สงครามข่าวสารของเอเอสทีวีกับพีทีวี


ภาพจาก thaiinsider.info
…………………

หลังจากพรรคไทยรักไทย โดยการนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ชนะการเลือกตั้งเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเมื่อปี 2544 ด้วยการนำเสนอนโยบายประชานิยมภายใต้แนวคิด “คิดใหม่ ทำใหม่” ที่ถูกใจคนไทยในขณะนั้น ซึ่งเพิ่งฟื้นตัวจากวิกฤตการณ์เศรษฐกิจปี 2540 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลายเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่และได้รับจับตามองว่าจะเป็นผู้นำคนใหม่ของเอเชีย เทียบชั้นเดียวกับนายลีกวนยู อดีตนายกรัฐมนตรีแห่งสิงคโปร์ และ ดร.มหาธีร์ โมฮัมเหม็ด นายกรัฐมนตรีมาเลเซียในขณะนั้น แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องการบริหารประเทศไม่โปร่งใส มีผลประโยชน์ทับซ้อน มีการคอรัปชั่นโครงการต่างๆ ใช้อำนาจทางรัฐสภาโดยอาศัยเสียงข้างมากดำเนินการทางการเมืองเพื่อผลประโยชน์ของตนและพวกพ้อง แม้การขึ้นดำรงตำแหน่งสมัยที่สอง จากการเลือกตั้งปี 2548 พร้อมด้วยคะแนนเสียงในสภาท่วมท้นจนจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ แต่ข้อสงสัยในเรื่องการใช้อำนาจเผด็จการทางรัฐสภาเพื่อสร้างประโยชน์แก่ตนเองก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น นำไปสู่การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนเพื่อต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพรรคไทยรักไทย โดยกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่มีการเคลื่อนไหวอย่างเป็นขบวนการ และมีประชาชนเป็นจำนวนมากสนับสนุน

แม้หลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้หยุดเคลื่อนไหว เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณและกลุ่มผลประโยชน์ที่เรียกว่า “ระบอบทักษิณ” ถูกโค่นล้มไปแล้ว แต่เมื่อพรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2551 จนได้เป็นรัฐบาล กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจึงกลับมาเคลื่อนไหวใหม่เพื่อโค่นล้มระบอบทักษิณอีกครั้งหนึ่ง เพราะเชื่อว่าพรรคพลังประชาชนคือตัวแทนของระบอบทักษิณ

การเคลื่อนไหวต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และการเคลื่อนไหวสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หรือที่รู้จักกันว่า “ฝ่ายไม่เอาทักษิณ” กับ “ฝ่ายเอาทักษิณ” กลายเป็นความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างเป็นรูปธรรม ตลอดช่วงระยะเวลา 5-6 ปีที่ผ่านมา ความขัดแย้งดังกล่าวได้แบ่งแยกคนไทยออกเป็นฝักฝ่ายอย่างชัดเจน
ในการเคลื่อนไหวของแต่ละฝ่าย ต่างอาศัยสื่อเป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ข่าวสารของฝ่ายตนสู่ประชาชน โดยเฉพาะสื่อทีวีที่สามารถเผยแพร่ข่าวสารได้ตามเวลาที่เกิดขึ้นจริง ( Real Times) โดยข่าวสารมีทั้งภาพและเสียง ทำให้สร้างอารมณ์ร่วมและความเห็นความคล้อยตามได้เป็นอย่างดี ดังนั้น สื่อทีวีจึงเป็นเครื่องมือที่ขาดไม่ได้ และได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเคลื่อนไหวทางการเมืองไปโดยปริยาย

1. ASTV อาวุธของฝ่าย “ไม่เอาทักษิณ”

กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยมีสื่อมวลชนในเครือหนังสือพิมพ์ผู้จัดการเป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ข่าวสาร เริ่มต้นด้วยการขุดคุ้ยความไม่ชอบมาพากลของการบริหารราชการแผ่นดินของของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ทำให้ประเทศชาติสูญเสียประโยชน์ ผสานกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างเป็นขบวนการ จนนำไปสู่การรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 โดยคณะทหารที่เรียกตัวเองว่า คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) นำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลนำโดย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ จัดตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ร่างและประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ปี 2550 ตามมาด้วยการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2551 ซึ่งพรรคพลังประชาชนที่เชื่อกันว่า เป็นพรรคการเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกโค่นล้มไปเป็นฝ่ายชนะได้เสียงข้างมาก ทำให้ นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชนได้เป็นนายกรัฐมนตรี

นายสมัคร สุนทรเวช เคยประกาศก่อนจะเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคพลังประชาชนในช่วงก่อนการเลือกตั้งว่า ตนจะทำงานแทน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยรับเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชน และสมาชิกพรรคพลังประชาชนก็ล้วนแต่เป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทย ซึ่งเป็นพรรคการเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ถูกยุบไปหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

