<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>BlogologyNet.com &#187; วิเคราะห์บล็อก</title>
	<atom:link href="http://blogologynet.com/category/blog-analysis/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://blogologynet.com</link>
	<description>บล็อกศาสตร์และสื่อมวลชนออนไลน์,ทฤษฎีบล็อก,การเขียนบล็อก,บล็อกเกอร์,สื่อมวลชนออนไลน์,นิเทศศาสตร์ออนไลน์,สื่อสารมวลชนออนไลน์</description>
	<lastBuildDate>Sun, 11 Jul 2010 03:32:48 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>Natayaa Blog : Citizen Journal ปากเสียงของคนไทยในต่างแดน</title>
		<link>http://blogologynet.com/natayaa-blog-thai-citizen-journal-in-england</link>
		<comments>http://blogologynet.com/natayaa-blog-thai-citizen-journal-in-england#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 21 Nov 2008 21:01:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator></dc:creator>
				<category><![CDATA[วิเคราะห์บล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[ณฐยา]]></category>
		<category><![CDATA[บล็อกไทยในอังกฤษ]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อภาคพลเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[Citizen Journal]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mediatalkblog.wordpress.com/?p=65</guid>
		<description><![CDATA[

บล็อก (Blog) เกิดขึ้นมากมายจนอาจไม่มีใครสามารถนับได้ถ้วน บล็อกเทคโนราติ (Technorati.com) อันเป็นบล็อกที่รวบรวมสถิติบล็อกทั้งหลายในโลกนี้ รวบรวมได้นับล้านๆบล็อก หากใครเปิดเข้าไปดูก็จะพบเห็นบล็อกเป็นจำนวนมากที่แยกแยะไปตามหมวดหมู่ต่างๆ เกินจะอ่านได้ไหว หากจะอ่านให้หมดทุกบล็อกก็คงใช้เวลาหลายร้อยปี เกิดอีกหลายสิบชาติก็อ่านไม่ไหมด
บล็อกเกิดขึ้นมาเพื่อตอบสนองการสื่อสารของปัจเจกชนที่หาทางออกจากข้อจำกัดในการสื่อสารผ่านสื่อหลักๆ บล็อกทำให้ปัจเจกชนสามารถสร้างสื่อ (Media) และควบคุมเนื้อหา (Content) ได้เองอย่างเบ็ดเสร็จ ในกระบวนการสื่อสารทั้งหมด ปัจเจกชนหรือบล็อกเกอร์ (Blogger) ที่เป็นเจ้าของบล็อก เป็นผู้กำกับควบคุมทุกขั้นตอน

บล็อกจึงเป็นหนึ่งในสื่อภาคพลเมือง (Citizen Journal) และปัจเจกชนหรือบล็อกเกอร์ก็คือผู้สื่อข่าวพลเมือง (Citizen Reporter) ที่ทำหน้าที่เป็นทั้งสื่อ ผู้ส่งสาร และผู้ควบคุมหรือผู้รักษาประตู (Gate Keeper) ดังนั้น จึงสะท้อนตัวตน บุคลิก ความคิด ความเชื่อ ทัศนคติ ต่อเหตุการณ์และสิ่งต่างๆของบล็อกเกอร์แต่ละคน
บล็อกของณฐยา ชื่อบล็อก “ดงฝรั่ง” เป็นอีกบล็อกหนึ่งที่แสดงตัวตนของบล็อกเกอร์ตามแนวคิดของสื่อภาคพลเมือง จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม เนื้อหาในบล็อกที่นำเสนอสู่สาธารณะนั้น กล่าวได้ว่า เป็นการรายงานข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ผ่านข้อเขียนที่มุ่งให้เกิดความสนุกสนาน บางครั้งก็ใช้รูปแบบการเสียดเย้ย (Satire) อันเป็นรูปแบบหนึ่งของการเขียนที่ได้รับความนิยม เพราะสามารถสร้างอารมณ์ร่วมให้แก่ผู้อ่านได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อนำเสนอผ่านบล็อกที่เป็นการสื่อสารสองทางด้วยแล้ว ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมของผู้อ่าน ที่สะท้อนกลับผ่านช่องทางการแสดงความคิดเห็น (Comment) [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/04/natayaablog3.jpg?w=314&amp;h=212"></a></p>
<p><a href="http://blogologynet.com/wp-content/uploads/2008/11/nattay.jpg"><img class="size-full wp-image-507 alignleft" title="Bloggology" src="http://blogologynet.com/wp-content/uploads/2008/11/nattay.jpg" alt="บล็อกณฐยา" width="314" height="212" /></a></p>
<p>บล็อก (Blog) เกิดขึ้นมากมายจนอาจไม่มีใครสามารถนับได้ถ้วน บล็อกเทคโนราติ (Technorati.com) อันเป็นบล็อกที่รวบรวมสถิติบล็อกทั้งหลายในโลกนี้ รวบรวมได้นับล้านๆบล็อก หากใครเปิดเข้าไปดูก็จะพบเห็นบล็อกเป็นจำนวนมากที่แยกแยะไปตามหมวดหมู่ต่างๆ เกินจะอ่านได้ไหว หากจะอ่านให้หมดทุกบล็อกก็คงใช้เวลาหลายร้อยปี เกิดอีกหลายสิบชาติก็อ่านไม่ไหมด</p>
<p>บล็อกเกิดขึ้นมาเพื่อตอบสนองการสื่อสารของปัจเจกชนที่หาทางออกจากข้อจำกัดในการสื่อสารผ่านสื่อหลักๆ บล็อกทำให้ปัจเจกชนสามารถสร้างสื่อ (Media) และควบคุมเนื้อหา (Content) ได้เองอย่างเบ็ดเสร็จ ในกระบวนการสื่อสารทั้งหมด ปัจเจกชนหรือบล็อกเกอร์ (Blogger) ที่เป็นเจ้าของบล็อก เป็นผู้กำกับควบคุมทุกขั้นตอน</p>
<p><span id="more-65"></span></p>
<p>บล็อกจึงเป็นหนึ่งในสื่อภาคพลเมือง (Citizen Journal) และปัจเจกชนหรือบล็อกเกอร์ก็คือผู้สื่อข่าวพลเมือง (Citizen Reporter) ที่ทำหน้าที่เป็นทั้งสื่อ ผู้ส่งสาร และผู้ควบคุมหรือผู้รักษาประตู (Gate Keeper) ดังนั้น จึงสะท้อนตัวตน บุคลิก ความคิด ความเชื่อ ทัศนคติ ต่อเหตุการณ์และสิ่งต่างๆของบล็อกเกอร์แต่ละคน</p>
<p>บล็อกของณฐยา ชื่อบล็อก<a href="http://mblog.manager.co.th/natayaa/"> “ดงฝรั่ง” </a>เป็นอีกบล็อกหนึ่งที่แสดงตัวตนของบล็อกเกอร์ตามแนวคิดของสื่อภาคพลเมือง จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม เนื้อหาในบล็อกที่นำเสนอสู่สาธารณะนั้น กล่าวได้ว่า เป็นการรายงานข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ผ่านข้อเขียนที่มุ่งให้เกิดความสนุกสนาน บางครั้งก็ใช้รูปแบบการเสียดเย้ย (Satire) อันเป็นรูปแบบหนึ่งของการเขียนที่ได้รับความนิยม เพราะสามารถสร้างอารมณ์ร่วมให้แก่ผู้อ่านได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อนำเสนอผ่านบล็อกที่เป็นการสื่อสารสองทางด้วยแล้ว ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมของผู้อ่าน ที่สะท้อนกลับผ่านช่องทางการแสดงความคิดเห็น (Comment) อันเป็นเครื่องมือที่ทำให้บล็อกเป็น Web2.0 ที่ผู้อ่านกับผู้เขียนมีปฏิสัมพันธ์กันได้อย่างใกล้ชิด ซึ่งต่างจากยุค Web1.0 ที่เป็นการสื่อสารทางเดียว เช่นเดียวกับสื่อกระแสหลักอื่นๆ คือ หนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์</p>
