ายให้แก่ผู้อื่น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignright" style="float: right; margin: 5px; border: 0px;" src="http://www.logomaker.com/logo-images/380a740698df4cea.gif" alt="" width="125" height="130" /> </p>
<p>มีใครเคยนึกหรือไม่ว่า มีเหตุผลใดจึงต้องมานั่งหลังขดหลังแข็งตกแต่งและเขียนบล็อก ทั้งที่คนจำนวนไม่น้อยหรือาจจะส่วนมากในบรรดาคนที่เรียกว่าบล็อกเกอร์ ไม่รู้เรื่องการทำบล็อก ไม่รู้จักโดเมน โฮสต์ และโค้ดใดๆมาก่อน แต่เมื่อมาเป็นบล็อกเกอร์ ต่างก็ดิ้นรนเสาะหาความรู้เรื่องการทำบล็อกอย่างที่ไม่เคยนึกมาก่อนว่าตัวเองจะทำได้เช่นนี้</p>
<p>ผมเองก็จัดเป็นคนหนึ่งในหมู่คนส่วนเหล่านี้ หากถามถึงความคิดก่อนที่จะมาเขียนบล็อก ก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะใส่ใจให้ความสำคัญแก่บล็อกมากถึงขนาดนี้</p>
<p>การเขียนเขียนบล็อกนั้นแต่ละคนก็มีเหตุผลไปคนละอย่างสองอย่าง เช่นเดียวกับการทำสิ่งต่างๆในชีวิต สำหรับตัวผมเองนั้น เหตุผลที่เขียนบล็อกก็มีอยู่หลายข้อ เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงคอยสังเกตคนอื่นๆที่เขียนบล็อกว่า เขามีวัตถุประสงค์อะไรในการเขียนบล็อก ด้วยการจับใจความเอาจากเนื้อหาที่ปรากฏอยู่ในบล็อกเป็นหลัก ทั้งบล็อกไทยบล็อกฝรั่ง ซึ่งเนื้อหาที่ปรากฏในแต่ละบล็อกนั้น ก็ทำให้พอจะสรุปได้ว่า เจ้าของบล็อกหรือบล็อกเกอร์วัตถุประสงค์เช่นไรในการเขียนบล็อก ซึ่งผมพอจะประมวลออกมาเป็นข้อๆได้ดังนี้</p>
<p><span id="more-297"></span></p>
<p style="text-align: justify;">1.เพื่อต้องการสื่อสารความคิดสู่สาธารณะ ปกติคนเรานั้น มีความต้องการที่จะสื่อสารความคิด ความรู้สึก ทัศนคติของตนเองสู่สาธารณะอยู่แล้ว แต่ช่องทางในการสื่อสารในอดีตนั้นมีอย่างจำกัด และเป็นช่องทางที่คนธรรมดาไม่สามารถจะใช้ได้อย่างสะดวกง่ายดาย อันได้แก่ สื่อสารธารณะหลักคือ หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ เมื่อเกิดบล็อกขึ้นมาทำให้เปิดช่องทางการสื่อสารให้แก่คนธรรมดาได้กว้างขวางขึ้น บล็อกจึงเป็นเวทีหรือช่องทางในการสื่อสารของคนธรรมดา (เรียกรวมว่าปัจเจกชน) ที่สามารถสื่อสารความคิด ความเชื่อ ความเห็น ทัศนะคติของตนออกไปสู่สาธารณะอย่างแทบจะไม่มีข้อจำกัด</p>
<p style="text-align: justify;">2.เพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้สู่สาธารณะ มีบล็อกเป็นจำนวนมากที่เสนอ ข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ ด้านต่างๆโดยบล็อกเกอร์ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ในสาขาอาชีพของตน ได้อาศัยบล็อกเป็นเวทีในการเผยแพร่ภูมิปัญญาของตนสู่สาธารณะ เพื่อสร้างให้เกิดการเรียนรู้ และนำเอาความรู้ใช้ประโยชน์ บล็อกเหล่านี้ส่วนมากแล้วเป็นนักวิชาการหรือผู้เชี่ยวชาญในองค์กรต่างๆ</p>
<p style="text-align: justify;">3.เพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ ปัจจุบันบล็อกที่มุ่งเน้นในการแสวงหาผลประโยชน์ทางธุรกิจมีเป็นจำนวนมาก เริ่มตั้งแต่การขายสินค้าที่เป็นผลผลิตของตนเอง ไปจนถึงการเป็นตัวแทนจำหน่ายให้แก่ผู้อื่น ซึ่งวิธีการแสวงหาผลประโยชน์ทางธุรกิจผ่านบล็อกนั้นนับวัน แต่จะขยายตัวและมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น เช่น บล็อกการตลาด การหารายได้ผ่านอินเตอร์เน็ตทั้งหลายทั้งปวงนั่นเอง</p>