ผู้นำคนหนึ่งของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย คือนายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นเจ้าของสื่อเครือผู้จัดการ มีสื่อทุกชนิดทั้งวิทยุ หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ และสื่อออนไลน์ จึงได้ใช้สื่อทุกชนิดที่มีอยู่สนับสนุนการเคลื่อนไหวของฝ่ายตน ด้วยการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของกลุ่มพันธมิตรฯผ่านสื่อเพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารที่แตกต่างจากสื่อของฝ่ายสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยเฉพาะโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเอเอสทีวี (ASTV) ถูกใช้เป็นเครื่องมืออย่างเป็นรูปธรรมที่สุด ด้วยการเปิดช่องสัญญาณถ่ายทอดการเคลื่อนไหวจากพื้นที่จริง ยิงสัญญาณผ่านดาวเทียมให้ผู้ชมได้รู้ข่าวสารอย่างทันเหตุการณ์

อิทธิพลของ ASTV นั้น ทางฝ่ายพันธมิตรประชาธิปไตยเชื่อกันว่า ได้ส่งผลสะเทือนต่อการรับรู้ข่าวสาร ความคิด ความเชื่อของประชาชนในชนบทที่เลือกรับข่าวสารผ่าน ASTV เป็นอย่างมาก โดยเห็นได้จากการเคลื่อนไหวต่อต้านระบอบทักษิณครั้งใหม่ ที่มุ่งโค่นล้มรัฐบาลพรรคพลังประชาชนที่นำโดยนายสมัคร สุนทรเวช ที่เชื่อว่าเป็นตัวแทนของระบอบทักษิณนั้น มีประชาชนจากจังหวัดต่างๆที่จัดตั้งเป็นกลุ่มพันธมิตรฯประจำจังหวัด ได้เข้าร่วมชุมนุมเป็นจำนวนมาก ทั้งยังมีการเคลื่อนไหวในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมที่สุดของการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯจังหวัดก็คือ การชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยคือ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ให้ออกจากพื้นที่ โดยเกิดขึ้นที่จังวัดกระบี่เป็นครั้งแรก และต่อมาที่จังหวัดต่างๆในภาคอีสาน โดยกลุ่มพันธมิตรฯประกาศว่าจะกระทำเช่นนี้เรื่อยไป จนกว่าคณะรัฐบาลที่เป็นตัวแทนของระบบทักษิณลาออก

ปรากฏการณ์พันธมิตรฯจังหวัดต่างๆดังกล่าว หากเกิดขึ้นเพราะการรับรู้ข่าวสารผ่านสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม ASTV จริง นับได้ว่า การใช้สื่อโทรทัศน์ในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ผลตามเป้าหมายเป็นอย่างยิ่ง

2. PTV อาวุธของฝ่าย “เอาทักษิณ”

ฝ่ายสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้จัดตั้งสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมพีทีวี (PTV) ขึ้นในช่วงของรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เพื่อเป็นเครื่องมือเผยแพร่ข่าวสารของกลุ่มตน ขณะเดียวกันก็เคลื่อนไหวทางการเมืองในนาม แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) โดยมองว่า ฝ่ายที่ต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นฝ่ายเผด็จการ เพราะสนับสนุนการโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งด้วยการรัฐประหารซึ่งเป็นเผด็จการ ดังนั้น ทั้ง คปค. ก็ดี รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็ดี กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็ดีล้วนแต่เป็นฝ่ายเผด็จการในมุมมองของ นปก. ทั้งสิ้น แต่การดำเนินงานของสถานีโทรทัศน์ PTV ต้องยุติลงหลังจากดำเนินการได้ไม่นาน เนื่องมาจากปัญหาด้านกฎหมาย ทางกลุ่ม นปก. จึงหันไปใช้สื่อสิ่งพิมพ์ซึ่งมีทั้งหนังสือพิมพ์รายวันและรายสัปดาห์แทน