<p>สถานะของบล็อกเกอร์ที่ปรากฏผ่านข้อเขียนในบล็อก “ดงฝรั่ง” ประมวลได้ว่า บล็อกเกอร์ณฐยาคือหญิงชาวไทยที่แต่งงานกับสามีชาวอังกฤษ มีลูกสาวหนึ่งคน อาศัยและทำงานที่ประเทศอังกฤษ การใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางคนต่างวัฒนธรรม ทำให้เกิดปัญหาในการสื่อสารและการดำเนินชีวิตอยู่บ้าง ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาของคนต่างวัฒนธรรมที่ได้มาอาศัยอยู่ร่วมกัน เพราะความคิด ความเชื่อ และพฤติกรรมแตกต่างกัน จนนำไปสู่ความขัดแย้งได้ ดังนั้น สิ่งที่สำคัญของผู้เข้าไปอยู่อาศัยในต่างวัฒนธรรมก็คือ การแก้ไขปัญหาที่ตัวเองประสบอยู่ เพื่อให้สามารถอาศัยอยู่ได้อย่างมีความสุขและมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์</p>
<p>การแก้ไขปัญหาดังกล่าว อาจเรียกว่า “การปรับตัว” เพื่อให้ใกล้เคียงกับชีวิตความเป็นอยู่ของ “ต่างถิ่น” ที่เราไปอยู่อาศัย แต่การปรับตัวนั้นไม่ใช่ “การยอมทุกอย่าง” ซึ่งบล็อกเกอร์ณฐยาได้สะท้อนความคิดความเชื่อเรื่องการ “ปรับตัว” โดยที่ไม่ได้ “ยอมทุกอย่าง” ให้เห็นผ่านข้อเขียนในบล็อก อย่างเช่น เรื่องชุด “ฉันมันฝรั่งนะยะ” ที่มีอยู่หลายตอน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวอยู่ในสังคมฝรั่ง โดยใช้ความรู้ สติปัญญา ไหวพริบปฏิภาณเพื่อให้ให้สามารถเอาตัวรอดได้ในสถานการณ์ที่ฉุกละหุก ที่สำคัญก็คือทำให้เกิดการยอมรับจากเจ้าของวัฒนธรรมหรือเจ้าถิ่นในความเป็นตัวตนและศักดิ์ศรีของบล็อกเกอร์ โดยเฉพาะในเรื่อง “ฉันมันฝรั่งนะยะ ตอนที่ 3” เป็นการแสดงให้เห็นถึงใช้สิตปัญญา ความรู้ ปฏิภาณ สร้างให้เกิดการยอมรับจากเจ้าถิ่นและให้ตัวเองอยู่รอดได้อย่างมีศักดิ์ศรีที่ชัดเจนมาก</p>
<p>ปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นผู้หญิงไทยก็คือ ถูกมองในทางที่ไม่ดีในสายตาของฝรั่งเสมอ แม้จะเป็นการไม่ยุติธรรมกับผู้หญิงไทย แต่เราก็ต้องยอมรับว่า ความจริงที่เกิดขึ้นเป็นมูลเหตุที่ทำให้ฝรั่งคิดเช่นนั้น การที่เข้าไปอยู่ท่ามกลางดงฝรั่ง จึงทำให้บล็อกเกอร์ณฐยาต้องพบกับคำถามต่อสิ่งเหล่านี้ ทั้งจากผู้ชายและผู้หญิงฝรั่ง สิ่งที่ต้องทำก็คือ การทำความเข้าใจโดยการให้ข้อมูล ข่าวสารแก่ผู้ที่สงสัย และข้อมูลข่าวสารที่ให้นั้น ต้องเป็นข้อมูลข่าวสารที่เป็นจริง (Fact) ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี ซึ่งในกรณีที่หญิงไทยถูกมองในทางที่เสียหายในเรื่อวขายบริการ เราก็ต้องยอมรับในความจริงที่เกิดขึ้นก่อน และต้องอธิบายให้เห็นความจริงต่อไปว่า ไม่ใช่ผู้หญิงไทยทุกคนจะเป็นเช่นนั้น เพราะทุกสังคม ไม่ว่าไทยหรือฝรั่ง ก็มีลักษณะนี้ด้วยกันทั้งสิ้น ต่างแต่ว่ามีพฤติกรรมการแสดงออกที่ต่างกัน ซึ่งบล็อกเกอร์ณฐยาก็ได้ทำในสิ่งดังกล่าว ดังปรากฏในเรื่อง “จ๋อย” และ “แกงกะหรี่” จนในที่สุดฝรั่งก็เข้าใจดังที่บล็อกเกอร์ได้สรุปไว้ว่า</p>
<p>“สุดท้ายอีสามเจ๊ฝรั่งเนี้ย มันก็สรุปว่า ที่ไหนมันก็เหมือนกันทั้งนั้น มีคนดี ก็มีคนชั่ว ไม่ใช่จะมามั่วว่า ชั่วกันทั้งประเทศ ส่วนอีฝรั่งคนไหนที่มันยังใจแคบและเข้าใจอะไรผิดๆ ก็ปล่อยมันไปเถิดค่ะ เดี๋ยวมันก็สมองฝ่อตาย หมดพันธุ์กันไปเอง” (แกงกระหรี่&#8230;เวอร์ชั่นหม้อปะผุ(แล้ว):อ้างอิงจาก http://mblog.manager.co.th/natayaa/th-10630/ )</p>
<p>สิ่งที่บล็อกเกอร์ณฐยานำเสนอผ่านบล็อกนั้น โดยประเด็นและเนื้อหาก็คือการรายงานเหตุการณ์และปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งเรื่องที่ประสบเองและเรื่องที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง รวมถึงเรื่องที่เกิดขึ้นโดยไม่มีผลกระทบกับตัวเองโดยตรง โดยผ่านการพิจารณาแล้วว่า เรื่องเหล่านั้นเป็นเรื่องที่น่าสนใจ มีประโยชน์ อย่างน้อยก็เปิดการรับรู้ข่าวสารใหม่ๆแก่ผู้อ่าน นี่ย่อมเป็นการทำงานในฐานะสื่อ อันเป็นสื่อภาคพลเมืองที่เป็นปากเสียงให้แก่คนไทยในต่างแดนด้วย</p>
<p>บล็อกเกอร์ณฐยาเป็นตัวอย่างหนึ่งของปัจเจกชนที่ทำหน้าที่สื่อภาคพลเมืองที่มีบล็อกเป็นเครื่องมือ จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม “ดงฝรั่ง” ที่บล็อกเกอร์ณฐยาตั้งเป็นชื่อบล็อกนั้น ก็คือ Citizen Journal ทำหน้าที่เป็นปากเสียงแก่คนไทยในเมืองฝรั่งไปพร้อมๆกับเป็นเครื่องมือในการแสดงตัวตนในฐานะปัจเจกชนของผู้หญิงไทยในต่างแดนที่ชื่อณฐยานั่นเอง.</p>
<p class="akst_link"><a href="http://blogologynet.com/?p=65&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_65" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://blogologynet.com/nakrobnakrak-citizen-journal-takes-side" title="“นักรบนักรัก” : สื่อภาคพลเมืองกับการเลือกข้างอย่างมีสติปัญญา (9 December 2008)">“นักรบนักรัก” : สื่อภาคพลเมืองกับการเลือกข้างอย่างมีสติปัญญา</a> (4)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/citizen-journal-and-the-law-of-take-none-side" title="บล็อก เรือรบ เมืองมั่น สื่อภาคพลเมืองกับความเป็นกลางในสถานการณ์เลือกข้างทางการเมือง (7 December 2008)">บล็อก เรือรบ เมืองมั่น สื่อภาคพลเมืองกับความเป็นกลางในสถานการณ์เลือกข้างทางการเมือง</a> (4)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/blog-content-created-by-readers" title="การสร้างเนื้อหาโดยผู้อ่าน : การสื่อสารสองทางในเว็บ 2.0 (16 December 2008)">การสร้างเนื้อหาโดยผู้อ่าน : การสื่อสารสองทางในเว็บ 2.0</a> (1)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/ok-nation-blog-a-case-study-of-citizen-reporter-community" title="“โอเคเนชั่นบล็อก”  ตัวอย่างกรณีศึกษา &quot;ชุมชนนักข่าวพลเมือง” (14 June 2009)">“โอเคเนชั่นบล็อก”  ตัวอย่างกรณีศึกษา &quot;ชุมชนนักข่าวพลเมือง”</a> (0)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogologynet.com/natayaa-blog-thai-citizen-journal-in-england/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>interiorsiam.com กับการเป็น Citizen Journal ของ “ช่างแบบ”</title>