<p style="text-align: justify;">4.เพื่อเป้าหมายจำเพาะเจาะจง มีบล็อกเป็นจำนวนไม่น้อยที่บล็อกเกอร์ต้องการนำเสนอเนื้อหาเพื่อเป้าหมายเป็นการเฉพาะเจาะจง ทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม สิ่งแวดล้อม บล็อกประเภทนี้มักมีเนื้อหาแสดงให้เห็นถึงความคิด ความเชื่อของผู้จัดทำหรือบล็อกเกอร์ต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดอย่างแรงกล้า เช่น บล็อกของผู้นิยมชมชอบในตัวของ พ.ตท.ทักษิณ ชินวัตร บล็อกของผู้สนับสนุนการเคลื่อนไหวของฝ่ายพันธมิตรฯลฯ เป็นต้น ซึ่งบล็อกในลักษณะดังกล่าวนับว่าเป็นการแสดงออกโดยชัดเจนของผู้เป็นเจ้าของหรือบล็อกเกอร์</p>
<p style="text-align: justify;">นี่เป็นการประมวลจากเนื้อหาของบล็อกที่เคยอ่านทั้งของไทยและต่างประเทศ ไม่ว่าจะมีเนื้อหาอะไรก็สังเคราะห์เข้ากับอย่างหนึ่งอย่างใดในสี่อย่างนี้ได้ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นไปในลักษณะใดก็ล้วนแต่แสดงให้เห็นถึงพลังสร้างสรรค์และพลังปัญญาของคนธรรมดา ที่มีทางออกในการสื่อสารความคิด ความเชื่อของตนสู่สาธารณะ การเกิดขึ้นของบล็อกจึงเป็นการเกิดขึ้นของนักคิด นักเขียน นักกิจกรรมของสังคม แม้จะผู้ที่ใช้ไปในทางไม่ดีจำนวนหนึ่ง แต่โดยส่วนมากแล้ว นับได้ว่าบล็อกเป็นช่องทางที่ทำประโยชน์แก่มนุษเราไม่ทางใดก็ท่างหนึ่ง</p>
<p style="text-align: justify;">แล้วคุณล่ะครับ เคยสงสัยไหมว่า ทำไมต้องมานั่งเขียนบล็อก ขียนไปเพื่ออะไรกัน.</p>
<p class="akst_link"><a href="http://blogologynet.com/?p=297&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_297" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://blogologynet.com/blogger-and-bublic-communication" title="บล็อกเกอร์ ( Blogger) กับการสื่อสารสาธารณะ (Public Communication) (6 December 2008)">บล็อกเกอร์ ( Blogger) กับการสื่อสารสาธารณะ (Public Communication)</a> (1)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/blogology-introductory-1-what-is-blog" title="บล็อกศาสตร์เบื้องต้น (1) บล็อกคืออะไร (21 December 2008)">บล็อกศาสตร์เบื้องต้น (1) บล็อกคืออะไร</a> (3)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/down-load-free-ebook-blog-and-arts-of-blog" title="สวัสดีปีใหม่ เชิญรับ eBook บล็อกและศาสตร์แห่งบล็อกแทน ส.ค.ส. 2552 (1 January 2009)">สวัสดีปีใหม่ เชิญรับ eBook บล็อกและศาสตร์แห่งบล็อกแทน ส.ค.ส. 2552</a> (12)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/how-to-make-your-visitors-impress-your-blog" title="วิธีผูกใจคนอ่านของบล็อกเกอร์มืออาชีพ (6 October 2008)">วิธีผูกใจคนอ่านของบล็อกเกอร์มืออาชีพ</a> (7)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/blog-as-a-printing-issue" title="บล็อก : ทางเลือกในการเผยแพร่ผลงานของนักเขียน (25 March 2009)">บล็อก : ทางเลือกในการเผยแพร่ผลงานของนักเขียน</a> (2)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogologynet.com/why-you-write-blog/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>10</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
