<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>BlogologyNet.com &#187; ศิลปะและกลยุทธ์</title>
	<atom:link href="http://blogologynet.com/category/art-of-blog/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://blogologynet.com</link>
	<description>บล็อกศาสตร์และสื่อมวลชนออนไลน์,ทฤษฎีบล็อก,การเขียนบล็อก,บล็อกเกอร์,สื่อมวลชนออนไลน์,นิเทศศาสตร์ออนไลน์,สื่อสารมวลชนออนไลน์</description>
	<lastBuildDate>Sun, 11 Jul 2010 03:32:48 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>วาทะจอห์น เชา เรื่องลิงค์… “คนมาก่อน กูเกิลทีหลัง”</title>
		<link>http://blogologynet.com/john-chow-give-out-of-link-love</link>
		<comments>http://blogologynet.com/john-chow-give-out-of-link-love#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 13 Jan 2009 17:30:09 +0000</pubDate>
		<dc:creator></dc:creator>
				<category><![CDATA[ศิลปะและกลยุทธ์]]></category>
		<category><![CDATA[การสร้างลิงค์]]></category>
		<category><![CDATA[จอนห์ โชว]]></category>
		<category><![CDATA[จอห์น เชา]]></category>
		<category><![CDATA[ลิงค์]]></category>
		<category><![CDATA[ลิงค์ออก]]></category>
		<category><![CDATA[ลิงค์เข้า]]></category>
		<category><![CDATA[Inbound Link]]></category>
		<category><![CDATA[Links]]></category>
		<category><![CDATA[Outbound Link]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.blogologynet.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%ad%e0%b8%ab%e0%b9%8c%e0%b8%99-%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b2-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%84/</guid>
		<description><![CDATA[ในบรรดาผู้ทำมาหาเงินกับบล็อกหรือ Make Money Online คงมีเป็นจำนวนมากที่รู้จักจอห์น เชา (John Chow) เจ้าของบล็อก John chow dot com เขาคนนี้คือนักทำเงินรายใหญ่ในโลกอินเตอร์เน็ตคนหนึ่ง เป็นบล็อกเกอร์ที่มีสาวกติดตามเป็นจำนวนมาก เขาติดหนึ่งในสิบอันดับบล็อกเกอร์จากการโหวตในรายการต่างๆเสมอๆ
คำแนะนำที่ปรากฏในชื่อของจอห์น เชา นั้นรับประกันได้ในระดับยอดตาลว่าเป็นประโยชน์ต่อการนำไปปรับใช้ เพราะเป็นการเขียนจากประสบการณ์จริงของเขาเอง ในข้อเขียนของเขานั้น จะยกตัวอย่างจากความสำเร็จของเขามาประกอบให้เห็นภาพที่ชัดเจน
ในเรื่องลิงค์ (Link) ก็เช่นกัน เป็นที่ทราบกันดีว่า ลิงค์เข้าและลิงค์ออกจากเว็บไซต์หรือบล็อกนั้นมีผลต่อการจัดอันดับหน้าเว็บของกูเกิล (Google PageRank หรือเรียกสั้นๆว่า PR) ซึ่งอันดับดังกล่าวจะมีผลต่อสถานะของเว็บไซต์ในหน้าค้นหาในเว็บไซต์กูเกิล หลักการพื้นฐานของการจัดอันดับก็คือ การวัดปริมาณลิงค์และเข้าลิงค์ออกจากบล็อกหรือเว็บไซต์ นั่นคือ หากลิงค์ออกจากเว็บไซต์น้อยกว่าลิงค์
เข้า โอกาสที่จะได้อันดับ PR สูงย่อมมีมากกว่า ในทางตรงกันข้าม หากลิงค์ออกมากกว่าลิงค์

เข้า โอกาสที่จะมีอันดับ PR ต่ำก็ย่อมจะมีมากว่า ซึ่งหากมีอันดับ PR ต่ำก็หมายความว่า โอกาสที่จะถูกคู่แข่งเบียดตกไปจากหน้าค้นหาของ Google Search ก็มีมากขึ้น ดังนั้น บรรดาบล็อกเกอร์ผู้ทำมาหากินในโลกออนไลน์จึงชอบลิงค์เข้ามากว่าลิงค์ออก
การที่บล็อกหรือเว็บไซต์หนึ่งๆมีลิงค์เข้ามากกว่าลิงค์ออกผลมีดีก็จริงอยู่ แต่เมื่อพิจารณาว่า ทุกเว็บไซต์ล้วนแต่ต้องการลิงค์จากเว็บไซต์อื่นมาที่เว็บไซต์ตน แต่ไม่อยากจะให้มีลิงค์จากเว็บไซต์ตนไปที่เว็บไซต์อื่น หากทุกคนที่ทำบล็อกหรือเว็บไซต์ต่างติดและกระทำเช่นนี้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://blogologynet.com/wp-content/uploads/2009/01/links.jpg"><img class="alignleft size-full wp-image-707" style="margin: 15px; border: 0px;" title="links" src="http://blogologynet.com/wp-content/uploads/2009/01/links.jpg" alt="links" width="300" height="200" /></a>ในบรรดาผู้ทำมาหาเงินกับบล็อกหรือ Make Money Online คงมีเป็นจำนวนมากที่รู้จัก<strong>จอห์น เชา</strong> (John Chow) เจ้าของบล็อก <a href="http://www.johnchow.com"><span style="color: #0000ff;">John chow dot com </span><span style="color: #000000;">เ</span></a><span style="color: #000000;">ขา</span>คนนี้คือนักทำเงินรายใหญ่ในโลกอินเตอร์เน็ตคนหนึ่ง เป็นบล็อกเกอร์ที่มีสาวกติดตามเป็นจำนวนมาก เขาติดหนึ่งในสิบอันดับบล็อกเกอร์จากการโหวตในรายการต่างๆเสมอๆ</p>
<p>คำแนะนำที่ปรากฏในชื่อของจอห์น เชา นั้นรับประกันได้ในระดับยอดตาลว่าเป็นประโยชน์ต่อการนำไปปรับใช้ เพราะเป็นการเขียนจากประสบการณ์จริงของเขาเอง ในข้อเขียนของเขานั้น จะยกตัวอย่างจากความสำเร็จของเขามาประกอบให้เห็นภาพที่ชัดเจน</p>
<p>ในเรื่องลิงค์ (Link) ก็เช่นกัน เป็นที่ทราบกันดีว่า ลิงค์เข้าและลิงค์ออกจากเว็บไซต์หรือบล็อกนั้นมีผลต่อการจัดอันดับหน้าเว็บของกูเกิล (<strong>Google PageRank</strong> หรือเรียกสั้นๆว่า <strong>PR</strong>) ซึ่งอันดับดังกล่าวจะมีผลต่อสถานะของเว็บไซต์ในหน้าค้นหาในเว็บไซต์กูเกิล หลักการพื้นฐานของการจัดอันดับก็คือ การวัดปริมาณลิงค์และเข้าลิงค์ออกจากบล็อกหรือเว็บไซต์ นั่นคือ หากลิงค์ออกจากเว็บไซต์น้อยกว่าลิงค์<br />
เข้า โอกาสที่จะได้อันดับ PR สูงย่อมมีมากกว่า ในทางตรงกันข้าม หากลิงค์ออกมากกว่าลิงค์<br />
<span id="more-704"></span><br />
เข้า โอกาสที่จะมีอันดับ PR ต่ำก็ย่อมจะมีมากว่า ซึ่งหากมีอันดับ PR ต่ำก็หมายความว่า โอกาสที่จะถูกคู่แข่งเบียดตกไปจากหน้าค้นหาของ Google Search ก็มีมากขึ้น ดังนั้น บรรดาบล็อกเกอร์ผู้ทำมาหากินในโลกออนไลน์จึงชอบลิงค์เข้ามากว่าลิงค์ออก</p>
<p>การที่บล็อกหรือเว็บไซต์หนึ่งๆมีลิงค์เข้ามากกว่าลิงค์ออกผลมีดีก็จริงอยู่ แต่เมื่อพิจารณาว่า ทุกเว็บไซต์ล้วนแต่ต้องการลิงค์จากเว็บไซต์อื่นมาที่เว็บไซต์ตน แต่ไม่อยากจะให้มีลิงค์จากเว็บไซต์ตนไปที่เว็บไซต์อื่น หากทุกคนที่ทำบล็อกหรือเว็บไซต์ต่างติดและกระทำเช่นนี้ ย่อมนำไปสู่การเอารัดเอาเปรียบ ใช้กลโกง ในการทำลิงค์ แลกเปลี่ยนลิงค์ ซึ่งจะส่งผลเสียหายต่อผู้อื่น ซึ่งมีปรากฏอยู่ให้รู้เห็นอยู่เสมอ</p>
<p>ในเรื่องนี้ จอห์ เชา ได้เขียนไว้ในอีบุ๊ค (eBook) <strong>เรื่อง หาเงินออนไลน์กับจอห์น เชา ด็อตคอม</strong> (Make Money Online With John Chow dot Com) ในหัวข้อ <strong>“7 ลักษณะนิสัยที่ทำให้บล็อกเกอร์ประสบความสำเร็จอย่างเยี่ยมยอด” </strong>(The Seven Habits of Highly Successful Bloggers) ซึ่งหนึ่งใน 7 นิสัยดังกล่าวก็คือ<strong> “การให้ลิงค์ด้วยความรัก” </strong>(They Give Out of Link Love) โดย จอห์น เชา บอกว่า บรรดาบล็อกเกอร์ผู้ประสบความสำเร็จนั้น พวกเขาไม่ตระหนี่ถี่เหนียวเรื่องลิงค์ เขาบอกว่าถ้าหากเจอเรื่องดีๆเมื่อใดก็จะลิงค์ไปที่นั่นทันที เพื่อให้ผู้อ่านบล็อกของเขาได้อ่านเรื่องดีๆนั้นด้วย โดยไม่สนใจว่าจะกระเทือนต่ออันดับของตัวเองหรือไม่ เขายังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า บล็อกเป็นจำนวนมากที่ห่วงแต่อันดับ PR ของตัวเองจนไม่อยากจะลิงค์ไปยังบล็อกที่มีอันดับ PR ต่ำๆเพราะกลัวจะฉุดอันดับของตัวเองต่ำไปด้วย ส่วนตัวของเขาเองนั้นมีลิงค์ไปยังบล็อกที่มีอันดับ PR0 เป็นจำนวนมาก และก็ไม่รู้เลยว่าลิงค์จากบล็อกที่อันดับ PR0 มาที่บล็อกของเขาเป็นจำนวนเท่าใด และอันดับ PR ของบล็อกเขาคือ 6 ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญเรื่อง SEO บอกเขาว่า ถ้าพิถีพิถันเรื่องลิงค์เสียหน่อย เขาก็จะได้อันดับ PR 7 คำพูดที่เขาบอกกับผู้เชี่ยวชาญก็คือ<strong> “คนมาก่อน กูเกิลทีหลัง” </strong>(People first, Google second) นั่นเอง</p>
<p>ทัศนะของ จอห์น เชา สอดคล้องกับพฤติกรรมของบล็อกเกอร์ผู้ประสบความสำเร็จที่ต่างมีลิงค์ออกจากบล็อกของตนเป็นจำนวนมาก ตัวอย่างที่ชัดเจนก็คือ จอห์น เชา และหรือบล็อกเกอร์คนอื่นๆเช่น <strong>Darren Rowse </strong>แห่ง <a href="http://www.problogger.net "><span style="color: #0000ff;">Probloger.net </span></a> หรือ <a href="http://www.mattcutts.com/blog"><span style="color: #0000ff;">Matt Cutts Blog </span></a>ของ <strong>Matt Cutts</strong> (หนึ่งในผู้บริหารระดับสูงของ Google)หรือ <a href="http://www.chrisbrogan.com"><span style="color: #0000ff;">Chris Brogan </span></a> รวมทั้งบล็อกเกอร์ชาวอินเดีย คือ <a href="http://seo-kolkata.blogspot.com "><span style="color: #0000ff;">Saptarshi Roy Chaudhury</span></a><span style="color: #0000ff;"> </span>เป็นต้น</p>
<p>การให้ลิงค์ด้วยความรัก ตามที่ จอห์น เชา ได้พูดไว้ ดูเหมือนว่าจะสวนทางกับความเชื่อพื้นฐานของการทำ SEO เพื่อเพิ่มอันดับในเสิร์ชเอ็นจิ้น ที่ให้มีลิงค์ออกน้อยๆมีลิงค์เข้ามากๆ ที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นไปตามกฎอีกชนิดหนึ่งที่เป็นความเชื่อของบรรดาคนคิดบวก นั่นคือ “ผู้ให้ย่อมได้รับ” ดังนั้น เมื่อ “ให้ลิงค์ด้วยความรัก” ย่อมจะได้ลิงค์คืนด้วยความรักจากคนอีกเป็นจำนวนมากเช่นกัน.</p>
<p><script type="text/javascript"><!--
google_ad_client = "pub-1054503077643492";
/* 336x280, created 1/13/09 */
google_ad_slot = "1470582780";
google_ad_width = 336;
google_ad_height = 280;
// --></script><br />
<script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript"></script></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 10pt; color: #993300; font-family: Tahoma;">[<span lang="TH">หากได้ประโยชน์จากบทความนี้ และมีใจที่จะเผื่อแผ่แก่เพื่อนพ้องน้องพี่ เชิญนำไปเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆหรือส่งต่อได้ตามสะดวกใจ สบายใจ และสุขใจ<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>โดยช่วยทำลิงค์กลับมายังบทความนี้ด้วย<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>เพียงแต่ขอความกรุณาอย่านำไปผลิตหรือจำหน่ายไม่ว่ารูปแบบใดๆ ของนี้ฟรีครับพี่น้อง </span>]</span></p>
<p class="akst_link"><a href="http://blogologynet.com/?p=704&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_704" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://blogologynet.com/how-to-get-back-link-by-john-chow" title="กลยุทธ์เพิ่ม Back link จาก John Chow (10 October 2008)">กลยุทธ์เพิ่ม Back link จาก John Chow</a> (9)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogologynet.com/john-chow-give-out-of-link-love/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>7</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>5 บทความดีๆที่จะช่วยสร้างบล็อกให้เจริญๆโดยบล็อกเพื่อนบ้าน</title>
		<link>http://blogologynet.com/5-articles-to-build-more-good-blog</link>
		<comments>http://blogologynet.com/5-articles-to-build-more-good-blog#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 27 Oct 2008 08:53:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator></dc:creator>
				<category><![CDATA[ศิลปะและกลยุทธ์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kosoltalk.com/?p=365</guid>
		<description><![CDATA[เพิ่งกลับมาจากไปตะลอนดอยตะลุยดงที่เชียงใหม่มาครับ ยังไม่ได้เขียนเรื่องใหม่ๆเลย ได้แต่อ่านเรื่องของเพื่อนบ้านก่อน มีบทความดีๆเป็นจำนวนมากที่ล้วนแต่มีประโยชน์ในการสร้างบล็อกให้งอกงาม จึงขอนำมาแจ้งไว้ในที่นี้ให้คุณๆทั้งหลายไปอ่านกันนะครับ ใครไม่ได้ไปที่บล็อกต้นเรื่อง ก็ไม่รู้ ดังนั้น ผมจึงนำลิงค์มาแปะไว้ที่นี้ ถ้าสนใจก็ตามไปอ่านได้
เรื่องที่ 1 ที่จะขอแนะนำคือ เรื่องจากนายต๊ะ-ทรงชัย ณะอำภัย จอมยุทธ์ Hotel Affiliate หรือ Travel Affiliate เจ้าสำนัก Songchaiblog.com เสนอบทความเรื่อง “4 วิธีเด็ดๆ ที่จะเพิ่มเนื้อหาให้กับเว็บไซต์และบล็อกของคุณ ฉบับ นาย ทรงชัย” แนะนำวิธีเพิ่มเนื้อหาในบล็อกเพื่อสร้าง Traffic ให้แน่นหนาราวกับการจราจรในชั่วโมงเร่งด่วนของกรุงเทพฯ เป็นวีที่ไม่ยากเย็นอะไร ดูจากการจราจรในบล็อกของเจ้าสำนักได้ พอกดเข้าไปอ่านก็ได้ยินเสียงทรงชัยรวยแล้วๆ เชิญตามลิงค์ไปอ่านได้เลยครับ

เรื่องที่ 2 ที่ยินดีแนะนำคือ “สร้างสีสันลิงก์ภาพด้วย Lightbox 2” โดย “ลิงกินผัก” แห่ง xirbit.com โดยบล็อกนี้แนะนำความรู้ที่มีประโยชน์ในการทำบล็อกของสาวก WordPress เป็นอย่างยิ่ง หากใครสนใจวิธีแต่งภาพให้สวยงามด้วยปลั๊กอินของ WP ก็ตามลิงค์ไปอ่านได้ เขาบอกวิธี Set ปลั๊กอินเอาไว้ ทำตามได้ง่ายๆแหละน่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.blogologynet.com/wp-content/uploads/2008/10/ictblog.jpg"><img class="alignleft size-full wp-image-519" title="ictblog" src="http://www.blogologynet.com/wp-content/uploads/2008/10/ictblog.jpg" alt="ictblog" width="236" height="235" /></a>เพิ่งกลับมาจากไปตะลอนดอยตะลุยดงที่เชียงใหม่มาครับ ยังไม่ได้เขียนเรื่องใหม่ๆเลย ได้แต่อ่านเรื่องของเพื่อนบ้านก่อน มีบทความดีๆเป็นจำนวนมากที่ล้วนแต่มีประโยชน์ในการสร้างบล็อกให้งอกงาม จึงขอนำมาแจ้งไว้ในที่นี้ให้คุณๆทั้งหลายไปอ่านกันนะครับ ใครไม่ได้ไปที่บล็อกต้นเรื่อง ก็ไม่รู้ ดังนั้น ผมจึงนำลิงค์มาแปะไว้ที่นี้ ถ้าสนใจก็ตามไปอ่านได้</p>
<p><strong>เรื่องที่ 1 ที่จะขอแนะนำคือ</strong> เรื่องจากนายต๊ะ-ทรงชัย ณะอำภัย จอมยุทธ์ Hotel Affiliate หรือ Travel Affiliate เจ้าสำนัก Songchaiblog.com เสนอบทความเรื่อง<a href="http://www.songchaiblog.com/archives/141  "><span style="color: #0000ff;"> “4 วิธีเด็ดๆ ที่จะเพิ่มเนื้อหาให้กับเว็บไซต์และบล็อกของคุณ ฉบับ นาย ทรงชัย”</span></a><span style="color: #0000ff;"> </span>แนะนำวิธีเพิ่มเนื้อหาในบล็อกเพื่อสร้าง Traffic ให้แน่นหนาราวกับการจราจรในชั่วโมงเร่งด่วนของกรุงเทพฯ เป็นวีที่ไม่ยากเย็นอะไร ดูจากการจราจรในบล็อกของเจ้าสำนักได้ พอกดเข้าไปอ่านก็ได้ยินเสียงทรงชัยรวยแล้วๆ เชิญตามลิงค์ไปอ่านได้เลยครับ</p>