		<link>http://blogologynet.com/interiorsiamcom-as-a-citizen-journal-blog</link>
		<comments>http://blogologynet.com/interiorsiamcom-as-a-citizen-journal-blog#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 21 Sep 2008 00:48:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator></dc:creator>
				<category><![CDATA[วิเคราะห์บล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[การเขียนบล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[Citizen Journalล]]></category>
		<category><![CDATA[Citizen Reporter]]></category>
		<category><![CDATA[interiorsiam.com]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kosoltalk.com/?p=304</guid>
		<description><![CDATA[
ผมรู้จัก interiorsiam.com บล็อกของนักตกแต่งภายใน หรือ “ช่างแบบ” ของ บล็อกเอร์MiMD  (บล็อกเกอร์ MiMD บอกว่าชาว ตจว. เรียกนักตกแต่งภายในว่า “ช่างแบบ” ซึ่งMiMDบอกว่าชอบ  ผมก็ชอบเหมือนกัน) ผ่านคอมเมนต์ที่บล็อกโกศลทอล์คนี่เอง ดังนั้นจึงกลับไปเยี่ยมเยือนตอบแทนตามธรรมเนียมของชาวบล็อกที่ถือปฏิบัติกันมา การที่ติดตามอ่านบล็อกนี้เป็นประจำ (แต่บางช่วงอาจทิ้งระยะห่างไปบ้าง) เพราะ
1. บล็อกเกอร์ทำให้เรื่องยากเป็นเรื่องง่าย เรื่องการตกแต่งภายใน สำหรับผมหรือคนที่ไม่ได้มีความรู้หรือความสนใจแล้ว คิดว่าเป็นเรื่องยาก เช่นเดียวกับเรื่องอื่นๆที่อยู่นอกแวดวงของเรา ดังนั้น การที่จะให้ความสนใจในเรื่องดังกล่าวจึงเป็นไปได้ยาก ความเข้าใจของผมสำหรับงานตกแต่งภายในก็คือ มันเกี่ยวข้องกับการออกแบบผสมผสานกับงานศิลปะที่จะสร้างความพึงพอใจให้แก่เจ้าของสถานที่ งานออกแบบเป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวเลข การคิดคำนวณ งานศิลปะเป็นเรื่องเกี่ยวกับความคิด จินตนาการ วาดวิมานในอากาศแล้วทำให้มันเป็นจริง ซึ่งทั้งสองเรื่องเป็นเรื่องยากสำหรับผม หรือคนที่ไม่มีความรู้ด้านนี้ แต่บล็อกเกอร์คือ MiMD กลับอธิบายหลักการ ความคิด และการทำงานของช่างแบบแบบง่ายๆ อ่านแล้ว เห็นภาพร่างขององค์ประกอบของการตกแต่ง แม้จะไม่ได้ถึงขนาดทะลุปรุโปร่ง แต่ก็ทำให้เข้าใจและสนุกสนานในการอ่าน
2. ได้ต่อยอดความคิดจากการอ่าน การบอกเล่าถึงเรื่องราวและวิธีการทำงานของช่างแบบของ MiMD ทำให้ได้ต่อยอดความคิดจากสิ่งที่เขาบอกเล่าเอาไว้ แม้จะเป็นเรื่องของการออกแบบ การคิดกระบวนการออกแบบ การนำเสนอแก่ลูกค้า แต่ความคิดที่ MiMD ได้บอกเล่าเอาไว้นั้น สามารถนำไปต่อยอดความคิดเพื่อใช้ประโยชน์เรื่องอื่นๆได้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><a href="http://blogologynet.com/wp-content/uploads/2008/09/interiorsiam.jpg"><img class="alignright" style="float: right; margin: 5px; border: 0px;" src="http://www.logomaker.com/logo-images/2d13af92da34b26c.gif" alt="" width="121" height="101" /></a></p>
<p style="text-align: justify;">ผมรู้จัก <span style="color: #993300;">interiorsiam.com</span> บล็อกของนักตกแต่งภายใน หรือ “ช่างแบบ” ของ <span style="color: #993300;">บล็อกเอร์MiMD</span>  (บล็อกเกอร์ MiMD บอกว่าชาว ตจว. เรียกนักตกแต่งภายในว่า <span style="color: #993300;">“ช่างแบบ”</span> ซึ่งMiMDบอกว่าชอบ  ผมก็ชอบเหมือนกัน) ผ่านคอมเมนต์ที่บล็อกโกศลทอล์คนี่เอง ดังนั้นจึงกลับไปเยี่ยมเยือนตอบแทนตามธรรมเนียมของชาวบล็อกที่ถือปฏิบัติกันมา การที่ติดตามอ่านบล็อกนี้เป็นประจำ (แต่บางช่วงอาจทิ้งระยะห่างไปบ้าง) เพราะ</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>1. บล็อกเกอร์ทำให้เรื่องยากเป็นเรื่องง่าย</strong> เรื่องการตกแต่งภายใน สำหรับผมหรือคนที่ไม่ได้มีความรู้หรือความสนใจแล้ว คิดว่าเป็นเรื่องยาก เช่นเดียวกับเรื่องอื่นๆที่อยู่นอกแวดวงของเรา ดังนั้น การที่จะให้ความสนใจในเรื่องดังกล่าวจึงเป็นไปได้ยาก ความเข้าใจของผมสำหรับงานตกแต่งภายในก็คือ มันเกี่ยวข้องกับการออกแบบผสมผสานกับงานศิลปะที่จะสร้างความพึงพอใจให้แก่เจ้าของสถานที่ งานออกแบบเป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวเลข การคิดคำนวณ งานศิลปะเป็นเรื่องเกี่ยวกับความคิด จินตนาการ วาดวิมานในอากาศแล้วทำให้มันเป็นจริง ซึ่งทั้งสองเรื่องเป็นเรื่องยากสำหรับผม หรือคนที่ไม่มีความรู้ด้านนี้ แต่บล็อกเกอร์คือ MiMD กลับอธิบายหลักการ ความคิด และการทำงานของช่างแบบแบบง่ายๆ อ่านแล้ว เห็นภาพร่างขององค์ประกอบของการตกแต่ง แม้จะไม่ได้ถึงขนาดทะลุปรุโปร่ง แต่ก็ทำให้เข้าใจและสนุกสนานในการอ่าน</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>2. ได้ต่อยอดความคิดจากการอ่าน</strong> การบอกเล่าถึงเรื่องราวและวิธีการทำงานของช่างแบบของ MiMD ทำให้ได้ต่อยอดความคิดจากสิ่งที่เขาบอกเล่าเอาไว้ แม้จะเป็นเรื่องของการออกแบบ การคิดกระบวนการออกแบบ การนำเสนอแก่ลูกค้า แต่ความคิดที่ MiMD ได้บอกเล่าเอาไว้นั้น สามารถนำไปต่อยอดความคิดเพื่อใช้ประโยชน์เรื่องอื่นๆได้ ตัวอย่างคือเรื่องที่ชื่อ <a href="http://www.interiorsiam.com/2008/09/10/convince/"><span style="color: #0000ff;">Convince</span></a> เขาเสนอแนวคิดในการนำเสนองานแก่ลูกค้า โดยได้ยกวิธีการนำเสนอสองแบบมาเปรียบเทียบให้เห็นนั่นคือ การอธิบายเพื่อโน้มน้าว หรือ Convince กับการโฆษณาชวนเชื่อ หรือ Propaganda ซึ่งเขาเลือกใช้วิธีแรก และเสนอแนวคิดในการ Convince ว่าควรจะมีองค์ประกอบอะไรบ้าง ซึ่งข้อเสนอของเขานั้น สามารถนำไปปรับใช้ได้กับการทำงานอื่นที่นอกเหนือจากงานตกแต่งได้</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>3.การเป็น Citizen Journal ของ บล็อก กับการเป็น Citizen Reporter ของบล็อกเกอร์</strong> นั่นคือการให้ข้อมูล ข่าวสาร ที่เป็นประโยชน์แก่สาธารณะ ทั้งในด้านวิชาการและการประยุกต์ใช้ รวมถึงการรายงานในเชิงข่าว ของสิ่งที่เกิดขึ้นในแวดวงที่เกี่ยวข้อง ซึ่งก็คือ เรื่องเกี่ยวกับการตกแต่งภายใน ดังเช่นที่ MiMD ได้เสนอไว้ในบล็อก ทั้งการประชุมสัมมนา ความเคลื่อนไหว การพัฒนาในวงการตกแต่งภายใน สิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งของ Reporter ก็คือ เห็นในสิ่งที่คนทั่วไปอาจจะไม่เห็น ดังเช่น บล็อกเกอร์เดินทางไปท่องเที่ยวพักผ่อน แล้วเขียนถึงสถานที่ที่ตนได้เข้าพัก โดยวิเคราะห์ถึงองค์ประกอบในการตกแต่งภายในของอาคารสถานที่นั้น ตามหลักวิชาการ ทำให้ผู้อ่านทั้งที่เป็นช่างแบบและโดยเฉพาะคนทั่วไปที่ไม่ใช่นักตกแต่ง ได้ความรู้เพิ่มเติมและเพิ่มมุมมองใหม่ๆ นี่คือการทำหน้าที่ของ Reporter หรือ ผู้สื่อข่าวนั่นเอง</p>