เมื่อรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช เข้าบริหารราชการแผ่นดิน ได้ปรับเปลี่ยนสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทยของกรมประชาสัมพันธ์ หรือช่อง 11 เป็นสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที (NBT) เพื่อเป็นคู่แข่งขันกับสถานีโทรทัศน์สาธารณะไทยคือทีบีเอส (PBS) ที่รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้ยึดกิจการของสถานีโทรทัศน์ไอทีวี (ITV) ซึ่งกลุ่มธุรกิจที่ตระกูลชินวัตรเป็นเจ้าของที่ทำผิดสัญญาต่อรัฐแล้วนำไปปรับเปลี่ยนเป็นสถานีโทรทัศน์สาธารณะ รัฐบาลพรรคพลังประชาชนไม่สามารถจะจัดการเปลี่ยนแปลงแทรกแซงสถานี PBS ได้เพราะติดขัดเรื่องกฎหมาย จึงจัดตั้งสถานี NBT ขึ้นมา โดยมี นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น และเป็นหนึ่งในอดีตแกนนำ นปก. เป็นผู้รับผิดชอบ และว่าจ้างพนักงานของสถานีโทรทัศน์ ITV เดิมบางส่วน มาเป็นพนักงานของ NBT โดยหวังที่จะให้เป็นคู่เปรียบเทียบกับสถานีโทรทัศน์ PBS อันเป็นการแสดงให้เห็นถึงการแสดงท่าทีของฝ่าย “เอาทักษิณ” ซึ่งมีอำนาจทางการเมืองในฐานะรัฐบาล ที่มีต่อฝ่าย “ไม่เอาทักษิณ” ที่ตนเห็นว่าเป็นเผด็จการที่ได้จัดตั้งสถานีโทรทัศน์ PBS ขึ้น
สถานีโทรทัศน์ NBT หรือช่อง 11 เดิม จึงเป็นเครื่องมือของรัฐบาลที่เป็นตัวแทนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในสายตาของฝ่ายพันธมิตรฯ ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้แก่รัฐบาล ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วก็เป็นภารกิจที่สถานีโทรทัศน์ช่อง 11 เดิม ได้ดำเนินงานมาตลอดนับตั้งแต่ก่อตั้งเป็นต้นมา ไม่ว่าพรรคการเมืองใดเป็นรัฐบาล ล้วนแล้วแต่ใช้สถานีโทรทัศน์แห่งนี้เป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลทั้งสิ้น

เมื่อเดือนกรกฎาคม 2551 สถานีโทรทัศน์ PTV ได้ถูกรื้อฟื้นกิจการขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง โดยกลุ่ม นปก. เดิมที่มีนายวีระ มุสิกพงศ์ อดีตหนึ่งในแกนนำ นปก. เป็นผู้นำในการดำเนินงาน PTV ครั้งใหม่ โดยกำหนดบทบาทของสถานีโทรทัศน์ PTV ให้เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารด้านตรงกันข้ามกับสถานีโทรทัศน์ ASTV ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย การกลับมาดำเนินงานของสถานีโทรทัศน์ PTV ครั้งใหม่นี้ แม้ไม่ได้ดำเนินงานเต็มรูปแบบ ไม่ได้ออกอากาศตลอด 24 ชั่วโมง แต่ก็มีนัยอันสำคัญยิ่งในการส่งผ่านความคิดสู่ฝ่าย”เอาทักษิณ” เป็นการกลับเข้าสู่ “สงครามข่าวสาร” ที่ ดูเหมือนว่า ฝ่าย นปก. เพลี่ยงพล้ำให้แก่ฝ่ายพันธมิตรฯ ตลอดมา

การกลับมาดำเนินงานของสถานีโทรทัศน์ PTV ก็เป็นสัญญาณให้ฝ่าย “เอาทักษิณ” ได้ทราบว่า การต่อสู้ยังไม่จบสิ้นลงง่ายๆ เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสมแล้ว PTV ก็พร้อมที่จะกลับมาดำเนินงานอย่างเต็มรูปแบบเพื่อเป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ข่าวสารไปถึงกลุ่มผู้สนับสนุน เช่นเดียวกับ กลุ่ม นปก. ที่แม้จะไม่การเคลื่อนไหวอย่างเป็นรูปธรรมเหมือนในช่วงรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ แต่เมื่อถึงเวลา กลุ่ม นปก. ก็พร้อมที่จะกลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้งหนึ่ง โดยมี PTV และอาจมี NBT เป็นแนวร่วม เพราะผู้ปฏิบัติงาน ของ NBT ส่วนหนึ่งมาจากสถานีโทรทัศน์ ITV เดิมดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

คำถามต่อไปมีอยู่ว่า เมื่อใดจึงจะเป็นเวลาอันเหมาะสมที่ PTV กับ นปก. จะดำเนินการเคลื่อนไหวอย่างเต็มรูปแบบ คำตอบย่อมหาได้จากการเคลื่อนไหวที่ผ่านมาของทั้งสองฝ่าย เมื่อใดฝ่ายที่มีความคิดเดียวกันมีอำนาจทางการเมืองก็จะยุติบทบาทการเคลื่อนไหวลงชั่วคราว ดังเช่น กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ยุติบทบาทลงในช่วงรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ แต่ กลุ่ม นปก. ออกมาเคลื่อนไหวอย่างเต็มรูปแบบและได้จัดตั้ง PTV และสื่อสิ่งพิมพ์ขึ้นเป็นเครื่องมือสื่อสารของตน ต่อมาเมื่อรัฐบาลพรรคพลังประชาชนนำโดยนายสมัคร สุนทรเวช เข้าบริหารประเทศ กลุ่ม นปก. ก็ยุติบทบาทลง แต่กลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาเคลื่อนไหวอย่างเต็มรูปแบบอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับใช้สถานีโทรทัศน์ดาวเทียม ASTV เป็นเครื่องมือเผยแพร่ข่าวสารอย่างเต็มรูปแบบ ดังที่ปรากฏในปัจจุบัน