<p><span id="more-365"></span></p>
<p><strong>เรื่องที่ 2 ที่ยินดีแนะนำคือ</strong> <a href="http://xirbit.com/2008/10/22/163 "><span style="color: #0000ff;">“สร้างสีสันลิงก์ภาพด้วย Lightbox 2”</span></a> โดย “ลิงกินผัก” แห่ง xirbit.com โดยบล็อกนี้แนะนำความรู้ที่มีประโยชน์ในการทำบล็อกของสาวก WordPress เป็นอย่างยิ่ง หากใครสนใจวิธีแต่งภาพให้สวยงามด้วยปลั๊กอินของ WP ก็ตามลิงค์ไปอ่านได้ เขาบอกวิธี Set ปลั๊กอินเอาไว้ ทำตามได้ง่ายๆแหละน่า ลองดูนะ</p>
<p><strong>เรื่องที่ 3 ที่ภูมิใจเสนอคือ</strong> เรื่องจากนายโอ แห่ง 108 blog.net ผู้ทำโลโก้โกศลทอล์คอันสวยงามนี่เอง นายโอแนะนำเว็บที่ให้บริหารสร้างปุ่มสวยๆแบบฟรีๆ ที่ทำแล้วเอามาใช้ในบล็อกได้เลย ลองไปอ่านเรื่อง <a href="http://www.108blog.net/archives/663"><span style="color: #0000ff;">“MyCoolButton 2.0 &#8211; สร้างปุ่มสไตล์เว็บ 2.0” </span></a>ที่ 108 บล็อกดูนะครับ จะได้มีปุ่มมีโลโก้สวยๆประดับบล็อก อันไหนทำแล้วไม่เอาก็เอามาใหโกศลทอล์คบ้าง ฮี่ๆๆ</p>
<p><strong>เรื่องที่ 4 ที่ขอแนะนำคือ</strong><span style="color: #0000ff;"> &#8220;</span><a href="http://www.patsonic.com/wordpress/my-dialogue-for-wp-bangkok-2008/"><span style="color: #0000ff;">คำตอบที่ผมเตรียมไว้สำหรับงาน WordCamp Bangkok 2008 </span></a><span style="color: #0000ff;">&#8220;</span> อันนี้เป็นเรื่องของท่าน PatSonic ผู้เยี่ยมวรยุทธ์แห่ง patsonic.com เนื้อหาเป็นเรื่องที่เตรียมไว้พูดที่งาน WordCamp ใครได้ไปร่วมงานก็คงได้ฟังบ้างแล้ว ทัศนะในการเขียนบล็อกของ patsonic ที่ให้ไว้ในเรื่องนี้ น่าจะเป็นประโยชน์แก่คนเขียนบล็อกอยู่ไม่น้อย จึงขอแนะนำให้อ่าน แถมยังมีเรื่องข้างเคียงอีกเรื่องหนึ่งคือภาพบรรยากาศจากงานให้ดูอีกด้วย ลองคลิกเข้าไปดูเด้อ</p>
<p><strong>เรื่องสุดท้ายป้ายที่ 5 ที่ขอแนะนำก็คือ</strong><span style="color: #0000ff;"> &#8220;</span><a href="http://keng.com/2008/09/26/wordpress-turbo/ "><span style="color: #0000ff;">WordPress ติด Turbo แรงระห่ำ ทะลุพิกัด</span></a><span style="color: #0000ff;">&#8220;</span> จาก keng.com ชื่อนี้คงเป็นที่คุ้นเคยของบรรดาขาใหญ่ทั้งหลายเป็นแน่แท้ สำหรับเรื่องที่นำมาแนะนำในวันนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเพิ่มความเร็วในการอัพบล็อกของ WP โดยใช้ฟังชั่น Turbo ที่มีอยู่ใน WP นั่นแล ถ้าใครรู้สึกว่าบล็อกมันอืด คือช้าอืดอาด ไม่ใช่ขึ้นอืด อยากทำให้มันปรูดปราดก็ลองดูนะครับ อ่านแล้วทำตามที่เขาบอก ผมก็จะลองทำบ้างเหมือนกัน</p>
<p>นี่เป็นเรื่องดีๆ 5 เรื่องจากเพื่อนบ้านที่ขอแนะนำกันไว้ที่นี่ หลายๆคนคงได้อ่านกันแล้ว หลายๆคนก็คงยังไม่ได้อ่าน ขอเชิญท่านคลิกไปอ่านกันตามสะดวก ไว้โอกาสหน้าจะหาบทความน่าสนใจมาแนะนำใหม่ครับ สวัสดี.</p>
<p class="akst_link"><a href="http://blogologynet.com/?p=365&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_365" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li>ไม่มีเรื่องในหมวดเดียวกัน เชิญอ่านเรื่องอื่นๆครับ</li>
	</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogologynet.com/5-articles-to-build-more-good-blog/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>8</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>บล็อกหนอบล็อก! จะอะไรกันนักหนา</title>
		<link>http://blogologynet.com/blog-and-how-to-write</link>
		<comments>http://blogologynet.com/blog-and-how-to-write#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 19 Oct 2008 16:34:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator></dc:creator>
				<category><![CDATA[ศิลปะและกลยุทธ์]]></category>
		<category><![CDATA[การเขียนบล็อก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kosoltalk.com/?p=362</guid>
		<description><![CDATA[
เบื่อเขียนบล็อกบ้างไหมครับ?
อันที่จริงแล้ว เมื่อเราทำอะไรก็ตาม หากทำบ่อยๆก็จะเกิดความเคยชิน เมื่อเกิดความเคยชินนานๆเข้าก็กลายเป็นซ้ำซาก เมื่อซ้ำซากอยู่ไม่หายก็จะกลายเป็นความเบื่อหน่าย เมื่อเกิดความเบื่อหน่ายขึ้นแล้วหากกำจัดความเบื่อหน่ายไปไม่ได้ก็อาจเตรียมตัวสวัสดีลาก่อนกับเรื่องนั้นๆ
เหมือนยามรักน้ำต้มผักที่ขมๆก็ว่าหวาน แต่ยามหมดรักน้ำตาลหวานๆก็กลายเป็นน้ำต้มผักได้ การเขียนบล็อกก็เหมือนกัน!
คงมีบ้างแหละที่พวกเราชาวบล็อกมีบางช่วงที่เบื่อๆกับเรื่องเขียนบล็อกและอ่านบล็อก จากพฤติกรรมที่ว่างเมื่อไรก็เข้าบล็อก กลายมาเป็นว่าแม้ถึงเวลาอัพเดตก็ไม่อยากทำ เพราะเบื่อขึ้นมาเฉยๆ ไม่รู้ว่าจะทำไปหาพระแสงอันใด ชีวิตนี้ทำไมต้องบล็อก จะบล็อกอะไรกันนักหนา แค่งานที่ทำในหน้าที่ก็ปวดกะบาลแทบจะตายอยู่แล้ว
การเขียนบล็อกของแต่ละคนก็มีเหตุผลแตกต่างกันไป จุดประสงค์ในการคิด เค้น กลั่นกรองถ้อยคำเป็นเรื่องราวแล้วนำมาลงบล็อก ทั้งจุดประสงค์หลัก จุดประสงค์รอง ทั้งเปิดเผยทั้งซ่อนเร้นก็คงมีกันคนละหลายๆข้อ แต่ที่เหมือนกันก็คือ ต้องการให้คนอื่นๆรู้ว่าเราคิดอะไร ต้องการให้ใครๆรู้ว่าเรามีตัวตนอยู่ในโลกนี้ และที่สำคัญอยากทำประโยชน์ให้คนอื่นๆบ้าง ผ่านข้อเขียนของเรา
แต่อย่างที่บอก ทำไปๆบางทีก็คิดอะไรไม่ออก ทำให้เบื่อหน่ายเอาได้ จนพาลโมโหให้บล็อก อะไรๆกันนักหนา จะเขียนไปทำไมกันล่ะเว้ย มีคนอ่านสักคนไหมล่ะเนี่ย ฯลฯ
แต่แน่นอนว่า ร้อยทั้งร้อยแม้จะเบื่อแต่ก็ไม่มีใครอยากเลิกเขียนบล็อก เพียงแต่หงุดหงิดรำคาญ ดังนั้น จึงต้องหาวิธีแก้อาการเบื่อให้หมดไป ในที่นี้ ผมอยากจะแบ่งปันหนทางกำจัดความเบื่อซึ่งพิสูจน์มาแล้วว่าได้ผล อาทิ

• คิดว่าเป็นส่วนหนึ่งของงานในหน้าที่ ขึ้นชื่อว่างานนั้นแม้มันน่าเบื่อแต่ก็ต้องทำ การทำงานของเราก็ต้องรับผิดชอบเต็มที่ คือเบื่อแต่ก็ทำจนสุดฝีมือ การเขียนบล็อกก็เช่นกัน ถือเสียว่าเป็นงานที่เพิ่มขึ้นมาอีกอย่างหนึ่ง เบื่อก็ทำให้มันดีที่สุด ทำให้มันเสร็จไปเหมือนงานอื่นๆ
• คิดว่าเป็นการพูดกับเพื่อน ขึ้นชื่อว่าเพื่อนนั้นเมื่อเจอกันแม้จะเบื่อแค่ไหนก็ต้องคุยกัน ลองนึกถึงภาพสิครับว่า เราเบื่องานเต็มทีแล้วแต่พอได้คุยกับเพื่อนมันเหมือนกับได้ขึ้นสวรรค์ ดังนั้น การเขียนบล็อกเหมือนกำลังคุยกับเพื่อน โม้แหลกไปทุกเรื่อง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://blogologynet.com/wp-content/uploads/2008/10/blog-copy.jpg"><img class="alignleft alignnone size-full wp-image-363" style="float: left; margin: 0px; border: 0px;" title="blog-copy" src="http://blogologynet.com/wp-content/uploads/2008/10/blog-copy.jpg" alt="Blogs blog" width="254" height="212" /></a></p>
<p><strong>เบื่อเขียนบล็อกบ้างไหมครับ?</strong></p>
<p>อันที่จริงแล้ว เมื่อเราทำอะไรก็ตาม หากทำบ่อยๆก็จะเกิดความเคยชิน เมื่อเกิดความเคยชินนานๆเข้าก็กลายเป็นซ้ำซาก เมื่อซ้ำซากอยู่ไม่หายก็จะกลายเป็นความเบื่อหน่าย เมื่อเกิดความเบื่อหน่ายขึ้นแล้วหากกำจัดความเบื่อหน่ายไปไม่ได้ก็อาจเตรียมตัวสวัสดีลาก่อนกับเรื่องนั้นๆ</p>
<p>เหมือนยามรักน้ำต้มผักที่ขมๆก็ว่าหวาน แต่ยามหมดรักน้ำตาลหวานๆก็กลายเป็นน้ำต้มผักได้ การเขียนบล็อกก็เหมือนกัน!</p>
<p>คงมีบ้างแหละที่พวกเราชาวบล็อกมีบางช่วงที่เบื่อๆกับเรื่องเขียนบล็อกและอ่านบล็อก จากพฤติกรรมที่ว่างเมื่อไรก็เข้าบล็อก กลายมาเป็นว่าแม้ถึงเวลาอัพเดตก็ไม่อยากทำ เพราะเบื่อขึ้นมาเฉยๆ ไม่รู้ว่าจะทำไปหาพระแสงอันใด ชีวิตนี้ทำไมต้องบล็อก จะบล็อกอะไรกันนักหนา แค่งานที่ทำในหน้าที่ก็ปวดกะบาลแทบจะตายอยู่แล้ว</p>
<p>การเขียนบล็อกของแต่ละคนก็มีเหตุผลแตกต่างกันไป จุดประสงค์ในการคิด เค้น กลั่นกรองถ้อยคำเป็นเรื่องราวแล้วนำมาลงบล็อก ทั้งจุดประสงค์หลัก จุดประสงค์รอง ทั้งเปิดเผยทั้งซ่อนเร้นก็คงมีกันคนละหลายๆข้อ แต่ที่เหมือนกันก็คือ ต้องการให้คนอื่นๆรู้ว่าเราคิดอะไร ต้องการให้ใครๆรู้ว่าเรามีตัวตนอยู่ในโลกนี้ และที่สำคัญอยากทำประโยชน์ให้คนอื่นๆบ้าง ผ่านข้อเขียนของเรา</p>
<p>แต่อย่างที่บอก ทำไปๆบางทีก็คิดอะไรไม่ออก ทำให้เบื่อหน่ายเอาได้ จนพาลโมโหให้บล็อก อะไรๆกันนักหนา จะเขียนไปทำไมกันล่ะเว้ย มีคนอ่านสักคนไหมล่ะเนี่ย ฯลฯ</p>
<p>แต่แน่นอนว่า ร้อยทั้งร้อยแม้จะเบื่อแต่ก็ไม่มีใครอยากเลิกเขียนบล็อก เพียงแต่หงุดหงิดรำคาญ ดังนั้น จึงต้องหาวิธีแก้อาการเบื่อให้หมดไป ในที่นี้ ผมอยากจะแบ่งปันหนทางกำจัดความเบื่อซึ่งพิสูจน์มาแล้วว่าได้ผล อาทิ</p>
<p><span id="more-362"></span></p>
<p><strong>• คิดว่าเป็นส่วนหนึ่งของงานในหน้าที่ </strong>ขึ้นชื่อว่างานนั้นแม้มันน่าเบื่อแต่ก็ต้องทำ การทำงานของเราก็ต้องรับผิดชอบเต็มที่ คือเบื่อแต่ก็ทำจนสุดฝีมือ การเขียนบล็อกก็เช่นกัน ถือเสียว่าเป็นงานที่เพิ่มขึ้นมาอีกอย่างหนึ่ง เบื่อก็ทำให้มันดีที่สุด ทำให้มันเสร็จไปเหมือนงานอื่นๆ</p>
<p><strong>• คิดว่าเป็นการพูดกับเพื่อน </strong>ขึ้นชื่อว่าเพื่อนนั้นเมื่อเจอกันแม้จะเบื่อแค่ไหนก็ต้องคุยกัน ลองนึกถึงภาพสิครับว่า เราเบื่องานเต็มทีแล้วแต่พอได้คุยกับเพื่อนมันเหมือนกับได้ขึ้นสวรรค์ ดังนั้น การเขียนบล็อกเหมือนกำลังคุยกับเพื่อน โม้แหลกไปทุกเรื่อง ก็จะช่วยให้หายเบื่อได้เช่นกัน</p>
<p><strong>• คิดว่ากำลังสร้างประโยชน์แก่คนอื่น</strong> คนเรานั้นถ้าไม่ใช่ประเภทจอมมารสะท้านโลกันต์ หรือ มือสังหารไร้น้ำใจในนิยายกำลังภายใน ต่างล้วนแต่มีความสุขเมื่อได้ทำอะไรๆเพื่อคนอื่น แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆก็ตาม ดังนั้น หากเราคิดว่าการเขียนบล็อกที่เรากำลังเบื่อหน่ายอยู่นี้ เราได้สร้างประโยชน์แก่คนอื่น โดยเขียนสิ่งที่ดีมีประโยชน์ให้คนอ่าน ซึ่งอาจมีใครสักคนอ่านแล้วเกิดแรงบันดาลใจเปลี่ยนแปลงชีวิตให้ดีขึ้น ย่อมจะเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง แบบนี้ก็จะทำให้เรามีกำลังใจเขียนต่อไป</p>
<p><strong>• คิดว่ากำลังพักผ่อนหย่อนใจ</strong> ข้อนี้เป็นความจริงอย่างแน่นอน การเขียนเป็นการปลดปล่อยความคิด ระบายสิ่งที่อัดแน่นอยู่ในจิตใจของเราออกมา ทำให้เกิดความผ่อนคลาย ลดความเคร่งเครียด ทั้งยังเป็นการสร้างพลังให้เกิดขึ้นได้อีกด้วย เหมือนการพักผ่อนหย่อนใจ ฝรั่งจึงมีการบันทึกประจำวัน เพื่อเขียนเรื่องราวที่ได้พบเห็นในแต่ละวัน เมื่อได้ถ่ายเทจากภายในของเราไปไว้บนกระดาษ อะไรๆก็ดีขึ้นมากว่าเก็บเอาไว้แบบอัดอั้นตันใจ</p>
<p><strong>• หยุดเขียนไปสักระยะหนึ่ง</strong> ในกรณีที่เบื่อมากๆก็หยุดเขียนมันไปเลย ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับบล็อก ไม่ว่าจะเขียนหรืออ่าน หยุดใช้อินเตอร์เน็ตเลยยิ่งดี หากจำเป็นก็ใช้แค่เรื่องงาน เสร็จงานแล้วก็เลิกใช้ วิธีนี้ขอบอกว่า ไม่เกิน 7 วันอาการเบื่อจะหายไปแน่นอน อันที่จริงวันที่ 3 ก็เริ่มคิดถึงบล็อกแล้ว ผมเคยทำแบบนี้แบบหักดิบเสมอๆ ปรากฏว่าซมซานกลับมาหาบล็อกภายใน 7 วันทุกครั้ง</p>
<p>วิธีแก้เซ็งแก้เบื่อการเขียนบล็อกก็มีพอสังเขปดังที่ยกมาข้างต้น ขอย้ำว่าเป็นประสบการณ์ส่วนตัวของผมคนเดียวไม่เกี่ยวกับพันธมิตรหรือ นปก. นะครับ อาจไม่ได้ผลกับคนอื่นๆ หรือาจจะได้ผล ผมไม่กล้ารับประกัน ถ้าอยากรู้แน่ๆโดยไม่แพ้เด็กประถม 4 ก็ขอเชิญลองเอาไปใช้ดู</p>
<p><strong>ขอบคุณที่อ่านจนจบ และสวัสดีมีชัยในการเขียนบล็อกครับ.</strong></p>
<p class="akst_link"><a href="http://blogologynet.com/?p=362&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_362" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://blogologynet.com/interiorsiamcom-as-a-citizen-journal-blog" title="interiorsiam.com กับการเป็น Citizen Journal ของ “ช่างแบบ” (21 September 2008)">interiorsiam.com กับการเป็น Citizen Journal ของ “ช่างแบบ”</a> (6)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/how-many-entry-in-a-day-on-your-blog" title="เขียนบล็อกบ่อยแค่ไหนจึงดี (26 March 2009)">เขียนบล็อกบ่อยแค่ไหนจึงดี</a> (2)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/why-you-write-blog" title="เขียนบล็อกทำไม เขียนเพื่ออะไร (14 September 2008)">เขียนบล็อกทำไม เขียนเพื่ออะไร</a> (10)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/theprinciple-of-blog-content-writing" title="หลักการเขียนบล็อกเบื้องต้น (27 March 2009)">หลักการเขียนบล็อกเบื้องต้น</a> (6)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/down-load-free-ebook-blog-and-arts-of-blog" title="สวัสดีปีใหม่ เชิญรับ eBook บล็อกและศาสตร์แห่งบล็อกแทน ส.ค.ส. 2552 (1 January 2009)">สวัสดีปีใหม่ เชิญรับ eBook บล็อกและศาสตร์แห่งบล็อกแทน ส.ค.ส. 2552</a> (12)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogologynet.com/blog-and-how-to-write/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>5</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>5 วิธีเปิดเรื่องง่ายๆให้โดนใจ</title>
		<link>http://blogologynet.com/5-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%86%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89</link>
		<comments>http://blogologynet.com/5-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%86%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 18 Oct 2008 20:24:41 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
				<category><![CDATA[ศิลปะและกลยุทธ์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kosoltalk.com/?p=359</guid>
		<description><![CDATA[
บล็อกเกอร์ทั้งหลายอยากเปิดเรื่องให้โดนใจคนอ่านไหมครับ?