<p style="text-align: justify;"><span id="more-307"></span></p>
<p style="text-align: justify;">ดังนั้น หากมองในแง่ของการเป็น Citizen Journal ของ บล็อก กับการเป็น Citizen Reporter ผมคิดว่า interiorsiam.com กับ MiMD ได้ทำหน้าที่นั้นแล้ว ผลที่เกิดขึ้นก็คือ <a href="http://blogologynet.com/wp-content/uploads/2008/09/interiorsiam.jpg"><img class="alignleft alignnone size-medium wp-image-305" style="float: left; margin: 10px; border: 0px;" title="interiorsiam" src="http://www.kosoltalk.com/wp-content/uploads/2008/09/interiorsiam-300x273.jpg" alt="" width="300" height="273" /></a></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>1.ประโยชน์แก่สาธารณชน </strong>คือคนอ่าน ทั้งที่เป็นช่างแบบแบบคนทั่วไป ได้ประโยชน์จาการอ่าน โดยเฉพาะเจ้าของสถานที่ที่กำลังมองหาแนวคิดในการตกแต่งสถานที่ของตน ก่อนที่จะหานักออกแบบจริงๆ ก็น่าจะได้ประโยชน์จากการอ่านบล็อกนี้ แม้กระทั่งผู้สอนนักศึกษาก็ได้ประโยชน์จาการนำแนวคิดไปถ่ายทอดแก่ผู้เรียน ดังปรากฏในคอมเมนต์ที่อาจารย์ผู้สอนแจ้งว่า อยากจะเชิญบล็อกเกอร์ไปบรรยายให้นักศึกษาฟัง</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>2.ประโยชน์แก่วิชาชีพช่างแบบ </strong>เพราะการเสนอความคิด หลักการ และการทำงานตกแต่งภายในด้วยวิธีการง่ายๆ ซึ่งคนทั่วไปสามารถทำความเข้าใจได้ ย่อมส่งผลต่อวิชาชีพช่างแบบด้วย นั่นคือ สามารถเป็นแรงบันดาลใจให้ช่างแบบคนอื่นๆที่ได้อ่านนำไปต่อยอดความคิดเพื่อพัฒนางานให้ดียิ่งขึ้นได้ รวมถึงเยาวชนที่สนใจเรื่องนี้ได้ความรู้พื้นฐานและแรงบันดาลใจให้พวกเขาได้เป็นอย่างดี</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>3.ประโยชน์แก่ตัวบล็อกเกอร์ </strong>การทำหน้าที่ในฐานะสื่อภาคพลเมืองนั้น ตัวบล็อกเกอร์เองก็ได้พัฒนาความคิด เสาะหาความรู้ใหม่ๆจากการทำหน้าที่ Citizen Reporter ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนางานของตน ซึ่งก็คือการพัฒนาวิชาชีพช่างแบบอีกทางหนึ่งนั่นเอง</p>
<p style="text-align: justify;">การเขียนบล็อกนั้น แม้จะเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคน เป็นเอกสิทธิ์ที่บล็อกเกอร์สามารถกำหนดเนื้อหา วัตถุประสงค์ เป้าหมาย ได้โดยสมบูรณ์ แต่อย่าลืมว่า บล็อกคือสื่อสารธารณะอย่างหนึ่ง การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารใดๆก็ตามผ่านบล็อก นั่นย่อมหมายความว่าเป็นการเผยแพร่สู่สาธารณะ ย่อมส่งผลต่อสาธารณชนอย่างแน่นอน ดังนั้น สำนึกของบล็อกเกอร์ในฐานะพลเมืองของสังคมจึงเป็นสิ่งสำคัญ การมีสำนึกที่ดีย่อมเผยแพร่สิ่งที่ดี เป็นประโยชน์ หรืออย่างน้อยก็ไม่เกิดพิษภัยแก่ผู้รับ หากถามต่อไปว่า แล้วสิ่งใดที่เรียกว่าดีหรือไม่ดี  ย่อมตอบได้โดยหลักการพื้นฐานว่า คือสิ่งที่ไม่ผิดกฎหมายและไม่ผิดศีลธรรมนั่นเอง</p>
<p style="text-align: justify;">การทำหน้าที่ของ <a href="http://www.interiorsiam.com"><span style="color: #3366ff;">interiorsiam.com</span></a> และ MiMD อยู่บนพื้นฐานของสำนึกแห่งพลเมืองเช่นเดียวกับบล็อกเกอร์ส่วนมาก ในฐานะที่เป็น Citizen Journal ของ บล็อก กับการเป็น Citizen Reporter ของบล็อกเกอร์นับว่าได้ทำหน้าที่อย่างเที่ยงตรงแล้ว ต่อไปก็ขึ้นอยู่กับว่า จะสามารถสร้างคุณภาพเพื่อประโยชน์แก่ตนเอง วิชาชีพ และสาธารณะได้มากขึ้นเพียงใด.</p>
<p><script type="text/javascript"><!--
google_ad_client = "pub-1054503077643492";
/* 200x200, created 1/9/10 */
google_ad_slot = "5218280595";
google_ad_width = 200;
google_ad_height = 200;
//-->
</script><br />
<script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js">
</script></p>
<p><strong><span style="color: #0000ff;">*เรื่องในหมวดเดียวกันที่อยากแนะนำให้อ่าน*</span></strong></p>
<p><span style="color: #3366ff;">*</span><a rel="bookmark" href="http://www.kosoltalk.com/?p=246"><span style="color: #3366ff;">สูตรง่ายๆในการเรียกคนเข้าบล็อกเพิ่มขึ้นเท่าตัวในสามสิบวัน (ฝรั่งบอกมา)</span></a><br />
<a href="http://www.kosoltalk.com/?p=241"><span style="color: #0000ff;">*นักพัฒนาธีมเวิร์ดเพรสแนะนำการทำบล็อกให้งอกงาม</span></a><br />
<a href="http://www.kosoltalk.com/?p=212"><span style="color: #0000ff;">*เขาบอกว่า เคล็ดสำเร็จของการทำบล็อกเป็นอย่างนี้…</span></a></p>
<p class="akst_link"><a href="http://blogologynet.com/?p=307&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_307" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://blogologynet.com/nakrobnakrak-citizen-journal-takes-side" title="“นักรบนักรัก” : สื่อภาคพลเมืองกับการเลือกข้างอย่างมีสติปัญญา (9 December 2008)">“นักรบนักรัก” : สื่อภาคพลเมืองกับการเลือกข้างอย่างมีสติปัญญา</a> (4)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/how-many-entry-in-a-day-on-your-blog" title="เขียนบล็อกบ่อยแค่ไหนจึงดี (26 March 2009)">เขียนบล็อกบ่อยแค่ไหนจึงดี</a> (2)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/why-you-write-blog" title="เขียนบล็อกทำไม เขียนเพื่ออะไร (14 September 2008)">เขียนบล็อกทำไม เขียนเพื่ออะไร</a> (10)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/theprinciple-of-blog-content-writing" title="หลักการเขียนบล็อกเบื้องต้น (27 March 2009)">หลักการเขียนบล็อกเบื้องต้น</a> (6)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/down-load-free-ebook-blog-and-arts-of-blog" title="สวัสดีปีใหม่ เชิญรับ eBook บล็อกและศาสตร์แห่งบล็อกแทน ส.ค.ส. 2552 (1 January 2009)">สวัสดีปีใหม่ เชิญรับ eBook บล็อกและศาสตร์แห่งบล็อกแทน ส.ค.ส. 2552</a> (12)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogologynet.com/interiorsiamcom-as-a-citizen-journal-blog/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>6</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แปลงโฉมสู่เว็บ Web 2.0 การปรับตัวของ Bangkokbiznews.com</title>