3. ประชาชนได้อะไรจากสงครามข่าวสาร

สงครามข่าวสารของทั้งสองฝ่ายยังดำเนินต่อไป ตราบใดที่ความขัดแย้งยังไม่ยุติ เราคงจะได้เห็นการใช้สถานีโทรทัศน์เป็นอาวุธในการต่อสู้ด้านข่าวสาร ซึ่งอาจจะไม่ใช่ ASTV หรือ PTV ตลอดไป เพราะเมื่อเหตุการณ์พัฒนาไปสู่จุดๆหนึ่งที่ไม่อาจคาดเดาได้ อาจมีการจัดตั้งสถานีโทรทัศน์อื่นที่มีลักษณะเดียวกันเป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ข่าวสาร ตามความจำเป็นในสถานการณ์นั้นๆ เพราะปัจจุบันเทคโนโลยีการสื่อสารมีการพัฒนาให้ใช้งานง่ายขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น ขนาดเล็กลง การติดตั้งไม่มีความยุ่งยากซับซ้อน และมีราคาถูกลง จึงสามารถจัดตั้งขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว

หากมองข้ามความขัดแย้งทางการเมืองก็จะเห็นได้ว่า การเกิดขึ้นของสถานีโทรทัศน์ ASTV ก็ดี PTV ก็ดี หรือสถานีโทรทัศน์ลักษณะเดียวกันที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ทำให้สังคมและประชาชนมีโอกาสที่จะได้รับประโยชน์จากข้อมูลข่าวสารอยู่ไม่น้อย เพราะทั้งสองฝ่ายที่พยายามเสนอข้อมูลข่าวสารเพื่อโน้มน้าวประชาชนให้เห็นด้วยกับฝ่ายตนมากที่สุด ย่อมจะต้องเสาะหาข้อมูล ข่าวสาร หลักฐานที่หนักแน่นมานำเสนอ เพื่อให้ประชาชนผู้รับข่าวสารพิจารณา

แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ การเคลื่อนไหวทางการเมืองนั้น มักมีการปลุกเร้าอารมณ์ให้ฮึกเหิม ด้วยการกล่าวโจมตีฝ่ายตรงกันข้ามโดยใช้ข้อมูลแต่เพียงด้านเดียว คือด้านที่เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายตนและเป็นโทษแก่ฝ่ายตรงกันข้าม รวมไปถึงการปลุกเร้าให้เกลียดชังฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับฝ่ายตน จนอาจนำไปการใช้ความรุนแรงต่อกัน ดังที่เคยขึ้นกับสังคมไทยในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 หรือที่เกิดขึ้นในประเทศต่างๆทั่วโลก

แต่อย่างไรก็ตาม หากไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น การต่อสู้กันด้วยข้อมูลข่าวสาร แม้จะมีการใส่ร้ายป้ายสีกันไปด้วย แต่สังคมก็ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารใหม่ๆเพิ่มขึ้น สำหรับผู้ที่ไม่ได้ยืนอยู่ข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด หากรับรู้ข้อมูลข่าวสารจากทั้งสองฝ่าย แล้วนำมากลั่นกรองไตร่ตรองชั่งน้ำหนักหาความจริง ก็ย่อมจะได้ประโยชน์อย่างเต็มที่ อันจะนำไปสู่การใช้ประโยชน์แก่สังคมในทางหนึ่งทางใดได้เช่นกัน.

โกศล อนุสิม
๑๑ กรกฎาคม ๒๕๕๑

เรื่องในหมวดเดียวกัน

This entry was posted on Monday, July 14th, 2008 and is filed under สื่อสารมวลชน. You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. You can leave a response, or trackback from your own site.

Leave a Reply

ยินดีต้อนรับทุกท่าน

.

ข้อเขียนในบล็อกนี้ท่านสามารถนำไปเผยแพร่ผ่านสื่อ เพื่อประโยชน์แก่สาธารณะได้ โดยอ้างอิงผู้เขียน โกศล อนุสิม และ www.blogologynet.com หากนำไปเผยแพร่ผ่านสื่ออินเตอร์เน็ตโปรดใส่ลิงก์เชื่อมโยงกลับมาที่นี่ด้วย ห้ามนำไปแสวงหาประโยชน์ในทางการค้าใด ๆ

.

บล็อกรายเดือน

หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

คนร่วมคุย

eXTReMe Tracker
Free counter and web stats