คำตอบก็คงไม่พ้นคำว่าอยาก ตัวผมเองที่คุยโม้อยู่นี่ก็อยากเปิดเรื่องให้โดนใจท่านทั้งหลาย ทำให้ท่านอ่านเรื่องไปจนจบแล้วได้สาระอย่างสาสมใจ และนำไปใช้ประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย คุ้มค่าแก่เวลาที่เสียไปในการอ่าน
ล้อมวงเข้ามาเลยครับ มาลองดูวิธีเปิดเรื่องให้โดนใจที่ผมกำลังจะเล่าให้ฟัง อ้อ&#8230;อย่าเข้าใจว่าผมเป็นกูรูหรือพวก “กูรู้” นะครับ ผมเป็นพวก “กูไม่รู้” แต่ที่โม้อยู่ได้ทุกวันนี้ก็ด้วยการจำขี้ปากเขามาเล่าต่อทั้งนั้น
วิธีเปิดเรื่องให้โดนใจเขาเปิดกันอย่างไร นายเบร็น คลาร์ค (Brain Clark) มีคำตอบไว้ให้แบบสั้นๆง่ายๆ 5 ข้อ ในชื่อเรื่อง “5 Simple Ways to Open Your Blog Post With a Bang” เผยแพร่ใน Copybloger.com มาดูซิว่านายสมองครากเขาแนะนำว่าอย่างไร
วิธีที่ 1 เปิดเรื่องด้วยคำถาม วิธีนี้จะทำให้ผู้อ่านต้องครุ่นคิดใคร่ครวญ อยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับเรื่องราวที่เราเขียน ซึ่งเป็นการดีทีเดียวที่จะดึงดูดใจให้อ่านเรื่องทั้งหมด (ดูการเปิดเรื่องข้างต้นเป็นตัวอย่าง เหอๆ)

วิธีที่ 2 เอาเรื่องหรือข้อความดีๆขึ้นมาอ้าง การขึ้นต้นด้วยการบอกเล่าเรื่องดีๆที่ทำให้คนอ่านประทับใจหรือเข้าใจในจุดมุ่งหมายในเรื่องที่เราเขียน หรือการยกข้อความจากคำพูดของบุคคลที่มีชื่อเสียง รวมถึงข้อความดีๆที่เราประทับใจ จะช่วยทำให้การเปิดเรื่องของเราดึงดุดความสนใจของคนอ่านได้ในเวลาอันรวดเร็ว
วิธีที่ 3. เปิดใจผู้อ่าน นายเบร็น คลาร์ก บอกว่าการเล่นกับความคิดและจิตใจของผู้อ่าน เป็นวิธีหนึ่งที่นักเขียนทั้งหลายแหล่ควรจะทำ เพราะเป็นวิธีการเปิดเรื่องที่มีพลังและเสน่ห์เป็นยิ่งนัก ทำได้โดยการใช้ถ้อยคำที่กระตุ้นจินตนาการและความคิดของผู้อ่าน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://blogologynet.com/wp-content/uploads/2008/10/heart1.jpg"><img class="alignleft alignnone size-full wp-image-360" style="float: left; margin: 5px; border: 0px;" title="heart1" src="http://blogologynet.com/wp-content/uploads/2008/10/heart1.jpg" alt="" width="196" height="180" /></a></p>
<p><strong>บล็อกเกอร์ทั้งหลายอยากเปิดเรื่องให้โดนใจคนอ่านไหมครับ?</strong></p>
<p>คำตอบก็คงไม่พ้นคำว่าอยาก ตัวผมเองที่คุยโม้อยู่นี่ก็อยากเปิดเรื่องให้โดนใจท่านทั้งหลาย ทำให้ท่านอ่านเรื่องไปจนจบแล้วได้สาระอย่างสาสมใจ และนำไปใช้ประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย คุ้มค่าแก่เวลาที่เสียไปในการอ่าน</p>
<p>ล้อมวงเข้ามาเลยครับ มาลองดูวิธีเปิดเรื่องให้โดนใจที่ผมกำลังจะเล่าให้ฟัง อ้อ&#8230;อย่าเข้าใจว่าผมเป็นกูรูหรือพวก “กูรู้” นะครับ ผมเป็นพวก “กูไม่รู้” แต่ที่โม้อยู่ได้ทุกวันนี้ก็ด้วยการจำขี้ปากเขามาเล่าต่อทั้งนั้น</p>
<p>วิธีเปิดเรื่องให้โดนใจเขาเปิดกันอย่างไร <span style="color: #993300;">นายเบร็น คลาร์ค</span> (Brain Clark) มีคำตอบไว้ให้แบบสั้นๆง่ายๆ 5 ข้อ ในชื่อเรื่อง <span style="color: #993300;">“5 Simple Ways to Open Your Blog Post With a Bang”</span> เผยแพร่ใน <a href="http://www.copybloger.com "><span style="color: #0000ff;">Copybloger.com</span> </a>มาดูซิว่านายสมองครากเขาแนะนำว่าอย่างไร</p>
<p><strong><span style="color: #333300;">วิธีที่ 1 เปิดเรื่องด้วยคำถาม</span> </strong>วิธีนี้จะทำให้ผู้อ่านต้องครุ่นคิดใคร่ครวญ อยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับเรื่องราวที่เราเขียน ซึ่งเป็นการดีทีเดียวที่จะดึงดูดใจให้อ่านเรื่องทั้งหมด (ดูการเปิดเรื่องข้างต้นเป็นตัวอย่าง เหอๆ)</p>
<p><span id="more-359"></span></p>
<p><strong><span style="color: #333300;">วิธีที่ 2 เอาเรื่องหรือข้อความดีๆขึ้นมาอ้าง</span> </strong>การขึ้นต้นด้วยการบอกเล่าเรื่องดีๆที่ทำให้คนอ่านประทับใจหรือเข้าใจในจุดมุ่งหมายในเรื่องที่เราเขียน หรือการยกข้อความจากคำพูดของบุคคลที่มีชื่อเสียง รวมถึงข้อความดีๆที่เราประทับใจ จะช่วยทำให้การเปิดเรื่องของเราดึงดุดความสนใจของคนอ่านได้ในเวลาอันรวดเร็ว</p>
<p><strong><span style="color: #333300;">วิธีที่ 3. เปิดใจผู้อ่าน</span></strong> นายเบร็น คลาร์ก บอกว่าการเล่นกับความคิดและจิตใจของผู้อ่าน เป็นวิธีหนึ่งที่นักเขียนทั้งหลายแหล่ควรจะทำ เพราะเป็นวิธีการเปิดเรื่องที่มีพลังและเสน่ห์เป็นยิ่งนัก ทำได้โดยการใช้ถ้อยคำที่กระตุ้นจินตนาการและความคิดของผู้อ่าน เช่น “ลองจินตนาการดูนะครับ&#8230;” หรือ “ลองนึกภาพดูนะคะ&#8230;” หรือ “จำได้ไหมครับ ตอนเป็น&#8230;” หรือข้อความอื่นๆที่มีลักษณะเดียวกันนี้</p>
<p><strong><span style="color: #333300;">วิธีที่ 4 ใช้สุภาษิตคำคม คำอุปมาอุปไมหรือการเปรียบเทียบ</span> </strong>นี่เป็นวิธีการหนึ่งที่มีพลังในการดึงดูดใจคนอ่าน เพราะเป็นวิธีการที่ช่วยกระตุ้นความคิด จิตใจ และจินตนาการให้ผู้อ่านติดตามเรื่องราวที่เรากำลังบอกเล่าแก่พวกเขา</p>
<p><strong><span style="color: #333300;">วิธีที่ 5 ยกข้อมูลหรือสถิติที่หวือหวามาอ้างอิง</span> </strong>นี่เป็นวิธีที่ดีอีกวิธีหนึ่งในการดึงดูดใจผู้อ่าน เพราะผู้คนทั่วไปสนใจใคร่รู้เรื่องราวประเภทนี้อยู่แล้ว ดังนั้น ถ้าหากเลือกข้อมูลหรือสถิติประเภทนี้มาใช้ได้ถูกต้องตรงกับเนื้อหาที่เรานำเสนอ จะช่วยให้ผู้อ่านสนใจอ่านเรื่องของเราได้ดีทีเดียว</p>
<p>เมื่ออ่านทั้ง 5 ข้อที่นายเบร็น คลาร์ก แนะนำไว้แล้วคิดเห็นเป็นประการใดครับ เข้าเข้าทางหรือไม่อย่างไร พวกเราทั้งหลายช่วยกันพิสูจน์หน่อยสิว่ามันจะเป็นจริงได้แค่ไหน ด้วยการลองนำไปใช้ดู ผลเป็นเช่นไรก็ช่วยมาบอกเล่าให้ฟังกันบ้างนะครับ</p>
<p>หากอยากอ่านต้นฉบับก็กดที่ลิงค์ด้านล่างเลยครับ</p>
<p>Read the Article :<span style="color: #0000ff;"> </span><a href="http://www.copyblogger.com/5-simple-ways-to-open-your-blog-post-with-a-bang"><span style="color: #0000ff;">5 Simple Ways to Open Your Blog Post With a Bang</span></a></p>
<p><strong>หวังว่าจะโดนใจท่านสักข้อสองข้อ หรือหากว่าไม่โดนสักข้อเลยก็ขออภัยเป็นอย่างสูง.</strong></p>
<p class="akst_link"><a href="http://blogologynet.com/?p=359&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_359" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li>ไม่มีเรื่องในหมวดเดียวกัน เชิญอ่านเรื่องอื่นๆครับ</li>
	</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogologynet.com/5-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%86%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กฎการเล่าเรื่องลงบล็อก</title>
		<link>http://blogologynet.com/laws-of-blog-writing</link>
		<comments>http://blogologynet.com/laws-of-blog-writing#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 18 Oct 2008 10:40:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator></dc:creator>
				<category><![CDATA[ศิลปะและกลยุทธ์]]></category>
		<category><![CDATA[การเขียนบล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[คำแนะนำการเขียนบล็อก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kosoltalk.com/?p=358</guid>
		<description><![CDATA[
ศาสตร์ของการเขียนนั้นลุ่มลึกและกว้างขวางจนเรียนรู้ไม่มีวันหมด ลำพังการเขียนเรื่องเพื่อพิมพ์เป็นหนังสือก็มีมากมายหลายวิธีอยู่แล้ว เมื่อเกิดบล็อกขึ้นก็เกิดวิชาเขียนบล็อกตามมา นักเขียนคือบล็อกเกอร์ก็ต่างเสาะหาวิธีการเขียนเพื่อให้เกิดผลคือมีคนอ่านแล้วติดใจจนกลับมาอ่านอีก ซึ่งวิธีการที่แต่ละคนคิดค้นขึ้นมานั้นก็ไม่ได้รับประกันว่าจะได้ผลเสมอไป คนหนึ่งใช้ได้ผลแต่กับอีกคนอาจไม่เกิดอะไรขึ้น เหมือนกับเขียนแล้วพิมพ์เป็นเล่มนั่นแหละ
คราวนี้ขอเก็บข้อแนะนำจากบล็อกเกอร์หญิงมาให้อ่านกันดูบ้าง หลังจากอ่านเรื่องของบล็อกเกอร์ชายมาหลายเรื่องแล้ว นั่นคือ ข้อเขียนเรื่อง “8 กฎการเล่าเรื่องลงบล็อก” หรือในชื่อภาษาอังกฤษว่า “8 Rules for Telling Stories on Your Blog” เป็นผลงานของ เจนิเฟอร์ ฟุลไวเลอร์ (Jennifer Fulwiler- ไม่รู้ออกเสียงถูกต้องหรือไม่ ตกลงว่าให้เข้าใจตามที่ออกเสียงมาก็แล้วกัน) ซึ่งเผยแพร่ใน dailyblogtips.com
แม่หญิงเจนิเฟอร์ ฟุลไวเลอร์ เป็นใครมาจากไหน? ตามประวัติที่แนะนำไว้จับใจความได้ว่า เธอคือนักเขียนและนักพัฒนาเว็บไซต์ซึ่งเป็นที่รู้จักและถูกอ้างอิงอยู่เสมอๆ บล็อกของเธอคือ ConversionDiary.com
แม่หญิงเจนิเฟอร์กล่าวว่า การเขียนเรื่องลงบล็อกประเภทที่เรียกว่าบันทึกความทรงจำ (diary-style) นั้นส่วนมากมักจะเป็นเรื่องยาวๆ เมื่อคนเห็นแวบแรกก็มักจะถามตัวเองว่ามันคุ้มค่าไหมที่จะอ่านเรื่องยาวเฟื้อยแบบนี้ ดังนั้นจะต้องหาวิธีการเขียนที่ทำให้ผู้อ่านมองผ่านแวบแรกแล้วบอกตัวเองว่ามันน่าอ่านดีแท้ ดังนั้นเธอจึงเขียน “8 กฎการเล่าเรื่องลงบล็อก” ซึ่งจะขอยกมาเล่าต่อบางประการ ได้แก่

• ใช้คำขึ้นต้นให้โดนใจ โดยเธอให้เหตุผลว่า การเขียนเรื่องลงบล็อกนั้นแตกต่างจากการเขียนเพื่อตีพิมพ์เป็นเล่ม คนอ่านบล็อกใช้เวลาเพียงน้อยนิดที่จะตัดสินใจว่าจะอ่านหรือไม่อ่านเรื่องที่เห็น ดังนั้นจึงต้องเริ่มเรื่องให้โดนใจเข้าไว้ อาจเริ่มเรื่องด้วยการใช้อักษรตัวหนาๆ หรือประโยคสั้นๆที่กินใจ เพื่อทำให้ผู้อ่านสนใจอ่านเรื่องราวต่อจนจบ
• ใช้บทสนทนาประกอบ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://blogologynet.com/wp-content/uploads/2008/10/rules.jpg"><img class="alignleft size-full wp-image-361" style="float: left; margin: 10px; border: 0px;" title="rules" src="http://blogologynet.com/wp-content/uploads/2008/10/rules.jpg" alt="Rules the Blog" width="207" height="190" /></a></p>
<p>ศาสตร์ของการเขียนนั้นลุ่มลึกและกว้างขวางจนเรียนรู้ไม่มีวันหมด ลำพังการเขียนเรื่องเพื่อพิมพ์เป็นหนังสือก็มีมากมายหลายวิธีอยู่แล้ว เมื่อเกิดบล็อกขึ้นก็เกิดวิชาเขียนบล็อกตามมา นักเขียนคือบล็อกเกอร์ก็ต่างเสาะหาวิธีการเขียนเพื่อให้เกิดผลคือมีคนอ่านแล้วติดใจจนกลับมาอ่านอีก ซึ่งวิธีการที่แต่ละคนคิดค้นขึ้นมานั้นก็ไม่ได้รับประกันว่าจะได้ผลเสมอไป คนหนึ่งใช้ได้ผลแต่กับอีกคนอาจไม่เกิดอะไรขึ้น เหมือนกับเขียนแล้วพิมพ์เป็นเล่มนั่นแหละ</p>
<p>คราวนี้ขอเก็บข้อแนะนำจากบล็อกเกอร์หญิงมาให้อ่านกันดูบ้าง หลังจากอ่านเรื่องของบล็อกเกอร์ชายมาหลายเรื่องแล้ว นั่นคือ ข้อเขียนเรื่อง <span style="color: #993300;">“8 กฎการเล่าเรื่องลงบล็อก”</span> หรือในชื่อภาษาอังกฤษว่า <span style="color: #993300;">“8 Rules for Telling Stories on Your Blog”</span> เป็นผลงานของ <span style="color: #993300;">เจนิเฟอร์ ฟุลไวเลอร์ </span>(Jennifer Fulwiler- ไม่รู้ออกเสียงถูกต้องหรือไม่ ตกลงว่าให้เข้าใจตามที่ออกเสียงมาก็แล้วกัน) ซึ่งเผยแพร่ใน <a href="http://www.dailyblogtips.com"><span style="color: #0000ff;">dailyblogtips.com</span></a></p>
<p>แม่หญิงเจนิเฟอร์ ฟุลไวเลอร์ เป็นใครมาจากไหน? ตามประวัติที่แนะนำไว้จับใจความได้ว่า เธอคือนักเขียนและนักพัฒนาเว็บไซต์ซึ่งเป็นที่รู้จักและถูกอ้างอิงอยู่เสมอๆ บล็อกของเธอคือ <a href="http://www.conversiondiary.com"><span style="color: #0000ff;">ConversionDiary.com</span></a></p>
<p>แม่หญิงเจนิเฟอร์กล่าวว่า การเขียนเรื่องลงบล็อกประเภทที่เรียกว่าบันทึกความทรงจำ (diary-style) นั้นส่วนมากมักจะเป็นเรื่องยาวๆ เมื่อคนเห็นแวบแรกก็มักจะถามตัวเองว่ามันคุ้มค่าไหมที่จะอ่านเรื่องยาวเฟื้อยแบบนี้ ดังนั้นจะต้องหาวิธีการเขียนที่ทำให้ผู้อ่านมองผ่านแวบแรกแล้วบอกตัวเองว่ามันน่าอ่านดีแท้ ดังนั้นเธอจึงเขียน <span style="color: #993300;">“8 กฎการเล่าเรื่องลงบล็อก”</span> ซึ่งจะขอยกมาเล่าต่อบางประการ ได้แก่<br />