		<link>http://blogologynet.com/bangkokbiznews-change-to-web-2-0</link>
		<comments>http://blogologynet.com/bangkokbiznews-change-to-web-2-0#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 11 May 2008 15:37:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator></dc:creator>
				<category><![CDATA[บล็อกศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[วิเคราะห์บล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[กรุงเทพธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[Bangkokbiznews.com]]></category>
		<category><![CDATA[Web 2.0]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mediatalkblog.wordpress.com/?p=83</guid>
		<description><![CDATA[ปัจจุบันการสื่อสารผ่านเว็บไซต์ไม่ใช่เพียงแค่การให้ข้อมูลข่าวสารเพียงอย่างเดียวแล้ว หากแต่พัฒนาไปสู่การสื่อสารสองทางที่ผู้รับสารสามารถโต้ตอบกลับได้ทันที ผ่านการแสดงความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่นำเสนอข้อมูลข่าวสารของสื่อต่างๆ ทั้งเว็บไซต์ของสถานีวิทยุ สถานีโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และตัวเว็บไซต์เองก็เป็นสื่ออีกประเภทหนึ่งที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาเพื่ออุดช่องว่างของสื่อหลักๆดังกล่าว นั่นคือ การกระจายข้อมูลข่าวสารได้กว้างขวางขึ้น อายุข่าวสารยาวนานขึ้น และ ผู้รับสามารถสื่อสารกลับในฉับพลัน ซึ่งสื่อวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ ไม่สามารถทำได้
พัฒนาการของเว็บไซต์ที่ปรากฏโฉมครั้งแรกจนถึงปัจจุบัน แบ่งออกเป็น 2 ระยะคือ ระยะแรกเรียกขานกันว่า Web 1.0 ทำหน้าที่ให้ข้อมูลข่าวสารในแบบสื่อสารทางเดียว ผู้ส่งสารกำหนดเนื้อหาเองทั้งหมด ผู้รับสารมีหน้าที่รับรู้ข่าวสารเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถโต้ตอบได้ ต่อมาพัฒนาเป็นเว็บ 2.0 ในปัจจุบัน ทำหน้าที่ให้ข้อมูลข่าวสาร และรับข้อมูลข่าวสารจากผู้รับสารด้วย แม้ผู้ส่งสารเป็นผู้กำหนดเนื้อหาของข่าวสารเป็นเบื้องต้น แต่ผู้รับสารก็มีส่วนร่วมในการสร้างเนื้อหาเป็นลำดับต่อมา ผ่านการแสดงความคิดเห็นที่เป็นอิสระ แสดงปฏิกิริยาต่อข่าวสารที่รับรู้ได้โดยทันที ดังนั้น Web 2.0 จึงเป็นการสื่อสารสองทาง และเป็นการร่วมกันสร้างเนื้อหาระหว่างผู้ส่งสารกับผู้รับสาร นอกเหนือจากการให้ข้อมูลข่าวสารแล้ว ยังเป็นเวทีของการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกันด้วย

เว็บไซต์ในยุค 1.0 ได้ปรับตัวเข้าสู่เว็บในยุค 2.0 กันเป็นจำนวนมาก และการก่อเกิดขึ้นของบล็อก (Blog) เป็นขั้นตอนพัฒนาการของ Web 2.0 ที่สมบูรณ์แบบ ทำให้ปัจเจกชนสามารถเป็นเจ้าของสื่อ (บล็อก) [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft size-full wp-image-86" style="border:0 none;float:left;margin:15px 10px;" src="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/05/bkkbiznews2.jpg" alt="" width="314" height="186" />ปัจจุบันการสื่อสารผ่านเว็บไซต์ไม่ใช่เพียงแค่การให้ข้อมูลข่าวสารเพียงอย่างเดียวแล้ว หากแต่พัฒนาไปสู่การสื่อสารสองทางที่ผู้รับสารสามารถโต้ตอบกลับได้ทันที ผ่านการแสดงความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่นำเสนอข้อมูลข่าวสารของสื่อต่างๆ ทั้งเว็บไซต์ของสถานีวิทยุ สถานีโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และตัวเว็บไซต์เองก็เป็นสื่ออีกประเภทหนึ่งที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาเพื่ออุดช่องว่างของสื่อหลักๆดังกล่าว นั่นคือ การกระจายข้อมูลข่าวสารได้กว้างขวางขึ้น อายุข่าวสารยาวนานขึ้น และ ผู้รับสามารถสื่อสารกลับในฉับพลัน ซึ่งสื่อวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ ไม่สามารถทำได้</p>
<p style="text-align:justify;">พัฒนาการของเว็บไซต์ที่ปรากฏโฉมครั้งแรกจนถึงปัจจุบัน แบ่งออกเป็น 2 ระยะคือ ระยะแรกเรียกขานกันว่า Web 1.0 ทำหน้าที่ให้ข้อมูลข่าวสารในแบบสื่อสารทางเดียว ผู้ส่งสารกำหนดเนื้อหาเองทั้งหมด ผู้รับสารมีหน้าที่รับรู้ข่าวสารเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถโต้ตอบได้ ต่อมาพัฒนาเป็นเว็บ 2.0 ในปัจจุบัน ทำหน้าที่ให้ข้อมูลข่าวสาร และรับข้อมูลข่าวสารจากผู้รับสารด้วย แม้ผู้ส่งสารเป็นผู้กำหนดเนื้อหาของข่าวสารเป็นเบื้องต้น แต่ผู้รับสารก็มีส่วนร่วมในการสร้างเนื้อหาเป็นลำดับต่อมา ผ่านการแสดงความคิดเห็นที่เป็นอิสระ แสดงปฏิกิริยาต่อข่าวสารที่รับรู้ได้โดยทันที ดังนั้น Web 2.0 จึงเป็นการสื่อสารสองทาง และเป็นการร่วมกันสร้างเนื้อหาระหว่างผู้ส่งสารกับผู้รับสาร นอกเหนือจากการให้ข้อมูลข่าวสารแล้ว ยังเป็นเวทีของการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกันด้วย</p>
<p style="text-align:justify;"><span id="more-454"></span></p>
<p style="text-align:justify;">เว็บไซต์ในยุค 1.0 ได้ปรับตัวเข้าสู่เว็บในยุค 2.0 กันเป็นจำนวนมาก และการก่อเกิดขึ้นของบล็อก (Blog) เป็นขั้นตอนพัฒนาการของ Web 2.0 ที่สมบูรณ์แบบ ทำให้ปัจเจกชนสามารถเป็นเจ้าของสื่อ (บล็อก) เป็นผู้กำหนดเนื้อหาของข่าวสาร และเป็นผู้ส่งสารในคราวเดียวกัน นำไปสู่การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารได้รวดเร็วและกว้างขวางขึ้น</p>
<p style="text-align:justify;">เว็บไซต์เป็นจำนวนมาก นอกจากจะปรับตัวไปเป็นเว็บ 2.0 แล้ว ยังได้สร้างบล็อกขึ้นมาเป็นส่งหนึ่งของเว็บไซต์ด้วย โดยให้บริการแก่บุคคลทั่วไปเข้ามาใช้พื้นที่ในการถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารโดยอิสระภายใต้ข้อตกลงร่วมกันที่กำหนดเป็นกติกาไว้กว้างๆ ซึ่งเว็บไซต์ของสื่อไทยที่ก้าวล้ำนำหน้ารายอื่นๆที่ชัดเจนที่สุดก็คือ เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ในเครือผู้จัดการ และตามมาด้วยเว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ คือ <a href="http://www.bangkokbiznews.com/">www.bangkokbiznews.com</a> ก็เป็นอีกหนึ่งเว็บไซต์ที่ปรับตัวเข้าสู่ Web 2.0 เต็มรูปแบบ</p>
<p style="text-align:justify;">หากเป็นขาประจำของเว็บไซต์ Bangkokbiznews.com คงสังเกตเห็นว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมา Bangkokbiznews.com ได้ปรับเปลี่ยนรูปร่างหน้าตาไปจากเดิม นอกจากการนำเสนอข่าวตามปกติแล้ว ยังเพิ่มเติมเนื้อหาใหม่ๆเข้ามาเสริม และสร้างบล็อกขึ้นมาเพื่อให้บล็อกเกอร์ซึ่งประกอบไปด้วยบรรณาธิการและผู้สื่อข่าวในเครือเสนอบทความและข่าวสารต่างๆ ทั้งยังมีคอลัมนิสต์และผู้นำองค์กรธุรกิจเขียนบล็อกในส่วนของ <a href="http://newsroom.bangkokbiznews.com/more.php?cate=67">CEO BLOG </a>โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องการบริหารจัดการธุรกิจ</p>
<p style="text-align:justify;">เนื้อหาอีกส่วนหนึ่งที่เพิ่มขึ้นมาก็คือ การดึงข่าวจากเว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์ในเครือได้แก่ <a href="http://www.bangkokbizweek.com">BIZWEEK</a> และประเด็นสำคัญๆจากบล็อก <a href="http://www.oknation.net/blog">Oknation.net</a> ที่มีเนื้อหาหลากหลายโดยบล็อกเกอร์ที่มีทั้งผู้สื่อข่าวในเครือเนชั่นและบุคคลภายนอก เปิดโอกาสให้ผู้อ่านได้มีส่วนร่วมในการวิพากษ์วิจารณ์ เพิ่มเติมเนื้อหา แสดงปฏิกิริยาโต้ตอบ ผ่านช่องทางแสดงความคิดเห็นต่อท้าย ทุกข่าว ทุกประเด็น ทุกบทความ อันเป็นลักษณะจำเพาะของเว็บ 2.0</p>
<p style="text-align:justify;">การเปลี่ยนแปลงทั้งรูปลักษณ์และเนื้อหาของ Bangkokbiznews.com ครั้งนี้ นับว่าเป็นการเคลื่อนไหวที่น่าสนใจของเว็บไซต์ข่าว เป็นการปรับตัวเพื่อให้เข้ากับพฤติกรรมการรับรู้ข่าวสารของคนในยุคจิติตอล ที่บริโภคข่าวสารผ่านสื่อออนไลน์มากขึ้น แม้จะเป็นการให้เปล่าแต่ก็เป็นช่องทางในการสร้างรายของสื่อได้ที่นับวันแต่จะเพิ่มขึ้น เพราะบรรดาเจ้าของสินค้าทั้งหลายให้ความสำคัญกับการโฆษณาออนไลน์ โดยตัวเลขการใช้จ่ายโฆษณาออนไลน์เพิ่มมากขึ้นทุกปี ดังนั้น การปรับตัวของ Bangkokbiznews.com ในครั้งนี้ก็น่าจะเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการรองรับโฆษณาออนไลน์นั้นด้ว</p>
<p style="text-align:justify;">ความโดดเด่นของ Bangkokbiznews.com ก็คือ เนื้อหาที่มีความหลากหลาย แยกแยะเป็นหมวดหมู่ ประกอบไปด้วย ข่าว บทความ บทวิเคราะห์ และบล็อก ที่ตอบสนองความต้องการในการบริโภคข่าวสารของผู้อ่านทุกระดับทุกความต้องการ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ Bangkokbiznews.com คือสื่อออนไลน์ในเครือเนชั่น ที่มีสื่ออยู่ในเครือครอบคลุมทุกแขนง ทั้งวิทยุ โทรทัศน์ สิ่งพิมพ์ โดยเฉพาะสิ่งพิมพ์นั้นมีทั้งหนังสือพิมพ์รายวัน รายสัปดาห์ มีนิตยสารทั้งสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ มีสิ่งพิมพ์ในเครือทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ดังนั้น จึงสามารถดึงเนื้อหาจากสื่อออนไลน์ของสื่อต่างๆในเครือ มานำเสนอผ่าน Bangkokbiznews.com ได้อย่างไม่จำกัด เสริมความแข็งแกร่งให้ Bangkokbiznews.com เป็นศูนย์กลางของสื่อออนไลน์ในเครือไปโดยปริยาย</p>
<p style="text-align:justify;">หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ เป็นหนังสือพิมพ์ธุรกิจที่ก่อตั้งมานาน มีฐานผู้อ่านแข็งแกร่ง ได้รับการเชื่อถือจากผู้บริโภคข่าวสาร การสร้างบล็อกให้ผู้นำองค์กรธุรกิจระดับ CEO และผู้บริหารระดับสูงขององค์กรธุรกิจเข้ามาเป็นบล็อกเกอร์ บอกเล่าความคิด และประสบการณ์เรื่องบริหารจัดการธุรกิจ นับเป็นการเคลื่อนไหวที่น่าสนใจยิ่ง เพราะการที่สื่อสามารถดึงเอาผู้บริหารเหล่านี้เข้ามามีส่วนในการสร้างเนื้อหา ก็นับว่าสื่อได้รับการยอมรับจากบรรดาบุคคลสำคัญในแวดวงธุรกิจเหล่านี้ และเนื้อหาที่บรรดา CEO ทั้งหลายนำเสนอใน CEO BLOG ก็จะเป็นพลังดึงดูความสนใจของผู้ต้องการข่าวสารความรู้ในการบริหารจัดการธุรกิจ ให้เข้ามารับรู้มากยิ่งขึ้น ซึ่งจำนวนผู้ที่เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์จะเป็นดัชนีที่นำไปสู่การบริหารจัดการด้านการตลาดของเว็บไซต์ได้อย่างดียิ่ง</p>
<p style="text-align:justify;">การปรับตัวเข้าสู่ Web 2.0 ของ Bangkokbiznews.com จึงเป็นไปเพื่อทั้งตัวผู้บริโภคและตัวสื่อเอง กล่าวคือ</p>
<p style="text-align:justify;"><strong>ในส่วนของผู้บริโภค</strong> ได้รับเนื้อหาที่หลากหลายให้เลือกตรงตามความต้องการของตนเอง ทั้งยังใช้เป็นเวทีในการเสนอความคิดเห็น ทั้งในแง่การโต้แย้งและเห็นด้วยในประเด็นต่างๆที่นำเสนอผ่านเว็บไซต์ จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งก็คือ ในส่วนของข่าวนั้นมีการเพิ่มเติมข่าวใหม่ตามสถานการณ์ตลอดเวลา ทำให้ผู้บริโภครับรู้ความเคลื่อนไหวของเหตุการณ์ต่างๆทั่วโลกได้ทันเวลา</p>
<p style="text-align:justify;"><strong>ในส่วนของสื่อ</strong> ได้สร้างความแข็งแกร่งของการนำเสนอข่าวสารผ่านสื่อออนไลน์โดยใช้เครือข่ายการสื่อสารในเครือให้เกิดประโยชน์ร่วมกันมากที่สุด เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคข่าวสารอย่างเต็มที่ ทั้งยังเป็นศูนย์กลางหรือประตูในการนำผู้บริโภคเข้าไปสู่สื่ออื่นๆในเครือได้อย่างดียิ่ง และเป็นการวางรากฐานเพื่อรองรับการขยายตัวของโฆษณาสื่อออนไลน์ที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต</p>
<p style="text-align:justify;">การปรับตัวเข้าสู่เว็บ 2.0 ของ Bangkokbiznews.com จึงตอบสนองความต้องการทั้งของผู้บริโภคข่าวสารและตัวสื่อเอง นับได้ว่าผู้บริหารสื่อที่เป็นเจ้าของ Bangkokbiznews.com มองเห็นความสำคัญของสื่อออนไลน์ที่จะต้องพัฒนาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ซึ่งประโยชน์ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวย่อมจะเกิดแก่ทั้งสองฝ่าย</p>