<span id="more-358"></span><br />
<strong><span style="color: #333399;">• ใช้คำขึ้นต้นให้โดนใจ</span></strong> โดยเธอให้เหตุผลว่า การเขียนเรื่องลงบล็อกนั้นแตกต่างจากการเขียนเพื่อตีพิมพ์เป็นเล่ม คนอ่านบล็อกใช้เวลาเพียงน้อยนิดที่จะตัดสินใจว่าจะอ่านหรือไม่อ่านเรื่องที่เห็น ดังนั้นจึงต้องเริ่มเรื่องให้โดนใจเข้าไว้ อาจเริ่มเรื่องด้วยการใช้อักษรตัวหนาๆ หรือประโยคสั้นๆที่กินใจ เพื่อทำให้ผู้อ่านสนใจอ่านเรื่องราวต่อจนจบ</p>
<p><strong><span style="color: #333399;">• ใช้บทสนทนาประกอบ</span></strong> เพราะบทสนทนาทำให้บอกเล่ารายละเอียดของเรื่องราวได้มากขึ้น ดังนั้น การใส่บทสนทนาย่อยๆเท่าที่จะใส่ได้ประกอบการเล่าเรื่อง จะช่วยให้การเล่าเรื่องมีสีสันขึ้นมามากทีเดียว</p>
<p><strong><span style="color: #333399;">• ใช้หัวข้อย่อยแบ่งเนื้อเรื่อง</span></strong> ในกรณีที่เขียนเรื่องยาวกว่าที่เคยเขียน วิธีที่ทำให้เรื่องไม่ดูยาวจนเกินไปก็คือการแบ่งออกเป็นหัวข้อย่อยๆ โดยใช้ตัวหนาเน้นหัวข้อย่อย ลักษณะนี้คงเคยเห็นกันบ่อยๆ เมื่อทำแล้วจะช่วยให้น่าอ่านมากขึ้น</p>
<p><span style="color: #333399;"><strong>• ใช้ย่อหน้าสั้นๆ</strong></span> การเขียนด้วยย่อหน้ายาวๆเหมือนๆกันนั้นทำให้ดูน่าเบื่อ แต่ก็อย่าลังเลที่จะใช้หากต้องการที่จะอธิบายขยายความให้สมบูรณ์ แต่ถ้าหากใช้ย่อหน้าสั้นๆสลับกันก็จะทำให้น่าอ่านมากขึ้น</p>
<p><strong><span style="color: #333399;">• ตัดถ้อยคำฟุ่มเฟือยทิ้งไป</span></strong> ข้อนี้เป็นข้อที่ผมใช้ประจำ ไม่นึกว่าแม่หญิงเจนิเฟอร์จะคิดตรงกัน เธอบอกว่าต้องตัด ตัด และตัดออกไปให้มากที่สุด ให้ถามตัวเองว่าถ้าตัดคำบางคำออกไปแล้วจะทำให้เนื้อหาอ่อนด้อยลงหรือไม่ ถ้าหากได้คำตอบว่าไม่ ก็ตัดออกไปเลย อย่าได้เสียดาย เธอว่าอย่างนั้น</p>
<p>ทั้งหมดนี้ก็คงมีประโยชน์แก่พี่น้องตามสมควรนะครับ ก็ขอเชิญพิจารณานำไปใช้ได้ตามสะดวก ถ้าหากต้องการอ่านฉบับเต็มๆก็เข้าไปอ่านได้ตามลิงค์ข้างล่าง</p>
<p>Read the Article :<a href="http://www.dailyblogtips.com/index.php?s=8+Rules+for+Telling+Stories+on+Your+Blog"> 8 Rules for Telling Stories on Your Blog</a></p>
<p>ขอบคุณครับ.</p>
<p class="akst_link"><a href="http://blogologynet.com/?p=358&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_358" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://blogologynet.com/interiorsiamcom-as-a-citizen-journal-blog" title="interiorsiam.com กับการเป็น Citizen Journal ของ “ช่างแบบ” (21 September 2008)">interiorsiam.com กับการเป็น Citizen Journal ของ “ช่างแบบ”</a> (6)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/how-many-entry-in-a-day-on-your-blog" title="เขียนบล็อกบ่อยแค่ไหนจึงดี (26 March 2009)">เขียนบล็อกบ่อยแค่ไหนจึงดี</a> (2)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/why-you-write-blog" title="เขียนบล็อกทำไม เขียนเพื่ออะไร (14 September 2008)">เขียนบล็อกทำไม เขียนเพื่ออะไร</a> (10)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/theprinciple-of-blog-content-writing" title="หลักการเขียนบล็อกเบื้องต้น (27 March 2009)">หลักการเขียนบล็อกเบื้องต้น</a> (6)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/down-load-free-ebook-blog-and-arts-of-blog" title="สวัสดีปีใหม่ เชิญรับ eBook บล็อกและศาสตร์แห่งบล็อกแทน ส.ค.ส. 2552 (1 January 2009)">สวัสดีปีใหม่ เชิญรับ eBook บล็อกและศาสตร์แห่งบล็อกแทน ส.ค.ส. 2552</a> (12)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogologynet.com/laws-of-blog-writing/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>6 ข้อคิดเรื่องการเขียน</title>
		<link>http://blogologynet.com/6-ways-to-write</link>
		<comments>http://blogologynet.com/6-ways-to-write#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 15 Oct 2008 16:49:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator></dc:creator>
				<category><![CDATA[ศิลปะและกลยุทธ์]]></category>
		<category><![CDATA[คำแนะนำการเขียน]]></category>
		<category><![CDATA[หลักการเขียน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kosoltalk.com/?p=355</guid>
		<description><![CDATA[
การเขียนเป็นสิ่งมหัศจรรย์อย่างหนึ่งที่มนุษย์ทั่วไปก็มีโอกาสทำได้ ขอให้มีความสามารถอ่านออกเขียนได้เป็นพื้นฐานสำคัญ ความมหัศจรรย์ของการเขียนก็คือ การนำเอาอักษรเพียง 44 ตัว สระอีก 21 รูป (32 เสียง) และวรรณยุกต์อีก 4 รูป (5 เสียง)ในภาษาไทย หรือใช้อักษรโรมันเพียงแค่ 26 ตัวในการเขียนภาษาอังกฤษ มาร้อยเรียงเป็นเรื่องราวอันไม่มีที่สิ้นสุด ตามแต่ความรู้สึกนึกคิดและจินตนาการของผู้เขียนจะมีได้ จึงปรากฏว่า เรื่องราวที่สื่อสารผ่านตัวหนังสือ เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์แม้แต่มนุษย์เองก็อาจนึกไม่ถึง ทั้งๆที่เกิดจากการเสกสรรปั้นแต่งของมนุษย์เองแท้ๆ
&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.
&#60;&#60; อาจินต์ ปัญจพรรค์ นักเขียนและบรรณาธิการ
ผู้ยึดถือหลักการ &#8220;ตะกร้าสร้างนักเขียน&#8221;
ภาพจาก : thaiwriterassociation.org
&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.
การเขียนเป็นศิลปะแขนงหนึ่ง ที่ประกอบด้วยหลักการ ชั้นเชิง กลวิธี อันแยบยล หลากหลาย นักเขียนผู้ประสบความสำเร็จในโลกนี้จึงล้วนแต่มีศิลปะในการเขียนที่แตกต่างกันไป ไม่มีสูตรที่แน่นอนตายตัว แม้ว่าจะมีหลักการที่เรียนรู้กันโดยทั่วไป แต่ความสามารถในการนำหลักการไปใช้นั้นเป็นเรื่องเฉพาะตัว ไม่ใช่ว่าทุกคนที่รู้หลักการแล้วจะประสบความสำเร็จเหมือนกันหมด
ในที่นี้จะขอสรุปหลักการ หรือจะเรียกว่าข้อคิดเรื่องการเขียนที่นักเขียนทั้งหลายได้แนะนำไว้ในที่ต่างๆ มาให้พิจารณาเพื่อว่าจะมีประโยชน์ต่อบล็อกเกอร์อย่างเราๆท่านๆบ้าง แม้ว่าคำแนะนำทั้งหลายที่จะได้อ่านต่อไปนี้ เป็นคำแนะนำของนักเขียนหนังสือ แต่นำมาปรับใช้กับการเขียนบล็อกได้ เพราะไม่ว่าจะเผยแพร่ผ่านหนังสือหรือผ่านบล็อก ก็เป็นการเขียนเช่นเดียวกัน ต่างแต่เพียงช่องทางเผยแพร่เท่านั้น
ข้อคิดเรื่องการเขียนที่อยากนำมาบอกเล่ามีดังนี้

1.เขียนในสิ่งที่รู้ดีที่สุด นี่เป็นคำแนะนำที่พบเห็นโดยทั่วไป นักเขียนใหญ่ทั้งหลายมักแนะนำผู้อยากเขียนหนังสือด้วยคำแนะนำนี้เป็นอันดับแรก เพราะการเขียนเกี่ยวกับเรื่องที่เรารู้ดีที่สุด จะทำให้เราสามารถสื่อสารออกมาได้ดีที่สุด ตัวอย่างที่มีให้เห็นชัดเจนก็คือ นักเขียนชั้นครูอย่างอาจินต์ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img class="alignleft" style="float: left; margin: 10px; border: 0px;" src="http://www.thaiwriterassociation.org/gallery/mataree080208arjin.jpg" alt="" width="232" height="309" /></p>
<p>การเขียนเป็นสิ่งมหัศจรรย์อย่างหนึ่งที่มนุษย์ทั่วไปก็มีโอกาสทำได้ ขอให้มีความสามารถอ่านออกเขียนได้เป็นพื้นฐานสำคัญ ความมหัศจรรย์ของการเขียนก็คือ การนำเอาอักษรเพียง 44 ตัว สระอีก 21 รูป (32 เสียง) และวรรณยุกต์อีก 4 รูป (5 เสียง)ในภาษาไทย หรือใช้อักษรโรมันเพียงแค่ 26 ตัวในการเขียนภาษาอังกฤษ มาร้อยเรียงเป็นเรื่องราวอันไม่มีที่สิ้นสุด ตามแต่ความรู้สึกนึกคิดและจินตนาการของผู้เขียนจะมีได้ จึงปรากฏว่า เรื่องราวที่สื่อสารผ่านตัวหนังสือ เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์แม้แต่มนุษย์เองก็อาจนึกไม่ถึง ทั้งๆที่เกิดจากการเสกสรรปั้นแต่งของมนุษย์เองแท้ๆ</p>
<p><span style="color: #993300;">&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.<br />
&lt;&lt; อาจินต์ ปัญจพรรค์ นักเขียนและบรรณาธิการ<br />
ผู้ยึดถือหลักการ &#8220;ตะกร้าสร้างนักเขียน&#8221;<br />
ภาพจาก : thaiwriterassociation.org<br />
&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.</span></p>
<p>การเขียนเป็นศิลปะแขนงหนึ่ง ที่ประกอบด้วยหลักการ ชั้นเชิง กลวิธี อันแยบยล หลากหลาย นักเขียนผู้ประสบความสำเร็จในโลกนี้จึงล้วนแต่มีศิลปะในการเขียนที่แตกต่างกันไป ไม่มีสูตรที่แน่นอนตายตัว แม้ว่าจะมีหลักการที่เรียนรู้กันโดยทั่วไป แต่ความสามารถในการนำหลักการไปใช้นั้นเป็นเรื่องเฉพาะตัว ไม่ใช่ว่าทุกคนที่รู้หลักการแล้วจะประสบความสำเร็จเหมือนกันหมด</p>
<p>ในที่นี้จะขอสรุปหลักการ หรือจะเรียกว่าข้อคิดเรื่องการเขียนที่นักเขียนทั้งหลายได้แนะนำไว้ในที่ต่างๆ มาให้พิจารณาเพื่อว่าจะมีประโยชน์ต่อบล็อกเกอร์อย่างเราๆท่านๆบ้าง แม้ว่าคำแนะนำทั้งหลายที่จะได้อ่านต่อไปนี้ เป็นคำแนะนำของนักเขียนหนังสือ แต่นำมาปรับใช้กับการเขียนบล็อกได้ เพราะไม่ว่าจะเผยแพร่ผ่านหนังสือหรือผ่านบล็อก ก็เป็นการเขียนเช่นเดียวกัน ต่างแต่เพียงช่องทางเผยแพร่เท่านั้น</p>
<p>ข้อคิดเรื่องการเขียนที่อยากนำมาบอกเล่ามีดังนี้</p>
<p><span id="more-355"></span></p>
<p><strong>1.เขียนในสิ่งที่รู้ดีที่สุด </strong>นี่เป็นคำแนะนำที่พบเห็นโดยทั่วไป นักเขียนใหญ่ทั้งหลายมักแนะนำผู้อยากเขียนหนังสือด้วยคำแนะนำนี้เป็นอันดับแรก เพราะการเขียนเกี่ยวกับเรื่องที่เรารู้ดีที่สุด จะทำให้เราสามารถสื่อสารออกมาได้ดีที่สุด ตัวอย่างที่มีให้เห็นชัดเจนก็คือ นักเขียนชั้นครูอย่างอาจินต์ ปัญจพรรค์ เขียนเรื่องเหมืองแร่จากประสบการณ์ของตน ทำให้สามารถบอกเล่าเรื่องราวทั้งหลายทั้งปวงเกี่ยวกับชีวิตคนทำเหมืองแร่ได้อย่างมีชีวิตชีวา สมจริงสมจัง จนกลายเป็นวรรณกรรมอมตะอีกเรื่องหนึ่งของไทย</p>
<p><strong>2.เขียนแล้วเขียนอีก</strong> นั่นคือ เขียนให้ดีจนตัวเองพอใจ ถ้ายังไม่พอใจก็ต้องเขียนใหม่ แก้ไขใหม่ให้ดีก่อนจะเผยแพร่ เช่น เอิร์สกิน คอลด์เวลล์ (Erskine Caldwell) หนึ่งในนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษที่ 20 ของอเมริกาและของโลก ซึ่งนวนิยายเรื่อง God&#8217;s Little Acre ของเขาขายได้ถึง 14 ล้านเล่ม ได้บอกเล่าไว้ว่า เขาจะเขียนและแก้ไขงานทีละหน้าจนพอใจแล้วค่อยเขียนหน้าต่อไป ส่วนอาจินต์ ปัญจพรรค์ นักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ของไทย ได้กล่าวคำพูดที่ตอกย้ำการเขียนแล้วเขียนอีกว่า “ตะกร้าสร้างนักเขียน” นั่นคือ ถ้าเขียนไม่ดีก็จะถูกโยนลงตะกร้า ถ้าอยากให้ดีก็เขียนใหม่ ซึ่งสมัยก่อนนั้นนักเขียนต้องเขียนเรื่องส่งไปให้บรรณาธิการพิจารณาตีพิมพ์ ถ้าบรรณาธิการโยนลงตะกร้าก็ต้องเขียนอีก จนกว่าบรรณาธิการเห็นว่าดีแล้วและได้ตีพิมพ์ ดังนั้น ตะกร้าบรรณาธิการจึงสร้างนักเขียนด้วยประการฉะนี้</p>
<p><strong>3.เขียนให้สั้น กระชับ ชัดเจน ได้ใจความ </strong>นี่ก็เป็นอีกกลวิธีหนึ่งของการเขียน ผู้ที่ให้คำแนะนำก็คือ เออร์เนส เฮมิงเวย์ (Ernest Hemingway) นักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ในศตวรรษที่ 20 อีกคนหนึ่งซึ่งได้รับรางวัลโนเบลในปี พ.ศ.2497 จากนวนิยายเรื่อง The Old Man And The SEA เฮมิงเวย์ใช้วิธีการเขียนด้วยประโยคสั้นๆ ย่อหน้าสั้นๆ ในงานของเขาเป็นส่วนมาก วิธีการเขียนของเขากลายเป็นรูปแบบเฉพาะตนที่มีนักเขียนจำนวนหนึ่งพยายามยึดเป็นแม่แบบ ซึ่งการเขียนแบบสั้นๆ รวบรัด ชัดเจนแบบเฮมิงเวย์อาจเหมาะสำหรับการเขียนบล็อก ที่คนอ่านไม่ต้องการใช้เวลากับเรื่องหนึ่งๆนานเกินไป</p>