<p style="text-align:justify;">โปรดสังเกต เว็บ 2.0 อย่าง Yahoo,Google,Hi5,Facebook,Sanook,Pantip และ ฯลฯ ล้วนแต่ให้เปล่าทั้งสิ้น แต่เจ้าของสื่อล้วนแต่ร่ำรวยจากการให้บริการฟรีดังกล่าว เพราะช่องทางในการแสวงหารายได้ของสื่อก็มีมากเช่นกัน จึงเชื่อแน่ว่า การปรับตัวสู่ Web 2.0 ของ Bangkokbiznews.com ในครั้งนี้ ผู้บริหารเครือเนชั่นซึ่งเป็นเจ้าของเว็บไซต์ มีคำตอบสำหรับอนาคตไว้เรียบร้อยแล้ว</p>
<p style="text-align:justify;">ผลจากการปรับตัวของ Bangkokbiznews.com ในครั้งนี้ หวังว่าจะเป็นต้นแบบให้สื่อออนไลน์ของสื่อรายอื่นๆได้ขยับเคลื่อนไหวตาม ประโยชน์ก็จะได้แก่ผู้บริโภคสื่อเบื้องต้น และตกแก่สื่อในลำดับถัดมา ในที่สุดทั้งผู้บริโภคและสื่อก็จะได้ประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่่าย.</p>
<p class="akst_link"><a href="http://blogologynet.com/?p=454&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_454" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li>ไม่มีเรื่องในหมวดเดียวกัน เชิญอ่านเรื่องอื่นๆครับ</li>
	</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogologynet.com/bangkokbiznews-change-to-web-2-0/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Big Blog : Suthichai yoon &#8211; ดูคนใหญ่มาเดินในบล็อก</title>
		<link>http://blogologynet.com/suthichai-yoon-and-his-blog</link>
		<comments>http://blogologynet.com/suthichai-yoon-and-his-blog#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 06 Mar 2008 10:40:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator></dc:creator>
				<category><![CDATA[วิเคราะห์บล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[กาแฟดำ]]></category>
		<category><![CDATA[โอเคเนชั่น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://mediatalkblog.wordpress.com/?p=24</guid>
		<description><![CDATA[Blog เป็นทั้งสื่อและเป็นช่องทางการสื่อสารที่ทรงพลัง    พลังของบล็อกทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆได้  เช่น เหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นในที่ต่างๆ  ซึ่งสื่อหลักอื่นๆไม่สามารถเข้าถึงได้ แต่บล็อกเกอร์นำมาเผยแพร่ผ่านบล็อกได้อย่างฉับพลันทันที  ล่าสุด เหตุการณ์ไฟไหม้ที่ศูนย์การค้าในกรุงย่างกุ้งประเทศพม่า โลกได้รู้ข่าวครั้งแรกผ่านบล็อก
เมื่อเป็นเช่นนี้  คนทั้งหลายจึงนิยมเขียนบล็อกเผยแพร่ความคิดที่ตนคิดและข้อมูลที่ตนมี  ออกสู่สายตาสาธารณชน เป็นสื่อที่สามารถส่งสารได้อย่างไม่จำกัด  ทั้งเวลา สถานที่ และชนิดของสาร
คนใหญ่คนโตในทุกแวดวงจึงมีบล็อกของตนเองเพื่อที่จะสื่อสารกับคนอื่นๆ  และในที่นี้ผมขอคุยถึงบล็อกของ สุทธิชัย หยุ่น  คนใหญ่แห่งเครือเนชั่น ซึ่งชื่อนี้คงไม่ต้องแนะนำอะไรเพิ่มเติม 
ผมยอมรับว่าเป็นแฟนประจำของ สุทธิชัย หยุ่น มานานแล้ว  คอลัมน์กาแฟดำ ของเขานั้นเป็นคอลัมน์แรก หรือไม่เกินลำดับที่สามที่ต้องอ่านเมื่ออ่านหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ  แม้ว่าหลายๆครั้งผมจะไม่เห็นด้วย หรือเห็นขัดแย้งกับสิ่งที่เขานำเสนอผ่านคอลัมน์นั้น แต่ก็ต้องอ่าน เหมือนดื่มกาแฟแหละครับ  ถึงบางครั้งจะไม่อร่อยแต่ก็ต้องดื่ม
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นรึ&#8230;

เพราะอ่านคอลัมน์กาแฟดำแล้ว สิ่งที่ได้ก็คือ ได้ความคิดใหม่ๆ ยิ่งเมื่อใดก็ตามที่ผมเห็นแย้งกับกาแฟดำ นั่นยิ่งทำให้ได้ความคิดใหม่ๆมากขึ้น เพราะต้องคิดเพื่อที่จะแย้งเขาให้ได้  ให้มีเหตุผลเพียงพอที่จะมาคัดง้างกับเขา  และโปรดทราบว่า ถึงแม้ผมจะติดคอลัมน์เขาก็จริง แต่ผมไม่ได้เออออห่อหมกจนตกเป็นทาสความคิดของเขา
เขาทำให้ผม &#8220;ได้คิด&#8221; และ &#8220;คิดได้&#8221;   เขาเป็นคนเขียนหนังสือที่ทำให้ผมมักต้องคิดแย้งอยู่เสมอๆ  ซึ่งผมก็ดีใจอยู่เงียบๆว่า ผมสามารถคิดต่างจากคนระดับ &#8220;บิ๊กหยุ่น&#8221; ได้ ก็นับว่าเกิดปัญญาแก่ตนเองเป็นอย่างมาก
นอกจากการเขียนแล้วยังมีการวิเคราะห์ข่าวทางโทรทัศน์  การวิเคราะห์ของสุทธิชัย หยุ่น นั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ &#8220;ข้อมูล&#8221;  ซึ่งต้องนำมาแปลงเป็น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="justify"><strong><a title="Suthichai Yoon’s Blog" href="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/03/suthichai-copy.jpg"></a><img src="http://mediatalkblog.files.wordpress.com/2008/03/suthichai-copy.jpg" border="0" alt="Suthichai Yoon’s Blog" hspace="20" width="314" height="200" align="left" />Blog</strong> เป็นทั้งสื่อและเป็นช่องทางการสื่อสารที่ทรงพลัง    พลังของบล็อกทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆได้  เช่น เหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นในที่ต่างๆ  ซึ่งสื่อหลักอื่นๆไม่สามารถเข้าถึงได้ แต่บล็อกเกอร์นำมาเผยแพร่ผ่านบล็อกได้อย่างฉับพลันทันที  ล่าสุด เหตุการณ์ไฟไหม้ที่ศูนย์การค้าในกรุงย่างกุ้งประเทศพม่า โลกได้รู้ข่าวครั้งแรกผ่านบล็อก</p>
<p align="justify">เมื่อเป็นเช่นนี้  คนทั้งหลายจึงนิยมเขียนบล็อกเผยแพร่ความคิดที่ตนคิดและข้อมูลที่ตนมี  ออกสู่สายตาสาธารณชน เป็นสื่อที่สามารถส่งสารได้อย่างไม่จำกัด  ทั้งเวลา สถานที่ และชนิดของสาร</p>
<p align="justify">คนใหญ่คนโตในทุกแวดวงจึงมีบล็อกของตนเองเพื่อที่จะสื่อสารกับคนอื่นๆ  และในที่นี้ผมขอคุยถึงบล็อกของ <strong>สุทธิชัย หยุ่น</strong>  คนใหญ่แห่งเครือเนชั่น ซึ่งชื่อนี้คงไม่ต้องแนะนำอะไรเพิ่มเติม </p>