<p><strong>4.เขียนแบบโค่นต้นไม้ทั้งป่ามาทำเก้าอี้ตัวเดียว </strong>นั่นคือ การเลือกสรรถ้อยคำอย่างพิถีพิถันประณีต มีความงดงามของภาษา มีความหมายที่ลึกซึ้ง เหมือนการทำเก้าอี้ที่ดีที่สุดก็ต้องใช้ไม้ที่ดีที่สุดมาทำ แม้จะตัดต้นไม้ทั้งป่าเพื่อหาไม้เนื้อดีที่สุดมาทำเก้าอี้ตัวเดียวก็ต้องทำ เช่นเดียวกับการเขียนหนังสือ ต้องคัดสรรถ้อยคำที่มีอยู่มากมายให้เหลือถ้อยคำที่ดีที่สุดมาใช้ในงานเขียน ผู้ที่ยึดหลักการนี้ก็คือ ประมูล อุณหธูป ผู้เป็นนักเขียนและนักแปลชั้นครูคนหนึ่งของไทย ที่สร้างสรรค์งานวรรณกรรมอันงดงามไว้มากมาย</p>
<p><strong>5.เขียนอย่างมีวินัย </strong>นั่นคือ เมื่อตั้งใจเป็นนักเขียนแล้วก็ต้องมีวินัยในการเขียน ไม่ว่าจะเขียนหนังสือหรือเขียนบล็อกก็คงไม่แตกต่างกัน วินัยของนักเขียนก็คือ เขียนอย่างสม่ำเสมอ เมื่อถึงเวลาเขียนก็ต้องเขียน ส่วนจะเขียนเวลาไหน เมื่อไร เขียนมากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับตัวเองจะกำหนดไว้ เช่น อาจใช้ระยะเวลากำหนด จากกี่นาฬิกาถึงกี่นาฬิกา หรือเขียนวันไหน เมื่อถึงเวลาก็ต้องเขียน จะมากน้อย ดีไม่ดี ก็ต้องเขียน ตัวอย่างของการรักษาวินัยในการเขียนนี้ นักเขียนรางวัลโนเบลชาวโคลัมเบียคือ กาเบรียล การ์เซีย มาเกซ (Gabriel Garcia Marquez) เจ้าของผลงานที่ยิ่งใหญ่ เช่น One Hundred Years of Solitude, Chronicle of a Death Foretold, Love in the Time of Cholera และอีกมากมายหลายเรื่องบอกว่า เมื่อถึงเวลาที่ต้องเขียนเขาก็จะนั่งที่พิมพ์ดีดทันที แม้ในวันนั้นจะนึกอะไรไม่ได้ เขียนอะไรไม่ออกแต่ก็ต้องนั่งอยู่ตรงนั้นจนหมดเวลา นี่คือตัวอย่างของการมีระเบียบวินัยในการเขียน</p>
<p><strong></strong></p>
<p style="text-align: center;"><strong><img class="aligncenter" style="margin: 0px 10px; vertical-align: middle; border: 0px;" src="http://blogologynet.com/wp-content/uploads/2008/10/butterfly.jpg" alt="" width="490" height="355" /></strong></p>
<p><strong></strong></p>
<p style="text-align: center;"><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #993300;">เกียรติบัตรของความภูมิใจเล็กๆเรื่องการเขียนของโกศลคนชอบโม้</span></span></p>
<p style="text-align: left;"><strong>6. เขียนเมื่ออยากเขียน เขียนเมื่อไม่อยากเขียน เขียนเมื่อเบื่อๆอยากๆ เขียนและเขียน</strong> จากนั้นเมื่อมีโอกาสเหมาะ จึงค่อยหยิบขึ้นมาอ่าน แล้วจะรู้ว่าเราเขียนใช่ได้หรือยังใช้ไม่ได้ ควรจะแก้ไขหรือจะทิ้งไป หากต้องทิ้งก็ทิ้งไปไม่ต้องอาลัยอาวรณ์แล้วเขียนใหม่ หากจะแก้ไขก็ลองตัดคำที่เกินมาออกไปสัก 20 เปอร์เซ็นต์ในครั้งแรก อ่านอีกครั้งหนึ่งถ้ายังรู้เรื่องก็ตัดอกไปอีก 30 เปอร์เซ็นต์ ถ้ายังอ่านรู้เรื่องก็ลองตัดออกไปเรื่อยๆจนกว่าจะอ่านไม่รู้เรื่องจึงหยุด อ่านรู้เรื่องที่สุดครั้งไหนก็เอาครั้งนั้นแหละเป็นต้นฉบับจริง นี่เป็นเคล็ดที่ผมใช้อยู่บ่อยๆ</p>
<p>ข้อคิดเรื่องการเขียน ทั้ง 6 ข้อที่กล่าวมานี้ คงเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านบ้าง แม้จะเล็กน้อยก็นับว่าคุ้มค่าแก่การนำมาบอกเล่า หวังว่าท่านทั้งหลายที่ได้อ่านแล้วจะนำไปปรับใช้ในการเขียนของท่าน เพื่อประโยชน์ในทางสื่อสารเนื้อหาสาระดีๆแก่ผู้อ่านบล็อกอย่างเต็มกำลัง</p>
<p>ขอขอบคุณที่อ่านจนจบ พบกันใหม่ในคราวหน้า สวัสดีครับ.</p>
<p class="akst_link"><a href="http://blogologynet.com/?p=355&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_355" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li>ไม่มีเรื่องในหมวดเดียวกัน เชิญอ่านเรื่องอื่นๆครับ</li>
	</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogologynet.com/6-ways-to-write/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กลยุทธ์เพิ่ม Back link จาก John Chow</title>
		<link>http://blogologynet.com/how-to-get-back-link-by-john-chow</link>
		<comments>http://blogologynet.com/how-to-get-back-link-by-john-chow#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 09 Oct 2008 17:58:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator></dc:creator>
				<category><![CDATA[ศิลปะและกลยุทธ์]]></category>
		<category><![CDATA[การหาแบ็คลิงค์]]></category>
		<category><![CDATA[การเขียนบล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[จอนห์ โชว]]></category>
		<category><![CDATA[จอห์น เชา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kosoltalk.com/?p=352</guid>
		<description><![CDATA[
ในบรรดาสาวกลัทธิ MMO (Make Money Online) ทั่วโลกคงมีน้อยคนที่ไม่รู้จัก จอห์น เชา (John Chow) เช่นเดียวกับที่บรรดานัก MMO เมืองไทยคงมีน้อยคนที่ไม่รู้จัก John Redtor เพราะ John Chow และ John Redtor นับว่าเป็นเซียนตัวจริงทั้งสองคน (ขออภัย John Redtor ที่เอ่ยนามอ้างอิงโดยไม่ได้ขออนุญาตไว้ ณ ที่นี้)
&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;..
&#60;&#60; โฉมหน้าเฮียเชา บล็อกเกอร์สะท้านโลก
Credit Image :John Chow dot Com
&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.
จอห์น เชา เป็นคนหนึ่งที่สร้างกระแส MMO ให้พุ่งขึ้นสู่ความนิยม เพราะความสำเร็จของเขาในธุรกิจหาเงินผ่านบล็อกจนเป็นเศรษฐีเงินหลายล้าน เป็นแบบอย่างและแรงบันดาลใจให้แก่คนเป็นจำนวนมากเข้าสู่ธุรกิจนี้ ชื่อของเขาถูกเอ่ยถึงอยู่เสมอเมื่อมีการพูดถึง MMO
บล็อกของจอนห์น เชา คือ John Chow dot Com คือหนึ่งในบล็อกยอดนิยมที่มี Traffic ล้นหลาม มีบล็อกเกอร์และผู้สนใจจากทุกมุมโลก ต่างคลิกเข้าสู่บล็อกเพื่อเรียนรู้ข้อแนะนำจากบล็อกเกอร์เศรษฐีที่ไม่ขี้เหนียวความรู้คนนี้ คำแนะนำเป็นจำนวนมากได้ถูกนำไปปรับใช้ในการทำงานหาเงินผ่านอินเตอร์เน็ตโดยบรรดาผู้แสวงหาความสำเร็จ
สิ่งสำคัญที่ทำให้บล็อกอันเป็นเครื่องมือในการหาเงิน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft" style="float: left; margin: 15px; border: 0px;" src="http://blogologynet.com/wp-content/uploads/2008/10/johnchow.jpg" alt="" width="274" height="217" /></p>
<p>ในบรรดาสาวกลัทธิ MMO (Make Money Online) ทั่วโลกคงมีน้อยคนที่ไม่รู้จัก จอห์น เชา (John Chow) เช่นเดียวกับที่บรรดานัก MMO เมืองไทยคงมีน้อยคนที่ไม่รู้จัก<span style="color: #0000ff;"><a href="http://www.redtor.com"> John Redtor</a> </span>เพราะ John Chow และ John Redtor นับว่าเป็นเซียนตัวจริงทั้งสองคน (ขออภัย John Redtor ที่เอ่ยนามอ้างอิงโดยไม่ได้ขออนุญาตไว้ ณ ที่นี้)</p>
<p><span style="color: #993300;">&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;..<br />
&lt;&lt; โฉมหน้าเฮียเชา บล็อกเกอร์สะท้านโลก<br />
Credit Image :John Chow dot Com<br />
&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.</span></p>
<p>จอห์น เชา เป็นคนหนึ่งที่สร้างกระแส MMO ให้พุ่งขึ้นสู่ความนิยม เพราะความสำเร็จของเขาในธุรกิจหาเงินผ่านบล็อกจนเป็นเศรษฐีเงินหลายล้าน เป็นแบบอย่างและแรงบันดาลใจให้แก่คนเป็นจำนวนมากเข้าสู่ธุรกิจนี้ ชื่อของเขาถูกเอ่ยถึงอยู่เสมอเมื่อมีการพูดถึง MMO</p>
<p>บล็อกของจอนห์น เชา คือ<span style="color: #0000ff;"> <a href="http://www.johnchow.com">John Chow dot Com</a> </span>คือหนึ่งในบล็อกยอดนิยมที่มี Traffic ล้นหลาม มีบล็อกเกอร์และผู้สนใจจากทุกมุมโลก ต่างคลิกเข้าสู่บล็อกเพื่อเรียนรู้ข้อแนะนำจากบล็อกเกอร์เศรษฐีที่ไม่ขี้เหนียวความรู้คนนี้ คำแนะนำเป็นจำนวนมากได้ถูกนำไปปรับใช้ในการทำงานหาเงินผ่านอินเตอร์เน็ตโดยบรรดาผู้แสวงหาความสำเร็จ</p>
<p>สิ่งสำคัญที่ทำให้บล็อกอันเป็นเครื่องมือในการหาเงิน MMO ประสบผลสำเร็จก็คือ ลิงค์อ้างอิงจากบล็อกอื่น หรือ Back Link ซึ่ง จอนห์น เชา บอกไว้ในบทความเรื่อง <strong>“หกกลยุทธ์ในการเพิ่มลิงค์” </strong>(Six Top Linking Strategies) ว่า ลิงค์คือกระดูกสันหลังของจำนวนผู้เข้าชมบล็อก (Links are the backbone of traffic) ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการจัดลำดับ PageRank ของเสิร์ชเอ็นจินต่างๆ โดยเฉพาะยอดปรารถนาของทุกบล็อกเกอร์คือ Google ยิ่งมีลิงค์กลับมาที่บล็อกมากเท่าใด ลำดับ PageRank ก็จะดีขึ้นมากเท่านั้น</p>
<p>จำนวนลิงค์ที่มีปลายทางอยู่ที่ John Chow dot Com นั้น มาจากกว่า 58,000 เว็บไซต์ ทำอย่างไรจึงมีมากมายมหาศาลถึงเพียงนี้ จอห์น เชา บอกว่าเขาไม่หยุดยั้งในการที่จะค้นหาวิธีการต่างๆในการสร้างลิงค์กลับมาหาบล็อกของตน และเขาได้แนะนำ 6 วิธีการเอาไว้ให้ผู้สนใจได้นำไปทดสอบ ทดลองใช้ เรียกว่า 6 กลยุทธ์ในการเพิ่มลิงค์ ได้แก่</p>
<p><span id="more-352"></span></p>
<p><strong>กลยุทธ์ที่หนึ่ง สร้างเนื้อหาให้ดีที่สุด </strong>เขาบอกว่าเนื้อหาคือจุดเริ่มต้นของทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าไม่มีเนื้อหาบล็อกก็ไม่เป็นบล็อก เนื้อหาที่มีก็ไม่ใช่สักแต่ว่ามี มันต้องเป็นเนื้อหาที่ดีพอที่จะทำให้คนอ่านแล้วอยากจะทำลิงค์อ้างอิงกลับมา จอห์น เชา บอกว่า บทความดีๆของเขามีลิงค์ใหม่ๆเกิดขึ้นทุกๆวัน</p>
<p><strong>กลยุทธ์ที่สอง ไปเยี่ยมบล็อกคนอื่นอย่างสม่ำเสมอ </strong>เขาบอกว่า ถ้าอยากมีลิงค์มาที่บล็อกก็ต้องออกไปหาข้างนอก ไปทำความรู้จักกับคนอื่นๆ ไปเยี่ยมเยือนและคอมเมนต์ให้เขา เมื่อทำดังนี้แล้วเจ้าของบล็อกที่เราไปเยี่ยมก็จะเยี่ยมเราเช่นกัน ดังนั้น ถ้าเรามีเนื้อหาดีๆที่เตรียมไว้ตามกลยุทธ์ที่ 1 โอกาสที่เขาจะลิงค์มาหาเราก็มีมากขึ้น เขายังแนะนำเพิ่มเติมว่า การเข้าเป็นสมาชิกชุมชนอินเตอร์เน็ต เช่น MyBlogLog จะทำให้คนรู้จักเรามากขึ้น โอกาสที่เขาจะมาหาเราก็มีมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การได้ลิงค์เพิ่มขึ้น ถ้าเนื้อหาของเราดีพอ</p>
<p><strong>กลยุทธ์ที่สาม หัดเป็นผู้ให้แล้วจะได้รับ</strong> นั่นคือ การให้ลิงค์แก่คนอื่นๆโดยไม่หวังผลตอบแทน คนอื่นๆก็จะให้ลิงค์กลับคืนมา เขาบอกว่า ได้ลิงค์กลับคืนมาเป็นจำนวนมากโดยที่ไม่ได้ร้องขอแลกเปลี่ยนเลยแม้แต่น้อย</p>
<p><strong>กลยุทธ์ที่สี่ สร้างลิงค์ติดเหยื่อเพื่อล่อใจ </strong>จอห์น เชา บอกว่า เขาเคยเขียนถึงการสร้างลิงค์ที่มุ่งหวังล่อใจให้คนเข้าบล็อก แม้จะมีคนวิจารณ์ในทางลบก็ตาม แต่ผลปรากฏว่ามีลิงค์เพิ่มเข้ามาเป็นจำนวนมาก การใช้เหยื่อหลอกล่อก็เป็นเสน่ห์ดึงดูให้คนเข้ามาได้มากเช่นกัน</p>
<p><strong>กลยุทธ์ที่ห้า ทำตัวให้เป็นข่าวบ้าง</strong> นั่นคือ เมื่อเรามีบทความดีๆก็ส่งข่าวให้ชาวบ้านเขารู้ตามบล็อกต่างๆที่เราคุ้นเคย ถ้าเนื้อหาเราดีจริง เมื่อเขาอ่านแล้วโอกาสจะทำลิงค์ให้เราก็มีมากขึ้น</p>
<p><strong>กลยุทธ์ที่หก ส่งงานไปฝากไว้ที่ชุมชนออนไลน์</strong> เช่น Digg.com เป็นต้น ถ้าเนื้อหาของเราดี จนได้รับการลงคะแนนมากๆแล้ว ไม่เพียงแต่จะมีคนเข้ามาเยี่ยม (traffic) เป็นจำนวนมากเท่านั้น หากจะตามมาด้วยลิงค์อีกมากมายเลยทีเดียว เพราะมีบล็อกและเว็บไซต์เป็นจำนวนมากต่างเชื่อมโยงกับ Digg.com โอกาสที่เขาจะลิงค์มาหาก็มีมากขึ้น</p>
<p>นี่เป็นข้อแนะนำที่ จอห์น เชา ได้บอกเล่าเอาไว้ในบทความของเขา โดยเขียนขึ้นจากประสบการณ์ที่ได้ทำสำเร็จมาแล้ว พิสูจน์ได้ว่ามีผลจริงจึงเขียนให้เราๆท่านๆอ่านๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการนำไปปรับใช้ตามความเหมาะสม</p>
<p>การนำข้อแนะนำของบล็อกเกอร์ชาวต่างชาติมาใช้กับบล็อกไทย สิ่งที่ต้องคำนึงถึงก็คือความแตกต่าง เพราะพื้นฐานของบล็อกไทยกับบล็อกต่างชาติ เช่น จอห์น เชา นี้มีความแตกต่างกันข้อหนึ่ง นั่นคือภาษาที่ใช้เขียนบล็อก โดยจอห์น เชา เขียนเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นภาษาที่มีคนใช้ครึ่งค่อนโลก แต่พวกเราเขียนด้วยภาษาไทยที่มีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตประมาณ 10เปอร์เซ็นต์ของประชากร 60 กว่าล้านคน ดังนั้น ปัจจัยความสำเร็จย่อมแตกต่างกันอย่างแน่นอน</p>