<p align="justify">ผมยอมรับว่าเป็นแฟนประจำของ สุทธิชัย หยุ่น มานานแล้ว  <a href="http://www.bangkokbiznews.com/index_opin.php"><strong>คอลัมน์กาแฟดำ</strong> </a>ของเขานั้นเป็นคอลัมน์แรก หรือไม่เกินลำดับที่สามที่ต้องอ่านเมื่ออ่านหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ  แม้ว่าหลายๆครั้งผมจะไม่เห็นด้วย หรือเห็นขัดแย้งกับสิ่งที่เขานำเสนอผ่านคอลัมน์นั้น แต่ก็ต้องอ่าน เหมือนดื่มกาแฟแหละครับ  ถึงบางครั้งจะไม่อร่อยแต่ก็ต้องดื่ม</p>
<p align="justify">ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นรึ&#8230;</p>
<p align="justify"><span id="more-445"></span></p>
<p align="justify">เพราะอ่านคอลัมน์กาแฟดำแล้ว สิ่งที่ได้ก็คือ ได้ความคิดใหม่ๆ ยิ่งเมื่อใดก็ตามที่ผมเห็นแย้งกับกาแฟดำ นั่นยิ่งทำให้ได้ความคิดใหม่ๆมากขึ้น เพราะต้องคิดเพื่อที่จะแย้งเขาให้ได้  ให้มีเหตุผลเพียงพอที่จะมาคัดง้างกับเขา  และโปรดทราบว่า ถึงแม้ผมจะติดคอลัมน์เขาก็จริง แต่ผมไม่ได้เออออห่อหมกจนตกเป็นทาสความคิดของเขา</p>
<p align="justify">เขาทำให้ผม <strong>&#8220;ได้คิด&#8221;</strong> และ <strong>&#8220;คิดได้&#8221;</strong>   เขาเป็นคนเขียนหนังสือที่ทำให้ผมมักต้องคิดแย้งอยู่เสมอๆ  ซึ่งผมก็ดีใจอยู่เงียบๆว่า ผมสามารถคิดต่างจากคนระดับ <strong>&#8220;บิ๊กหยุ่น&#8221;</strong> ได้ ก็นับว่าเกิดปัญญาแก่ตนเองเป็นอย่างมาก</p>
<p align="justify">นอกจากการเขียนแล้วยังมีการวิเคราะห์ข่าวทางโทรทัศน์  การวิเคราะห์ของสุทธิชัย หยุ่น นั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ &#8220;ข้อมูล&#8221;  ซึ่งต้องนำมาแปลงเป็น &#8220;เนื้อสาร&#8221; ส่งถึงผู้รับ  หากการวิเคราะห์ใดๆที่มีข้อมูลไม่ดีพอแล้ว ก็เป็นแค่การโม้เรื่อยเปื่อยหาประโยชน์อันใดไม่ได้  แต่สำหรับการวิเคราะห์ของ สุทธิ ชัยหยุ่น นั้นมีข้อมูลที่หนักแน่น อ้างอิงได้  แม้บางครั้งเขาจะทำหน้าที่เป็นนักพยากรณ์ไปบ้าง แต่ก็อยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่มี</p>
<p align="justify">ผมจึงชอบอ่านและชอบฟัง (หรือดู) สุทธิชัย หยุ่น  แต่ส่วนมากแล้ว จะอ่านมากกว่าฟัง</p>
<p align="justify">ผมอ่านเขาผ่านคอลัมน์ในกรุงเทพธุรกิจ และตามอ่านที่เว็บไซต์ <a href="http://ww.suthichaiyoon.com">Suthichaiyoon.com</a> และที่บล็อก ของเขาที่ <a href="http://www.oknation.net/blog/black/">Oknation.net</a>  ซึ่งมีคลิปวีดิโอข่าวให้ดูอย่างจุใจด้วย</p>
<p align="justify">โดยส่วนตัว ผมยกให้สุทธิชัย หยุ่น เป็นหนึ่งในต้นแบบหรือ Role Model ของคนข่าว หรือ &#8220;สื่อมวลชน&#8221; เขาคือคนระดับเดียวกับ สนธิ ลิ้มทองกุล, สมเกียรติ อ่อนวิมล, เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง (นับเฉพาะในฐานะคนทำสื่อไม่นับบทบาททางการเมืองหรือบทบาทอื่นๆ)  ที่สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆแก่วงการสื่อมวลชน ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาทั้งรูปแบบและเนื้อหาของสื่อให้มีความเป็น &#8220;มืออาชีพ&#8221; มากขึ้น ดังนั้น การที่เขาได้ก้าวเข้ามาเป็น Blogger ก็ย่อมเป็นการยืนยันถึงพลังดึงดูดของ Blog ที่มีอยู่มหาศาล  ความคิด ความรู้ และข้อมูลที่เขาเผยแพร่ผ่านบล็อก ย่อมเป็น &#8220;สาร&#8221; ที่จะก่อให้เกิดความคิดใหม่ๆแก่สาธารณชนอีกทางหนึ่ง  ซึ่งตัวเลขของผู้ที่คลิกเข้าอ่านบล็อกของเขานั้นนับเป็นลำดับหนึ่งของบล็อก oknation.net  อันเป็นการแสดงให้เห็นถึงความนิยมในตัวบล็อกเกอร์ระดับบิ๊กของเนชั่นผู้นี้</p>
<p align="justify">คนใหญ่คนโตในวงการต่างๆนิยมเขียนบล็อกกันมากขึ้น แม้แต่ บิล เกตส์ เจ้าพ่อไมโครซอฟต์ก็มีบล็อกของตัวเองที่ <a href="http://www.facebook.com/">Facebook.com</a> แต่ได้ข่าวว่าประกาศแขวนคีบอร์ดถอดใจไปเสียแล้ว เนื่องจากทนต่อการถูก add จากผู้ใช้ไม่ไหว เพราะมีผู้ขอ add เป็นเพื่อนถึงวันละนับพันราย  และผู้บริหารของยักษ์ใหญ่ Google เช่น <a href="http://www.mattcutts.com/blog/">Matt Cutts</a> ก็มีบล็อกเป็นของตัวเองเช่นกัน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็มีบล็อกที่ <a href="http://www.hi5.com/">Hi5</a> ซึ่งมีคน add เป็นเพื่อนจำนวนมาก และสุทธิชัย หยุ่น ก็มีคนคลิกอ่านบล็อกของเขาแล้วนับแสนครั้ง</p>
<p align="justify">ไม่ต้องสงสัยเลยว่า บล็อกเป็นสื่อและช่องทางสื่อสารที่เข้าถึงผู้คนได้เป็นจำนวนมากอีกทางหนึ่ง  มีความได้เปรียบสื่ออื่นๆตรงที่สามารถจัดเก็บข้อมูลหรือ &#8220;สาร&#8221; ไว้ได้ตลอดเวลา การจะค้นหาซ้ำ หรือ ย้อนหลัง ก็สามารถทำได้อย่างสะดวก ต่างจาก สื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ เป็นอย่างมาก รวมถึงมีความเป็นอิสระในการนำเสนอข่าวสารอย่างไม่มีขีดจำกัด ดังนั้น บล็อกจึงเป็นสื่อที่ทรงพลังโดยแท้</p>
<p align="justify">นับแต่นี้ไปเราคงเห็นคนใหญ่คนโตมาเดินขวักไขว่ในบล็อก  หนึ่งในนั้นก็คือสุทธิชัย หยุ่น  แม้สิ่งที่เขานำเสนอนั้นจะเป็นการ &#8220;ทำซ้ำ&#8221; กับสื่อสิ่งพิมพ์และโทรทัศน์  แต่ก็เป็นการเผยแพร่ให้กว้างขวางขึ้น  และเป็นการจัดเก็บข้อมูลข่าวสารที่ทำให้สามารถค้นหานำมาใช้ประโยชน์ได้ตลอดเวลา</p>
<p align="justify"><strong>แต่บอกตามตรง ผมชอบกาแฟดำบนหน้าหนังสือพิมพ์มากกว่า เพราะอ่านไปดมกลิ่นหมึกไปได้รสดียิ่ง.</strong></p>
<p class="akst_link"><a href="http://blogologynet.com/?p=445&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_445" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://blogologynet.com/ok-nation-blog-a-case-study-of-citizen-reporter-community" title="“โอเคเนชั่นบล็อก”  ตัวอย่างกรณีศึกษา &quot;ชุมชนนักข่าวพลเมือง” (14 June 2009)">“โอเคเนชั่นบล็อก”  ตัวอย่างกรณีศึกษา &quot;ชุมชนนักข่าวพลเมือง”</a> (0)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/nakrobnakrak-citizen-journal-takes-side" title="“นักรบนักรัก” : สื่อภาคพลเมืองกับการเลือกข้างอย่างมีสติปัญญา (9 December 2008)">“นักรบนักรัก” : สื่อภาคพลเมืองกับการเลือกข้างอย่างมีสติปัญญา</a> (4)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogologynet.com/suthichai-yoon-and-his-blog/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