<p>หากต้องการอ่านบทความเต็มๆ อ่านได้ที่นี่ &gt;&gt; <span style="color: #0000ff;"><a href="http://johnchow.com/six-top-linking-strategies/">Read the Article : Six Top Linking Strategies</a></span></p>
<p>ขอให้การจราจรติดขัดเต็มบล็อกทุกๆคนครับ.</p>
<p><strong><span style="color: #993300;">ของแถม : </span></strong>ผมมีหนังสืออีบุ๊คของเฮียชู เอ๊ย&#8230;เฮียเชา  ชื่อ  Make Money Online With John Chow dot Com เนื้อหาบอกเล่าถึงกลยุทธ์ เทคนิค ข้อปฏิบัติต่างๆที่จำเป็นในการหาเงินออนไลน์ที่เฮียเชาได้ทำมาแล้ว  หากมีผู้สนใจก็จะพยายามสรุปความเก็บสาระมาบอกเล่าสู่กันฟังไว้ในที่นี่ ตามแต่โอกาสจะอำนวย  มีท่านใดสนใจไหมขอรับ?</p>
<p>&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.</p>
<p><span style="color: #0000ff;"><strong>มีเรื่องอื่นๆที่น่านอีกมาก ดังตัวอย่าง :</strong></span></p>
<p><a style="cursor: pointer;" href="../?p=279"><span style="color: #0000ff;">*สุดยอดบล็อกที่แนะนำการทำบล็อก </span></a><br />
<a style="cursor: pointer;" href="../?p=246"><span style="color: #0000ff;">*สูตรง่ายๆในการเรียกคนเข้าบล็อกเพิ่มขึ้นเท่าตัวในสามสิบวัน (ฝรั่งบอกมา) </span></a><br />
<a style="cursor: pointer;" href="../?p=212"><span style="color: #0000ff;">*เขาบอกว่า เคล็ดสำเร็จของการทำบล็อกเป็นอย่างนี้…</span></a><br />
<a style="cursor: pointer;" href="../?p=202"><span style="color: #0000ff;">*วิธีจัดการคอมเมนต์ที่ไม่พึงประสงค์ </span></a><br />
<a style="cursor: pointer;" href="../?p=343"><span style="color: #0000ff;">*วิธีผูกใจคนอ่านของบล็อกเกอร์มืออาชีพ </span></a><a style="cursor: pointer;" href="../?p=343"></a></p>
<p class="akst_link"><a href="http://blogologynet.com/?p=352&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_352" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://blogologynet.com/john-chow-give-out-of-link-love" title="วาทะจอห์น เชา เรื่องลิงค์… “คนมาก่อน กูเกิลทีหลัง” (14 January 2009)">วาทะจอห์น เชา เรื่องลิงค์… “คนมาก่อน กูเกิลทีหลัง”</a> (7)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/interiorsiamcom-as-a-citizen-journal-blog" title="interiorsiam.com กับการเป็น Citizen Journal ของ “ช่างแบบ” (21 September 2008)">interiorsiam.com กับการเป็น Citizen Journal ของ “ช่างแบบ”</a> (6)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/how-many-entry-in-a-day-on-your-blog" title="เขียนบล็อกบ่อยแค่ไหนจึงดี (26 March 2009)">เขียนบล็อกบ่อยแค่ไหนจึงดี</a> (2)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/why-you-write-blog" title="เขียนบล็อกทำไม เขียนเพื่ออะไร (14 September 2008)">เขียนบล็อกทำไม เขียนเพื่ออะไร</a> (10)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/theprinciple-of-blog-content-writing" title="หลักการเขียนบล็อกเบื้องต้น (27 March 2009)">หลักการเขียนบล็อกเบื้องต้น</a> (6)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogologynet.com/how-to-get-back-link-by-john-chow/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>9</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>5 บล็อกไทยที่แนะนำให้อ่าน</title>
		<link>http://blogologynet.com/5-thai-blogs-you-should-read</link>
		<comments>http://blogologynet.com/5-thai-blogs-you-should-read#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 07 Oct 2008 06:07:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator></dc:creator>
				<category><![CDATA[ศิลปะและกลยุทธ์]]></category>
		<category><![CDATA[คำแนะนำการอ่านบล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[บล็อกดีน่าอ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[บล็อกไทยที่น่าอ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[อ่านบล็อกไทย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kosoltalk.com/?p=346</guid>
		<description><![CDATA[
ก่อนอื่นต้องของออกตัวว่า ผมไม่ใช่เซียนบล็อก หรือผู้เชี่ยวชาญ หรือกูรูผู้ประสบความสำเร็จในการทำบล็อก เพราะลำพัง Traffic แต่ละวันก็หรอมแหรมอยู่แล้ว ยิ่งถ้าจะนับรายได้จากการทำบล็อกก็ยิ่งอยู่ในก้นบ่อน้ำมันที่แห้งแล้ว แต่ที่เขียนอยู่ทุกวันนี้ ผมเขียนในฐานะคนที่ศึกษาเรื่องบล็อกในแง่ที่เป็นสื่ออย่างหนึ่ง เพื่อความรู้และการเรียนรู้โดยแท้ ส่วนผู้ที่อ่านแล้วจะนำไปใช้กันได้แค่ไหนเพียงใดก็สุดแท้แต่ความสนใจของใครของมันครับ
ดังนั้น การมองของผมจึงมองในฐานะที่บล็อกเป็นสื่อ ในมุมมองของคนที่ศึกษาเรื่องสื่อ มิใช่การแนะนำเรื่องหารายได้จากบล็อกแต่อย่างใด อาจจะมีเกี่ยวข้องบ้างก็โดยอ้อมครับ
5 บล็อกไทยที่แนะนำให้อ่านต่อไปนี้ จึงเป็นการมองในฐานะที่บล็อกนั้นเป็นเครื่องมือการสื่อสารของบล็อกเกอร์ ทั้งเรื่องรูปแบบและเนื้อหา ซึ่งอาจเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่ได้อ่านบ้าง โดยเรียงตามลำดับอักษร ดังนี้
1.Makemany.com บล็อกนี้เป็นตัวอย่างของการทำบล็อก Marketing Online ที่น่าศึกษาเป็นอย่างยิ่ง มีพัฒนาการที่เป็นรูปธรรมในเรื่องการสร้างยี่ห้อให้บล็อก (Blog Branding) อย่างเป็นขั้นตอนและประสบความสำเร็จ โดยในเรื่องรูปแบบนั้น ได้เน้นการพัฒนาตราสัญลักษณ์หรือโลโก้อันเป็นเอกลักษณ์ของบล็อก นั่นคือ ตัวอักษร M ในกรอบสี่เหลี่ยมที่เปลี่ยนแปลงรายละเอียดไปจากเดิมไปที่ละน้อย แต่ยังคงรูปแบบโครงร่างเดิม ใครพบเห็นที่ใดก็จำได้ ส่วนเรื่องเนื้อหาก็มีการพัฒนาไปอย่างไม่หยุดยั้ง โดยเริ่มจากการเน้นเรื่องการหารายได้จาก Amazon.com ซึ่งเป็นการเริ่มต้นจากสิ่งที่บล็อกเกอร์รู้ดีที่สุด จากนั้นก็ค่อยๆเพิ่มเติมเนื้อหาในส่วนอื่นๆที่อยู่ภายใต้แนวคิด Blog Marketing จนในปัจจุบัน Makemany.com ได้กลายเป็นแหล่งรวบรวมความรู้เกี่ยวกับ Amazon.com และ Marketing Online ที่มีผู้เข้าไปหาข้อมูลมากแห่งหนึ่ง

2.Natayaa Blog ผมเขียนถึงบล็อกนี้เมื่อนานมาแล้ว [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft" style="float: left; margin: 10px 15px; border: 0px;" src="http://blogologynet.com/wp-content/uploads/2008/10/blogandblogger.gif" alt="" width="81" height="102" /></p>
<p style="text-align: left;">ก่อนอื่นต้องของออกตัวว่า ผมไม่ใช่เซียนบล็อก หรือผู้เชี่ยวชาญ หรือกูรูผู้ประสบความสำเร็จในการทำบล็อก เพราะลำพัง Traffic แต่ละวันก็หรอมแหรมอยู่แล้ว ยิ่งถ้าจะนับรายได้จากการทำบล็อกก็ยิ่งอยู่ในก้นบ่อน้ำมันที่แห้งแล้ว แต่ที่เขียนอยู่ทุกวันนี้ ผมเขียนในฐานะคนที่ศึกษาเรื่องบล็อกในแง่ที่เป็นสื่ออย่างหนึ่ง เพื่อความรู้และการเรียนรู้โดยแท้ ส่วนผู้ที่อ่านแล้วจะนำไปใช้กันได้แค่ไหนเพียงใดก็สุดแท้แต่ความสนใจของใครของมันครับ</p>
<p style="text-align: left;">ดังนั้น การมองของผมจึงมองในฐานะที่บล็อกเป็นสื่อ ในมุมมองของคนที่ศึกษาเรื่องสื่อ มิใช่การแนะนำเรื่องหารายได้จากบล็อกแต่อย่างใด อาจจะมีเกี่ยวข้องบ้างก็โดยอ้อมครับ</p>
<p style="text-align: left;">5 บล็อกไทยที่แนะนำให้อ่านต่อไปนี้ จึงเป็นการมองในฐานะที่บล็อกนั้นเป็นเครื่องมือการสื่อสารของบล็อกเกอร์ ทั้งเรื่องรูปแบบและเนื้อหา ซึ่งอาจเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่ได้อ่านบ้าง โดยเรียงตามลำดับอักษร ดังนี้</p>
<p style="text-align: left;"><strong><span style="color: #993300;">1.Makemany.com</span></strong> บล็อกนี้เป็นตัวอย่างของการทำบล็อก <span style="color: #000000;">Marketing Online</span> ที่น่าศึกษาเป็นอย่างยิ่ง มีพัฒนาการที่เป็นรูปธรรมในเรื่องการสร้างยี่ห้อให้บล็อก (Blog Branding) อย่างเป็นขั้นตอนและประสบความสำเร็จ โดยในเรื่องรูปแบบนั้น ได้เน้นการพัฒนาตราสัญลักษณ์หรือโลโก้อันเป็นเอกลักษณ์ของบล็อก นั่นคือ ตัวอักษร M ในกรอบสี่เหลี่ยมที่เปลี่ยนแปลงรายละเอียดไปจากเดิมไปที่ละน้อย แต่ยังคงรูปแบบโครงร่างเดิม ใครพบเห็นที่ใดก็จำได้ ส่วนเรื่องเนื้อหาก็มีการพัฒนาไปอย่างไม่หยุดยั้ง โดยเริ่มจากการเน้นเรื่องการหารายได้จาก Amazon.com ซึ่งเป็นการเริ่มต้นจากสิ่งที่บล็อกเกอร์รู้ดีที่สุด จากนั้นก็ค่อยๆเพิ่มเติมเนื้อหาในส่วนอื่นๆที่อยู่ภายใต้แนวคิด Blog Marketing จนในปัจจุบัน <a href="http://www.makemany.com"><span style="color: #0000ff;">Makemany.com</span> </a>ได้กลายเป็นแหล่งรวบรวมความรู้เกี่ยวกับ Amazon.com และ Marketing Online ที่มีผู้เข้าไปหาข้อมูลมากแห่งหนึ่ง</p>
<p style="text-align: left;"><span id="more-346"></span></p>
<p style="text-align: left;"><strong><span style="color: #993300;">2.Natayaa Blog</span></strong> ผมเขียนถึงบล็อกนี้เมื่อนานมาแล้ว บล็อกนี้อยู่ใน mBlog ของเครือผู้จัดการ โดยบล็อกเกอร์คือ Natayaa เป็นหญิงสาวชาวไทยที่ไปมีครอบครัวในประเทศอังกฤษ ได้เขียนเล่าเรื่องคนไทยและประสบการณ์การใช้ชีวิตในต่างประเทศ ที่สะท้อนให้เห็นถึงการดิ้นรนต่อสู่ของคนไทยท่ามกลางคนต่างวัฒนธรรม ซึ่งต้องประสบพบเห็นทั้งเรื่องดี เรื่องราย เรื่องที่ชวนร้องไห้และเรื่องที่ชวนหัวเราะ เป็นการทำงานของบล็อกเกอร์ในฐานะ Citizen Reporter ได้ดียิ่ง เนื้อหาที่นำเสนอนั้นนับได้ว่าเป็นสารคดีชีวิต แต่ใช้รูปแบบการเขียนในลักษณะบอกเล่า เป็นการใช้ทักษะเล่าเรื่องที่ผสมผสานระหว่างภาษาพูดกับภาษาเขียนที่ลงตัวมาก หากบล็อกเกอร์ชาวไทยในต่างประเทศทำได้อย่างที่บล็อกเกอร์ Natayaa ทำอยู่นี้ จะทำให้คนไทยในเมืองไทยได้อ่านแล้วจะเข้าใจและมองเห็นภาพการใช้ชีวิตในต่างประเทศได้ดียิ่ง [<a href=" http://mblog.manager.co.th/natayaa"><span style="color: #0000ff;">อ่านบล็อกของ Natayaa</span></a>]<strong></strong></p>
<p style="text-align: left;"><strong><span style="color: #993300;">3.Patsonic.com</span> </strong>บล็อกนี้ความโดดเด่นอยู่ที่เนื้อหาที่เป็นลักษณะสัพเพเหระ หรือที่ฝรั่งเรียกว่า Variety คือมีเนื้อหาหลากหลายตามความสนใจของบล็อกเกอร์ ซึ่งดูตามหมวดหมู่แล้วมีทั้งเรื่องบันเทิง ท่องเที่ยว กีฬา และเรื่องเกี่ยวกับบล็อก ข้อจำกัดที่สำคัญของการทำบล็อก (หรือนิตยสาร) ประเภทนี้ก็คือ หาส่วนผสมของเนื้อหาให้พอดี ลงตัวได้ยาก แต่ถ้าทำได้แล้วจะเกิดผลดีมาก เพราะได้กลุ่มผู้อ่านหลากหลาย สิ่งที่น่ายินดีก็คือ <a href="http://www.patsonic.com/"><span style="color: #0000ff;">patsonic.com </span></a>ผสมสูตรเนื้อหาได้เหมาะสม เลือกประเด็นได้น่าสนใจและวิธการนำเสนอคือการเขียนก็ลื่นไหล สนุกสนาน บล็อกเกอร์ผู้ชอบเรื่องหลากหลายแบบรักพี่เสียดายน้อง จนต้องตัดสินใจเป็นพญาเทครัว ก็ดูท่าน Patsonic เอาไว้เป็นตัวอย่าง (ที่จริงแล้วผมมีแผนจะเขียนถึง patsonic.com แบบเจาะลึก รอโอกาสต่อไปนะครับ)</p>
<p style="text-align: left;"><strong><span style="color: #993300;">4.Peetai.com</span></strong> บล็อกนี้เป็นแบบอย่างของการย่อยเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายและให้ประโยชน์สูงสุดแก่คนอ่าน โดย<a href="http://www.peetai.com/"><span style="color: #0000ff;"> Peetai</span> </a>ได้นำความรู้ด้านไอทีมาบอกเล่าด้วยภาษาที่สั้น กระชับ ได้ใจความ ทั้งยังเต็มไปด้วยความสนุกสนาน มีชีวิตชีวา นอกจากทำให้คนอ่านรู้ในเรื่องที่บล็อกเกอร์นำเสนอแล้วยังเป็นประโยชน์ในการเผยแพร่ข้อมูล ความรู้ ข่าวสารในแวดวงที่บล็อกเกอร์เกี่ยวข้องให้เป็นที่ทราบแก่สาธารณชนด้วย เป็นตัวอย่างของการใช้บล็อกในฐานะสื่อที่ประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง (แม้บล็อกเกอร์จะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม แต่ผลได้เกิดขึ้นแล้ว)</p>
<p style="text-align: left;"><strong><span style="color: #993300;">5.se7enize.com</span> </strong>สำหรับคนอ่านโกศลทอล์คแล้ว คงคุ้นเคยกับบล็อก <a href="http://www.se7enize.com"><span style="color: #0000ff;">se7enize</span></a> เป็นอย่างดี ผมชอบในเรื่องการเลือก Theme ให้เข้ากับเนื้อหาได้พอดิบพอดีเหมาะเจาะ เป็น Theme ที่ออกแบบโดยใช้รูปแบบของศิลปะสมัยใหม่ ประเภท Post-modern หรือ Post-post modern อันเป็นผลงานของ freewpthemes.net ซึ่งเจ้านี้ออกแบบ Theme ที่มีหน้าแปลกๆเป็นจำนวนมาก ใช้รูปทรงเรขาคณิตเป็นแบบในการวางตำแหน่งต่างๆของฟีเจอร์ [<a href="http://www.freewpthemes.net/wordpress-themes/"><span style="color: #0000ff;">ดูตัวอย่าง Theme ของเจ้านี้ ที่นี่</span></a>] ส่วนเนื้อหาที่ไนซ์เขียนนั้นเน้นเรื่องนักร้องบอยแบนด์ชื่อดังของเกาหลี คือ se7en ซึ่งกลุ่มเป้าหมายของบล็อกจึงเป็นคนรุ่นใหม่ การเลือกรูปแบบของ Theme จึงน่าจะถูกใจกลุ่มเป้าหมายได้ไม่น้อย (แม้แต่ลุงยังชอบนี่นา)</p>
<p style="text-align: left;">นี่เป็น 5 บล็อกไทยที่โกศลทอล์คแนะนำให้อ่านและดูเป็นตัวอย่าง โดยเรียงตามตัวอักษรภาษาอังกฤษ ขอย้ำว่าทั้งหมดนี้เป็นความเห็นส่วนตัว ว่าบล็อกที่ยกมานี้มีความโดดเด่นและมีเอกลักษณ์ของตน หากมีผู้ที่ต้องการศึกษาบล็อกเพื่อเป็นตัวอย่างในการสร้างบล็อก ผมคิดว่า ทั้ง 5 บล็อกดังกล่าวจะให้คำตอบได้อย่างแน่นอน</p>
<p style="text-align: left;">ความจริงแล้วมีบล็อกอีกมากมายที่น่าศึกษา น่าอาศัยเป็นแบบอย่างของผู้เริ่มต้น รวมถึงผู้ที่ต้องการพัฒนาบล็อกให้ดีขึ้น (โกศลทอล์คก็เช่นกัน ต้องพัฒนาอีก อีกและอีก) ซึ่งจะได้นำมาบอกเล่าให้อ่านและช่วยกันคิดเห็น นำไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์ยิ่งๆขึ้น</p>
<p style="text-align: left;">สำหรับคราวนี้ ต้องขอขอบคุณที่อ่านจนจบ สวัสดีครับ.</p>
<p style="text-align: left;">&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;</p>
<p style="text-align: left;"><strong><span style="color: #0000ff;">เรื่องน่าสนใจที่ขอเชิญอ่าน ณ บัดนี้:</span></strong></p>
<p style="text-align: left;"><a href="http://www.kosoltalk.com/?p=55"><span style="color: #0000ff;">*หนังสือคอมพิวเตอร์ 5 เล่มที่อ่านในรอบปี 2550 </span></a><br />
<a href="http://www.kosoltalk.com/?p=46"><span style="color: #0000ff;">*Big Blog : Suthichai yoon &#8211; ดูคนใหญ่มาเดินในบล็อก </span></a><br />
<a href="http://www.kosoltalk.com/?p=44"><span style="color: #0000ff;">*Blog Brand and Brand Blog : เล่าเรื่องบทความ “การสร้างแบรนด์ให้บล็อก” </span></a><br />
<a href="http://www.kosoltalk.com/?p=333"><span style="color: #0000ff;">*กลภาษา : กลวิธีสื่อสารของ ทรงชัย ณะอำภัย ณ songchaiblog.com </span></a><br />
<a href="http://www.kosoltalk.com/?p=304"><span style="color: #0000ff;">*interiorsiam.com กับการเป็น Citizen Journal ของ “ช่างแบบ” </span></a></p>
<p class="akst_link"><a href="http://blogologynet.com/?p=346&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_346" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li>ไม่มีเรื่องในหมวดเดียวกัน เชิญอ่านเรื่องอื่นๆครับ</li>
	</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogologynet.com/5-thai-blogs-you-should-read/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>6</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>3 ยุทธวิธีทำความสงบใจให้คนอ่านบล็อก</title>
		<link>http://blogologynet.com/3-laws-to-let-readers-read-in-peace</link>
		<comments>http://blogologynet.com/3-laws-to-let-readers-read-in-peace#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 06 Oct 2008 16:45:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator></dc:creator>
				<category><![CDATA[ศิลปะและกลยุทธ์]]></category>
		<category><![CDATA[การเขียนบล็อก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kosoltalk.com/?p=345</guid>
		<description><![CDATA[
โพสต์ที่ผ่านมา แนะนำเคล็ดในการเขียนบล็อกของนายไมเคิล มาร์ติน ในเรื่องรูปหัวข้อการจัดรูปแบบการเขียน ทีนี้ยังติดพันเรื่องของนายคนนี้อยู่ จึงขอแนะนำเพิ่มเติมอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์แก่แฟนานุแฟนของโกศลทอล์ค โดยนำเรื่องที่นายไมเคิล มาร์ติน เขียนไว้เป็นภาษาอังกฤษว่า Let Readers Read In Peace ซึ่งมีอยู่ 3 ข้อขอแปลเป็นไทยว่า “3 ยุทธวิธีทำความสงบใจให้ผู้อ่าน” ดังที่จั่วหัวเรื่องไว้
การทำความสงบใจให้ผู้อ่าน ไม่ใช่สอนให้ผู้อ่านนั่งสมาธิถือศีลกินเจนะครับ แต่เป็นการจัดการบล้อกของเราให้ผู้อ่านได้อ่านบล็อกอย่างสะดวกสบาย ไม่มีสิ่งใดรบกวน เหมือนนั่งอ่านหนังสือในห้องสมุดที่เงียบสงบนั่นแหละ ซึ่งนายไมเคิล มาร์ติน บอกไว้ในเรื่องนี้ว่า การทำให้ผู้อ่านสงบใจขณะอ่านบล็อกของเรานั้น เป็นบันไดขั้นแรก ที่ดึงความสนใจให้เข้าสู่เนื้อหา นำไปสู่ขั้นที่สองก็คือการอ่านเนื้อหาของเราอย่างใจจดจ่อจนจบบทความ
แนวคิดเรื่องการอ่านนั้นมีอยู่ว่า เมื่อคนเราอ่านอะไรแล้วก็จะอ่านไปเรื่อยๆจนจบ หากไม่มีอะไรมาดึงความสนใจให้วอกแวกเสียก่อน ด้วยอาศัยแนวคิดนี้นี่เองที่ทำให้บล็อกเกอร์ทั้งหลายที่ต้องการให้ผู้อ่านอ่านบทความของตนตั้งแต่ต้นจนจบ จึงหาหนทางที่จะสร้างความสุขสงบใจแก่ผู้อ่าน โดยไม่มีอะไรมาขัดจังหวะ เมื่อทำให้ผู้อ่านซึมซับรับเนื้อหาที่นำเสนอได้อย่างราบรื่นจนพอใจ สิ่งที่จะได้ก็คือ คอมเมนต์ หรือไม่ก็ ซับสคริปต์ใหม่ๆเพิ่มขึ้น
นายไมเคิล มาร์ติน ยอกขุนพลคนมือโปรในแวดวงบล็อกเกอร์ จึงนำเสนอความคิดผ่านบล็อกของเขาว่า มี 3 ยุทธวิธีจัดการกับเรื่องนี้ นั่นคือ

ยุทธวิธีที่หนึ่ง ทำพื้นหลังโพสต์ให้เรียบง่าย เขาบอกว่าส่วนหัวของบล็อก (Headers)กับส่วนท้าย (Footers) นั้นมีข้อความมากมายแล้ว ดังนั้นพื้นหลังบล็อก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: left;"><img class="alignleft" style="border: 0pt none; margin: 15px 20px; float: left;" src="http://blogologynet.com/wp-content/uploads/2008/10/blogandblogger.gif" alt="" width="88" height="83" /><br />
โพสต์ที่ผ่านมา แนะนำเคล็ดในการเขียนบล็อกของนายไมเคิล มาร์ติน ในเรื่องรูปหัวข้อการจัดรูปแบบการเขียน ทีนี้ยังติดพันเรื่องของนายคนนี้อยู่ จึงขอแนะนำเพิ่มเติมอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์แก่แฟนานุแฟนของโกศลทอล์ค โดยนำเรื่องที่นายไมเคิล มาร์ติน เขียนไว้เป็นภาษาอังกฤษว่า Let Readers Read In Peace ซึ่งมีอยู่ 3 ข้อขอแปลเป็นไทยว่า “3 ยุทธวิธีทำความสงบใจให้ผู้อ่าน” ดังที่จั่วหัวเรื่องไว้</p>
<p style="text-align: left;">การทำความสงบใจให้ผู้อ่าน ไม่ใช่สอนให้ผู้อ่านนั่งสมาธิถือศีลกินเจนะครับ แต่เป็นการจัดการบล้อกของเราให้ผู้อ่านได้อ่านบล็อกอย่างสะดวกสบาย ไม่มีสิ่งใดรบกวน เหมือนนั่งอ่านหนังสือในห้องสมุดที่เงียบสงบนั่นแหละ ซึ่งนายไมเคิล มาร์ติน บอกไว้ในเรื่องนี้ว่า การทำให้ผู้อ่านสงบใจขณะอ่านบล็อกของเรานั้น เป็นบันไดขั้นแรก ที่ดึงความสนใจให้เข้าสู่เนื้อหา นำไปสู่ขั้นที่สองก็คือการอ่านเนื้อหาของเราอย่างใจจดจ่อจนจบบทความ</p>
<p style="text-align: left;">แนวคิดเรื่องการอ่านนั้นมีอยู่ว่า เมื่อคนเราอ่านอะไรแล้วก็จะอ่านไปเรื่อยๆจนจบ หากไม่มีอะไรมาดึงความสนใจให้วอกแวกเสียก่อน ด้วยอาศัยแนวคิดนี้นี่เองที่ทำให้บล็อกเกอร์ทั้งหลายที่ต้องการให้ผู้อ่านอ่านบทความของตนตั้งแต่ต้นจนจบ จึงหาหนทางที่จะสร้างความสุขสงบใจแก่ผู้อ่าน โดยไม่มีอะไรมาขัดจังหวะ เมื่อทำให้ผู้อ่านซึมซับรับเนื้อหาที่นำเสนอได้อย่างราบรื่นจนพอใจ สิ่งที่จะได้ก็คือ คอมเมนต์ หรือไม่ก็ ซับสคริปต์ใหม่ๆเพิ่มขึ้น</p>
<p style="text-align: left;">นายไมเคิล มาร์ติน ยอกขุนพลคนมือโปรในแวดวงบล็อกเกอร์ จึงนำเสนอความคิดผ่านบล็อกของเขาว่า มี 3 ยุทธวิธีจัดการกับเรื่องนี้ นั่นคือ</p>
<p style="text-align: left;"><span id="more-345"></span></p>
<p style="text-align: left;">ยุทธวิธีที่หนึ่ง ทำพื้นหลังโพสต์ให้เรียบง่าย เขาบอกว่าส่วนหัวของบล็อก (Headers)กับส่วนท้าย (Footers) นั้นมีข้อความมากมายแล้ว ดังนั้นพื้นหลังบล็อก (Background) ไม่ควรแต่งให้มันเริดบรรเจิดด้วยสีสันอะไรมากมายเป็นการดีที่สุด</p>
<p style="text-align: left;">ยุทธวิธีที่สอง ทำไซด์บาร์ให้สั้นเข้าไว้ ข้อนี้มีพูดถึงในบทความเรื่องก่อนของไมเคิลแล้ว คืออย่าใส่อะไรเข้าไปมากมายนัก เหตุผลก็คือคนจะได้ไม่วอกแวกเวลาอ่านบทความ เขาบอกว่า ถ้าเขาต้องอ่านบทความขนาดความยาวสัก 200 คำ สิ่งสุดท้ายที่เขาอยากจะดูก็คือสิ่งทั้งหลายอยู่แถบไซด์บาร์นี่แหละ</p>
<p style="text-align: left;">ยุทธวิธีที่สาม อย่ามีภาพเคลื่อนไหวที่บล็อก ถ้ามีภาพพวกนี้แล้วมันจะทำให้ดึงความสนใจไปจาการอ่าน นั่นคือผู้อ่านหาความสงบใจไม่ได้ การใช้ภาพเคลื่อนไหว (Animations)ไม่สมควรอย่างยิ่ง จะมีก็ต่อเมื่อจำเป็นที่สุด</p>
<p style="text-align: left;">เมื่ออ่านเรื่องนี้จบก็ลองกลับไปที่บล็อกคุณดูนะครับ ลองอ่านว่ามีอะไรมารบกวนสายตาหรือไม่ ถ้ามีก็นำเคล็ดที่นายไมเคิล มาร์ติน แนะนำไว้ลองไปปรับปรุงใช้ดู</p>
<p style="text-align: left;">ฝรั่งคิดไว้แล้ว เราก็เอามาทดลองใช้สักหน่อย อ่านแล้วอย่าลืมลงมติกันบ้างนะครับ ว่าเนื้อหาเป็นอย่างไร ต้องการเรื่องราวแบบไหนอีก จะได้สรรหามาเล่าไปตามความสามารถของตน เพื่อท่านผู้อ่านนะครับพี่น้องเอ๊ย!</p>
<p style="text-align: left;">[Read the Article: <a href="http://www.problogdesign.com/blog-usability/let-readers-read-in-peace/">Let Readers Read In Peace</a>]</p>
<p class="akst_link"><a href="http://blogologynet.com/?p=345&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_345" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://blogologynet.com/interiorsiamcom-as-a-citizen-journal-blog" title="interiorsiam.com กับการเป็น Citizen Journal ของ “ช่างแบบ” (21 September 2008)">interiorsiam.com กับการเป็น Citizen Journal ของ “ช่างแบบ”</a> (6)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/how-many-entry-in-a-day-on-your-blog" title="เขียนบล็อกบ่อยแค่ไหนจึงดี (26 March 2009)">เขียนบล็อกบ่อยแค่ไหนจึงดี</a> (2)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/why-you-write-blog" title="เขียนบล็อกทำไม เขียนเพื่ออะไร (14 September 2008)">เขียนบล็อกทำไม เขียนเพื่ออะไร</a> (10)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/theprinciple-of-blog-content-writing" title="หลักการเขียนบล็อกเบื้องต้น (27 March 2009)">หลักการเขียนบล็อกเบื้องต้น</a> (6)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/down-load-free-ebook-blog-and-arts-of-blog" title="สวัสดีปีใหม่ เชิญรับ eBook บล็อกและศาสตร์แห่งบล็อกแทน ส.ค.ส. 2552 (1 January 2009)">สวัสดีปีใหม่ เชิญรับ eBook บล็อกและศาสตร์แห่งบล็อกแทน ส.ค.ส. 2552</a> (12)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogologynet.com/3-laws-to-let-readers-read-in-peace/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิธีผูกใจคนอ่านของบล็อกเกอร์มืออาชีพ</title>
		<link>http://blogologynet.com/how-to-make-your-visitors-impress-your-blog</link>
		<comments>http://blogologynet.com/how-to-make-your-visitors-impress-your-blog#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 05 Oct 2008 18:24:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator></dc:creator>
				<category><![CDATA[ศิลปะและกลยุทธ์]]></category>
		<category><![CDATA[การเขียนบล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[บล็อก]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้กใจคนอ่านบล็อก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kosoltalk.com/?p=343</guid>
		<description><![CDATA[ยอดปรารถนาของบล็อกเกอร์ที่ลงทุน ลงแรง ลงสติปัญญาทำบล็อกขึ้นมาด้วยความเหนื่อยยากก็คือผู้อ่าน หากไม่มีผู้อ่านแล้วเนื้อหาจะดีแสนดีเพียงใดก็ไม่มีประโยชน์ ไม่ต่างจากเพชรอยู่ในขี้ตม แม้เพชรจะยังเป็นเพชรแต่ก็อยู่ในสถานะที่ไม่ต่างจากขี้ตม เป็นอาหารเต่าอาหารปลาก็ไม่ได้
บล็อกเกอร์จึงแสวงหาหนทางอันมากมายเพื่อให้มีผู้อ่านมาอ่านเนื้อหาในบล็อกที่ตนสร้างขึ้น ยิ่งจำนวนผู้มาอ่านมากเท่าใด ผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมย่อมตามมามากเท่านั้น บล็อกเกอร์มืออาชีพทั่วโลกต่างมีวิธีการหาคนอ่านมาเข้าบล็อกสารพันวิธี โดยมีเป้าหมายสองอย่างคือ ทำอย่างไรจึงจะมีคนมาเข้าบล็อก และทำอย่างไรจึงจะทำให้คนเคยมาแล้วกลับมาอีก
บล็อกเกอร์มืออาชีพชาวฝรั่งดั้งขอดูจะเป็นเจ้ายุทธวิธีในการหาคนมาอ่านบล็อก ดังจะเห็นได้จากมีบล็อกว่าด้วยเรื่องการทำบล็อกเป็นจำนวนมาก เสนอแนะวิธีการต่างๆในการทำบล็อกให้เป็นที่นิยม หนึ่งในบล็อกเกอร์มืออาชีพดังกล่าวก็คือ นายไมเคิล มาร์ติน (Michael Martin) เจ้าของบล็อก problogdesign.com เขียนบทความเผยแพร่ในบล็อก มีผู้อ่านเป็นจำนวนมาก
ในบรรดาบทความว่าด้วยเรื่องเคล็ดในการทำบล็อก (Blog Tip) ของนายไมเคิลคนนี้ มีอยู่หลายบทความที่อ่านแล้วรู้สึกตรงใจ จึงขอสรุปเนื้อหาบางส่วนที่พิเคราะห์แล้วว่าน่าจะเข้ากับบล็อกไทยและผู้อ่านไทยๆได้ โดยนำมาจากบทความเรื่อง “30 วิธีในการช่วยเพิ่มความสะดวกในการอ่าน” (30 Ways to Improve Readability)
กระทาชายนายไมเคิล มาร์ติน แนะนำเคล็ดดีๆไว้ 30 ข้อ มูลเหตุที่เขียนเรื่องนี้เขาบอกว่า เกิดจากการสอบถามผู้อ่านบล็อกว่า สิ่งสำคัญที่สุดในการวางรูปแบบบล็อกคืออะไร คำตอบที่ได้รับกลับมามากที่สุดก็คือ ความสะดวกในการอ่าน ดังนั้น เขาจึงสรุปว่า ผู้คนเข้าบล็อกมาเพื่ออ่านเนื้อหา ดังนั้นก็ต้องทำให้เขาอ่านได้โดยสะดวกง่ายดายเข้าไว้ บล็อกที่ตกแต่งแบบวิลิศมาหราจนแทบจะดูไม่ออกว่าอะไรเป็นอะไรนั้น มีแต่จะไล่ให้คนหนีหาย เขาว่างั้น ดังนั้นเขาจึงแนะนำวิธีการทำให้บล็อกอ่านง่ายๆ อาทิ&#8230;
จงขีดเส้นใต้เมื่อใส่ลิงค์ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;">ยอดปรารถนาของบล็อกเกอร์ที่ลงทุน ลงแรง ลงสติปัญญาทำบล็อกขึ้นมาด้วยความเหนื่อยยากก็คือผู้อ่าน หากไม่มีผู้อ่านแล้วเนื้อหาจะดีแสนดีเพียงใดก็ไม่มีประโยชน์ ไม่ต่างจากเพชรอยู่ในขี้ตม แม้เพชรจะยังเป็นเพชรแต่ก็อยู่ในสถานะที่ไม่ต่างจากขี้ตม เป็นอาหารเต่าอาหารปลาก็ไม่ได้</p>
<p style="text-align: justify;">บล็อกเกอร์จึงแสวงหาหนทางอันมากมายเพื่อให้มีผู้อ่านมาอ่านเนื้อหาในบล็อกที่ตนสร้างขึ้น ยิ่งจำนวนผู้มาอ่านมากเท่าใด ผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมย่อมตามมามากเท่านั้น บล็อกเกอร์มืออาชีพทั่วโลกต่างมีวิธีการหาคนอ่านมาเข้าบล็อกสารพันวิธี โดยมีเป้าหมายสองอย่างคือ ทำอย่างไรจึงจะมีคนมาเข้าบล็อก และทำอย่างไรจึงจะทำให้คนเคยมาแล้วกลับมาอีก</p>
<p style="text-align: justify;">บล็อกเกอร์มืออาชีพชาวฝรั่งดั้งขอดูจะเป็นเจ้ายุทธวิธีในการหาคนมาอ่านบล็อก ดังจะเห็นได้จากมีบล็อกว่าด้วยเรื่องการทำบล็อกเป็นจำนวนมาก เสนอแนะวิธีการต่างๆในการทำบล็อกให้เป็นที่นิยม หนึ่งในบล็อกเกอร์มืออาชีพดังกล่าวก็คือ นายไมเคิล มาร์ติน (Michael Martin) เจ้าของบล็อก <a href="http://www.problogdesing.com"><span style="color: #0000ff;">problogdesign.com</span></a> เขียนบทความเผยแพร่ในบล็อก มีผู้อ่านเป็นจำนวนมาก</p>
<p style="text-align: justify;">ในบรรดาบทความว่าด้วยเรื่องเคล็ดในการทำบล็อก (Blog Tip) ของนายไมเคิลคนนี้ มีอยู่หลายบทความที่อ่านแล้วรู้สึกตรงใจ จึงขอสรุปเนื้อหาบางส่วนที่พิเคราะห์แล้วว่าน่าจะเข้ากับบล็อกไทยและผู้อ่านไทยๆได้ โดยนำมาจากบทความเรื่อง “30 วิธีในการช่วยเพิ่มความสะดวกในการอ่าน” (30 Ways to Improve Readability)</p>
<p style="text-align: justify;">กระทาชายนายไมเคิล มาร์ติน แนะนำเคล็ดดีๆไว้ 30 ข้อ มูลเหตุที่เขียนเรื่องนี้เขาบอกว่า เกิดจากการสอบถามผู้อ่านบล็อกว่า สิ่งสำคัญที่สุดในการวางรูปแบบบล็อกคืออะไร คำตอบที่ได้รับกลับมามากที่สุดก็คือ ความสะดวกในการอ่าน ดังนั้น เขาจึงสรุปว่า ผู้คนเข้าบล็อกมาเพื่ออ่านเนื้อหา ดังนั้นก็ต้องทำให้เขาอ่านได้โดยสะดวกง่ายดายเข้าไว้ บล็อกที่ตกแต่งแบบวิลิศมาหราจนแทบจะดูไม่ออกว่าอะไรเป็นอะไรนั้น มีแต่จะไล่ให้คนหนีหาย เขาว่างั้น ดังนั้นเขาจึงแนะนำวิธีการทำให้บล็อกอ่านง่ายๆ อาทิ&#8230;</p>
<p style="text-align: justify;"><a href="http://blogologynet.com/wp-content/uploads/2008/10/blocks.jpg"><img class="alignright size-medium wp-image-344" style="float: right; margin: 15px 20px; border: 0px;" title="blocks" src="http://www.kosoltalk.com/wp-content/uploads/2008/10/blocks-300x165.jpg" alt="" width="300" height="165" /></a>จงขีดเส้นใต้เมื่อใส่ลิงค์ เขาบอกว่าคนที่เข้ามาอ่านบล็อกนั้นต้องการให้ใส่เส้นใต้ที่ลิงค์เพื่อที่จะเห็นได้โดยง่าย ดังนั้น อย่าทำให้ผู้อ่านผิดหวัง (ทฤษฎีการตลาดบอกว่า ลูกค้าคือพระเจ้า ผู้อ่านก็คือลูกค้าของบล็อก ดังนั้น อย่าทำให้พระเจ้ามีน้ำโมโห)</p>
<p style="text-align: justify;">จงทำให้เนื้อหาหลักที่โพสต์ลงบล็อกมีความโดดเด่นแตกต่างจากส่วนอื่นๆ อันได้แก่ กล่องแสดงความคิดเห็น ไซด์บาร์ และอื่นๆที่ไม่ใช่เนื้อหาหลัก ต้องทำให้ผู้อ่านเห็นชัดเจนว่าโพสต์เริ่มต้นที่ใดและจบลงที่ใด อย่าให้เหมือนกันเป็นพรืด</p>
<p style="text-align: justify;">จงเขียนให้สั้นแต่ได้ใจความ สมมุติว่าจะเขียนเรื่องหนึ่งจบภายใน 50 คำ ก็ลองเขียนให้จบภายใน 30 คำจะดีมาก เขาบอกว่าอย่างนั้น</p>
<p style="text-align: justify;">จงใช้รูปเป็นตัวเปิดเรื่อง เขาบอกว่ารูปช่วยดึงให้ผู้อ่านเข้าสู่เนื้อหาของโพสต์ และตำแหน่งที่ดีที่สุดที่ควรใส่รูปก็คือบริเวณส่วนหัวของบทความ</p>
<p style="text-align: justify;">จงอย่าใช้ SnapShots แสดงลิงค์ แม้มันจะดูเท่ห์แต่ก็กินไม่ได้ เอาเข้าจริงไม่มีประโยชน์เป็นชิ้นเป็นอัน เพราะทุกครั้งที่แตะลิงค์ก็จะมีหน้าต่างป๊อปอัพขึ้นมาทุกครั้ง มันบังข้อความเนื้อหาไปอย่างน้อยสองสามบรรทัด ทำให้เสียอารมณ์เปล่าๆ (SnapShots นี้คนอ่านคนเขียนบล็อกฟรีของ WordPress คงคุ้นเคยกันดี หากยังไม่ทราบหรือนึกภาพไม่ออกก็ไปอ่านบล็อกฟรีของ WP แล้วลองชี้เมาส์ไปที่ลิงค์ก็จะปรากฏหน้าต่าง SnapShots ขึ้นมาทันที)</p>
<p style="text-align: justify;">จงอย่ายัดอะไรใส่ไซด์บาร์จนยาวเฟื้อย ต้องใส่ให้น้อยที่สุด เพราะถ้ามีอะไรเต็มไปหมดมันจะทำให้ดึงความสนใจของคนอ่านให้หันเหไปจากเนื้อหา เขาว่าอย่างนั้น</p>
<p style="text-align: justify;">นี่คือส่วนหนึ่งใน 30 วิธีที่นายไมเคิล มาร์ติน จอมขมังเวทย์ทางด้านทำบล็อกคนหนึ่งได้แจงไว้ ซึ่งน่าจะเข้ากันได้กับจริตนิสัยของคนไทยเรา จึงนำมาเสนอให้พี่น้องบล็อกเกอร์ทั้งหลายได้ลองนำไปปรับใช้ดูนะครับ แม้วิธีการดังกล่าวอาจจะให้ประโยชน์น้อยอยู่บ้างแต่โทษนั้นคงไม่มี</p>
<p style="text-align: justify;">วิธีการทดสอบว่าได้ผลหรือไม่ก็ลองทำตามที่นายไมเคิลแนะนำ จากนั้นก็ลองอ่านเอง ดูสิว่าจะลื่นไหลไม่สะดุดไหม วิธีนี้ก็คงพอจะเห็นเค้าบ้างแหละว่า ที่นายไมเคลิ มาร์ตินพูดมานั้น จริงหรือโม้</p>
<p style="text-align: justify;">ใครอ่านที่สรุปมานี้ยังไม่จุใจ ก็ไปอ่านบทความนี้แบบเต็มๆได้เลยครับ &gt;&gt; [Read the Article : <a href="http://www.problogdesign.com/blog-usability/30-ways-to-improve-readability"><span style="color: #0000ff;">30 Ways to Improve Readability</span> </a>] รวมทั้งบทความอื่นๆ อาจจะได้ความคิดบรรเจิดมาทำจนเกิดผล จน Traffic ไหลมาเทมาเหมือนน้ำเหนือไหลบ่าก็เป็นได้</p>
<p style="text-align: justify;">ส่วนหน้าที่กาคาบข่าวของผมในครั้งนี้ ก็ขอจบลงเท่านี้ ขอบคุณและสวัสดีครับ.</p>
<p>&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.</p>
<p><strong><span style="color: #0000ff;">เรื่องทำนองเดียวกันที่อยากให้ลองอ่านดูสักหน่อย :</span></strong></p>
<p><a href="http://www.kosoltalk.com/?p=279"><span style="color: #0000ff;">*สุดยอดบล็อกที่แนะนำการทำบล็อก </span></a><br />
<a href="http://www.kosoltalk.com/?p=246"><span style="color: #0000ff;">*สูตรง่ายๆในการเรียกคนเข้าบล็อกเพิ่มขึ้นเท่าตัวในสามสิบวัน (ฝรั่งบอกมา) </span></a><br />
<a href="http://www.kosoltalk.com/?p=212"><span style="color: #0000ff;">*เขาบอกว่า เคล็ดสำเร็จของการทำบล็อกเป็นอย่างนี้…</span></a><br />
<a href="http://www.kosoltalk.com/?p=202"><span style="color: #0000ff;">*วิธีจัดการคอมเมนต์ที่ไม่พึงประสงค์ </span></a><br />
<a href="http://www.kosoltalk.com/?p=98"><span style="color: #0000ff;">*Blogger อย่างพวกเรามี CSR กับเขาหน่อยเป็นไร</span> </a></p>
<p class="akst_link"><a href="http://blogologynet.com/?p=343&amp;akst_action=share-this"  title="แบ่งปัน เรื่องนี้ ไปยัง Thai social bookmark เช่น Zickr,Duocore,Techkr ฯลฯ" id="akst_link_343" class="akst_share_link" rel="nofollow"><b>Thai Share This</b></a>
</p>
	<h4>เรื่องในหมวดเดียวกัน</h4>
	<ul class="st-related-posts">
	<li><a href="http://blogologynet.com/why-you-write-blog" title="เขียนบล็อกทำไม เขียนเพื่ออะไร (14 September 2008)">เขียนบล็อกทำไม เขียนเพื่ออะไร</a> (10)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/down-load-free-ebook-blog-and-arts-of-blog" title="สวัสดีปีใหม่ เชิญรับ eBook บล็อกและศาสตร์แห่งบล็อกแทน ส.ค.ส. 2552 (1 January 2009)">สวัสดีปีใหม่ เชิญรับ eBook บล็อกและศาสตร์แห่งบล็อกแทน ส.ค.ส. 2552</a> (12)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/blogology-introductory-1-what-is-blog" title="บล็อกศาสตร์เบื้องต้น (1) บล็อกคืออะไร (21 December 2008)">บล็อกศาสตร์เบื้องต้น (1) บล็อกคืออะไร</a> (3)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/blog-as-a-printing-issue" title="บล็อก : ทางเลือกในการเผยแพร่ผลงานของนักเขียน (25 March 2009)">บล็อก : ทางเลือกในการเผยแพร่ผลงานของนักเขียน</a> (2)</li>
	<li><a href="http://blogologynet.com/interiorsiamcom-as-a-citizen-journal-blog" title="interiorsiam.com กับการเป็น Citizen Journal ของ “ช่างแบบ” (21 September 2008)">interiorsiam.com กับการเป็น Citizen Journal ของ “ช่างแบบ”</a> (6)</li>
</ul>

]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogologynet.com/how-to-make-your-visitors-impress-your-blog/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>7</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
